วันนักบุญแพทริค St. Patrick’s Day

history_of_st__patricks_day
วันที่ 17 มีนาคม เป็นวันนักบุญแพทริค (Saint Patrick’s Day) วันสำคัญนี้มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศไอร์แลนด์ (Ireland)

สัญลักษณ์ของประเทศไอร์แลนด์คือใบชามร๊อค (Shamrock) หรือใบโคลเวอร์สามกลีบค่ะ หลายคนเชื่อว่าใบชามร๊อคเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี

St. Patrick คือใคร?
แม้จะไม่มีประวัติที่ชัดเจนอย่างแท้จริงเกี่ยวกับ St. Patric แต่มีหลายๆหลักฐานที่สนับสนุนว่า St.Patric เกิดที่ Scotland หรือ อีกที่ ที่อาจเป็นไปได้ คือ Wales ประเทศ อังกฤษ เมื่อราวๆปี คริสตศักราช 370 มีชื่อเดิมว่า Maewyn Succat Calpurnius และ Conchessa พ่อแม่ของ Maewyn Succat เป็นคนพื้นเมืองเชื้อสายสวิต ที่อาศัยอยู่ใน ประเทศอังกฤษ

ในช่วงวัยรุ่น Maewyn ถูกลักพาตัวและส่งไปขายเป็น slavery ใน Ireland โดยถูกส่งตัวมารับใช้บาทหลวง ที่โบสถ์แห่งหนึ่ง ในช่วงเวลานั้นเอง Maewyn ได้เรียนรู้และเริ่มซึมซับเรื่องของศาสนา เค้าหลงไหลในการศึกษาศาสนา ในเวลานั้น Maewyn มีความตั้งใจว่า จะแล่นเรือออกไปนอก ไอร์แลนด์ หลังจากนั้นก็ได้ ล่องเรือไปตามชายฝั่งของ ไอร์แลนด์ เป็นระยะทางไกลถึง กว่า 100 ไมล์ จนมาถึงชายฝั่งของ ประเทศอังกฤษ

เมื่อมาถึง ประเทศอังกฤษแล้ว Maewyn ยังคงทำตามความตั้งใจของเขาต่อ ด้วยการ เผยแพร่ ปณิธานของเขา เค้าได้บอกเล่าเกี่ยวกับความฝันของเค้าเกี่ยวกับ ชายที่ชื่อ Victoricus ผู้ซึ่ง มาหาเค้าเมื่อตอนที่เค้ายังอยู่ที่ ไอร์แลนด์ พร้อมด้วยจดหมายฉบับหนึ่ง และนี่คือสิ่งที่ Maewyn เขียนไว้ในบันทึกของเค้า …

“เมื่อครั้งแรกที่ผมได้อ่านจดหมายฉบันนั้น ผมได้ยินเสียงร่ำไห้ในเวลาเดียวกัน เสียงนั้น ร้องว่า “เราทั้งสาม อยู่ตรงนี้ ได้โปรด เดินมาหาเราด้วย”

หลังจากนั้น Maewyn เดินทางไปเรื่อยๆ เพราะผู้คนใน ไอร์แลนด์ ยังไม่ค่อยยอมรับความเชื่อที่ว่านี้มากนัก เค้าเดินทางไปจนถึง ฝรั่งเศส และเได้บวชเป็นบาทหลวง จากนั้นจึงเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น Patrick (ความหมายใน ภาษาละติน แปลว่า บิดาของปวงชน) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บาทหลวง Patrick ใช้ใบไม้ 3 ใบจากต้น แชมรอท (ต้นไม้ประจำชาติของไอร์แลนด์) เพื่อนำมาอธิบายคำสั่งสอน ให้กับชาวคริสเตียนถึงเรื่องส่วนประกอบ 3 องค์ คือ พระบิดา พระบุตรและ จิตวิญญาณ (ข้อมูลจาก http://www.yindii.com/)

ภายหลังจากการเสียชีวิตของ บาทหลวง Patrick ได้ถูกสถาปนา เป็น นักบุญ (โดยมีคำว่า Saint) นำหน้าเพื่อเป็นเกียรติืแก่เขา ดังนั้นเพื่อลำลึกถึง St.Patrick ผู้ซึ่งเป็นนักบวชสอนศาสนาชาว ไอร์แลนด์ ทุกๆวันที่ 17 มีนาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบวันตายของ St.Patrick ในทุกๆปี จึงมีการจัดขบวนพาเหรด และ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเขียว เปรียบเสมือนตัวแทนของต้น แชมรอท นั่นเอง

Leave a comment

Filed under Uncategorized

International Women’s Day 2014: The shocking statistics that show why it is still so important

8/3/2006: Damning statistics mark International Women’s Day
 
×

International Women’s Day, like any event that promotes positive discrimination, is accompanied by its fair share of negative remarks.

The earliest Women’s Days were held in the first decade of 20th century. This was before women had the vote, before women could legally terminate a pregnancy. In the UK, it was only ten years since a married woman could legally own her own property, rather than be property herself. Marie Curie was yet to become the first woman to win the Nobel Prize.

More than a century later and it’s tempting to see International Women’s Day as redundant, a celebratory event at best. Why do we need the event at all? The causes that triggered those first campaigns have been fought and won. Women in today’s society have all the equality they could ever need, right? Wrong.

International Women’s Day is still needed to motivate change, at home and abroad. Some of these statistics put into sharp relief just how far we still have to go.

Violence

Globally, about one in three women will be beaten or raped during their lifetime. About 44 per cent of all UK women have experienced either physical or sexual violence since they were 15-years-old. Britain ranks among the worst countries in Europe when it comes to women being violently abused.

On average, 30% of women who have been in a relationship report that they have experienced some form of physical or sexual violence by their partner.

38 per cent of all murders of women worldwide are committed by a woman’s intimate partner.

A UN report said 99.3% of women and girls in Egypt had been subjected to sexual harassment.

Female Genital Mutilation

This is where girls have either all or part of their clitoris and inner and outer labia sliced off without anaesthesia, and sometimes have part of their vaginas sewn up too.

Over 130 million women living in the world today have undergone Female Genital Mutilation.

There as as many as 24,000 girls are at risk of cutting in the UK.

In one Birmingham hospital as many as 40 to 50 women every month are treated after undergoing female genital mutilation.

Marriage

Around 14 million girls, some as young as eight years old, will be married in 2014.

An estimated 1.2m children are trafficked into slavery each year; 80 per cent are girls.

In 10 countries around the world women are legally bound to obey their husbands

Only 76 countries have legislation that specifically addresses domestic violence – and just 57 of them include sexual abuse.

Working rights

In the UK, the gender pay gap stands at 15%, with women on average earning £5,000 less a year than their male colleagues. The disparity is even greater in part time jobs, going up to 35 per cent.

Globally only a 24 per cent of senior management roles are now filled by women.

The Equalities and Human Rights Commission estimates it will take 70 years at the current rate of progress to see an equal number of female and male directors of FTSE 100 companies.

This hurts everyone. The gender gap in certain industries is even more apparent and damaging. Zemach Getahun estimates that closing the gender gap in agriculture could reduce the number of hungry people in the world by 12-17 per cent.

If the skills and qualifications of women who are currently out of work in the UK were fully utilised, the UK could deliver economic benefits of £15 to £21 billion pounds per year – more than double the value of all our annual exports to China.

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ว่าด้วยกรณี “คุณชายจุฑาวัชร วิวัชรวงศ์” เข้าพิธีแต่งงาน กับปัญหา “กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์”

ในกฎมณเฑียรบาล 2467 มาตรา 11 ว่าด้วยบุคคลทีถูกยกเว้นจากลำดับการสืบราชสันติวงศ์ ข้อ (4) ระบุว่า “มีพระชายาเป็นนางต่างด้าว”..ดังนั้น ในกรณีที “คุณชาย จุฑาวัชร” แต่งงานในเดือนกันยายน ก็ย่อมตกอยู่ในข้อยกเว้นนี้ไปโดยปริยาย


ก่อน อื่นต้องขอสารภาพว่า เมื่อวาน ตอนผมเห็น “ข่าวนอกพระราชสำนัก”* ล่าสุด ของ “ไทยอีนิวส์” เรือง “คุณชาย จุฑาวัชร” กำลังจะแต่งงาน [* คำว่า "ข่าวนอก พระราชสำนัก" ผม "ยืม" มาจากเพื่อนท่านหนึง ที่เขียนในห้องปิด ผมเห็นว่าเท่ห์ดี แต่ไม่แน่ใจว่า เจ้าตัวอยากให้ผมให้เครดิตหรือไม่]

ผมก็เพียงแต่ยิ้มๆ ไม่ทันได้คิดอะไร (เพราะเหนื่อยมาก หลังจากเล็คเชอร์ 6 ชม.)

แต่ พอดีมีเพื่อนอีกท่านหนึง (ไม่แน่ใจว่าท่านนี้ต้องการให้ผมให้เครดิตเช่นกัน) เขียนมาหลังไมค์ว่า ประเด็นนี้ มีความน่าสนใจในแง่ที่ว่า ใน จดหมายจาก “เทพบุตร วิวัชรวงศ์” ทั้งสี่ (ฮ่าๆๆ อันนี้ ผมตั้งเอง เลียนแบบละคร) เมื่อ 2 ปีทีแล้ว มีตอนหนึ่งที “ท่านชาย” ทั้งสี่ ได้ยืนยันวา ไม่ได้สละสิทธิ์ต่างๆอย่างเต็มใจ แต่การทีจะแต่งงานคร้ังนี้ เท่ากับเป็นการสละสิทธิ์ตามกฎมณเฑียรบาลเรืองการสืบสันตติวงศ์ไป

เช้านี้ ได้มีเวลามาเช็คข้อมูลต่างๆ ผมคิดว่า มีประเด็นน่าสนใจ อยากตั้งข้อสังเกตดังนี้

(1) ก่อนอืน ผมได้กลับไปดูจดหมายจาก “ท่านชาย วิวัชรวงศ์” ทั้งสี่ เมื่อ 2 ปีก่อนอีกคร้้ง ไทยอีนิวส์ ได้นำคำแปลจดหมายนั้นของคุณ “ดวงจำปา” มาเผยแพร่อีกครั้ง พร้อมข่าวการจะแต่งงานนี้ด้วย แต่ปัญหาคือ คำแปลของคุณ “ดวงจำปา” นอกจากมีบางส่วนที่เซ็นเซอร์แล้ว ส่วนที่ไม่ได้เซ็นเซอร์บางตอนยังแปลไม่ตรงกับต้นฉบับภาษาอังกฤษด้วย (รวมถึงส่วนทีกำลังจะพูดนี้)

ใน ต้นฉบับภาษาอังกฤษ ส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องการไม่สละสิทธิ์อย่างเต็มใจ มีดังนี้ (ดูต้นฉบับภาษาอังกฤษเต็มๆ ที เว็บไซต์ New Mandala โดยพิมพ์ search ใน Google คำว่า “New Mandala ….. sons ตรง … ผมเซ็นเซอร์เอง แต่คงเดาคำกันได้ไม่ยาก)

“We never, at any time, voluntarily renounced our royal titles nor choose to surrender the “Mahidol” surname.” 

เราไม่เคย, ไม่ว่าเวลาใด, สละพระราชฐานันดรของเรา หรือเลือกที่จะคืน นามสกุล มหิดล อย่างเต็มใจ**

[** ผมแปล surrender แบบตรงๆ ว่า "คืน" และใช้คำธรรมดา "นามสกุล" ไม่ใช่ "ราชสกุล" แทน surname เพื่อให้เข้าใจง่ายและตรงๆกับภาษาอังกฤษ]

ข้อ ความนี้ อันทีจริง ไม่ชัดเจนว่า “ท่านชาย วิวัชรวงศ์” ทั้งสี่ กำลังคิดหรือหมายถึง “สิทธิ” ต่างๆ และยิ่งถ้าอ่านตัวจดหมายทั้งหมด ผมคิดว่า “ท่านชาย” น่าจะเพียงเล่าถึงกรณีที่ไม่ได้ใช้ “ราชฐานันดร” (คือชื่อเรียกแบบเจ้า) และ “นามสกุล” เท่านั้นมากกว่า แต่แน่นอนว่า “ราชฐานันดร” (หรือชื่อเรียกแบบเจ้า) ดังกล่าว ย่อมมาพร้อมกับ “สิทธิ” ต่างๆในฐานะเจ้าด้วย

(2) ในกฎมณเฑียรบาล 2467 มาตรา 11 ว่าด้วยบุคคลทีถูกยกเว้นจากลำดับการสืบราชสันติวงศ์ ข้อ (4) ระบุว่า “มีพระชายาเป็นนางต่างด้าว”

ดังนั้น ในกรณีที “คุณชาย จุฑาวัชร” แต่งงานในเดือนกันยายนนี้ ก็ย่อมตกอยู่ในข้อยกเว้นนี้ไปโดยปริยาย

อย่าง ไรก็ตาม ขอให้สังเกตว่า กฎมณเฑียรบาล มีมาตรา 13 ทีระบุว่า “ห้ามมิให้จัดเอาราชนารีพระองค์ใดๆ เข้าไว้ในลำดับสืบราชสันตติวงศ์เป็นอันขาด”

แต่ ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ก็มีมาตราทีระบุอนุญาตให้ บางกรณีสามารถเสนอพระนามพระราชธิดาขึ้นครองราชย์ได้ (มาตรา 23 วรรคสอง กรณีที่กษัตริย์ไม่ได้ตั้งรัชทายาทไว้ แล้วราชบัลลังก์ว่างลง ให้องคมนตรีเสนอพระนามพระราชวงศ์ รวมถึงอาจจะพระราชธิดา ต่อ ครม.เห็นชอบ)

หมายความว่า ถ้ามีรัฐธรรมนูญระบุไว้เป็นอย่างอืน กฎมณเฑียรบาลบางข้อ ก็ไม่มีผลบังคับใช้ได้

แน่ นอน กรณีมาตรา 11(4) เรื่องห้ามบุคคลที่มีชายาเป็นนางต่างด้าวนั้น ไม่มีมาตราใดในรัฐธรรมนูญที่ ยกเว้น หรือ overwrite แบบนี้ ดังนั้น มาตรา 11(4) จึงยังมีผลบังคับใช้เต็มที่

หมายความว่า การแต่งงานของ “คุณชาย จุฑาวัชร” มีผลในการยกเว้นสิทธิเรื่องสืบสันตติวงศ์ของท่านโดยปริยายจริงๆ

(3) อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎี กรณีในข้อ (1) เรืองราชฐานันดร สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยการสถาปนาขึ้นใหม่ ขณะที่กรณีที่ (2) นั้น ถ้าจะเปลี่ยนแปลง จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการ ยกเว้น (overwrite) กฎมณเฑียรบาล มาตรา 11(4) (แบบเดียวกับที่ ยกเว้น เรืองพระราชธิดา)

จากสภาพการณ์ในปัจจุบัน ผมยังไม่เห็นว่า มีโอกาสหรือความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นแต่อย่างใด

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ไหว้กระจกเงา โดย จักรภพ เพ็ญแข

 

ตรุษจีนเป็นเวลาที่ทำให้เรานึกถึงเชื้อสายจีนในตัวเราเองหรือในตัวคนอื่นๆ ในขณะที่เราใช้เวลาส่วนใหญ่ตลอดปีอย่างคนไทยและตามวิถีไทย ผมเองไม่มีเชื้อจีนทางพ่อเลย แต่ทางแม่มีบางๆ ตั้งแต่ยุคคุณตาเป็นต้นมา ซึ่งก็ไม่เคยมีการเฉลิมฉลองอะไรตามแบบจีน เลย ตรุษจีนสำหรับผมในอดีตจึงไม่มีอะไรที่ต้องทำเป็นพิเศษ ยกเว้นแต่ร้านรวงที่ปิดกันมากมาย เนื่องจากเศรษฐกิจส่วนมากเป็นของชาวไทยเชื้อสายจีน แต่มาปีนี้ผมนึกถึงตรุษจีนในอีกแง่หนึ่งขึ้นมา นั่นคือในความขัดแย้งลึกล้ำในหมู่พวกเราชาวไทยในทางการเมือง ในฝ่ายผู้ต่อต้านประชาธิปไตยถึงขั้นจะล้มล้างรัฐธรรมนูญและกลไกการเลือกตั้ง ผมสังเกตว่ามีมิติเรื่องไทยจีนซ่อนอยู่อยู่เงียบๆ และไม่มีใครอยากพูดถึง ผู้ที่กระโดดออกมาหนุนม็อบ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในทางการเงิน อย่างเป็นเรื่องเป็นราวรายแรกๆ และยังหนุนจนถึงขณะนี้ ล้วนเป็นนักธุรกิจไทยจีนเก่าแก่แบบที่เราเรียกว่า ทุนเก่า (old money) ทั้งสิ้น ไม่มีนักธุรกิจในสายอื่นๆ อย่าง ไทยอินเดีย ไทยมอญ ไทยมุสลิม ไทยไทย เป็นต้น อย่างชัดเจนเลย มีบ้างก็เพียงรายสองรายที่ไม่ใช่ก้อนเงินหลัก ส่วนนักธุรกิจไทยจีนรุ่นหลังๆ ก็แบ่งออกเป็น ๒ พวกที่ค่อนข้างชัด ธุรกิจอันเป็นมรดกตกทอดนั้น ตัวเจ้าของหรือทายาทมักสนับสนุนม็อบเช่นกัน และสนับสนุนด้วยเงินบริจาคเป็นชิ้นเป็นอัน ส่วนกลุ่มที่สร้างธุรกิจขึ้นมาใหม่ด้วยน้ำพักน้ำแรงและมันสมองของตัวเอง มักสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยหรือสนับสนุนการเลือกตั้งโดยไม่ได้ชอบชมหรือ เชียร์ฝ่ายพรรคเพื่อไทยหรือรัฐบาล ข้อมูลที่ได้รับมานี้ ทำให้เกิดความคิดย้อนหลังไปถึงประวัติศาสตร์ทุนไทยในช่วงรัตนโกสินทร์ได้มาก

ทุกคนรู้ว่า เขตดั้งเดิมของคนจีนในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น เยาวราช สำเพ็ง ราชวงศ์ ฯลฯ ล้วนอยู่ใกล้กับกำแพงของพระบรมมหาราชวังทั้งสิ้น ถึงจะอยู่ด้านนอกกำแพงวัง ซึ่งแสดงว่าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของวังก็ตามที แตกต่างจากคนไทยที่ส่วนใหญ่ทำนาทำไร่ และอยู่ห่างออกไปจนไม่ได้ยินเสียงปืนใหญ่ที่บอกเวลาทุกเที่ยงวัน จนเกิดสำนวนว่า “ไกลปืนเที่ยง” ซึ่งกลายเป็นคนนอกเสียยิ่งกว่า คนจีนในยุคเก่าเห็นตัวเองว่าเป็นคนอื่นที่เข้ามาขออาศัยบ้านเขาอยู่ จึงเรียกภาวะนั้นว่า พระบรมโพธิสมภาร ซึ่งแปลว่า ที่พึ่งอันยิ่งใหญ่ ในใจของคนจีนยุคเก่าที่เข้ามาทำการค้าในเมืองไทยนั้น เห็นว่าตนเองเป็นหนี้บุญคุณต่อเจ้าของประเทศไทยในขณะนั้น นั่นคือกษัตริย์ไทยแต่ผู้เดียว ไม่รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณใดๆ ต่อปวงชนชาวไทยทั่วประเทศซึ่งในขณะนั้นมีฐานะเป็นเพียงฝุ่นเมืองหรือผู้ อาศัยแผ่นดินอยู่เช่นเดียวกัน คนจีนรุ่นเก่าจึงสอนลูกหลานให้มองขึ้นฟ้าแต่อย่างเดียวเพราะทางรอดของตนอยู่ ที่นั่น โดยไม่ได้ปรายตามองคนที่เท่ากันหรือต่ำกว่าในฐานะทางเศรษฐกิจเอาเลย อารมณ์นี้ดูจะเปลี่ยนไปมากเมื่อคนไทยจีนยุคต่อๆ มา ปรับจิตใจของตนเองจนเป็นไทย หรืออย่างน้อยก็ไทยจีน ซึ่งแตกต่างจากความเป็นจีน-จีนที่ผ่านมา แต่ความคิดเก่าๆ บางอย่างก็ยังตกตะกอนอยู่ โดยเฉพาะการเลือกข้างเมื่อเจ้าของประเทศเดิมกับผู้ถือหุ้นรายใหม่ (ปวงชนชาวไทย) เกิดขัดแย้งในกรรมสิทธิ์และอำนาจรัฐขึ้นมา อย่างที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้

หลายคนหลอกตัวเองว่าเขาออกมาร่วมประท้วงเพราะรัฐบาลมีพฤติกรรมทุจริต คอร์รัปชั่น แต่นักธุรกิจไทย-ไทยและไทย-จีนผู้มีประสบการณ์คนไหนเคยเห็นรัฐบาลที่ปราศจาก การคอร์รัปชั่นโดยสิ้นเชิงบ้าง ก็การ “จิ้มก้อง” ที่คนจีนยุคเก่าเป็นผู้เริ่มต้นเพื่อความสะดวกทางธุรกิจของเขานั้น ก็จ่ายให้กับอำมาตย์ศักดินามาตั้งนานก่อนที่ยุคประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นมิใช่ หรือ พูดเช่นนี้มิใช่ว่าการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องอันปกติธรรมดาที่เราควรยอมรับ หรือมานั่งถกเถียงอย่างไร้สาระว่าใครโกงมากกว่าใคร แต่อยากฝากให้ทุกคนคิดใคร่ครวญกันให้ดีว่าปัญหาคอร์รัปชั่นที่รากฐานแก้ไข ได้ด้วยอะไร สิ่งที่แก้คอร์รัปชั่นได้ดีที่สุดมิใช่การประท้วงชนิดถ่วงความเจริญของชาติ แต่คือการสอดใส่กิจกรรมปฏิรูปธรรมาภิบาล ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนไปพร้อมกันและต่อเนื่อง ทำข้างใดข้างหนึ่งก็ไม่พอ ต้องทำพร้อมกันทั้งสองข้าง เด็กไร้เดียงสาเท่านั้นที่จะคิดว่าปัญหาคอร์รัปชั่นต้องแก้ที่ตัวบุคคลโดย ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงระบบเลย วันนี้ สิ่งสำคัญของบ้านเมืองคือการขยายขนาดเศรษฐกิจให้เพียงพอที่จะแจกจ่ายอย่าง ทั่วถึงได้ทั่วทั้งรัฐไทยเสียก่อน ระหว่างนั้นก็แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นซึ่งมีความสำคัญและเร่งด่วนไปด้วย

วันนี้นักธุรกิจทุกเชื้อสายควรตั้งสติเสียใหม่ หยุดคิดง่ายๆ แบบละครแนวเก่าว่า โลกแบ่งออกเป็นคนดีและคนร้ายอย่างชัดเจน และบริหารจัดการชีวิตไปตามข้อเท็จจริงนั้น เราขัดแย้งกันมากเพราะหลายคน ยังตกอยู่ใต้อิทธิพลของความคิดเก่าๆ โดยเฉพาะว่าต้นตระกูลของตนเป็นหนี้บุญคุณของใคร จนต้องรี่ออกมาร่วมประท้วงและชุมนุมกับคนที่ตัวจินตนาการไปเองว่าเป็นพวก เดียวกัน เพื่อเตรียมยกพวกตีกับอีกฝ่ายที่ตัวถูกจูงจมูกให้เชื่อว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาต ทั้งๆ ที่ได้ข้อมูลตื้นๆ บ้าๆ บอๆ จากโซเชียลเน็ตเวิร์คเท่านั้นเอง ถ้าถอยหลังตั้งสติให้ดี อาจจะพบว่าตัวเองยืนอยู่ผิดฝั่ง และควรรีบกลับมายืนกับประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจรัฐอันแท้จริงโดยเร็ว

จริงๆ เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเชื้อสายจีนหรือไทยเลย ความสำคัญอยู่ที่คำว่า ทุนเก่า และ ทุนใหม่ บางคนอุตส่าห์ไปร่ำเรียนมาเสียมากมาย แต่กลับถึงบ้านก็เก่าสุดกู่เพราะทุนของเขาเป็นหนี้บุญคุณของคนอื่นที่ไม่ใช่ ประชาชนเท่านั้น สิ่งที่เขาเรียกกันว่า มีสมองแต่ไร้ปัญญา มันก็เป็นเช่นนี้

พรุ่งนี้วันไหว้แล้ว บางคนเตรียมจะไหว้เทพเพราะคิดว่าตัวเองเป็นหนี้บุญคุณเทพ บางคนคิดออกแล้วว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาตัวเป็นหนี้บุญคุณมนุษย์ธรรมดาสามัญ ผู้เป็นพี่น้องร่วมชาตินี่เอง เพราะฉะนั้นโปรดคิดให้ถ่องแท้และไหว้เสียให้ถูกคนนะครับ.

Leave a comment

Filed under Uncategorized

หม่อมราชวงศ์มาลินี จักรพันธุ์ หรือ “คุณหญิงหมัด”

January 30, 2014

โดย จักรภพ เพ็ญแข

ผมเพิ่งได้อ่านบทความของ โธมัส ฟุลเลอร์ แห่ง อินเตอร์เนชั่นแนล นิวยอร์ก ไทมส์ เกี่ยวกับจุดยืนและทัศนะทางการเมืองของ หม่อมราชวงศ์มาลินี จักรพันธุ์ หรือ “คุณหญิงหมัด” ตามที่ใครต่อใครเรียกขาน ทำให้เกิดความคิดแตกแขนงออกไปหลายทิศทาง ประเด็นที่ฟุลเลอร์นำมาชี้คือ ความเป็นอำมาตย์ของคุณหญิงมาลินีฯ ที่ติดตัวมาตลอด จนถึงวัย ๖๖ ปีในขณะนี้ และจุดยืนที่เป็นบวกต่อขบวนประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเพื่อไทย อดีตนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณฯ และพลเมืองไทยโดยรวม ซึ่งดูจะขัดกันอยู่ในตัว และเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองในครอบครัว ที่แผ่ซ่านไปทั่วสังคมไทยของทุกสี ถึงขั้นญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงไม่พูดกันและหลายรายเกิดขัดแย้งกันจนครอบ ครัวร้าวฉานอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นกรณีที่กำลังเกิดกับพี่น้องที่เป็นสุภาพสตรีล้วนของสกุล “จักรพันธุ์” เช่นเดียวกัน

ผมมีโอกาสได้รู้จักกับคุณหญิงมาลินีฯ เพราะท่านกรุณาให้โอกาสผมได้รู้จักกับท่าน รู้อยู่ครับว่าสตรีผู้นี้เป็นผู้ที่มีความเห็นอันเป็นอิสระ มีความกล้าหาญที่จะเป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะต้องสวนทางกับพลังอันหนักหน่วงของสังคมรอบกายขนาดไหนก็ตาม แต่ทัศนะและจุดยืนที่ประกาศชัด ไม่ใช่การพลั้งปากครั้งนี้ ก็ทำให้ผมประหลาดใจในตัวคุณหญิงไม่แพ้คนอื่น ใครมีโอกาสได้สนทนากับท่านหรือได้อ่านข้อเขียนประวัติศาสตร์ไทยที่ท่านเขียน ลงในหนังสือพิมพ์รายวันมาตลอดหลายปี จะรู้ว่า ท่านมีความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์บ้านเมือง โดยเฉพาะในประวัติศาสตร์ของพระบรมราชวงศ์อย่างเต็มที่ ไม่ใช่ลูกหลานราชนิกูลที่ตื้นเขินและปล่อยตัวให้ลมการเมืองพัดไปพัดมาได้ ง่ายๆ คำถามคือ ผู้ที่เป็นราชนิกูลแท้ และมีความหยิ่งในประวัติศาสตร์ของตนอย่างหม่อมราชวงศ์ท่านนี้ตัดสินใจมายืน อยู่กับฝ่ายประชาธิปไตยในวันนี้ได้อย่างไร

การวิเคราะห์จิตใจของปัจเจกบุคคลนั้นคงทำได้ยาก และผมก็ขาดคุณสมบัติทางวิชาการที่จะทำได้ แต่การวิพากษ์ในทางการเมืองและสังคมนั้นทำได้ ผมมองว่า หม่อมราชวงศ์มาลินีฯ เป็นราชนิกูลน้อยคนที่ปล่อยตัวเองให้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้คนกลุ่ม ต่างๆ อย่างแท้จริง ชีวิตมิได้ผูกอยู่กับอภิสิทธิ์และข้อยกเว้นต่างๆ มีความแปรปรวนในเศรษฐฐานะและทางสังคมเหมือนคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ทำให้หม่อมราชวงศ์มาลินีฯ เข้าใจและคิดได้อย่างที่คนส่วนใหญ่คิด ในขณะที่ราชนิกูลและที่สูงขึ้นไปจำนวนมากกำลังสับสนในจิตใจตัวเองจนใกล้จะ เกิดอาการจิตเภท วางตัวแปลกประหลาดและอ่อนไหวไปตามเสียงนินทา ข่าวลือ และจริตอันบิดเบี้ยวส่วนตัว และกำลังแยกตัวออกจากคนส่วนใหญ่ของสังคมโดยที่ผมคิดว่าเขาไม่รู้ตัวและไม่มี ใครกล้าเตือน ก็คนที่เคยนั่งรถไปไหนโดยเห็นแต่ถนนที่โล่งตลอดทาง ไม่มีอุปสรรคใดๆ ในชีวิต หันไปทางไหนก็แลเห็นแต่ใบหน้าและการโฆษณาที่สรรเสริญเยินยอตัวเองจนเกิน มนุษย์ จะให้เหลือสติปัญญาที่ไหนมาเข้าใจเพื่อนร่วมชาติ ท้ายที่สุดก็ต้องหันไปร่วมทุกข์ปลอมๆ อยู่กับคนปลอมๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับตัวเอง หรือถึงขั้นที่เห็นว่าหมาดีกว่าคน เพียงเพราะคบกับคนไม่เป็นเสียแล้ว

บิดาของหม่อมราชวงศ์มาลินีฯ ได้แก่ หม่อมเจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ผู้ได้รับการเฉลิมพระนามขึ้นเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ พระองค์ชายจักรพันธุ์เป็นนักดนตรีมือเยี่ยมที่ถูกแก่กาลสมัย นั่นคือผลิตงานให้คนอื่นได้ดีกว่าตน ซึ่งเป็นการดำรงชีวิตที่จำเป็นในสังคมอันหลอกหลวง ผมไม่เคยมีโอกาสคุยเรื่องนี้กับสมาชิกของสายสกุลจักรพันธุ์ แต่คิดเอาเองว่า ความเข้าใจว่าอะไรจริงและอะไรเท็จ คงเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้คนในสายสกุลนี้เกิดความรักในความดี ความงาม และความจริง ถึงขั้นที่เกิดความกล้าหาญทางสังคมและฝ่าครอบแก้วของตนเองออกมาสื่อสารความ จริงนั้นในวันนี้ เรื่องนี้ นักประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้จมศีรษะอยู่กับตำราแนวประเพณีเก่าๆ คงจะช่วยกันค้นคว้าและตีแผ่ความจริงออกมาในวันที่เมืองไทยเข้าสู่ภาวะ “น้ำลดตอผุด” กันต่อไป

ขอแสดงความระลึกถึงจากทางไกลและความนับถืออย่างสูงมายังคุณหญิงครับ.

********************************************

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Thailand crisis: Protesters launch Bangkok ‘shutdown’

http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-25708092

Protesters are blocking roads in parts of the Thai capital, Bangkok, in a bid to oust the government before snap elections on 2 February.

The protesters have built barricades and occupied key road junctions, and want to replace the government with an unelected “People’s Council”.

The government has deployed 18,000 security personnel to maintain order.

Prime Minister Yingluck Shinawatra has offered to meet protest leaders to discuss potentially delaying the polls.

Protesters allege Ms Yingluck is a proxy for her brother, former Prime Minister Thaksin Shinawatra, who was ousted by the military in 2006 and is currently in self-imposed exile.

Thaksin-allied parties draw considerable support from rural voters and have won the last four elections.

But the protesters claim the Thaksin-allied parties’ populist policies have created a flawed democracy. The main opposition party is now boycotting the 2 February polls.

Anti-government demonstrators have called on Ms Yingluck – who has urged protesters to respect the democratic process and use the February elections to choose the next government – to step down.

Thailand’s election commission has called for the vote to be postponed to May.

But this is unlikely to satisfy the protesters, who want the Shinawatra family to be purged from politics, and a two-year period without elections in which an appointed committee would reform Thailand’s political system, the BBC’s Jonathan Head in Bangkok reports.

At least eight people have been killed since the protests began late last year. On Saturday, at least seven people were injured when unknown gunmen opened fire on demonstrators at the main rally site in Bangkok.

On Sunday night, an unidentified gunman attacked demonstrators at a protest site, shooting at least one man, officials said.

Police said a gunman also fired shots at the opposition party headquarters in a separate incident, although no casualties were reported.

‘People’s revolution’

Thousands are reported to have turned out for Monday’s demonstrations. Protesters say they intend to achieve what they are calling a shutdown of the capital.

Protester Darunee Suredechakul told AP news agency: “The government has to go. Reforms must be carried out.”

“We don’t want to see the same old corrupted politicians returning to power over and over again,” she added.

Footage gives a bird’s-eye view of the protests, as Jonathan Head reports

previous

Analysis

It was all wearily familiar – the shrieking whistles, the colourful umbrellas, the rousing speeches and music from the stages, which had been moved overnight to block some of Bangkok’s busiest intersections.

And there was a certain weariness visible among the protesters, now in their third month of street rallies. Not the same levels of energy I saw a month ago.

Nor do these loyal supporters of a movement largely defined by its hatred of Prime Minister Yingluck Shinawatra and her family really know what results to expect from their marathon protest. They know about the idea of an “appointed committee” to fix Thai politics, and they can all mouth the slogans “Reform Before Election”, and “Shutdown Bangkok, Restart Thailand”.

But, asked what would happen if the prime minister resigned, and her own substantial support base outside Bangkok were to refuse to accept this, no one had an answer. “Well, it doesn’t matter, because we are going to win anyway”, was one woman’s hopeful answer.

The longer these debilitating protests continue, the more likely a dramatic, perhaps violent, showdown between the two irreconcilable sides of Thai politics.

Would that spark the much-rumoured military intervention? A coup still seems unlikely, and yet not impossible. The crowds on the street are just a part of a bigger game, involving bargaining and brinkmanship by leaders on all sides.

In a conversation with Anchalee Praireerat, one of the more hard-core protest leaders, she would not say exactly what she expected to happen. But she assured me it would all be over in three days, and that the protesters would win.

But the protesters claim the Thaksin-allied parties’ populist policies have created a flawed democracy. The main opposition party is now boycotting the 2 February polls.

Anti-government demonstrators have called on Ms Yingluck – who has urged protesters to respect the democratic process and use the February elections to choose the next government – to step down.

Thailand’s election commission has called for the vote to be postponed to May.

But this is unlikely to satisfy the protesters, who want the Shinawatra family to be purged from politics, and a two-year period without elections in which an appointed committee would reform Thailand’s political system, the BBC’s Jonathan Head in Bangkok reports.

At least eight people have been killed since the protests began late last year. On Saturday, at least seven people were injured when unknown gunmen opened fire on demonstrators at the main rally site in Bangkok.

On Sunday night, an unidentified gunman attacked demonstrators at a protest site, shooting at least one man, officials said.

Police said a gunman also fired shots at the opposition party headquarters in a separate incident, although no casualties were reported.

‘People’s revolution’

Thousands are reported to have turned out for Monday’s demonstrations. Protesters say they intend to achieve what they are calling a shutdown of the capital.

Protester Darunee Suredechakul told AP news agency: “The government has to go. Reforms must be carried out.”

“We don’t want to see the same old corrupted politicians returning to power over and over again,” she added.

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ชมภาพถ่ายการฉลองปีใหม่ทั่วโลก World welcomes 2014: In pictures

Countries around the world have begun ushering in 2014, with fireworks displays erupting first in cities in the Asia-Pacific region.

Fireworks are let off from the Auckland Sky Tower to celebrate the new year
Auckland in New Zealand was the first major city to see in 2014 with a firework display.
Fireworks explode over the Harbour Bridge and the Opera House during New Year's Eve celebrations in Sydney
Australia’s biggest city Sydney put on its traditionally spectacular show over the Harbour Bridge.
Fireworks explode at the Hong Kong Convention and Exhibition Centre over the Victoria Harbor (1st January 2014)
Hong Kong residents enjoyed fireworks over Victoria Harbour.
Naked men in loincloths pound steamed rice into a mochi rice cake to celebrate the New Year at the Kanda shrine in Tokyo on January 1, 2014
In Japan, traditional mochi or rice cakes are pounded as part of New Year celebrations.
Fireworks explode near Malaysia's landmark Petronas Twin Towers during New Year celebrations in Kuala Lumpur January 1, 2014
In Malaysia, fireworks exploded near Kuala Lumpur’s Petronas Twin Towers.
Fireworks burst over the Singapore skyline during New Year celebrations on January 1, 2014
Singapore welcomed in the new year with an eight-minute display lighting up the city’s skyline.
Fireworks explode over Juche Tower and the Taedong River in Pyongyang, North Korea.
Fireworks lit up Juche Tower and the Taedong River in the North Korean capital, Pyongyang.
A man runs as firecrackers burst around him, on the street during the New Year celebrations in Mumbai, India, 1 January 2014
Revellers in Mumbai had to dodge firecrackers as New Year celebrations got under way.
Fireworks in Dubai light up the Burj Khalifa (1 Jan 2014)
The world’s tallest building, the Burj Khalifa, was illuminated as Dubai aimed for a world record-breaking fireworks display.
Sky lantern launched from Red Square, Moscow
These revellers in Red Square, Moscow, launched a sky lantern to mark the new year.
Russian police officers get ready to check people arriving at the Red Square ahead of the New Year's Eve festivities, in Moscow, Russia, Tuesday, Dec. 31, 2013.
However, there was tight security in Moscow after bomb blasts in Russia’s southern city of Volgograd.

Countries are ushering in 2014, with firework displays erupting first in cities in the Asia-Pacific region and then sweeping across the world.

Confetti dropped on revellers during New Year's Eve celebrations in Times Square, New York
Confetti was dropped on revellers at midnight during celebrations in Times Square, New York.
 
 
Revellers take part in new year celebrations in Coin, near the southern Spanish town of Malaga
These revellers in Coin, near Malaga in southern Spain, saw the new year in dressed as fairies and hippies.
Fireworks in Nathan Phillips Square in Toronto, Canada
Fireworks lit up Nathan Phillips Square in Toronto, Canada.
Fireworks over Copacabana Beach, Rio
Copacabana Beach was the perfect place to watch fireworks over Rio de Janeiro.
London Eye lit up by fireworks
The London Eye on the banks of the River Thames was lit up.
Fireworks over Edinburgh Castle
Fireworks illuminated Edinburgh Castle where thousands celebrated “Hogmanay”.
People's Procession of Light in Dublin
Dublin held a People’s Procession of Light, a torch-lit celebration illuminating its way through the city.
Fireworks explode near Malaysia's landmark Petronas Twin Towers during New Year celebrations in Kuala Lumpur January 1, 2014
In Malaysia, fireworks exploded near Kuala Lumpur’s Petronas Twin Towers.
Fireworks burst over the Singapore skyline during New Year celebrations on January 1, 2014
Singapore welcomed in the new year with an eight-minute display lighting up the city’s skyline.
Fireworks explode over Juche Tower and the Taedong River in Pyongyang, North Korea.
Fireworks lit up Juche Tower and the Taedong River in the North Korean capital, Pyongyang.
 
 
 
 

1 Comment

Filed under Uncategorized

Shocking video shows huge fireball reaching into sky after train carrying crude oil crashes and explodes

The train, which was carrying crude oil and was 106 cars long, crashed into another train leading to a series of huge blasts

This shocking video shows a huge fireball reaching high into the sky after an oil train crashed and exploded.

The BNSF train carrying crude oil collided with another train near Fargo North Dakota on Monday setting off a series of blasts that left at least 10 cars ablaze.

Following the accident a cloud of thick black smoke could be seen up to twenty miles away.

Residents in nearby towns are on guard in case the toxic plume is blown towards their homes.

The train, which was carrying crude oil, was 106 cars long, according to local reports.

The accident led to a series of massive explosions.

Local residents heard five powerful blasts just a mile outside of the small town of Casselton after a westbound train carrying soybeans derailed, and the eastbound BNSF train ran into it, local officials said.

There were no reports of any injuries.

Half of the oil cars have been separated from the train, but another 56 cars remain in danger, said Cecily Fong, the public information officer with the North Dakota Department of Emergency Services.

The collision destroyed both engines on the oil train. Both trains were operated by BNSF Railway Co, which is owned by Warren Buffett’s Bershire Hathaway Inc.

The incident threatens to stoke concerns about the safety of carrying increasing volumes of crude oil by rail, a trend that emerged from the unexpected burst of shale oil production out of North Dakota’s Bakken fields.

Over two-thirds of the state’s oil production is currently shipped by rail.

Leave a comment

Filed under Uncategorized

New Year’s Eve 2013 Google Doodle shows 2013 disco dancing as 2014

The colourful motif is the last of Google’s impressive range of doodles this year – which have celebrated anything from Doctor Who to Thanksgiving

Disco dancing: New Year's Eve 2013 Google Doodle
Disco dancing: New Year’s Eve 2013 Google Doodle
Google

Google has marked New Year’s Eve with a doodle showing ’2013′ disco dancing while 2014 waits patiently for its turn.

The colourful motif is the last of Google’s impressive range of doodles this year – which have celebrated anything from Doctor Who and Thanksgiving to the birthday of Raymond Loewy, who designed the Coca Cola bottle.

Other doodles this year have marked the birthdays of famous names from the past such as the philosopher Friedrich Nietzsche and the legendary cricketer John Wisden.

The very first Goodle Doodle appeared in 1998 and featured a reference to the Burning Man festival that Google founders Larry and Sergey were attending.

They are now a regular feature on the search engine’s homepage and illustrate a range of special events, occasions and anniversaries.

Check out all the latest News, Sport & Celeb gossip at Mirror.co.uk http://www.mirror.co.uk/news/technology-science/new-years-eve-google-doodle-2974374#ixzz2p5t4nnLQ
Follow us: @DailyMirror on Twitter | DailyMirror on Facebook

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Sydney New Year 2014

Watch the Sydney New Year fireworks display in full
Sydney greets 2014 with an 11-minute extravagant display of fireworks from the iconic opera house and harbour bridge. Watch the whole display here

Exploding fireworks sprayed from Sydney‘s iconic opera house and harbour bridge at midnight Tuesday as the world began ushering in a new year.

More than one million people crammed the Sydney Harbour foreshore on a warm summer night to watch Sydney’s renowned annual pyrotechnics show, which appeared to live up to its billing as the city’s most extravagant.

The colourful display lasted for 11 minutes and fireworks launched from four sails of the Sydney Opera House for the first time in more than a decade.

http://youtu.be/hEFjdNjXzbs

Leave a comment

Filed under Uncategorized

เฉลิมฉลองวันปีใหม่อันดับแรกของโลก New Zealand celebrates New Year 2014

เฉลิมฉลองวันปีใหม่อันดับแรกของโลกนะคะ
New Zealand celebrates New Year 2014
The city of Auckland was the first major world capital to let off the fireworks as the country marks the beginning of the New Year

Leave a comment

Filed under Uncategorized

New year celebrations welcome 2014

http://www.bbc.co.uk/news/world-25557023

http://www.youtube.com/watch?v=ZSDXUsl4KDo

http://youtu.be/NrJjndWLoY8

http://youtu.be/Z5BMH7BKzDc

Celebrations are taking place around the world to mark the start of 2014.

People in Auckland, New Zealand, were among the first to celebrate. In Australia, hundreds of thousands gathered for a spectacular firework display around Sydney’s Harbour Bridge.

Similar shows took place in cities across the world, with thousands lining London’s River Thames.

New York staged its traditional New Year’s Eve countdown and ball-drop over a chilly Times Square.

US Supreme Court Justice Sonia Sotomayor, a New York native, pushed the ceremonial button to drop the famous ball on a rooftop over the square.

Moscow also celebrated with a spectacular fireworks display over the Kremlin.

However, there was intense security in Red Square following recent suicide bombings in the southern Russian city of Volgograd.

Dubai – in the same time zone as Moscow – aimed for a world record with a fireworks extravaganza stretching along 30 miles (50km) of seafront.

Adjudicators from Guinness World Records were on hand to check proceedings, but it was not clear immediately whether the attempt was successful.

The world’s tallest building, the Burj Khalifa, was the centrepiece of the display.

New year fireworks in London
Fireworks in London featured peach-flavoured “snow” and edible banana confetti
Times Square ball drops and signals the start of the new year
In New York’s Times Square a countdown and ball drop triggered celebrations
Fireworks in Dubai light up the Burj Khalifa (1 Jan 2014)
The Burj Khalifa in downtown Dubai was lit up by fireworks to welcome 2014
Firework display over Rio de Janeiro
Couples on Copacabana Beach enjoyed Rio de Janeiro’s celebrations

East Asian cities also rang in the new year, with Beijing, Jakarta and Singapore all hosting celebrations.

In Hong Kong, tens of thousands of spectators watched the fireworks over Victoria Harbour.

The Chinese city of Wuhan had called off its display to avoid worsening a smog problem.

In Japan, Shinto priests gathered at shrines. Japanese people traditionally visit shrines and temples to pray for their families at this time.

In the Ukrainian capital, Kiev, an estimated 100,000 people sang the national anthem in the city’s Independence Square in support of further integration with Europe.

The square has been the focus of pro-European protests for more than a month after President Viktor Yanukovych ditched a key deal with the EU.

As midnight struck across western Europe, Berlin and Paris were among the capitals staging spectacular displays.

Fireworks over Berlin's Brandenburg Gate
Berlin’s Brandenburg Gate was the backdrop for a spectacular display of fireworks
A Japanese Shinto maiden (R) greets worshippers as they enter the Kanda shrine to celebrate the New Year in Tokyo on January 1, 2014
It’s not just about fireworks – Japanese people traditionally visit shrines and temples to pray for their families at New Year
Fireworks explode over Juche Tower and the Taedong River in Pyongyang
North Koreans were treated to a firework display over the Juche Tower and Taedong River in Pyongyang
In the New Zealand town of Queenstown, revellers partied ahead of the New Year
In the New Zealand town of Queenstown, revellers partied ahead of the New Year
Women in traditional costumes danced during a parade for 2013's last sundown on Bali, Indonesia
Women in traditional costumes danced during a parade for 2013′s last sundown on Bali, Indonesia
Sydney
In Sydney, a spectacular display lit up the famous Harbour Bridge as it kicked off the new year’s celebrations

In London – an hour behind – the chimes of Big Ben signalled what was billed as the world’s first “multi-sensory” firework show, with peach-flavoured “snow” and edible banana confetti showering crowds packing the banks of the River Thames.

In Scotland, where new year festivities are known as Hogmanay, crowds thronging the streets of Edinburgh were dazzled by a more traditional firework display over the ramparts of Edinburgh castle.

Meanwhile in Dublin, performers took part in a People’s Procession of Light, a torch-lit celebration illuminating its way through the city.

Cape Town in South Africa staged a free concert with lasers, fireworks and a special tribute to former President Nelson Mandela, who died on 5 December.

In Brazil, organisers of Rio de Janeiro’s celebrations estimated that more than one million revellers packed the city’s famous Copacabana beach to watch fireworks light up the bay after midnight.

New York will soon mark the new year with the traditional New Year’s Eve countdown and ball drop over Times Square.

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Christmas Eve in Bethlehem draws thousands

Midnight mass at the biblical birthplace of Jesus

The Associated Press Posted: Dec 24, 2013 3:52 PM ET Last Updated: Dec 24, 2013 7:03 PM ET

mideast-israel-palestinians

Excited tourists milled about the town’s Manger Square, stopping in restaurants and souvenir shops. (Majdi Mohammed/The Associated Press)

Thousands of Christian pilgrims from around the world packed the West Bank town of Bethlehem for Christmas Eve celebrations on Tuesday, bringing warm holiday cheer to the biblical birthplace of Jesus on a cool, clear night.

The heavy turnout, its highest in years, helped lift spirits in Bethlehem as leaders expressed hope that the coming year would finally bring the Palestinians an independent state of their own.

“The message of Christmas is a message of peace, love and brotherhood. We have to be brothers with each other,” said Latin Patriarch Fouad Twal, the top Roman Catholic cleric in the Holy Land, as he arrived in town.

Excited tourists milled about the town’s Manger Square, stopping in restaurants and souvenir shops and admiring a large, illuminated Christmas Tree. Marching bands and scout troops performed for the visitors in the streets, and on a stage next to the tree.

Will Green of New York City, along with his wife, Debbie, and their 2-year-old daughter Daphne were among the crowds of people who greeted Twal’s motorcade as he entered town from nearby Jerusalem.

Green said that being in Bethlehem for Christmas was a dream come true. “All the stories that we grew up with. It’s here. It’s part of our life. We heard them in the family, school and church. This is the birthplace,” he said.

Green slowly pushed a stroller and his wife held their daughter as they followed a crowd toward the Church of the Nativity, built on the site where Christians believe Jesus was born.

Mideast Israel Palestinians

A general view of Manger Square, outside the Church of the Nativity, in Bethlehem. (Majdi Mohammed/The Associated Press)

Palestinian dignitaries greeted Twal at the entrance of Bethlehem. His motorcade crawled through the town’s narrow streets as he stopped to shake hands and greet the throngs of visitors. It took him nearly 90 minutes to make the short trip to the Church of the Nativity, where thousands of people were gathered ahead of Midnight Mass.

Palestinian President Mahmoud Abbas and the European Union’s foreign policy chief, Catherine Ashton, were among the dignitaries expected to attend the service.

The number of visitors remained below the record levels of the late 1990s, when Israeli-Palestinian peace efforts were at their height.

Visitor numbers plunged after uprising

Following a Palestinian uprising that began in 2000, the numbers plunged. But thanks to a period of relative calm, they have been steadily climbing in recent years — and are expected to get an extra push this year thanks to the resumption of peace talks.

“Our message is a message of justice and peace,” said Palestinian Tourism Minister Rula Maayah. “We Palestinians are seeking peace and we deserve to have peace and our children deserve to live in peace.”

Maayah said the number of visitors to Bethlehem was expected to jump by about 14 percent from last year.

A spokesman said 10,000 foreign visitors had entered town by the early evening, slightly higher than last year. Israel’s Tourism Ministry, which coordinates the visits with the Palestinians, said the number could reach 25,000 during the holiday season.

Despite the Christmas cheer, Mideast politics loomed in the background. In order to enter Bethlehem, Twal’s motorcade had to cross through the hulking concrete separation barrier that Israel built during the uprising. Israel says the barrier is needed to keep attackers from entering nearby Jerusalem, but Palestinians say the structure has stifled the town and stolen their land.

Maayah said that the barrier, along with nearby Israeli settlements and Israeli control of archaeological sites in the West Bank, has made it difficult to develop the tourism sector.

In addition, few Palestinians seem to think that the current round of peace talks will bear fruit. U.S. Secretary of State John Kerry relaunched the talks last summer, but there have been no signs of progress.

Bethlehem is one-third Christian

Israel carried out a series of airstrikes and other attacks Tuesday in the Gaza Strip in retaliation for the deadly shooting of an Israeli civilian who had been working along the border. The fighting, which left a 3-year-old Palestinian girl dead, was the heaviest in more than a year.

Christmas also serves as a reminder of the dwindling numbers of Christians who live in the Holy Land. Over the decades, tens of thousands of Christians have left, fleeing violence or in search of better opportunities overseas. Christians now make up a tiny percentage of the population.

Bethlehem is now only one-third Christian, with most residents Muslim. In an annual gesture, Israel permitted some 500 members of Gaza’s small Christian community to leave the Hamas-ruled territory and cross through Israel to attend the celebrations in Bethlehem.

But for one night at least, residents and visitors brushed aside their troubles to celebrate the holiday.

Nick Parker, a student from Georgia Tech University, said he was enjoying the food and making friends with local residents and fellow travelers.

“It’s special to be here where Jesus was born,” he said. “It’s a special opportunity, once in a lifetime.”

© The Associated Press, 2013

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Pope Francis holds his 1st Christmas Eve mass as pontiff

The Associated Press Posted: Dec 24, 2013 2:00 PM ET 
Last Updated: Dec 24, 2013 7:19 PM ET

vatican-pope-christmas

Pope Francis celebrates the Christmas Eve Mass in St. Peter’s Basilica at the Vatican, his first Christmas Eve Mass as pontiff. (Gregorio Borgia/Associated Press)

Pope Francis lauded Jesus’ humble beginning as a poor and vulnerable baby as he celebrated his first Christmas Eve Mass as pontiff Tuesday in St. Peter’s Basilica.

`’You are immense, and you made yourself small; you are rich, and you made yourself poor; you are all-powerful and you made yourself vulnerable,” Francis said of Jesus as he delivered his homily in the basilica, packed with faithful.

Francis has dedicated much of his nine-month-old papacy to drawing attention to the plight of the poor, of children, and other vulnerable members of society.

He noted that the first to receive news of Jesus’ birth were shepherds, who in society were considered `’among the last, the outcast.”

The bells of St. Peter’s rang as Francis, who turned 77 a week ago, walked briskly up the main aisle of the basilica for the ceremony, which began Tuesday 2 1/2 hours before midnight. Keeping with the theme of humility he has set for his new papacy, Francis carried the statue instead of an aide, and kissed a knee of the figure of the newly born Jesus.

The occasional wail of babies in the basilica contrasted at times with the sweet voices of the choir.

The Argentine-born pope has also encouraged his flock to be a joyful church, and he called Jesus’ `’the light who brightens the darkness.”

In the world’s history and our own personal history, Francis said, `’there are both bright and dark moments, lights and shadows. `’ He added `’if our heart is closed, if we are dominated by pride, deceit, self-seeking, then darkness falls within us and around us.”

Francis has applied this same vision to the heart of the Vatican’s own working, saying in past remarks there is no place for person ambition in the clerical hierarchy. Rather, he has insisted, the Catholic church must be one of service to those in need.

 

Earlier, in the Holy Land, thousands of Christian pilgrims from around the world packed the West Bank town of Bethlehem for Christmas Eve celebrations, bringing warm holiday cheer to the biblical birthplace of Jesus on a cool, clear night.

The heavy turnout, its highest in years, helped lift spirits in Bethlehem as leaders expressed hope that the coming year would finally bring the Palestinians an independent state of their own.

“The message of Christmas is a message of peace, love and brotherhood. We have to be brothers with each other,” said Latin Patriarch Fouad Twal, the top Roman Catholic cleric in the Holy Land, as he arrived in town.

At the Vatican during the homily, Francis quoted the Apostle John, saying “`whoever hates his brother is in the darkness”‘ and `”does not know the way to go, because the darkness has blinded his eyes.”‘

The basilica ceremony was the pope’s only public Mass for Christmas. On Wednesday, Christmas Day, Francis will deliver his Christmas message, meant for the world, from the basilica’s central balcony overlooking St. Peter’s Square.

As he left the basilica in a procession, Francis was preceded by 10 children carrying flowers, a pair of children each from Italy, the Philippines, Lebanon, his native Argentina and Congo.

Leave a comment

Filed under Uncategorized

“คริสต์มาสอีฟ” หรือค่ำของวันที่ 24 ธันวาคม

“คริสต์มาสอีฟ” หรือค่ำของวันที่ 24 ธันวาคม

christmas-eve-2013
ในวันนี้ ชาวคริสต์ส่วนมากจะเดินทางไปร่วมพิธีนมัสการ ตามโบสถ์ ซึ่งจะทำพีธีกันในเวลาเที่ยงคืน ส่วนในประเทศเยอรมนีจะเรียกว่า “ไวฮนาคท” (Weihnacht) มีความหมายเดียวกันกับคำว่า “White Christmas” ซึ่งถือว่า เป็น “คืนอันศักดิ์สิทธิ์” ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ จะมารวมตัวกันที่โบสถ์เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การแสดง ร้องเพลง เกี่ยวกับการสรรเสริญพระเยซู

ในวันนี้เด็กๆ จะเอาถุงเท้าไปแขวนไว้หน้าเตาผิง เพราะเชื่อว่าจะมีซานตาคลอส ปีนลงมาตามปล่องไฟ และเอาของขวัญใส่ไว้ในถุงเท้าที่มีชื่อของแต่ละคนติดไว้ พอตอนเช้า เด็กๆ จะรีบตื่นมาเปิดถุงเท้าของตัวเองเพื่อดูว่า ซานตาได้ให้ของขวัญอะไรกับตัวเองบ้าง

ตำนานการให้ของขวัญในวันคริสต์มาส กล่าวกันว่ามาจากนักบุญนิโคลัสได้รู้จักหญิงสาวสามคน อาศัยอยู่นอกเมืองในชนบท หญิงสาวทั้งสามยากจนมากจนคิดขายตัว พอนักบุญนิโคลัสทราบข่าวจึงคิดที่จะช่วยเหลือ คืนหนึ่งก่อนวันคริสต์มาสท่านจึงเดินทางไปที่บ้านของหญิงสาวทั้งสาม และแอบหย่อนเหรียญทองสามเหรียญลงไปในรูที่มีไว้ระบายควันจากเตาไฟ ปรากฏว่าเหรียญทั้งสามไม่ได้ตกลงไปหน้าเตาไฟ แต่กลับกลิ้งเข้าไปในถุงเท้าที่พวกเธอแขวนตากไว้ที่หน้าเตาไฟ สาวทั้งสามต่างดีใจเมื่อพบเหรียญทองซึ่งทำให้เธอไม่ต้องไปเป็นโสเภณี

Leave a comment

Filed under Uncategorized