Monthly Archives: August 2010

เทพไท ฟันธง พ.อ.อภิวันท์ หน.พท.คนใหม่

Pic_107576

เทพไท เสนพงศ์ ฟันธงหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ คือ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย เชื่อ ข่าวโยง ดร.โกร่ง แค่หวังสยบความแตกแยกในพรรค…

นาย เทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยได้ทาบทาม นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ให้มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนต่อไปว่า ข่าวนี้น่าจะเป็นเรื่องการโยนหินถามทางและอุปโลกหาบุคคลภายนอกมาเป็นผู้นำ พรรคเพื่อสยบความเคลื่อนไหวและความแตกแยกกลุ่ม ก๊กต่างๆของพรรคเพื่อไทยเอง เพราะถ้าจะดูภูมิหลังของนายวีรพงษ์ ที่เคยเป็น รมว.คลังในยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และถือว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกป๋าคนหนึ่งก็ไม่น่าที่จะยอมเปลืองตัวไปร่วม สังฆกรรมกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจจะถูกกระแสสังคมประณามได้

อย่างไร ก็ตามส่วนตัวเชื่อว่าผู้นำพรรคเพื่อไทย ก็คงจะมาจากคนภายในพรรคด้วยกันเอง เพราะเหตุผลคนนอกพรรคไม่กล้าที่จะเข้ามารับไม้ต่อและควบคุมนักการเมือง ประเภทเสือสิงห์ กระทิง แรดเหล่านี้ได้ สุดท้ายก็จะตกเป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรคตัวจริง ซึ่งเชื่อว่าคนภายนอกจะถูกกีดดันจากบรรดาแคดิเดตจากคนในพรรคที่ไม่อยากให้คน นอกเข้ามาชิงการนำในพรรคแทนพวกตนซึ่งมีพฤติกรรมในลักษณะหมาหวงก้าง

ตน จึงฟันธงได้เลยว่า หัวหน้าพรรคคนใหม่ของพรรคเพื่อไทยคงไม่พ้น1 ใน 4 คนนี้ โดยแหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทยได้ยืนยันกับตนว่า พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี และรองประธานสภาน่าจะเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจจากนายใหญ่มากที่สุด นอกจากนี้อีก 3 คนคือพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยและ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ส.ส.สัดส่วน และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจก็จะเป็นได้แค่พระอันดับที่รอการเลือกจากนายใหญ่เท่า นั้น

Advertisements

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ไทรัฐ

คบเด็กสร้างบ้าน 1

และแล้ว…คำว่า “คบเด็กสร้างบ้าน” ก็หวลกลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง…แต่ครั้งนี้ผลงานของการคบเด็กสร้างบ้าน

ได้นำประเทศไทยไปสู่การเผชิญหน้ากับ 2 ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง…ประเทศมหาอำนาจ อันดับ 1 และอันดับที่ 2 ของโลก

สหรัฐอเมริกา กับ รัสเซีย

สหรัฐอเมริกา โดยซีไอเอ…เป็นผู้แจ้งและชี้ให้ตำรวจไทย…จับกุม วิคเตอร์ บูท…ในฐานะคนของรัสเซีย…

ในข้อหาเป็นผู้ส่งอาวุธสนับสนุนการก่อการ ร้าย…

แต่รัสเซียได้ออกมาปกป้องอย่างเต็มที่และ…ยืนยันว่าคนของเขาบริสุทธิ์

แต่รายละเอียดที่จะนำ…วิคเตอร์บูท…ไปสู่การเป็นนักโทษนั้น…อยู่ที่ไหน…

สหรัฐอเมริกานั้น…คือชาติพี่เบิ้มที่ประเทศไทยอิงแอบแนบซบมาตลอดเวลา…ใน ระหว่างสงครามระหว่าง

คอมมิวนิสต์ กับประชาธิปไตย…ไมตรีระหว่างชาติทั้ง 2 ทอดตัวยาวไกลออกไปเป็น 100 ปี ในประวัติศาสตร์

หากเป็นเมื่อก่อนนี้ เรื่องนี้ก็จะไม่เป็นปัญหาอะไร…พี่ใหญ่สั่งมาน้องเล็กก็ไม่ขัดศรัทธาสนอง ตาม…

แต่วันนี้ไม่ใช่…นายกรัฐมนตรี วลาดีเมียร์ ปูติน…ของ ประเทศรัสเซีย…ใกล้ชิดกับประเทศไทย…ชนิดที่เรียกได้ว่า…

แทบจะเป็นบ้าน ที่ 2 ปูตินจะมาก่อนและกลับทีหลัง ทุกๆ ครั้งที่เขาบินเข้ามาประชุมในภูมิภาคนี้…

ปูติน…บอกคนของเขาชาวรัสเซียให้มาเที่ยวประเทศไทย…และมีชาวรัสเซียกว่า 1 ล้านคน

หรือมากกว่าหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย…และ…ปริมาณก็มากขึ้นทุกๆ ปี…

กองทัพไทยในเวลานี้…จากการใช้อาวุธอเมริกันทำสงครามสู้กับอาวุธรัสเซีย…กลับมาซื้อหาอาวุธรัสเซียไว้ใช้ในกองทัพ

เหตุผลก็อย่างที่ทราบ…ค้าขายกับรัสเซียนั้น…มันสะดวกทั้งผู้ขายและสบายทั้งผู้ซื้อ…

ดังนั้น…จึงไม่มีทางเป็นไปได้ ที่ประเทศไทยหรือผู้บริหารทั้งหลาย…จะตามใจสหรัฐอเมริกาและยอมเป็นอริกับรัสเซีย…

ชี้ขาดไว้ได้เลยว่า…วิคเตอร์ บูท…จะไม่มีวันถูกส่งไปยังสหรัฐอเมริกา…ไม่ว่า รัฐบาลนี้ ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

หรือรัฐบาลหน้า…หากพรรคเพื่อไทย…กลายมาเป็นรัฐบาล…

ไม่ใช่เพราะรัสเซีย แต่เป็นเพราะปูติน

นั่นคือ เหตุผลที่…ศิริโชค โสภา…เงาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ…จึงเข้าพบกับ…วิคเตอร์ บูท…หลังวันปะทะระหว่าง…

รัฐบาลกับประชาชน…แต่…ศิริโชค โสภา…ไม่จำเป็นจะต้องปกปิดหรือเก็บงำเป็นความลับ…ถ้าจะไปหาข่าวเกี่ยว กับ

อาวุธสงคราม…ก็ต้องถามผู้รู้อย่าง วิคเตอร์ บูท…กลับออกมาแล้วให้สัมภาษณ์ได้เลย…ส่วนจะให้บูท…

ทำอะไรหรือใส่ร้าย ใครนั้น…ให้บูท พูดให้ตายก็ฟังไม่ขึ้น

แต่วันนี้ไม่ใช่…เด็กน้อย…แพ้ทางให้ทั้ง จตุพร พรหมพันธุ์…ที่ขยักคำถาม…จนเด็กน้อยเสียทาง…กลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะ…

และจูงเอา นายกรัฐมนตรี…เข้าไปติดมุม…

กลายเป็นว่า…คนที่ถือไพ่ใบที่เหนือว่า…คือผู้ต้องหา…วิคเตอร์ บูท…และนายกรัฐมนตรี ปูติน…ชนิดที่…เรียกได้ว่า…

รัฐบาลไทยล่มสลายได้…จากน้ำลายหยดเดียว ของผู้ต้องหา…

Leave a comment

Filed under Uncategorized

หักเหลี่ยมโหด

นิ่งก็ตาย!..ดิ้นก็ตาย!

ก้อ.. “โครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน”..ที่ถือเป็นการเดิมพันระหว่าง ประชาธิปัตย์ กับ ภูมิใจไทย ที่กำลังวัดดวงว่าใครจะเหนียวหนึบและทรงพลังกว่ากัน

ถึงตรงนี้มันเป็นเรื่องของ “ศักดิ์ศรี” ไปแล้ว

ถ้า โสภณ ซารัมย์ เจ้าของฉายา “ผีเห็นคร้าม” จะเปลี่ยนสเปค หรือลดตัวเลขลงบ้าง เพื่อ“ขอทางผ่าน”..ตามภาษานักเลงก็ต้องบอกว่า “เสียหมา”!!

ในขณะที่ ประชาธิปัตย์ โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยอมให้ผ่านด้วย สเปคเดิมๆทั้งหมด นายกฯ หล่อฮังก้วย ก็ต้อง “เสียคน”!!

ทั้งที่ในความเป็นจริง อภิมหาโปรเจ็กต์ ต่างๆ รวมทั้งการ ขับเคลื่อนองคาพยพในการโยกย้ายข้าราชการตามที่ต้องการนั้น “ภูมิใจไทย” สะเด็ดน้ำไปแล้ว

ถ้าจะทิ้งโครงการ “รถเช่าโคตรแพง” นี้ซะมันก็จบ!!

แต่ว่ามันจะจบแบบ “ศพไม่สวย”..จบแบบ “แพ้ทางมวย” เรื่องนี้จะถูกนำไปพูดต่อไป-พูดต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น!!

เพราะยังตอบไม่ได้ในอนาคตว่า ..จะคงความเป็นมิตรกันอยู่ หรือ เป็นศัตรูคู่ใหม่

ที่แน่ๆ บนเวทีปราศรัยในการ “หาเสียง” ของ ประชาธิปัตย์ คงเอ็นจอยปาก
ด้วยการนำเรื่องนี้มาประจานเพื่อตีกินในความซื่อสัตย์ของพรรคแบบเดิมๆ

ส่วน ภูมิใจไทย นั้นก็ “เจ๊กอั้ก” โดนหอกปักเป็น “ชนักติดหลัง” ไปจนตาย!!

ภาษิตจอมยุทธกล่าวว่า หมา เซวี่ย ปู้ เหนิง เจอ เยี่ยน จี เฟย.

แปลเป็นไทยว่า “นกกระจอกมิอาจบินไปกับนกนางแอ่น”

ป่านนี้ “โสภณ” คงคิดถึง “งาช้างคู่นั้น”และเริ่มรู้สึกเสียดายขึ้นมาตะหงิดๆ

แม้ “ผีเห็นคร้าม” จะเจ็บปวดแค่ไหน? ..ก็ยังไม่เท่าความเจ็บใจของ เนวิน ชิดชอบ ที่เป็น “คนชง” และอยู่เบื้องหลังในรายการรถเมล์เช่านี้

เพราะพลันที่ “อภิสิทธิ์” เข้ามาสวมกอดหมับ!..ความคิดเรื่อง“รถเมล์นรก” ก็จี๊ดวิ่งผ่านวูบเข้ามาในสมองทันที

แต่ขณะนี้สมองพุ่งจี๊ดเหมือนกันแต่จี๊ดเพราะอักเสบ..หากพลิกแก้เกมนี้ไม่ได้ โอกาสที่ “ภูมิใจไทย” จะเติบใหญ่ต่อไปคงยากส์..ไม่ใช่เพราะต้องต่อสู้กับ “ทักษิณ”

แต่กำลังจะถูก “สตาร์ฟ” จาก “ประชาธิปัตย์” นี่เอง!!

Leave a comment

Filed under Uncategorized

‘โง่’จนเป็นนิสัย!!

‘โง่’จนเป็นนิสัย!!

โกหกมดเท็จ ปลิ้นปล้อน ตลบตะแลง อย่างเป็นอาจิณ คนเขาก็จับกันได้??

ซัดโครม การเป็นนินจาเต่า มุดดิน ของ “ซูเปอร์วอลล์เปเปอร์” ศิริโชค โสภา เพื่อนคู่คิด มิตรคู่ใจ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”..เข้าพบ “วิคเตอร์ บูท” เป็นเรื่องส่วนตัว

นึกว่าคนไทยกินแกลบ….พูดแอ๊บแบ๊ว เช่นนี้คนจะเชื่อ หรือทูนหัว

“ศิริโชค” สายลูกลาวอพยพ กับ “นายกฯ อภิสิทธิ์” สายลูกเวียตนามอพยพ เป็นยิ่งกว่า “เงาติดตามตัว” .. “อภิสิทธิ์” ยืนหัวโด่เด่ ที่ไหน “ศิริโชค” ก็ยืน เป็นหัวหลักหัวตอ อยู่ที่นั่น..เห็นว่าความสัมพันธ์สูงสุดขีด เสียยิ่งกว่า “แตงโม” พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ ภรรยา วันๆ เจอหน้าไม่กี่นาที??

ยิ่งอ้างยิ่งเสียหาย….ควรรูดซิปปากเอาไว้?…ยิ่งแก้ตัวไป คะแนนยิ่งตกทุกที???

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

มา ‘เทรนเดียวกัน’ ตลอด!!

ครั้น “ความจริง” แตกดังโพล๊ะ โดนเขาจับได้ไล่ทัน ก็ยัดความผิดให้กับ “ลูกน้อง” ได้อย่างสุดยอด??

ไม่เพียงแต่ “วอลล์เปเปอร์” ส.ส.ศิริโชค โสภา จะรับขี้เข้าไปเต็มกางเกง..เมื่อ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “รองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ” ว่า การเดินแอ็คอาร์ตเข้าเรือนจำ พบ “วิคเตอร์ บูท” เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล

พอมีอะไรเสียหาย…ลูกน้อง ส.ส.ปลายแถว ก็รับไป ก็แล้วกัน

เหมือนกันกับที่ “โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” ส.ส.เทพไท เสนพงศ์ ด่าเสื้อแดงเป็นวรรคเป็นเวร..พอปูดพูดไม่เข้าตะแล๊บแก๊ป เกี่ยวกับ “เสื้อแดง” วางบอมม์เมืองหลวง..หัวหงอกหัวดำ หัวกะทิ ผู้เป็นคีย์แมนรัฐบาล ออกมาเฉ่ง เป็นการพูดในฐานะ “ส่วนตั๊ว…ส่วนตัว”!!

“ลูกพี่” มีพฤติการณ์ เช่นนี้….ลูกน้องยังภักดี?..ประเทศนี้ ยิ่งมีแต่ความน่ากลัว??

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

คิด ‘กิน ๒ เด้ง’!!

ปฏิบัติการณ์จับ “พ่อค้าแห่งความตาย” วิคเตอร์ บูท” ถ้า “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไม่คิดชุบมือเปิบ ประเทศไทย เราก็ไม่ต้องเจ๊ง???

เพราะการจับ “วิคเตอร์ บูท” เป็นไปตามหมายจับ ของ “ซีไอเอ” สหรัฐอเมริกา

จับเมื่อวันนั้น…ส่งตัวให้รัฐบาลมะริกัน ก็ไม่ต้องมีปัญหา

แต่ด้วยการคิดจะรับรางวัล ๒ ทาง..คือ คิดรับเงินรางวัล ซึ่งเป็นค่าหัว ของ “วิคเตอร์บูท”..และจะเอาหน้าเอาตัว ในการจับ “พ่อค้าแห่งความตาย” จึงแถลงข่าวเสียใหญ่โต..หารู้ไม่ “วิคเตอร์ บูท” เป็นหนึ่งในคนที่รู้ใจ ของ “วลาดีมีร์ วลาดีมีโรวิช ปูติน” เบอร์ใหญ่ แห่งรัสเซีย!!

หากส่ง “วิคเตอร์ บูท” ไปแต่ต้น…ไทยก็ไม่ต้องเสียคน?.. จนแต้มกันให้ยั้วเยี้ย???

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“ฮุน เซน” เจ้าเล่ห์??

“นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เดินไม่ทันเหลี่ยม วางนโยบายต่างประเทศ แบบตุปัดตุเป๋??

นึกว่ามีชัยชัยะ โหระทึก ต่อกรณี ที่ “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ถอนตัว ออกจากการเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจให้กับเขมร

เรานี้ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” น่าจะเจียม..เพราะเราเสียเหลี่ยมเค้า เท่าที่มองเห็น

การ “ถอดสลัก” ตัดปลั๊พการเมือง ไม่ให้ปัญหา ของ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” มาเป็นชวนระหว่าง ๒ ประเทศต่อไป…หากไทยยังโยกโย้ ขัดขวาง เรื่อง “ปราสาทเขาพระวิหาร” เราจะเป็นศัตรูของคนทั่วโลก???

“อภิสิทธิ์” เลิกดีใจ….ที่ “ฮุน เซน” ทำลงไป?..เค้ามีชัย เหนือท่านทุกยก???

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

‘วอลล์เปเปอร์’ ชักไม่คลัง!!

ภาพหลังฉาก ที่มี “ส.ส.ศิริโชค โสภา” เป็นแบล็คกราวน์ นับวัน มีแต่คน ชิงชัง??

คนที่มาอยู่ “ข้างหลังภาพ” เป็นไม้ประดับ ให้กับ “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” คนใหม่ ดูสดใสไม่เบา….

“ส.ส.อรรถพร พลบุตร”…ผู้เป็นนักพูด นักประท้วงมือจอมเก๋าส์

เขา..ชื่อเล่นว่า “เจี๊ยบ” เป็น ส.ส.สัดส่วนแห่งพรรคประชาธิปัตย์…มีผู้ชายนักปั้นมือขั้นเทพ ชื่อ “บิ๊กจ้อน” อลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เป็นผู้ปลุกปั่น ให้มีบทบาท ก้าวขึ้นมาแทน “วอลล์เปเปอร์” รุ่นเสื่อมคุณภาพ อย่าง “ศิริโชค โสภา” อยู่ในขณะนี้!!!

“อรรถพล” มาแรง….ใกล้ที่จะแซง?…แย่งตำแหน่ง “วอลล์เปเปอร์” ไปทุกที???

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ความขลาดกลัว? 

This slideshow requires JavaScript.

เลิกเอาหนังเสือมาคลุมร่างเสียที!!

วันนี้ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงประกาศใช้ พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างเหนียวแน่น

หากนับจากวันที่ 7 เมษายน 2553 มาถึงในขณะนี้ ต้องยอมรับว่าคนไทยทั้งประเทศ และคนทั่วโลก คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งแล้วกับ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินของไทย
เพราะเท่ากับใช้มากว่า 4 เดือน โดยในวันที่ 7 กันยายนนี้ก็จะครบ 5 เดือน หรือ 150 วันพอดิบพอดี

โดยเมื่อเวลา 18.15 น. ของวันที่ 7 เมษายน 2553 นายอภิสิทธิ์ ได้แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า ครม.ได้มีมติให้ออกแถลงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี อ.เมืองสมุทรปราการ อ.บางพลี อ.พระประแดง อ.พระสมุทรเจดีย์ อ.บางบ่อ และ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ อ.ธัญบุรี อ.ลาดหลุมแก้ว อ.สามโคก อ.ลำลูกกา และ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม และ อ.วังน้อย อ.บางปะอิน อ.บางไทร และ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา รวมถึงประกาศอีก 6 ฉบับ

และได้มีคำสั่งที่ 2 คำสั่งนายกรัฐมนตรี เรื่อง การจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน คำสั่งที่ 3 คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่พิเศษ 2/2553 เรื่อง แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ประกาศ เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายเป็นอำนาจที่ของนายกรัฐมนตรี ข้อกำหนด ออกตามในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และ ตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยการกระชับพื้นที่สี่แยกคอกวัวในวันที่ 10 เมษายน และการสลายการขุมนุมที่สี่ทแยกราชประสงค์ในวันที่ 19 พฤษภาคม
จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่รวมแล้วมีคนตายกว่า 90 คน มีผู้บาดเจ็บกว่า 2,000 คน ถูกเรียกขานเป็น “พฤษภาอำมะหิต” เพราะรุนแรงยิ่งกว่า “พฤษภาทมิฬ” ในปี 2535 ไม่รู้จักกี่เท่า

ซึ่งมาถึงวันนี้ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของภาคธุรกิจที่อยากเห็นการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้หมดไปเสียที เนื่องจากแม้ว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะมีการทยอยยกเลิกไปบางพื้นที่แล้ว แต่ก็ยังคงใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกับพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของไทยอย่างเหนียบวแน่น

แม้ว่าจะถูกสะกิดเตือนจากนานาอารยะประเทศทั่วโลก หรือถูกหลายๆ ประเทศมองไทยด้วยสายตาแปลกๆ ก็ตาม
เพราะในโลกประชาธิปไตยที่แท้จริงในซีกโลกตะวันตก นักคิดนักปรัชญาทางการเมืองต่างๆ ล้วนมีมุมมองในหลักการที่ไม่แตกต่างกันว่า “ในรัฐที่ใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่พึงมองการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเรื่องปรกติ

ในทางตรงกันข้าม รัฐที่ใช้ระบอบเผด็จการมักประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นว่าเล่นเพื่อประคองอำนาจของผู้ปกครองไว้
อย่างเช่น คาร์ล ชมิตต์ (Carl Schmitt) นักทฤษฎีการเมืองขาติเยอรมัน ได้ให้ความเห็นไว้ว่า อำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นอำนาจโดยพื้นฐานของรัฐบาล และการรู้ว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในท้องที่ใด ซึ่งจะบอกเราว่า

อำนาจที่แท้จริงในท้องที่นั้นอยู่ที่ใด
แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนไว้อีกอย่างหนึ่ง
ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่สายตาของต่างประเทศจะมองประเทศไทย ที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้อย่างยาวนาน และไม่แปลกที่บุญเก่าทางภาคธุรกิจต่างๆ เริ่มจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

ดังนั้นจริงๆ แล้ว การใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้จะเป็นการสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของรัฐบาล และทำให้ประเทศชาติเสียภาพลักษณ์ แต่ที่เป็นอันตรายจริงๆคือภาคธุรกิจ ที่การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินยิ่งยาวนาน การติดต่อค้าขายกับต่างชาติก็ยิ่งลำบากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะต้องไม่ลืมว่า ข้อ 4 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง บัญญัติว่า รัฐภาคีแห่งกติการะหว่างประเทศนี้สามารถจำกัดสิทธิของพลเมืองที่รับรองไว้ใน กติการะหว่างประเทศดังกล่าวได้ในสถานการณ์ฉุกเฉินสาธารณะ

แต่มาตรการในการจำกัดสิทธิดังกล่าวต้องเป็นไปโดยไม่เกินกว่าความจำเป็นรีบด่วนของสถานการณ์ฉุกเฉิน
และรัฐภาคีนั้นต้องรายงานต่อเลขาธิการสหประชาชาติด้วย

ก็ไม่รู้ว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างยาวนานเช่นนี้ นายอภิสิทธิ์ ซึ่งร่ำเรียนมาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ของอังกฤษ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศต้นตำรับประชาธิปไตย จะได้มีการทำตามข้อ 4 แห่งกติการะหว่างประเทศนี้หรือไม่

ที่สำคัญระยะเวลาที่เนิ่นนานในการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควบคุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑ, อย่างยาวนาน ได้ก่อให้เกิดการตั้งคำถามที่ล้วนแล้วแต่เป็นผลกระทบกับตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าเป็นห่วง

ว่าหรือนี่คือความพยายามในการที่จะยึดกุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเอาไว้ให้นานที่สุด
เพราะตราบใดที่ยังมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เท่ากับว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ยังคงมี ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นมือเป็นเท้า เป็นกลไกสำคัญในการประคับประคองรัฐบาลให้ดำรงอยู่ในอำนาจได้ต่อไปเรื่อยๆ

การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หมดสิ้นเมื่อใด การดำรงอยู่ของ ศอฉ.ก็จะต้องสิ้นสุดลงด้วยในทันที
ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม แต่ความรู้สึกหรือมุมมองดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้ว และยังคงมีอยู่ในสังคมไทยอย่างเหนียวแน่น

เพราะทั้งๆ ที่กุมกลไกอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ มี ศอฉ. เป็นอาวุธฉกาจที่จะดำเนินการอะไรก็ได้เพราะมีอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหนุนหลัง แต่จนถึงวันนี้ ความกระจ่างชัดกับการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมกว่า 90 คน ได้มีขึ้นมาบ้างหรือยัง

จนถึงวันนี้ รัฐบาล และ ศอฉ. สามารถที่จะจับกุมผู้ก่อการร้ายที่ระบุมาตลอดว่ามีแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ ชุมนุมที่บริสุทธิ์ ได้บ้างสักคนหรือไม่?

รวมทั้งนักรบทมิฬเสื้อดำ ที่สามารถขึ้นพื้นที่ตึกสูง ขึ้นรางรถไฟฟ้ากลางเมือง และปลิดชีวิตผู้ชุมนุมที่บริสุทธิ์ได้อย่างอำมะหิต … วันนี้ยังคงลอยนวล

ทั้ง รัฐบาล ทั้ง ศอฉ. รู้อยู่แก่ใจว่า ที่ได้แต่แบ๊ะๆ ทุกวันนี้เพราะอะไร
แถม พอนายอภิสิทธิ์ ซึ่งไม่รู้ว่าเพราะความรู้ที่ได้รับจากออกซ์ฟอร์ดยังมีหลงเหลืออยู่บ้าง หรือเพราะเล่นเกมเป็น ก็เลยมีการแสดงท่าทีว่าอยากเห็นการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งหมดทุกพื้นที่ แล้วหันมาเดินหน้าในเรื่องปรองดองแทน

ปรากฏว่า จะต้องมีเหตุระเบิดเกิดขึ้นดักหน้าเป็นประจำ รวมกับไม่ต้องการให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ต้องการให้ ศอฉ.ยุติบทบาทไปกระนั้นแหละ

ล่าสุดก็คือ กรณีเหตุยิงระเบิด M79 บริเวณหน้าโรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ ในซอยรางน้ำ ในช่วงดึกวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงว่า

ระเบิดการเมืองชัวร์???
เพราะในอดีตมีนักการเมืองที่กล้าขว้างระเบิดใส่บ้านตัวเอง ให้สังคมได้รับรู้กันมาแล้ว

วันนี้หากจะมีนักการเมือง จับมือกับทหารบางกลุ่ม หวังยึดกุมอำนาจ หวังสานฝันในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง

ก็ไม่แปลกที่ระเบิดระว่อนกรุงเทพฯไม่หยุดหย่อน ในลักษณะเป็นการเอื้อต่อการดำรงไว้ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเป้นการต่ออายุ ศอฉ.ออกไปเรื่อยๆ

เพราะล่าสุด นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และผอ. ศอฉ. ก็ออกมาพูดถึงการที่กลุ่ม นปช.นัดรวมตัวเคลื่อนไหวตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย. และจะไปผูกผ้าแดงประท้วงที่สี่แยกราชประสงค์ในวันที่ 19 ก.ย. แม้ว่าจะยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ก็ตาม ทำให้ยังคงต้องคอยติดตามควบคุมดูแลทุกอย่างแบบใกล้ชิด

ดังนั้นการยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้เป็นสิ่งที่เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องปฏิบัติตาม แต่ก็ต้องพิจารณาตามหน้าที่ความรับผิดชอบ ด้วยความสุขุมรอบคอบ ประเมินสถานการณ์ให้ชัดเจนเสียก่อน ถ้าเห็นว่าดำเนินการไปแล้ว ไม่เกิดความเสียหาย หรือมีโอกาสที่จะเกิดความเสียหายน้อย ก็ดำเนินการได้ แต่ถ้าดำเนินการแล้วเกิดความเสียหาย คงต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลายก่อน

ยืนกรานว่าต้องระมัดระวังทุกฝีก้าวแบบนี้… หลายฝ่ายจึงฟันธงว่า โอกาสที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะคงอยู่คู่กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไปตลอด จึงเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้สูง

และทำให้มีคนแอบกระแนะกระแหนว่า สงสัยคำว่า พ.ร.ก. จะแปลว่า “พระราชกำหนดรักษาพวกกู” เสียแล้วกระมัง

เรื่องนี้ไม่มีใครตอบได้ดีเท่านายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ แน่นอน
ในความเป็นรัฐบาล สิ่งหนึ่งที่ต้องรีบทำโดยเร่งด่วนที่สุด คือการเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้เร็วที่สุด เพราะมันทำให้คนทั้งโลกเชื่อและปรามาสว่า…..

การทำอย่างนั้นคือ “ความขลาดกลัว” ที่ไม่กล้าสู้กับความจริง!! เป็นการต่อสู้ที่ “มัดมือชก” ฝ่ายเดียว!!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:วิพากษ์ นิธิ เอียวศรีวงศ์

กรณีรับเป็น“กรรมการปฏิรูปประเทศ”

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ชื่อบทความเดิม: การรับเป็น “กรรมการปฏิรูปประเทศ” ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมป่าเถื่อน ไม่มีคุณธรรม

โปรดพิจารณา “เรื่องสมมุติ” ต่อไปนี้:

เพื่อน บ้านครอบครัวหนึ่ง เพิ่งสูญเสียพ่อบ้าน หรือลูกชายหรือลูกสาว จากการถูกฆ่าอย่างน่าอนาถเมื่อไม่กี่วันมานี้ และสมาชิกที่เหลืออยู่ของครอบครัวนั้นยังอยู่ในช่วงเศร้าโศกอย่างหนัก พยายาม “ทำใจ” กับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ฯลฯ
ไม่ว่า ที่ผ่านมา เราจะมีความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านครอบครัวนี้อย่างไร อาจจะไม่ถึงสนิทสนมใกล้ชิด อาจจะมีความ “หมั่นไส้” ไม่ชอบบางคนในครอบครัวนั้น รวมถึงแม้แต่ตัวผู้ตายเอง และไม่ว่าสถานการณ์ของการถูกฆ่านั้น เราจะคิดอย่างไร (สมควรหรือไม่ หลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ฯลฯ) แต่โดยสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า decency พื้นๆของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน (basic human decency)[decency คำนี้ ผมขออภัยที่ใช้ทับศัพท์ เพราะนึกคำไทยที่เหมาะสมไม่ได้จริงๆ จะแปลว่า “มารยาท” “ความเหมาะสม” หรือ “ความสุภาพ” แม้อาจจะให้ความหมายที่ใกล้เคียง ก็รู้สึกยังไม่ตรงนัก จะใช้ว่า “ความดีงามในจิตใจ” ก็อาจจะหนักเกินไป จึงขออนุญาตเขียนเช่นนี้โดยตลอดบทความ] เราย่อมพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ทำอะไรบางอย่างที่ทำให้ครอบครัวนั้นรู้สึกเป็นการ “ซ้ำเติม” ความเศร้าโศกของพวกเขา เช่น เราคงไม่ไปแสดงอาการดีอกดีใจ รื่นเริงบันเทิง ต่อหน้าเขา ไม่ไปพูดคุยโอ้อวดถึงความดีใจของเรา ที่ลูกชายลูกสาวเราเพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือเพิ่งเรียนจบ ได้งานทำ มีเงินเดือนสูง ฯลฯ ต่อให้เราไม่ถึงกับต้องไปช่วยเหลืองานศพของคนตาย หรือกระทั่งไปพูดจาปลอบประโลม (เพราะไม่สนิทกัน) ฯลฯ
การหลีกเลี่ยงไม่กระทำอะไรในลักษณะ “ซ้ำเติม” เพื่อนบ้านดังกล่าว ไม่จำเป็นว่าเพราะเราเป็นผู้มีการศึกษา หรือมีคุณธรรมสูงส่งอะไรเลย เป็นเพียงการมี decency พื้นๆ ของความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ในทางตรงข้าม หากเราทำอะไรอย่างที่ว่า (รื่นเริงบันเทิง ดีอกดีใจ ในความสุขความสำเร็จของครอบครัวเราเองในขณะนั้น ต่อหน้าต่อตาเพื่อนบ้านที่กำลังโศกเศร้า ฯลฯ) ก็ต้องจัดว่า เราเป็นคนใจคอโหดเหี้ยม (cruel) ป่าเถื่อน (babaric) ไม่มีคุณธรรมพื้นๆอย่างยิ่ง
. . . . . . . . . . . .
การที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เข้ารับตำแหน่งเป็น “กรรมการปฏิรูปประเทศ” ที่ตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต่อการปราบปรามที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อย บาดเจ็บพิการนับพัน (และถูกจับกุมคุมขังอีกกว่าร้อยคน) โดยที่ผลกระทบโดยตรงต่อครอบครัว คนใกล้ชิด เพื่อน ของคนตาย คนบาดเจ็บพิการ เหล่านั้น ยังรู้สึกกันได้อย่างรุนแรง (ไม่ต้องพูดถึงผลกระทบต่อ “สังคม” วงกว้างออกไป) เปรียบเสมือนการกระทำในลักษณะ “ซ้ำเติม” เพื่อนบ้าน ที่กล่าวไว้ใน “เรื่องสมมุติ” ข้างต้น นี่เป็นการกระทำที่มาจากจิตใจที่เหี้ยมโหด (creul) ป่าเถื่อน (babaric) ขาดคุณธรรมอย่างถึงที่สุด
ทั้ง นี้ ไม่ว่านิธิจะคิดหรือให้เหตุผลใดๆก็ตาม กับการเข้าร่วมนั้น (ประเภท “เข้าไปเป็นกรรมการเพื่อผลักดันวาระและกฎหมายที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน” ฯลฯ) ไม่ว่าเขาจะมีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือตัวกรรมการนั้นเอง (“อ้อมกอดอำมหิต”, “ประชาชนต้องอย่าไว้ใจกรรมการที่ตั้งขึ้นมา” ฯลฯ)
แต่ตัวการกระทำนั้นเอง (การเข้าเป็นกรรมการ) เป็นสิ่งที่อุจาด (indecent) และเหี้ยมโหดป่าเถื่อน (cruel, babaric) ซึ่งคนที่มี decency พื้นๆของความเป็นคน ไม่ทำกัน
ผมเอง โดยส่วนตัว เห็นว่า การตายและสูญเสียอย่างมหาศาลของ “คนเสื้อแดง” เป็นสิ่งซึ่งความจริงสามารถหลีกเลี่ยงได้ เห็นว่า การกระทำหลายอย่างของ “คนเสื้อแดง” ซึ่งอาจจะรวมทั้งคนที่ตายไปนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ผมเห็น – และผมเชื่อ/หวังว่า ทุกคนที่มี decency ของความเป็นมนุษย์อย่างพื้นๆ คงจะคิดเช่นนี้ด้วย – ว่า ปัญญาชนระดับนำสูงสุดของประเทศอย่างนิธิ(หรือคนอื่นๆ) ไม่สมควรที่จะทำอะไรในลักษณะ “ซ้ำเติม” พวกเขาและญาติมิตรของเขา (หรือ “สังคม” โดยรวม) ด้วยการไปรับตำแหน่งที่รัฐบาล ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญในการฆ่าพวกเขา ตั้งขึ้นมา ด้วยสาเหตุที่ชัดเจนว่าต้องการทำให้การฆ่าที่ตัวเองมีส่วนรับผิดชอบนั้น เป็นเรื่อง “เบา”ลงไป
ยิ่ง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ยังคงพูดและเขียนในเชิงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนี้เท่าไร ยิ่งทำให้การที่เขาไปร่วมเป็นกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นเป็นการกระทำที่ไร้ ความ decency พื้นๆของความเป็นมนุษย์มากขึ้นตามไปด้วยเท่านั้น ปัญญาชน นัก นสพ. จำนวนหนึ่ง ที่อาจจะ “ไม่สบายใจ” กับการที่นิธิไปร่วมเป็นกรรมการ พยายาม “ปลอบใจตัวเอง” หรือให้ “คำอธิบาย” ทำนองนี้ ด้วยการยกเอาการที่นิธิยังคงพูดและเขียนในลักษณะ “ไม่ขึ้นต่อรัฐบาล” หรือกระทั่ง “วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล” มาอ้าง หาได้คิดว่า ความจริง ยิ่งนิธิยังคงเขียนเชิงวิพากษ์รัฐบาลเท่าไร ยิ่งเป็นการประจานความไม่มี decency ของตัวเองมากขึ้นเพียงนั้น ในแง่นี้ บรรดา “ปัญญาชนบริกร” อย่าง อานันท์, อมร, สมบัติ ฯลฯ ที่เขียนเชียร์รัฐบาลนี้อยู่เสมออยู่แล้ว กลับมีลักษณะ “ซื่อตรง” (honesty) ยิ่งกว่านิธิ เพราะอย่างน้อย พวกนี้เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร (เขียนเชียร์รัฐบาล กับไปเป็นกรรมการให้รัฐบาลเป็นอะไรที่ไปด้วยกันได้สนิทอยู่แล้ว) แต่สิ่งที่นิธิทำ กลับเป็นการแสดงความไม่ซื่อตรง (dishonesty) หน้าไหว้หลังหลอก ปากว่าตาขยิบ (hypocritical) อย่างขาดความละอายชัดๆ
เรื่องพวกนี้ ไม่ต้องอาศัยอุดมคติหรือทฤษฎีที่สูงส่งลึกซึ้งอะไรเลย แค่สามัญสำนึกของความ decency ของความเป็นมนุษย์ ที่จะไม่เหี้ยมโหดป่าเถื่อน ทำร้ายซ้ำเติมผู้ที่อยู่ในความทุกข์โศกสูญเสียอย่างใหญ่หลวงอยู่แล้วเท่านั้น
– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –
หมายเหตุ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ส่งบทความนี้มายังเว็บไซต์ประชาไทเพื่อเผยแพร่ เมื่อวันที่ 29 ส.ค.53

Leave a comment

Filed under บทความ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

กวีประชาไท:ภู กระดาษ กับบทกวี”ฝนตกฟ้าฮ้อง”

“ภูกระดาษ”

ท่านท่านชี้หน้าว่า พวกผู้ข่าละถิ่นฐาน
พวกคนอีสาน ชอบขายแรงงานซื้อข้าว
สิเด๋อสิด๋า ว่าเป็นเสี่ยวว่าเป็นลาว
หนังสือบ่หัน โง่เง่าต่างด้าวดงดิน

ปล่อยคนแก่เฒ่า ให้อยู่เฝ้าเลี้ยงหลานหลาน
แล้วละทิ้งบ้าน กระเซซานพลัดลำเนาสิ้น
ไลลืมรากเหง้า แต่ก่อนเก่าบ่เหลือกลิ่น
วิถีชุมชนบ่ถวิล ฟุ้งเฟ้อกันสิ้นรนดิ้นละลา

แล้วสร้างปัญหา ให้ถ้วนหน้าได้ประสบ
สุมเร้าเท่าทบ สูงท่วมกลบขื่อคานฝา
สืบเนื่องกร่อนกัด สารพัดอยู่นานมา
ทุกเรื่องทั้งมวลปัญหา ก็เพราะพวกผู้ข่าทั้งนั้น

ฯลฯ

พวกผู้ข่าค้อมรับ สิ้นเสร็จสรรพทุกความว่า
เพราะอำนาจผูกขาดนานา พวกผู้ข่าล้วนจัดสรร
ทรัพยากรถลุง สนานสนุกอยู่ทุกคืนวัน
บริหารจัดการกันมันส์ ถ้วนประเทศเขตคาเม!

***********

หมายเหตุ: พวกผู้ข่า, ข่า : ชนพื้นเมือง หรือข้า, ข้าน้อย ผู้เป็นบ่าวรับใช้
สิเด๋อสิด๋า : เด๋อๆ ด๋าๆ น่าหัวร่อ
ไลลืม, ลืมไล : หลงลืม หลงเลือนไป

Leave a comment

Filed under ข่าวจากประชาไท

การ์ตูน หนูนา กับ ป้าแจ่ม

พล

Leave a comment

Filed under Uncategorized

หลุมดำ

เหล็กใน

นาทีนี้ นายศิริโชค โสภา ผู้สถาปนาตำแหน่งใหม่ “ผู้ช่วยนายกรัฐมนตรี” คงไม่ต่างจาก “หลุมดำ” ที่พร้อมจะดูดทุกอย่างให้ผลุบหายไป

เมื่อก่อเรื่องที่ทำให้ประเทศไทย ตกอยู่ในสถานการณ์ขัดแย้งระหว่างประเทศที่น่าจับตาอีกครั้ง นับจากสงคราม โลกครั้งที่ 2

คนที่ศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ย่อมทราบดีว่าในห้วงแรกประเทศไทย ถูกนานาชาติผลักให้ไปอยู่กับฝ่าย”อักษะ”นำโดยเยอรมันและญี่ปุ่น เพราะยอมให้ญี่ปุ่นกรีธาทัพผ่านเข้ามา และให้ความร่วมมือในหลายๆด้าน

รวมไปถึงประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ที่มีสหรัฐ เป็นแกนนำด้วย

จวบจนสงครามสงบพร้อมกับความพ่ายแพ้ของฝ่ายอักษะ ประเทศไทยหวุดหวิดจะกลายเป็นประเทศที่แพ้สงครามไปด้วย

โชคดีที่มีขบวนการเสรีไทย ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในอเมริกาและอังกฤษ รวมทั้งในเมืองไทย จับมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทั้งการข่าวและอื่นๆ

ไทยจึงรอดพ้นหายนะครั้งนั้นมาได้

ผ่านมาหลายสิบปี ไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยกำลังถูกพาเข้าไปสู่สถานการณ์คล้ายๆ กันอีก

เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากคนเพียง 2 คน

หนึ่งคือวิกเตอร์ บูท เจ้าพ่ออาวุธสงคราม

หนึ่งคือนายศิริโชค

นายวิกเตอร์ ทำให้เมืองไทยตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่าง 2 มหาอำนาจคือสหรัฐ และรัสเซีย ที่ต่างก็ต้องการตัวไปสอบสวน

ส่วนนายศิริโชค ทำให้สหรัฐ และรัสเซีย เพ่งมองอย่างไม่วางใจว่านำเรื่อง”การเมือง”เข้ามาพัวพันกับการตัดสินใจส่งตัวนายวิกเตอร์ ให้กับประเทศใด ประเทศหนึ่ง หรือไม่!??

ก่อนหน้านี้ไม่ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยจะมีท่าทีอย่างใด เรายืนยันได้เต็มปากเต็มคำว่านี่คือการตัดสินของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่มีอะไรก้าวล่วงได้

ทว่าพลันที่นายศิริโชค ไปปรากฏตัวพูดคุยกับนายวิกเตอร์ ในเรือนจำ พร้อมกับการออกมาแฉของนายวิกเตอร์ ผ่านทางภรรยา ว่าเข้าไปสอบถามเกี่ยวกับขบวนการค้าอาวุธสงคราม เพื่อเชื่อมโยงถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ทำให้เกิดปัญหาป่วนไปหมด

ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร หรือแก้ตัวแบบไหน ถามว่า 2 ประเทศมหาอำนาจย่อมมีสิทธิ์คิดในทางลบ กรณีที่ประเทศตัวเองไม่ได้ตัวนายวิกเตอร์ เพราะมีข้อต่อรองทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง

บวกกับปัญหาความเหลื่อมล้ำกันอย่างมากของผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายระหว่าง “เสื้อเหลือง” และ “เสื้อแดง” ซึ่งเชื่อว่าทั้งสหรัฐ และรัสเซีย ย่อมรู้และเห็นว่าอะไรเป็นอะไร

ลำพังไม่มีการเมืองเข้าไปเกี่ยวกับปัญหาการส่งตัวนายวิกเตอร์ ประเทศไทยก็เหนื่อยหนักอยู่แล้ว

พอมีนักการเมืองเข้ามายุ่งอีก ประเทศไทยไม่ใช่แค่เหนื่อยเท่านั้น แต่อาจจะถึงขั้นเดือดร้อนได้ง่ายๆ

แค่จะทำลายนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ถึงขนาดเอาประเทศชาติเป็นเดิมพันเชียวหรือ!??

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

รมต.มอนเตฯเผยกษิตมาเยือนไม่ได้ขอตัวทักษิณ

 เมื่อ 30 ส.ค. แคนาเดียนเพรส รายงานว่า นายมิลาน โรเซน รมว.การต่างประเทศมอนเตเนโกร กล่าวหลังจากต้อนรับนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศของไทยเดินทางไปเยือนว่า นายกษิตไม่ได้ขอให้ทางการมอนเตเนโกรส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน และกรณีของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้กระทบต่อความสัมพันธ์หรือการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ
 ด้านนายกษิตไม่ได้ตอบให้ตรงคำถามเรื่องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวเพียงว่า ทางการไทยประสานงานอยู่กับตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพล ในประเด็นร้อนๆ หลายเรื่อง ส่วนพ.ต.ท.ทักษิณถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลมอนเตเนโกรเตือนแล้วว่า ไม่ให้ใช้มอนเตเนโกรเคลื่อนไหวทางการเมือง

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

‘สีกากี’ ฤา..นักโทษผู้น่าสงสาร?



This slideshow requires JavaScript.

ถือเป็นหนึ่งในองค์กรที่ถูกมรสุมทางการเมืองรุมเร้ามากที่สุด สำหรับคนใน “แวดวงสีกากี” หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของประชาชน..โดยเฉพาะปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้เห็นจะเป็นการดำเนินคดีกับกลุ่ม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ในข้อหาบุกรุกและยึดสนามบิน

คดีดังกล่าวถือเป็นเผือกร้อนที่ทาง “พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ซึ่งรับหน้าที่เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนถึงกับหนักอกหนักใจไม่น้อย…ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “ตัวเขา” และ “ลูกน้องของเขา” รู้ดีว่ากำลังประมืออยู่กับใคร…และสู้อยู่กับอะไร…เพราะต้องไม่ลืมว่าคดีความหลายอย่างของ “พันธมิตรฯ” ส่วนใหญ่มักมาแบบ “เหนือเมฆ” ลอยลำพ้นความผิดแทบทั้งสิ้น

และเมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้เกิดปรากฎการณ์ “ใหญ่คับฟ้า” ของแกนนำพันธมิตรฯ อย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” โดยเขาประกาศจะ “เช็คบิล” เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดียึดสนามบินของคนเสื้อเหลือง…ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่เริ่มทวีความสงสัยกับ “พฤติกรรม” ที่เกิดขึ้นขึ้นว่า…

ทำไมคนชื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล” สามารถทำอะไรก็ได้บนแผ่นดินนี้…ทำไมคนชื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ทำอะไรก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมด…สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่มีพลังอำนาจ พร้อมให้การช่วยเหลือและสนับสนุน “กลุ่มพันธมิตรฯ” ด้วยดีเสมอมา…ถึงวันนี้กลุ่มคนเหล่านั้นจะรู้ตัวบ้างหรือไม่กับคำพูดคำสอนของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ว่า…

“อำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ต้องแสวงหา แต่ไม่ควรใช้…เพราะหากใช้อย่างหลงลืมตัว สักวันหนึ่งอำนาจนั้นมันต้องหมดไป”

สำหรับคดียึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรฯ เวลานี้ทั้งต่างชาติรวมถึงคนไทยกำลังลุ้นกันอย่างใจจดใจจ่อว่า…สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นอย่างไร…เพราะวันนี้คดีความของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังไม่ความคืบหน้า ทั้งที่เวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี…ซึ่งผิดกับคดีของ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ที่ถูกไล่ล่าเช็คบิลอย่างเอาเป็นเอาตาย

เมื่อเร็วๆ นี้ “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” โฆษกกลุ่มพันธมิตรฯ ได้เผยผลการหารือของผู้ที่ถูกกล่าวหา ซึ่งระบุว่าจะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน พร้อมฟ้องร้องดำเนินคดีกลับกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนที่เกี่ยวข้อง

โดยในที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็น ทั้งข้อเท็จจริงและกฎหมาย และมีมติที่จะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ยกเว้นบางคนที่ติดภารกิจ และบางคนที่เห็นว่าการออกหมายเรียกไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงจะใช้วิธี “อารยะขัดขืน” ไม่ไปรายงานตัว

เรื่องนี้แม้ทางโฆษกพันธมิตรฯ จะให้เหตุผลให้เชิงที่เป็นคุณกับกลุ่มพันธมิตรฯ และให้โทษกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ…แต่ข้อกล่าวอ้างในการ “ไม่รับผิด” มันดูเป็นสิ่งเลื่อนลอยไปสักนิด โดยเฉพาะการไม่ยอมรับว่าเป็นผู้ต้องหาในคดี “ก่อการร้าย” ทั้งที่ป้ายที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองเขียนว่า “ผู้ก่อการร้าย…ระดับอินเตอร์” มีให้เห็นโชว์หราอยู่ทั่วทุกพื้นที่

ซึ่งจนวินาทีสุดท้าย “นายปานเทพ” ก็ยังยืนยันเสียงแข็งว่า…กลุ่มพันธมิตรฯ “ไม่ได้ปิดล้อม” สนามบิน…โดยมีหลักฐานชัดเจนว่า…บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เป็นผู้สั่งปิด กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมเฉพาะบริเวณชั้น 4 เท่านั้น ไม่ถือเป็นเหตุที่ทำให้ต้องปิดสนามบิน

ดังนั้น เมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวเท็จต่อกลุ่มพันธมิตรฯ จึงจะฟ้องร้องดำเนินคดีกลับ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 200 กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งมั่นใจว่าการฟ้องกลับจะได้รับชัยชนะ

คนกลุ่มหนึ่งทำผิดกฎหมาย “ปิดราชประสงค์” ถูกจับ…กับคนอีกกลุ่มหนึ่งทำผิดกฎหมาย “ยึดสนามบิน” ไม่ถูกจับ…แถมยัง “โยนขี้” ให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่…เหตุผลเหล่านี้เขาไม่เรียกว่าเป็นการแก้ตัวแบบ “ศรีธรญชัย” แต่เป็นการแก้ตัวแบบ “เอาสีข้างเข้าถู” ไม่ใช้เหตุผลและดื้อดันจะเอาชนะให้ได้

ถามว่า ผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินทางเข้าไปใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิได้เกิดขึ้นเพราะอะไร… ถามว่า เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่ทั้งในเครื่องบิน ในอาคาร และการสื่อสาร รวมทั้ง เครื่องช่วยการเดินอากาศใด ๆ ไม่สามารถเดินทางเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในอาคารได้เพราะอะไร…ถามว่า อากาศยานทุกประเภท ไม่สามารถทำการบินขึ้น/ลง ณท่าอากาศยานได้

ใครกันที่ไปยึด…ไปขวาง…ไปปิดกั้น…ทำให้สนามบินต้อง “ปิดสภาพ” ของมันเองไปโดยปริยาย…ทั้งที่ไม่อยากสั่งปิดแต่ต้องปิด…เพราะต้องการลดความวิบัติเสียหายกับปัญหาใหญ่ที่อาจเกิดขึ้น

เรื่องนี้คนเป็น “แพะ…แบ๊ะ…แบ๊ะ” เห็นจะหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งต้องแบกรับหน้าที่เคลียร์คดีให้เสร็จสิ้น…แต่จะทำอย่างไรในเมื่ออุปสรรคข้างหน้า “ใหญ่โต” มากมายเกินขอบเขตอำนาจและหน้าที่ของผู้รับผิดชอบ…ซึ่งซ้ำร้าย “คนที่ติดคุก” คราวนี้อาจกลับตาลปัตรเปลี่ยนจากผู้กระทำผิดมาเป็นผู้ลงโทษผู้กระทำผิด

บ้านเมืองนี้ช่างวิเวกวังเวง…คนกล้าทำแต่ไม่กล้ารับ…ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าอะไร? ถ้ามิใช่ “ชายใส่กระโปรง”

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

เอาใจ‘มะกัน’ทำไทยเจ๊ง!



วิคเตอร์ บูท

“รู้สึกพอใจเป็นอย่างมากที่ผู้ก่อการร้ายนานาชาติ อดีตสายลับเคจีบี พ่อค้าอาวุธที่ใหญ่ที่สุดในโลก นายวิคเตอร์ บูท ถูกส่งกลับไปยังศาลในสหรัฐอเมริกา”

จำได้หรือไม่? กับคำพูดของผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีช่องหนึ่ง…ที่พูดถึง “สรรพคุณ” และ “ความเก่งกาจ” ของนายวิคเตอร์ บูท กรณีประเทศสหรัฐฯ ร้องขอให้ทางการไทยส่งตัวผู้ต้องหาชาวรัสเซียคนนี้เพื่อไปดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

ประเด็นดังกล่าวคอลัมนิสต์อาวุโสอย่าง “นิติภูมิ นวรัตน์” ได้กล่าวไว้ในคอลัมน์ “เปิดฟ้า..ส่องโลก” โดยนำข้อมูลความเป็นจริงมาตีแผ่ให้เห็นว่า…นายวิคเตอร์ บูท คือพ่อค้าอาวุธ “ตัวฉกาจ” ที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังต้องการตัวอย่างนั้นหรือ?

คำตอบคือ “ไม่ใช่” เพราะเมื่อไล่ดูกิจวัตรประจำวันของผู้ต้องหารายนี้…ซึ่งหลายคนคิดว่าเขาเป็น “อภิมหาเศรษฐี” มีเงินถุงเงินถังใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมีบอดี้การ์ดรายล้อม…แต่ความเป็นจริงวันหนึ่งๆ เงินทองที่หามาได้กลับไม่พอใช้…เพราะต้องไปหยิบยืมจากคนรู้จัก เพื่อนำมาใช้จ่ายภายในครอบครัว

แล้วทำไมประเทศสหรัฐฯ กับรัฐบาลไทยถึงได้ “ให้ค่า” กับนายวิเตอร์ บูท มากมายนัก…หรือว่าประเทศทั้งสองกำลัง “ทำสัญญาซ่อนเร้น” อะไรบางอย่าง?…เพราะเท่าที่เห็น “รัฐมนตรี” ของพรรคประชาธิปัตย์ ต่างทำงานกันอย่างขะมักเขม้น

ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญถึงขั้น “คอขาดบาดตาย” เชื่อว่า…พรรคประชาธิปัตย์คงหันหน้ามาแก้ไขปัญหาภายในประเทศ เพราะยังมีปัญหาทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมซึ่งประชาชนกำลังรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล…แต่มันน่าแปลกตรงที่ว่า ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลครั้งนี้กลับเดินไปในยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ

เรื่องนี้ดูได้การที่คนในพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่งที่เดินเข้าไปเพื่อเจรจากับนายวิเตอร์ บูท ถึงในเรือนจำ…กับรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งที่กล้าไปเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย เพื่อเจรจาแลกตัว “นายวิคเตอร์ บูท” กับอดีตนายกรัฐมนตรี “พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร” เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของไทย

หากพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองในเวลานี้…ประชาชนทุกคนคงมองออกว่า “รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์” กำลังตกที่นั่งลำบาก โดยเฉพาะเรื่อง “คำสั่ง” ให้มีการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงจนมีบาดเจ็บและเสียชีวิต…ซึ่งว่ากันว่า เรื่องดังกล่าวมันเกินเลยขอบเขตแห่งอำนาจในการที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สามารถจัดการและปิดคดี

เพราะเวลานี้ชาวต่างชาติทั้งสื่อสารมวลชน รวมถึงองค์กรยุติธรรมกำลังจับตามองดูความเคลื่อนไหวของรัฐบาลไทยทุกฝีก้าว รวมถึงข้อมูลข่าวสารในโลกอินเตอร์เน็ตทั้งภาพและเสียงซึ่งรัฐบาลไม่สามารถ “ปกปิด” ได้อีกต่อไป ถึงแม้จะอยู่ในช่วงของการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ตาม

เรื่องของ “สัญญาซ่อนเร้น” ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ถึงวันนี้แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ แต่จากคำพูดของ “นายพีระพันธ์ พาลุสุข” ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ด้วยพยานและหลักฐานได้ว่า…คนภายในรัฐบาล ได้เดินทางไปเจรจากับ “นายวิคเตอร์ บูท” ถึงในเรือนจำจริง แต่จะใช่คนเดียวกับที่ออกข่าวหรือไม่? นายวิคเตอร์ บูท เท่านั้นที่สามารถชี้ตัวถูกต้องได้

โดยเฉพาะคำยืนยันจากปากของ “นายวิคเตอร์ บูท” ที่กล่าวว่า…ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ได้มีผู้มาพบเขาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พร้อมกับพูดบอกว่า “ถ้ายูจะรอดปลอดภัย ยูจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ ไปให้การในศาลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดในการขนอาวุธจากเกาหลีเหนือมายังประเทศไทย และอาวุธดังกล่าวจะมาใช้กับพวกเสื้อแดง” 

ที่สำคัญเรื่องระหองระแหงระหว่างไทยกับรัสเซียในครั้งนี้…เชื่อว่าอีกไม่นานจะกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่จะสร้างปัญหาให้กับประเทศไทยอย่างยิ่งยวด…เพราะเวลานี้สภาผู้แทนราษฎรสหพันธรัฐรัสเซียหรือ “สภาดูมา” ก็ได้มีการแสดงการตอบโต้รัฐบาลไทยด้วยการประกาศไม่ให้นักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย

แน่นอนว่า…ประเทศไทยจะสูญเสียรายได้อย่างมหาศาล เพราะนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียถือเป็นตลาดที่เติบโตเร็วมาก…และมีแนวโน้มที่มีความสำคัญต่อการท่องเที่ยวไทยมากขึ้นตามลำดับ โดยปัจจุบันตลาดนักท่องเที่ยวรัสเซียสร้างรายได้ท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท

ซึ่งเรื่องนี้ได้ส่งผลกระทบไปถึงการส่งทหารไทยไปดูงานที่ประเทสรัสเซีย ซึ่งเวลานี้ทางด้าน “พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ” ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร กำลังนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมอย่างเร่งด่วน เพราะเชื่อได้ว่าการแลกเปลี่ยนและดูงานของทั้งสองประเทศจะต้องเกิดปัญหาขึ้นตามมาอย่างแน่นอน

ถึงตรงนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า…ประเทศไทยกำลังเล่นตามเกมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ที่หลายประเทศต้องให้ความเกรงอกเกรงใจหรือไม่? เพราะหากผู้มีอำนาจในประเทศไม่ได้คิดถึงศักดิ์ศรีของประเทศชาติ…แต่อย่างไรก็ควรนึกถึง “หัวอก” ของประชาชนเอาไว้บ้าง

โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยเลือกที่จะเป็น “มหามิตร” กับสหรัฐอเมริกา…และยอมกลายเป็น “อริราชศัตรู” กับประเทศรัสเซีย…ถามว่าผู้มีอำนาจในประเทศคิดตรึกตรองดีแล้วหรือ โดยเฉพาะในอดีตเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน รวมถึงบรรพบุรุษ พวกท่านได้สร้างความปรองดองและความสามัคคีกับทั้งสองประเทศมาด้วยความยากลำบาก

แล้วปัจจุบันนี้เล่า..ใครกันที่เป็นคนมาทำลาย!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ศาสนาของผู้ปกครอง : จริยธรรมที่ถูกทำลาย

“Schopenhauer”

“คนดี ย่อมเอาสิ่งที่ดีงาม มาจากขุมทรัพย์แห่งดวงใจ ที่ดีงามของเขา
และคนชั่ว ย่อมเอาสิ่งที่ชั่วร้าย มาจากขุมทรัพย์ ที่ชั่วร้ายของเขา”
“A good man out of the good treasure of his heart brings forth good things,
And an evil man out of the evil treasure brings forth evil things”.

(The gospel according to Matthew, – ลก.6:43-45)


นับเนื่องจากเหตุการณ์ “สังหารโหดพฤษภาทมิฬ”

ที่คร่าชีวิตประชาชนไปร่วม 100 ศพ, บาดเจ็บกว่า 2,000 คน จากพฤติกรรมที่เหี้ยมโหด การสังหารด้วยอาวุธสงคราม, ใช้ปืนติดกล้องเล็งเป้าหมาย ย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนา “จงใจฆ่า” มันไม่ใช่เป็นการใช้อาวุธ เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง ตามคำแก้ตัวของผู้สั่งการ!!!

มันเป็นการ “จงใจฆ่า” ที่ผิดวิสัยของอารยะชน ที่จะพึ่งกระทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซ้ำร้ายเพื่อนมนุษย์เหล่านั้นยังเป็นเพื่อนร่วมชาติ พวกเขาเป็นญาติพี่น้องกัน, ทั้งผู้ลงมือฆ่า และผู้ถูกฆ่า มันเป็นเรื่องน่าเศร้าสะเทือนใจอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่มีความเป็นธรรมอยู่ในหัวใจ. ด้วย “เหตุผลของการฆ่า” เพียงเพื่อต้องการสลายการชุมนุมของประชาชน ที่มาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง, เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตามกฎเกณฑ์ของระบอบประชาธิปไตย.!!!

ถ้าหากประเทศนี้ยังปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะชุมนุมเรียกร้องตามสิทธิของตน เว้นเสียแต่ว่าประเทศนี้ เป็นประชาธิปไตยแต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น.!!!

และถ้าหากประเทศนี้ยังมีศาสนา ที่พร่ำสอนให้ผู้คนอยู่ในศีลธรรม, สอนให้คนรู้จักกฎแห่งกรรม, และสอนให้คนกลัวที่จะตกนรก มากกว่าเกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง, แล้วใครจะคาดคิดว่าผู้ปกครองประเทศนี้ กลับเป็นฝ่ายที่ไม่อาจจะแยกแยะได้ว่าอะไรคือ กรรมดี – กรรมชั่ว, อะไรคือ ศีลธรรม-จริยธรรม – – ถึงได้กล้าสั่งฆ่าประชาชนเพื่อนร่วมชาติ ได้อย่างเช่น การฆ่ามดแมลง.

หรือคำว่า “บาปบุญคุณโทษ” ที่ได้สั่งสอนต่อ ๆ กันมา มันเป็นเพียงมนต์คาถา หรือนิทานหลอกเด็ก

คำถามที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนี้ ก็คือ ประเทศนี้ยังมีศาสนาที่เป็นรากเหง้าของความเป็นชาติอยู่หรือไม่, ประเทศนี้ยังมีศาสนาของปัจเจกชนอยู่หรือไม่, ประเทศนี้ยังมีศาสนาของชุมชนอยู่หรือไม่ และประเทศนี้ยังมีศาสนาของรัฐชาติอยู่หรือไม่?

และ “ผู้ปกครองประเทศนี้” ยังมี “สำนึกแห่งจริยธรรม” อยู่หรือไม่???
เพราะสังคมที่ไร้ซึ่งสำนึกแห่งจริยธรรม – – ศาสนาจะดำรงอยู่ได้อย่างไร???

หรือว่าประเทศนี้ – ประชาชนก็มีจริยธรรมของตัวเองแบบหนึ่ง มีศาสนาของตัวเองแบบหนึ่ง, ผู้ปกครองก็มีศาสนา มีความเชื่อของตัวเองไปอีกแบบหนึ่ง – – กรณีหลังสุดที่นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม พูดสอพลอว่า นายอภิสิทธ์ฯ จะเป็น “อภิสิทธัตถะ” (ซึ่งแปลว่า “ยิ่งใหญ่กว่า-เหนือกว่าพระพุทธเจ้า)”!!! มันสะท้อนถึงวิธีคิด และความเชื่อแบบวิปลาสขาดสติ ของชนชั้น(ผู้รับใช้) ผู้ปกครอง – มันจึงถูกพิสูจน์แล้วว่า แม้แต่จริยธรรมทางศาสนาของปัจเจกชนก็ยังถูกปรับเปลี่ยน เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย?

หลายครั้งที่ จริยธรรมของศาสนาถูกปรับเปลี่ยนบทบาท มารับใช้ผู้ปกครอง ตั้งแต่ครั้งที่ พระกิตติวุฑโฒ พูดว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” – กระทั่งเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519.!!!

ตราบใดที่จริยธรรมของศาสนายัง “ถูกผู้ปกครอง” ปรับเปลี่ยนมาตรฐานกลายเป็นเครื่องมือของผู้ปกครอง เพื่อรับรองความชอบธรรม เพื่อที่ผู้ปกครองจะทำอะไรก็ได้ แม้แต่การ “ออกใบสั่งฆ่า” ผู้บริสุทธิ์กลางเมืองหลวง ซ้ำร้ายเมื่อ “ฆ่าเสร็จ”
ก็เอาศาสนา (พระสงฆ์) รวมทั้ง “นักจริยประดิษฐิ์” มาช่วยกันอธิบายความ ว่าพวกจะเราปรองดองกันได้อย่างไร?

อะไรคือ ศาสนาของประเทศนี้ – อะไรคือ ตัวเชื่อมโยงประชาชนเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นอุดมคติขึ้นในสังคมแห่งนี้ว่า ชีวิตนี้มนุษย์เราเกิดมาเพื่ออะไร, เราจะร่วมกันทำประโยชน์อะไรให้กับสังคมนี้ เพื่อทำให้สังคมของเราจะได้มีวิวัฒนาการไปสู่สังคมที่มีศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมที่งดงาม, สังคมที่ผู้คนจะปฏิบัติต่อกัน ด้วยการให้เกียรติกัน และเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน.!!!

ปฐมเทศนากัณฑ์แรก ของพระพุทธเจ้า คือ “ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร” อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา – – เนื้อหาทรงแสดงถึงการปฏิเสธ “ปรัชญาสุดโต่งสองอย่าง” (ปลายสุดขั้วด้านหนึ่งคือ ”การละทิ้งกามสุข” ถึงปลายสุดขั้วอีกด้านหนึ่งคือ “การแสวงหากามสุข”) โดยปฐมเทศนา, พระพุทธองค์ได้เสนอแนวทางการดำเนินชีวิตบน “ปรัชญาทางสายกลาง” ซึ่งมีหลักการสั้น ๆ ว่า ชีวิตจะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ด้วยการประพฤติปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เพื่อให้ถึงการดับทุกข์ และการบรรลุนิพพาน อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา.

ยุคแห่งปรัชญาอินเดียในสมัยพุทธกาล ปรัชญาแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่ม “อาสติกะ” (Orthodox systems) เป็นกลุ่มที่นำเสนอ และอธิบายความ โดยอ้างอิงถึงคำสอนจากคัมภีร์พระเวท, กลุ่ม “นาสติกะ” (Unorthodox systems) เป็นกลุ่มที่ไม่เชื่อสิ่งต่าง ๆ ที่จารึกไว้ในคัมภีร์พระเวท, ปรัชญาในกลุ่มนี้ได้แก่ ปรัชญาพุทธ ปรัชญาเชน และปรัชญาจารวาก, ปรัชญาพุทธ ใช้การวิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์ และได้เสนอทางสายกลาง – มรรค 8 เป็นวิธีในการหลุดพ้นจากความทุกข์, ปรัชญาเชน อธิบายวิธีที่ทำให้ชีวะไม่บริสุทธิ์ ถูกแยกออกไป และกำจัดเสียเพื่อทำให้ชีวะบริสุทธิ์, หนทางหลุดพ้นจากพันธะแห่งกรรม และหลักอหิงสาภาวนา 5 ประการ. แต่ “จารวาก” เป็นปรัชญาเดียว ที่มีความแตกต่างไปจาก ปรัชญาทุกสำนักในอินเดีย.

ปรัชญา “จารวาก” หรือ “โลกายัต”
คำว่า “จารวาก” (Carvaka –จาร-วา-กะ) แปลว่า พูดเพราะ (จารุ-เพราะ, ไพเราะ, วาก-พูด)
คำว่า “โลกายัต” แปลว่า ดำเนินไปตามโลก หรือเป็นไปตามแนวแห่งโลก, ความหมายของปรัชญาจารวาก หรือ โลกายัต จึงเข้าใจได้ว่า ปรัชญานี้ย่อมยึดถือเอาตามโลก (วัตถุ) เป็นแก่นสำคัญ และเนื่องจากปรัชญานี้กล่าวถึงโลก โดยสำนวนโวหารอย่างไพเราะจับใจ จึงเป็นที่ถูกใจของโลกีย์ชนยิ่งนัก.

ต่อไปนี้เป็นปรัชญาคำสอนของ “จารวาก – โลกายัต”

“…ศาสนาเป็นเพียงความรู้ความคิดของพวกที่ชอบล่อลวงผู้คนทั่วไป ให้หลงใหลด้วยการใช้คำพูด เป็นเครื่องมือ แต่กลับเป็นคำสอนที่ค้านกันเองอยู่ในตัว – – ถ้ามีใครถามว่า ‘ถ้าหลักฐานของศาสนา ไม่มีความจริงแม้แต่น้อย แล้วเหตุไฉนศาสนาจึงเกิด และดำรงอยู่ได้เล่า’ – – ปัญหานี้ตอบได้ทันทีว่า‘เพื่อจะทำมาหากินโดยการล่อลวงคนอื่น ผู้ที่ไม่มีหนทางที่จะแสวงหาอาชีพอื่นได้ดี และทั้งเกียจคร้านในการงาน จึงได้ประดิษฐ์ศาสนาขึ้น เป็นอาชีพอย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องทำงานหนัก’ – – เพราะคนธรรมดาไม่มีความรู้เพียงพอ ที่จะพิจารณาข้อเท็จจริงในคำพูดของคนอื่น ๆ ได้ – – เมื่อพวกเขาได้ยิน คำเยินยอถึงความสุขสำราญบนสวรรค์ และความทุกข์ทรมานในขุมนรก จิตใจของผู้ฟังก็ย่อมมุ่งไปสู่วิธีที่จะพาพวกเขา ไปยังสรวงสวรรค์ ซึ่งก็คือ “การทำบุญ” นั้นเอง – การทำบุญก็คือ การถวายอาหาร และสิ่งของให้แก่นักบวช – – นี่แหละเป็นอาชีพของพวกเขา ซึ่งตั้งตัวเป็นศาสนาจารย์”

“พวกศาสนาจารย์จะหลอกลวงพวกคนโง่ ด้วยสำนวนโวหารว่าถ้าไม่ทำบุญ จะตกนรกหมกไหม้ด้วยความทุกข์ทรมาน
แต่ถ้าใครทำบุญ แม้เบื้องหน้าร่างกายแตกสลายไปแล้ว เขาก็จะได้ขึ้นสู่สวรรค์ซึ่งจะมีแต่ความสุขสำราญ มีนางฟ้าคอยบำเรอ คนโง่ ๆ ย่อมหลงเชื่อถ้อยคำอันไพเราะเหล่านี้ และหลงดำเนินชีวิตไปตามคำสอนเหล่านั้น”.

“เหตุนี้ ผู้ที่มีสติปัญญา จึงไม่ควรเชื่อถือคำสอนของศาสนาใด ๆ ไม่ต้องกลัวตกนรก และไม่ควรกระหายอยากต่อการขึ้นสวรรค์ เพราะเมื่อมนุษย์ตายแล้วจะไม่มีการเกิดอีก ชีวิตจะดับสูญไปพร้อม ๆ กับความตาย, ไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ ไม่มีความหลุดพ้น ไม่มีโมกษะ ไม่มีนิพพาน”.

“ชีวิตเป็นเพียงแต่กำลังชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากการประมวลเข้าแห่ง ดิน น้ำ ลม และไฟ เหมือนดั่งรสมึนเมาของสุราเมรัย ซึ่งเกิดขึ้นจากข้าว เมื่อได้ผ่านหมักดองแล้ว เมื่อธาตุ ทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ได้ผสมกันเข้าโดยบังเอิญ ด้วยสัดส่วนที่เหมาะสม ย่อมเกิดมีกำลังชนิดหนึ่งขึ้น ซึ่งเราเรียกกันว่า “ชีวิต” และเมื่อ ดิน น้ำ ลม และไฟ พรากออกจากกัน ชีวิตก็ย่อมดับสูญไป ซึ่งเราเรียกกันว่า “ความตาย”.

“ไม่มีอาตมัน หรือวิญญาณใด ๆ ที่จะเลื่อนลอยออกจากร่าง และไปสู่ความเกิดใหม่อีก เมื่อเป็นดั่งนี้ความสุขสบายคือจุดหมายสูงสุดของชีวิต สวรรค์ที่แท้จริงอยู่บนโลกนี้ จงหาความบันเทิงเริงรมย์ จงกินจงดื่ม และรื่นเริงด้วยทรัพย์สมบัติที่แสวงหามาได้ ความสุขในชีวิตต้องเกิดจากการแสวงหาด้วยตนเอง ไม่ใช่เกิดการอ้อนวอนจากพระเจ้า ความสุขกับความทุกข์นั้นเป็นของคู่กัน ที่ใดมีสุขที่นั้นมีทุกข์ จะมีอะไรมากกว่าหรือน้อยกว่าเท่านั้น, ไม่มีใครจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด, คนฉลาดต้องรู้จักหาวิธีลดความทุกข์ และเพิ่มความสุข ในบรรดาความสุขที่เกิดขึ้นจากร่างกาย ‘สุขในการบริโภคเพศตรงข้าม’ นับว่าเป็นสุขสุดยอด ที่พึงเสพเสวย และลิ้มลองที่สุด”.

“ถึงแม้การบริโภคเพศตรงข้าม จะมีความยากลำบากอยู่บ้างก็ตาม แต่เราไม่ควรหันหน้าเบือนหนี เป็นธรรมดา เหมือนเมื่อเรารับประทานปลา เราต้องเลือกเฟ้นเอาแต่เนื้อ และปล้อนเอาก้างปลาออกฉันใด การบริโภคเพศตรงข้ามก็ฉันนั้น – – เราควรเลือกเฟ้นเอาเฉพาะแต่ความยั่วยวนบันเทิงรื่นเริงใจ ซึ่งเกิดขึ้นจากการบริโภคนั้น แล้วปล้อนความลำบากเท่าที่มีอยู่ ในการบริโภคนั้น ออกทิ้งเสีย ก็แล้วกัน ฉะนี้”.

“สิ่งที่บุคคลควรจำไว้ ก็คือ ไม่มีพระเจ้าที่ไหนจะมาลงโทษเรา แต่ถ้าจะมีพระเจ้าที่สามารถลงโทษเรา พระเจ้านั้นก็คือ ‘รัฐบาล’ นั้นเอง อำนาจของรัฐบาล เรามองเห็นอยู่แล้วชัดเจน ถ้าใครทำผิดกฎหมาย รัฐบาลย่อมจับกุม และถูกลงโทษ, อำนาจของพระเจ้าหาได้ปรากฏอยู่อย่างประจักษ์แจ้งไม่ – – – ตรงกันข้าม หลายครั้งที่เราได้เห็นว่า ผู้ที่ทำความชั่ว ทำบาป แต่กลับกลายเป็นคนที่มีความสุขกายสบายใจมากกว่าผู้ที่ทำบุญนี่แหละ แสดงให้เห็นว่าไม่มีพระเจ้าที่ไหน ที่จะลงโทษใครได้”.

“และเนื่องจากเราต้องอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ดังนั้นในการแสวงหาความสุขสบายทางโลก เราควรมีความปรองดองกัน
และดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ ดั่งที่รัฐบาลได้บัญญัติไว้ พวกเราจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ อย่างสุขสบาย”.

“พวกเราจึงไม่ควรละเมิดต่อรัฐบาล ซึ่งนับว่าเป็น ‘พระเจ้าที่แท้จริง’ ของพวกเรา”!!!

สองพันกว่าปี – โลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง คือ “จิตใจมนุษย์”
จิตใจที่จมดิ่งอยู่ในตัณหาราคะ จิตใจที่ชุ่มไปด้วยกิเลส จิตใจที่ลุ่มหลงอยู่ในอำนาจ.

“โอ้! สวรรค์ – โอ้! ความสุข – เจ้าอยู่บนโลกนี้นี่เอง – – เจ้าอยู่ในประเทศนี้นี่เอง”!!!

………………………………………………………………………………………………………………………………….
อ้างอิงข้อมูล “ปรัชญาจารวาก”
จากหนังสือ “ปรัชญาบูรพทิศ”, “ความบัญญัติ – อาธฺยากฺษิกวาท – สฺยาทฺวาท” : ศ. สวามี สัตยานันท ปุรี

Leave a comment

Filed under ข่าวจากประชาไท

ห้าม! “เป็นกลาง”

นักปรัชญาชายขอบ

แด่… “ปิยมิตรผู้มีกึ๋นจะเป็นกลาง”

ในบทความชื่อ “สื่อไทยในสถานการณ์ความขัดแย้ง” อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนว่า

“ในสถานการณ์ความขัดแย้งซึ่งหลาย คนมองเห็นว่า สื่อไทยไม่ “เป็นกลาง” นั้น ไม่จำเป็นต้องตีโวหารอะไรให้มากหรอก คุณไม่มีกึ๋นจะ “เป็นกลาง” ได้ ก็เท่านั้นเอง” (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274177091&grpid=&catid=02)

แต่ที่จริงปัญหาความเป็นกลางไม่ได้เกิดเฉพาะกับสื่อเท่านั้น ทว่าหากเกิดแก่ทุกคนที่พยายามแสดงว่าตนเองมีจุดยืนทางการเมือง “เป็นกลาง”

ปี 2548 ผมใส่เสื้อเหลืองไปชุมนุมกับพันธมิตร และเขียนบทความสนับสนุนหลายชิ้น ปี 2549 ผมเบลอ (หมายถึงยังโง่) ปี 2552 ดูเหมือนผมพยายามที่จะเป็นกลาง ปี 2553 ผมเลือกสนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง และหลังจากนั้นไม่นานนักผมก็ได้อ่านข้อความ “…คุณไม่มีกึ๋นจะเป็นกลางได้” ดังกล่าวแล้ว

ทำให้ผมต้องมาตั้งคำถามกับ “ความเป็นกลาง” (ไม่ว่าจะของสื่อ หรือแม้กระทั่งพระสงฆ์นักสันติวิธี ฯลฯ) อย่างจริงจังว่า จริงๆ แล้วในปริมณฑลของความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 4-5 ปีมานี้มันมีสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นกลาง” อยู่จริง หรือมันสามารถจะมีได้หรือไม่?

ความเป็นกลางคืออะไร? ผมไม่แน่ใจ แต่ขอนิยามอย่างนี้ว่า ใครก็ตามที่บอกว่าตัวเองเป็นกลางทางการเมือง จะต้อง 1) ยึดหลักการประชาธิปไตยเป็นทางออกของความขัดแย้ง ถ้าจะตัดสินถูก-ผิดของฝ่ายใดๆ ต้องตัดสินบนพื้นฐานของหลักการประชาธิปไตย และ 2) ต้องวิจารณ์คู่ขัดแย้ง และ/หรือเรียกร้องความรับผิดชอบทางศีลธรรม ทางการเมือง และทางกฎหมายอย่างเท่าเทียม

โดยความหมายของความเป็นกลางดังกล่าวนี้ เมื่อนำไปใช้กับความขัดแย้งที่ฝ่ายหนึ่งออกมาเดินขบวนขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยข้อกล่าวหาคอร์รัปชัน เมื่อไล่ไม่สำเร็จจึงเพิ่มข้อกล่าวหาวางแผนล้มเจ้า และเรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหาร พร้อมกับหาเหตุผลมาสนับสนุนความชอบธรรมของรัฐประหารและกระบวนการต่อเนื่อง ของรัฐประหาร เป็นต้น แล้วก็มีอีกฝ่ายหนึ่งออกมาต่อต้านรัฐประหาร เรียกร้องประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ 2540 และเรียกร้องให้ทักษิณคืนสู่อำนาจโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง เป็นต้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ มีข้อที่ควรพิจารณาในทาง “หลักการ” คือ

1. การคอร์รัปชัน (สมมติว่าจริงตามข้อกล่าวหา) กับรัฐประหาร อย่างไหนผิดมากกว่า คำตอบคือรัฐประหารผิดมากกว่า คำถามที่ตามมาคือจะสามารถมี “ความเป็นกลาง” ระหว่าง “ผิดกับผิดมากกว่า” ได้หรือไม่?

2.ในแนวทางการต่อสู้สองแนวทาง หนึ่งสนับสนุนรัฐประหาร เรียกร้องอำนาจ
นอกระบบการเลือกตั้ง สองต่อต้านรัฐประหาร เรียกร้องการเลือกตั้ง หรือยืนยันอำนาจของประชาชน หากยึด “ประชาธิปไตย” เป็นเกณฑ์ จะสามารถมีความเป็นกลางระหว่างสองแนวทางนี้ได้หรือ?

อย่างไรก็ตาม หากจะอ้างว่าเรื่องหลักการมันอาจตีความต่างกันได้ และสมมติว่าสามารถตีความให้มีความเป็นกลางได้ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับ “ความเป็นจริง” ที่ชัดแจ้งที่ไม่ต้องตีความเลย นั่นคือความจริงที่ว่า “สังคมนี้ไม่อนุญาตให้มีความเป็นกลาง” ในปริมณฑลความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน

กล่าวคือ สังคมนี้เป็นสังคมที่ไม่อนุญาตให้วิจารณ์ และ/หรือเรียกร้องความรับผิดชอบต่อคู่ขัดแย้งโดยอ้างอิงหลักการประชาธิปไตย ได้ “อย่างเท่าเทียม”

เพราะโดยหลักการประชาธิปไตยที่เรามีอยู่จริงนั้น เราสามารถวิจารณ์และเรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมือง ทางกฎหมาย และทางศีลธรรมกับอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างเต็มที่ (อาจจะเกิน 100 % ด้วยซ้ำ) แต่เราไม่สามารถทำอย่างเดียวกันได้กับอีกฝ่าย เช่น เราไม่สามารถวิจารณ์ และ/หรือเรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมือง ทางกฎหมาย และทางศีลธรรมต่ออำนาจที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร หรือที่อยู่เบื้องหลังการสลายการชุมนุมที่มีประชาชนเสียชีวิต 91 ศพ และบาดเจ็บว่า 2,000 คน ฉะนั้น “ความเป็นกลางที่แท้จริง” จึงไม่อาจมีได้

ด้วยเหตุนี้ ยิ่งนานวันเรายิ่งได้เห็นความ “ไม่อยู่กับร่องกับรอย” ของบุคคล หรือฝ่ายที่พยายามแสดงบทบาท “เป็นกลาง” ทั้งนี้เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว เขาไม่สามารถที่จะมี “ร่องรอย” ให้อยู่

หรือไม่สามารถที่จะมี “จุดยืน” ของความเป็นกลางได้จริง ในปริมณฑลของความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน ในสังคมที่ไม่อนุญาตให้มีความเป็นกลางได้!

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ใบอนุญาตฆ่าคน (Licence to Kill)

ชำนาญ จันทร์เรือง
หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 24 ส.ค. 53

เหตุการณ์การสลายการชุมนุมในเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมาได้สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมาย ในจำนวนผู้เสียชีวิต ทั้ง 91 ราย นั้น มีนักข่าวต่างประเทศอยู่ด้วย 2 คน และ มีกรณีที่สื่อมวลชนได้รับ บาดเจ็บมากถึง ๑๐ ราย โดยในจำนวนนี้บางรายอาจต้องเสียสมรรถภาพทางร่างกายไปตลอดชีวิต นอกจากนี้แล้ว ยังมีกรณีการเซ็นเซอร์และปราบปรามสื่ออีกมากมายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตั้งแต่หลังช่วงหลังทศวรรษ 1990

ภายหลังเหตุการณ์สงบแล้ว ต่างฝ่ายต่างป้ายความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้กระทำความเสียหาย    ให้เกิดขึ้น ซึ่งตราบจนบัดนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วใครกันแน่ที่จะต้อง เป็นผู้รับผิดชอบในการสูญเสียครั้งนี้ หนึ่งในองค์กรที่เข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริงและมีผลการสอบสวนปรากฏออกสู่สาธารณ ชนไปทั่วโลกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก็คือ องค์กรของผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนหรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า Reporter without Borders หรือ Reporters sans  frontières โดยจัดทำเป็นรายงานการสอบสวน (investigation report)ในชื่อว่า THAILAND LICENCE TO KILL

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้สัมภาษณ์และวิเคราะห์ในกรณีสื่อมวลชนได้รับการคุกคาม  ดังต่อไปนี้
1.  การเสียชีวิตของนักข่าวอิสระชาวอิตาเลียน นาย Fabio Polenghi
2.  การเสียชีวิตของผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ
3.  กรณีการบาดเจ็บของนาย Nelson Rand ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ France24
4.  กรณีการปิดกั้นเว็บไซต์ประชาไท
5.  กรณีวางเพลิงสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3
6.  การสัมภาษณ์นางสาว Agnès Dherbeys ช่างภาพหนังสือพิมพ์ The New York Times
ในขณะเกิดเหตุ
7.  กรณีนายสุบิน นวมจันทร์ ช่างภาพหนังสือพิมพ์มติชนได้รับบาดเจ็บ
8.  กรณีนาย Chandler Vandergrift นักข่าวอิสระชาวแคนาดาได้รับบาดเจ็บสาหัส
9.  คำบอกเล่าของสื่อมวลชนชาวต่างประเทศที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ
10.  กรณีนายไชยวัฒน์ พุ่มพวง ช่างภาพอาวุโสของหนังสือพิมพ์ The Nation ได้รับบาดเจ็บสาหัส

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนตั้งคำถามว่าจำนวนสื่อมวลชนที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตนั้น เป็นผลมา จากอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ทั้งนี้ มีนักข่าวมากมายที่ทำงานเสนอข่าวในบริเวณที่ชุมนุม และมีจำนวนหนึ่งที่อาจขาดการอบรมด้านการทำงานในพื้นที่อันตรายหรือไม่ ได้ใช้อุปกรณ์การป้องกันภัยที่พอเพียงรวมถึงการขาดการอบรมในด้านการป้องกัน ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพลเมืองของทหารที่  ทำหน้าที่ควบคุมและสลายการชุมนุม หรือว่าเหตุการณ์เศร้าสลดที่เกิดขึ้นมีเหตุมาจากความตั้งใจ คุกคามสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนชาวต่างประเทศโดยตรง

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้รับคำบอกเล่าจากนักข่าวชาวยุโรปที่อยู่ในพื้นที่ ว่า ในช่วงวันสุดท้ายของการชุมนุมนั้นทหารได้ใช้อาวุธสงครามกับประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักข่าว นั่นแสดงให้เห็นว่า ทหารไม่ได้เคารพ กติกาของการปฏิบัติในการรบ (Rules of Engagement) แต่อย่างใด

ซึ่งในประเด็นนี้  ดร.ธานี ตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวว่า ทหารได้รับคำสั่งให้เคารพ ข้อปฎิบัติเฉพาะ แต่เมื่อมีการยิงทหารไร้อาวุธในวันที่ 10 เมษายน นั้น ทหารก็ได้รับคำสั่งให้ใช้กระสุน จริงเพื่อป้องกันตนเองจากชายชุดดำ  ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับผู้ชุมนุม นปช. แต่เขาได้ย้ำว่า กองทัพไม่ได้รับการอนุญาตให้ยิงประชาชนแต่อย่างใด

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนคือการเซ็นเซอร์ สื่อที่เพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ช่วง วิกฤติการเมือง รวมถึงการปิดปากตัวเอง (Self-Censorship) ของสื่อบางส่วนด้วย  ในกรณีนี้ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยังได้มีคำสั่งให้ปิดกั้นสื่อมากมายรวมทั้งประชาไท ด้วย ทั้งนี้ ดร.ธานีได้ยืนยันกับองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเสรีภาพสื่อเป็น อย่างยิ่ง แต่ได้เพิ่มเติมว่าสถานการณ์ฉุกเฉินบังคับให้สื่อต้องมีความรับผิดชอบในการ ทำงาน

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้น โดยมีเป้าหมายจะสะท้อนเสียงของกรณีตัวอย่าง ๑๐ ราย
ที่สื่อมวลชนได้รับการคุกคาม หรืออันตรายทั้งจากฝ่ายแรก ได้แก่  ทหาร  หน่วยกำลังพิเศษ และทหาร รับจ้าง และฝ่ายที่สองคือผู้ชุมนุมเสื้อแดงซึ่งเป็นสมาชิกของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติ โดยผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนเลือกที่จะเป็นสื่อกลางและกระบอกเสียงให้แก่สื่อมวล ชนในครั้งนี้ นอกจากนั้นแล้ว ยังได้สัมภาษณ์ตัวแทนจากรัฐบาลไทยและทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อีกด้วย ซึ่งบางกรณีตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงการคุกคามสื่อมวลชน ทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดงอย่างชัดเจน

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนย้ำให้เห็นความสำคัญของการสอบสวนอาชญากรรมที่เกิด ขึ้นในช่วงวิกฤติการณ์ ทางการเมืองครั้งนี้อย่างโปร่งใส และเสนอให้มีการขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ เนื่องจากหากไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระแล้วไซร้  เหตุการณ์ครั้งนี้อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสีย ความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนเรียกร้องให้มีการเพิ่มทั้งทรัพยากรและอำนาจแก่คณะ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อให้คณะทำงานดังกล่าวมีความอิสระในการทำงานอย่างแท้จริง และ ในโอกาสที่ประเทศไทยได้รับ  เลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจึงเรียก ร้องให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ นายบัน คี มุน ให้ความร่วมมือกับประเทศไทย โดยการให้ องค์กรต่างๆ ของสหประชาชาติเข้ามามีส่วนร่วมกับการสอบสวนในครั้งนี้ โดยผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือและข้อมูลแก่คณะทำ งานอย่างโปร่งใสและเป็นอิสระ

จะเห็นได้ว่ารายงานการสอบสวนฉบับนี้เป็นการรายงานของมืออาชีพที่แท้จริง ที่เราทุกคนและฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะหามาอ่าน เพราะแสดงให้เห็นว่าการคุกคามสื่อนั้นมีมาจากทั้งสองด้าน คือทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายผู้ชุมนุม ซึ่งแกนนำรัฐบาลหรือแกนนำผู้ชุมนุมจะทราบหรือไม่ก็ตาม แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วจริง ที่สำคัญก็คือกองทัพไม่ได้รับอนุญาตให้เข่นฆ่าประชาชน(Licence to Kill) แต่อย่างใด

แต่การสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วจะต้องมีผู้รับผิดชอบแน่นอน เพียงแต่ฝ่ายรัฐบาลอย่าเพิ่งออกกฎหมายนิรโทษกรรมดังเช่น กรณี 6 ตุลาออกมาเสียก่อนก็แล้วกัน อย่างไรก็ดีถึงแม้จะมีกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาก็ตาม การนิรโทษกรรมนี้ก็ไม่อยู่ในข่ายที่จะยกเว้นเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่าง ประเทศ (หากจะมีผู้หยิบยกและให้สัตยาบันต่อไปในภายหน้า) แต่อย่างใด

Leave a comment

Filed under ข่าวจากประชาไท