Monthly Archives: December 2011

31 ธันวาคม วันส่งท้ายปีเก่า

วันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันส่งท้ายปีเก่า ซึ่งเป็นวันที่ย่างเข้าช่วงเริ่มต้นของวันใหม่

ทุก ๆ คน ต่างทำการเลี้ยงฉลอง และจัดงานสังสรรเพื่อให้การต้อนรับปีใหม่ โดยมีขนมปังปิ้งพร้อมกับแชมเปญและแลกเปลี่ยนความปรารถนาดีให้แก่กันและกันสำหรับช่วง ‘สวัสดีปีใหม่’

เป็นประเภณีแบบดั้งเดิมที่ยังคงอยู่ ที่ผู้คนจะอยู่ดูและดูปีเก่าผ่านไป ซึ่งมักจะมี การจุดประทัด และดอกไม้ไฟเสียงดัง ทั่วทั้งหมดในประเทศสหราชอาณาจักร มีประชาชนมารวมกัน, มีดอกไม้ไฟ, เสียงร้องเพลงและมีการเต้นรำล้อมเป็นวงและจับมือกัน
ในสกอตแลนด์วันส่งท้ายปีเก่ามีการเฉลิมฉลองด้วยการดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอมาก และการมีความสุขมากเป็น Hogmany ซึ่งประเพณี สำหรับวันย่างเข้าสู่ปีใหม่

ที่หอนาฬิกา — บิ๊กเบน — เที่ยงคืน จะมีการนัดหยุดงานกันทุกคน ทั่ว UK จะมีการประสามือกันและมือของพวกเขาเชื่อมโยงกับพวกเขาทุกคน พร้อมกับร่วมร้องเพลงที่เรียกว่า ‘Auld Lang Syne’ เพื่อเป็นการเตือนว่าพวกเขาจะเป็นเพื่อนเก่ากันและพร้อมที่จะเป็นเพื่อนใหม่สำหรับคนที่เพิ่งจะรู้จักกัน

‘Auld Lang Syne’คืออะไร?

‘Auld Lang Syne’ เป็นเพลงของสก็อตเก่าแก่ที่ถูกเขียนลงในครั้งแรกที่ 1700s โดยโรเบิร์ตเบิร์นส์เป็นผู้ ประพันธ์ขึ้นมา

อะไรที่หมายถึง’Auld Lang Syne’?

“Auld Lang Syne” มาจากภาษาสก็อตเก่าเป็นบทกวี / เป็นเพลงที่เกี่ยวกับความรักและมิตรภาพและยัง’เกี่ยวข้องกับการดื่มเครื่องดื่มที่ใช้ร่วมกันโดยชายและหญิงเพื่อเป็นสัญลักษณ์มิตรภาพ

เนื้อเพลงAuld Lang Syne

Version Sung ภาษาสก๊อตเก่า

Should old acquaintances be forgot,
And never brought to mind?
Should auld acquaintance be forgot,
And auld lang syne?

Chorus

For auld lang  syne, my dear
For auld Lang syne,
We’ll tak a cup o’ kindness yet,
For auld lang syne!

Verse Two

And there’s a hand my trusty fiere,
And gie’s a hand o thine
And we’ll tak a right guid-willie waught,
For auld lang sine

Chorus  repeat

For auld lang  syne, my dear
For auld Lang syne,
We’ll tak a cup o kindness yet,
For auld lang syne!

Translation ความหมายที่แปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษ

Should old acquaintances be forgotten
and never remembered
Should old acquaintance be forgotten
For times gone by

Chorus

For times gone by, my dear
For times gone by
We will take a cup of kindness yet
For times gone by

And there is a hand my trust friend
And give me a hand of yours
And we will take of a goodwill drink
For times gone by

For times gone by, my dear
For times gone by
We will take a cup of kindness yet
For times gone by

เริ่มต้นปีใหม่ที่ออกเตรเลียเป็นประเทศแรก

Hong Kong welcomes 2012
Fireworks illuminate the Hong Kong skyline above Victoria harbour during new years celebrations on January 1, 2012. An estimated 400,000 people were at the display marking the new year. Picture: AFP

Read more: http://www.news.com.au/top-stories/sydney-kicks-off-global-new-year-celebrations/story-e6frfkp9-1226234160151#ixzz1i9auOATW

Hong Kong Fireworks New year 2012 Hong Kong fireworkshow 2012

Fireworks glittered and boomed Sunday as revelers in Australia and Asia welcomed 2012 and others around the world looked forward to bidding adieu to a year marred by hurricanes, tsunamis and economic turmoil.

Beijing Celebrates New Year Eve
Chinese people celebrate the New Year at the Temple of Heaven Park (The Qi Nian Temple) on December 31, 2011 in Beijing, China. The new year, 2012 begins at midnight. (Getty Images)more pics »

Beijing Celebrates New Year Eve
The Circular Mound is illuminated as Beijing celebrates the New Year’s Eve at the Temple of Heaven Park on December 31, 2011 in Beijing, China. The new year, 2012 begins at midnight. (Getty Images)more pics »

Sydney Celebrates New Years Eve
Fireworks light up the skyline over Sydney Harbour during the midnight fireworks session as Sydney Celebrates New Year’s Eve with the theme of ‘Time To Dream’ on on January 1, 2012 in Sydney, Australia. (Getty Images)more pics »

Sydney Celebrates New Years Eve
Fireworks light up the skyline over Sydney Harbour during the midnight fireworks session as Sydney Celebrates New Year’s Eve with the theme of ‘Time To Dream’ on on January 1, 2012 in Sydney, Australia. (Getty Images)more pics »

Sydney Celebrates New Years Eve
Fireworks light up the skyline over Sydney Harbour during the midnight fireworks session as Sydney Celebrates New Year’s Eve with the theme of ‘Time To Dream’ on January 1, 2012 in Sydney, Australia. (Getty Images)more pics »

Chinese Welcome The New Year
(CHINA OUT) Lights are decorated for greeting the upcoming New Year 2012 at the Bund on December 30, 2011 in Shanghai, China. (Getty Images)more pics »

Chinese Welcome The New Year
(CHINA OUT) Lights are decorated as shape of “2012” for greeting the upcoming New Year 2012 on December 30, 2011 in Huaian, Jiangsu Province of China. (Getty Images)more pics »

Chinese Welcome The New Year
(CHINA OUT) Lights are decorated for greeting the upcoming New Year 2012 at the temple of heaven park on December 30, 2011 in Beijing, China. (Getty Images)more pics »

Sydney Celebrates New Years Eve
A general view of Sydney Harbour after the midnight fireworks session as Sydney Celebrates New Year’s Eve with the theme of ‘Time To Dream’ on January 1, 2012 in Sydney, Australia. (Getty Images)more pics »

Happy New Year Yokohama Japan 2011/2012

HAPPY NEW YEAR 2012 From Bangkok Rama9 Thailand

Dubai Burj Khalifa New Year Event 2012 Fireworks

Dubai and Moscow Fireworks New year 2012 Russia United Arab Emirates

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

กาลอวสานแห่ง”เผด็จการ”และ”จอมวายร้ายโลก”โบกมือลา และ”ฝันร้ายแห่งปี”

ในช่วงขวบปีที่ผ่านมา เหตุการณ์โลกปีนี้จัดได้ว่ารุนแรงเข้มข้นมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษก็ ว่าได้ ทั้งคลื่นแห่งภัยพิบัติ  วิกฤตการเมืองในบางภูมิภาคที่เขย่าสะเทือนอย่างแพร่ลาม ชนิดต้องบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ รวมทั้งเหตุการณ์หนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ในแฟ้มเหตุการณ์ร้อนประจำปีนี้ ก็คือ การถึงกาลอวสานสิ้นชีพของเหล่าก่อการร้าย และเผด็จการโลก ที่ร่วงเป็นใบไม้กันเป็นแถว ๆ (ไม่นับรวมการสูญสิ้นอำนาจของผู้นำผูกขาดอำนาจในบางประเทศ) และเหตุการณ์สังหารหมู่ชนิด”ช๊อกโลก”ที่เขย่าสะเทือนขวัญผู้คน และถือเป็น”ฝันร้ายแห่งปี”

 

ว่าไปแล้ว ปีนี้ถือเป็นที่ปี”ดวงดับ”สำหรับวายร้ายโลกหลายราย เพราะถูกเช็คบิลกันเป็นแถว รายแรก ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นจอมก่อการ้ายหมายเลขหนึ่งของโลก โอซามา บิน ลาดิน ผู้นำเครือข่ายอัล กะอิดะห์ ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์วินาศกรรมตึกแฝดเวิลด์เทรด 11 ก.ย.ที่หลบหนีการไล่ล่าของอเมริกา ในปากีสถาน มีอันต้อง”ชะตาถึงฆาต”ถูกปลิดชีพ ชนิดกลายเป็นข่าวเขย่าโลก จากปฎิบัติการเด็ดศีรษะของหน่วยซีลสหรัฐ ที่บุกเข้าถล่มแหล่งกบดานของเขา ในเมืองแอ็บบ็อตทาบัด  ปากีสถาน ซึ่งอยู่นอกกรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน

หลังทหารอเมริกันได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ 4 ลำเข้าปิดล้อม และได้ยิงสังหารบิน ลาดิน ที่หน่วยคอมมานโดอ้างว่า ได้พยายามต่อสู้ พร้อมกับชายอีก 3 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นบุตรชายของเขา และอีก 2 รายเป็นผู้ส่งสาส์นให้แก่เขา นอกจากนี้ ยังมีสตรีหนึ่งคนเสียชีวิตเพราะถูกนักรบอัลกออิดะห์ใช้เป็นโล่กำบัง และมีสตรีอีก 2 คนบาดเจ็บ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นเต้นให้แก่ทำเนียบขาวอย่างยิ่ง เพราะมีการถ่ายทอดเหตุการณ์สด”ล่าตัวบิน ลาดิน”ของหน่วยซีล ไปยังห้องทำงานในทำเนียบขาว โดยประธานาธิบดีบารัก โอบามา และเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐ จำนวนหนึ่ง นั่งชมเหตุการณ์ ขณะที่นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศถึงกับปิดปากด้วยความช็อก กับภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญดังกล่าว โดยปฎิบัติการสังหารบินลาดิน ได้อุบัติ ขึ้นในช่วง 10 เดือนหลังมีการสืบทราบว่าบินลาดินกบดานอยู่ภายในบ้านที่เมืองแอ็บบ็อตทาบัด

ภายหลังเหตุการณ์ ทั่วโลกต่างยินดีกับการสิ้นชีพของ”บิน ลาดิน”ชาวอเมริกันหลายร้อยคนออกมาชุมนุมที่บริเวณด้านหน้าทำเนียบขาวพร้อม ตะโกนโห่ร้องด้วยความยินดี ด้านอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุชของสหรัฐก็ออกมาแสดงความยินดีกับโอบาม่าหลังการไล่ล่านานเกือบทศวรรษของ สหรัฐ และชาติพันธมิตรได้บรรลุผลในที่สุด โดยกล่าวว่า การเสียชีวิตของบินลาดินนับเป็นชัยชนะของชาวอเมริกันและผู้แสวงหาสันติภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูญเสียในเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน และว่าไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด ความยุติธรรมก็บังเกิดขึ้นในที่สุด แต่แสดงปฎิกิริยาไม่พอใจสหรัฐที่ลงมือสังหารบิน ลาดิน โดยไม่มีการแจ้งข้อมูลต่อรัฐบาลสหรัฐ ท่ามกลางกระแสประณามของชาวมุสลิมที่ไม่พอใจเหตุการณ์ปลิดชีพ”ฮีโร่ผู้ต่อ ต้านโลกตะวันตก

เหตุการณ์การสิ้นชีพของ”จอมวายร้ายโลก”บิน ลาดิน”ถูกกล่าวขานอย่างฮือฮาในหลายประเทศ และยังถูกสำนักข่าวเอพี จัดอันดับให้เป็น”ข่าวดังที่สุดแห่งปี 2554″ด้วย

รายต่อมา ถึงคิวของเผด็จการชื่อดังอีกราย อย่าง “มูอัมมาร์ กัดดาฟี” ผู้ปกครองอำนาจแห่งลิเบีย มายาวนานกว่า 42 ปี ที่เสียชีวิตอย่างน่าอนาถ  ระหว่างการปะทะระหว่างกองทัพผู้ภักดี และกองทัพของสภาถ่ายโอนอำนาจ (เอ็นทีซี) ในช่วงการบุกโจมตีเมืองเซิร์ต ในสภาพถูกยิงเข้าที่ศีรษะ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส จากบาดแผลด้วยกระสุนปืนหลังจากที่โดนจับกุมตัว ในระหว่างการโจมตีรถยนต์ที่มีนายกัดดาฟี ระหว่างการปะทะของกองทัพเอ็นทีซีและกองกำลังของนายกัดดาฟี  ก่อนที่กัดดาฟีจะถูกยิงสิ้นชีพในเวลาต่อมา สร้างความยินดีให้แก่ชาวลิเบียที่ประกาศว่า เป็นชัยชนะแห่งการโค่นล้ม”ระบอบกัดดาฟี”ที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถูกขนานนามฉายาว่า”สุนัขบ้าแห่งโลกอาหรับ” กัดดาฟี บริหารประเทศใต้ระบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังปฎิบัติการวางระเบิดสายการบินแพน แอม ของสหรัฐ เหนือน่านฟ้าล๊อคเคอร์บี้ ของสก๊อตแลนด์ เมื่อปี 2531 มีผู้เสียชีวิต 270 ราย ซึ่งกลายเป็นเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมครึกโครมที่สุดของโลก

ต่อสู้กับโลกตะวันตกชนิดเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐมากว่าหลายทศวรรษ ก่อนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับโลกตะวันตกในช่วงไม่กี่ที่ผ่านมา แต่ก็ต้องแพ้เวรกรรมตัวเองจากผลพวงของ”สึนามิถล่มโลกอาหรับ”หรือการเรียก ร้องประชาธิปไตยของโลกอาหรับ ที่แผ่ลุกลามอย่างกว้างขวางประดุจไฟลามทุ่งโลกอาหรับที่ถูกกดขี่

…….เผด็จการคนต่อมาที่”ชะตาดับ”ต้องโบกมือจากโลกใบนี้ คือ คิม จอง อิล ที่เพิ่งลาโลกด้วยโรคหัวใจวาย เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2554

ได้ชื่อว่า เป็นเผด็จการที่มีภัยคุกคามมากที่สุดต่อภูมิภาคเอเชีย จากแผนพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่สหรัฐ ชาติตะวันตก และเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น นอกจากนี้ เขายังอยู่เบื้องหลังปฎิบัติการร้ายลอบสังหารระดับสากล กล่าวกันว่า เผด็จการโสมแดงรายนี้เป็นผู้บงการให้ก่อเหตุสังหารเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ 17 นาย ที่อยู่ระหว่างการเยือนพม่า ในปี 1983 รวมถึงเหตุวางระเบิดเครื่องบินของสายการบินโคเรียนแอร์ เมื่อปี 1987 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 115 คน โดยสายลับชาวเกาหลีเหนือที่ถูกจับกุมตัวได้ที่สารภาพว่าเป็นผู้ลอบวางระเบิด กล่าวว่า นายคิมเป็นผู้สังการให้ระเบิดเครื่องบินด้วยตัวเขาเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คิม จอง อิล ขึ้นสืบทอดตำแหน่งจากบิดาเมื่อปี 1994 และได้รับตำแหน่งประธานกรรมาธิการป้องกันประเทศ ผู้บัญชาการกองทัพประชาชนเกาหลี  และหัวหน้าพรรคแรงงาน ขณะที่นายคิม อิลซุง บิดาของเขา ได้รับฉายาว่า “ประธานาธิบดีตลอดกาล” นอกจากนี้ เขายังคงสืบทอดเจตนารมย์ด้านนโยบายของบิดาที่ว่า “กองทัพต้องมาก่อน” โดยทุ่มงบประมาณมหาศาลในด้านกองทัพ ซึ่งทำให้เกาหลีเหนือกลายเป็นประเทศที่มีขนาดกองทัพใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ขณะเดียวกัน ก็เป็นผู้นำประเทศที่ถูกนานาชาติรุมโจมตีอย่างมาก ในฐานะประเทศไร้อิสรภาพและกดขี่ และมีประชากรผู้อดอยากมากที่สุดของโลก และถูกประนามว่า ใช้นโยบายโฆษณาชวนเชื่อต่อชาวเกาหลีเหนือ ให้ศรัทธาในตัวผู้นำคิมเปรียบประดุจ”บิดาของประเทศ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายยังตั้งข้อสังเกตและเคลือบแคลงต่อการถึงแก่อสัญกรรมของ นายคิม จอง อิล ระบุว่า ก่อนหน้านี้ สถานีโทรทัศน์ของเกาหลีเหนือได้รายงานว่า ข่าวการถึงแก่อสัญกรรมอย่างกะทันหันของนายคิม เกิดขึ้นในช่วงที่เขาดูมีสุขภาพดีขึ้น เห็นได้จากภาพถ่ายและวิดีโอ ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริง ที่บางคนตั้งข้อสงสัยว่า อาจจะถูกลอบสังหารหรือไม่ก็อุบัติเหตุ โดยชี้ว่าเหมือนเหตุการณ์ซ้ำรอยเมื่อปี 2537 ที่ประธานาธิบดีคิม อิล ซุง บิดาของเขา ไม่ได้เสียชีวิตที่บ้านพักหรือที่ทำงาน นอกจากนี้ นักวิเคราะห์บางคนลงความเห็นว่า ทั้งนายคิมและบิดา ถึงแก่อสัญกรรมในช่วงที่เกาหลีเหนือเผชิญแรงกดดันอย่างเข้มข้นจากโลกภายนอก เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

การตายของเขาส่งผลให้นายคิม จอง อึน บุตรชายคนเล็ก ที่ถูกวางตัวเป็นทายาททางการเมืองก่อนหน้านี้ กลายเป็นผู้นำคนใหม่แทนคิมผู้พ่อที่ลาโลกไป วิเคราะห์กันว่า ทายาทผู้ไร้ประสบการณ์ผู้นี้ จะต้องบริหารประเทศร่วมกับลุงและป้าของเขา ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือ เรียกว่า จะได้รับการประคับประคองจาก”พี่เลี้ยง”รวมทั้งจากกองทัพ ซึ่งซื่อสัตย์ต่อคิม จอง อิล และได้”ไฟเขียวอนุมัติ”การขึ้นครองอำนาจของนายคิมผู้ลูกรายนี้

…………………………………………………

ใช่เพียงแต่เหตุการณ์นักก่อการร้ายและเผด็จการดังลาโลก ที่สร้างข่าวใหญ่ให้แก่โลกในปีนี้ แต่โลกยังต้องสัมผัสกับเหตุการณ์อันสุดสะเทือนขวัญ จากเหตุการณ์”สังหารหมู่ที่นอร์เวย์”ด้วยน้ำมือของยมทูตโหดนามแอนเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก หนุ่มคลั่งอุดมการณ์นรก แนวคิด”ขวาจัด” จากเหตุการณ์วางระเบิดสำนักนายกรัฐมนตรี และเหตุสังหารหมู่กราดยิงที่เกาะอูโทย่า ในการโจมตีสองเหตุการณ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 77 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 151 ราย ( ในจำนวนนี้  มีผู้หญิงไทยที่ได้รับสัญชาตินอร์เวย์ อายุ 21 ปี ร่วมเสียชีวิตด้วย)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นโศกนาฎกรรมที่สะเทือนขวัญอย่างมาก เพราะเหตุสังหารหมู่นี้เกิดขึ้นในประเทศที่ได้ชื่อว่า”สงบสุขที่สุดของ โลก”และเป็นนักสนับสนุนสันติภาพระดับแถวหน้าของโลก แต่กลับต้องสัมผัสกับฝันร้ายที่เลวร้ายที่สุด ขณะที่ภายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่หฤโหด ชาวนอร์เวย์กว่า 150,000 คน ได้ชุมนุมกันในกรุงออสโล เพื่อแสดงการไว้อาลัยแก่เหยื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็นความพยายามแสดงพลังว่า ชาวนอร์เวย์ยังคงเชื่อมั่นในความเป็นพลเมืองที่มีจิตใจศิวิไลซ์ ที่เป็นภาพลักษณ์อันโดดเด่นของประเทศ  ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเยนส์ สตอลเท็นเบิร์ก ถึงกับกล่าวว่า เป็นเหตุการณ์นรกบนดิน ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมนอร์เวย์ นับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

จากการสอบสวนของตำรวจนอร์เวย์ได้พบความบ้าคลั่งอย่างสุดขั้วของมือปืนโหด รายนี้ ที่ถูกเปิดเผยตามลำดับ โดยทนายความระบุว่า นายเบรวิกได้กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องโหดร้ายแต่เป็นสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกัน ตำรวจพบว่า เบรวิก ได้ทิ้งแถลงการณ์ระบุรายละเอียดปฎิบัติการโหด บอกว่าสิ่งที่ตัวเองก่อเหตุ เป็นสงครามคริสเตียนเพื่อป้องกันยุโรปจากภัยคุกคามจากอิสลาม และหมกมุ่นกับแนวคิดระแวงภัยคุกคามจากวัฒนธรรมหลากหลาย และมุสลิมอพยพเข้าเมือง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในแถลงการณ์ของนายเบรวิก ได้ถูกบันทึกเป็นไดอารี่แต่ละวัน ข้อความหนึ่งระบุว่า จะเกิดมหาอัคคีภัยเข่นฆ่าผู้คนเป็นล้านคน และเวลาแห่งการเจรจาได้จบสิ้นแล้ว ขณะที่เวลาแห่งการต่อต้านด้วยการใช้อาวุธได้มาถึงแล้ว  นอกจากนี้ ยังมีข้อความในทวิตเตอร์ของเขา มีเนื้อหาว่า มนุษย์คนเดียวที่มีอุดมการณ์ ย่อมเทียบเท่าคนนับแสนที่ทำเพื่อผลประโยชน์ตน และยังโพสต์ข้อความทางอินเตอร์เนท ดูถูกพรรคคอนเซอเวทีฟ ซึ่งเขากล่าวหาว่าละทิ้งการต่อสู้กับวัฒนธรรมหลากหลายที่หลั่งเข้ายังประเทศ

ถูกจับกุมและคุมขังในเรือนจำศิวิไลซ์ของประเทศจนถึงขณะนี้ ท่ามกลางกระแสคาดหมายว่าจะถูกตัดสิน”จำคุกตลอดชีวิต”ที่เป็นโทษสูงสุดของ นอร์เวย์ แต่น่าช๊อก(อีกรอบ)คือ มีแนวโน้มเป็นไปได้ที่”ยมทูตโหดนอร์เวย์”จะรอดพ้นคุก หลังจากแพทย์นอร์เวย์ได้ออกรายงานระบุว่า นายเบรวิก มีอาการโรคจิตเภทแบบหวาดระแวง และเกิดอาการดังกล่าวระหว่างและหลังเหตุการณ์สังหารหมู่สองครั้งในวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทว่ารายงานดังกล่าวยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากนักนิติจิตเวชศาสตร์อีก ครั้ง

……………………………………………

ทั้งหมดนี้เป็นความเข้มข้นของเหตุการณ์โลกที่เกิดขึ้นในขวบปีที่ผ่านมา ขณะที่ปี 2554 กำลังจะผ่านไปแล้ว และปีใหม่ 2555 กำลังจะมาถึง……

เราได้แต่หวังว่า โลกในปีหน้า จะมี”เหตุการณ์ร้าย ๆ”น้อยกว่าที่โลกได้”แลเห็น”ในปีนี้

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

The Queen . . . งดงามอย่างพอเพียง

 

โดย ทีมข่าว ไทยอีนิวส์

ทีมข่าว ไทยอีนิวส์ ได้รับฟอเวิร์ดเมล เรื่อง “The Queen…น่ารัก น่าเอาเยี่ยงอย่างจริง ๆ..” แม้ว่าไม่ได้เป็นเอกองค์กษัตรีของประเทศไทย แต่ภาพประทับใจเหล่านี้ ในฐานะประเทศที่มีพระประมุขเป็นพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับไทย พวกเราก็ขอร่วมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงห่วงใยงบประมาณของชาติ

ที่มา Forward mail.

The Queen…น่ารัก น่าเอาเยี่ยงอย่างจริง ๆ..

เหตุเกิดที่ชานชลา 11 บี สถานีคิงครอส

เด ลิเมล์ – ภาพหญิงสูงวัยขณะะก้าวขึ้นรถไฟภาพนี้ ไม่ใช่ภาพของสุภาพสตรีทั่วๆ ไป แต่เป็นสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ ซึ่งทรงซื้อตั๋วโดยสาร(ในราคาผู้สูงอายุ) เดินทางออกนอกเมือง เพื่อเตรียมฉลองเทศกาลคริสมาต์กับพระบรมวงศานุวงศ์ในแคว้นนอร์ฟอล์ก

แม้ ไม่มีหมายกำหนดการประกาศให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการ แต่ผู้โดยสารที่กระจัดกระจายอยู่ที่สถานีคิงครอสในกรุงลอนดอน กลับมาออกันที่ชานชลา 11บี เมื่อทราบว่า หนึ่งในผู้โดยสารที่ตีตั๋วชั้นหนึ่งนั้น คือ พระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งกำลังจะเสด็จแปรพระราชฐานไปยังพระตำหนักแซนดริงแฮม ในช่วงคริสตมาส์นี้

เหตุการณ์ ดังกล่าวเกิดเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี(17) ที่ผ่านมา แอนดรูวส์ สมิธ ผู้โดยสารเที่ยวเดียวกัน กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า “เหลือเชื่อ ภรรยาผมคงไม่เชื่อผมแน่ๆ ” ขณะที่นักเดินทางบางส่วนรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย เมื่อตำรวจปิดกั้นพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พระองค์เพียง 5 นาทีก่อนที่รถไฟจะออกเดินทาง

ประมุขแห่งอังกฤษ มีข้าราชบริพารติดตามเพียงไม่กี่คนในการเสด็จครั้งนี้ ทรงประทับนั่งในตู้โดยสารที่มี 8 ที่นั่ง โดยพระองค์ทรงพระองค์นั่งเคียงข้างองค์รักษ์ในห้องโดยสารที่มีบานประตูกั้น แยกจากที่นั่งห้องอื่นๆ ทรงมีท่าทางผ่อนคลายอย่างเป็นที่สุด ขณะที่มีปฏิสันถารกับองค์รักษ์ ในการเดินทางบนขบนรถไฟเฟิร์สแคปิตอลคอนเน็ค ไปยังสถานีคิงสลิน สถานีที่ใกล้กับพระตำหนักซานดริงแฮมที่สุด

และมี เพียงเด็กน้อยคนเดียวเท่านั้นที่ฝ่าด่านความปลอดภัยเข้าไปได้ เมื่อเด็กน้อยวิ่งไปตามทางเดิน ขณะที่พ่อวิ่งไล่ตาม แต่เด็กน้อยก็ได้แต่เพียงชะเง้อหน้าขึ้นมองบานกระจกรถไฟ เขาตัวเล็กเกินไปที่จะเอื้อมกดปุ่มเปิดประตู อย่างไรก็ตาม เด็กชายได้รับรอยยิ้มสดใสจากสมเด็จพระราชินี ผู้มีพระชนมายุ 83 พรรษาแล้วในปีนี้

เจ้า หน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานียืนยันว่า สมเด็จพระราชีนีอลิซาเบธที่ 2 และข้าราชบริพารของพระองค์ทั้งหมดได้จ่ายเงินซื้อตั๋วโดยสาร โดยราคาตั๋วไป-กลับ(ยังไม่ระบุเที่ยวกลับ) สำหรับวันนั้น คือ 86 ปอนด์ (4,655 บาท)แต่เขากล่าวติดตลกว่า พระองค์จะทรงได้ประหยัดเงินมาก เพราะซื้อตั๋วในราคาผู้สูงอายุได้และจากการซื้อตั๋วล่วงหน้า ทั้งนี้ ราคาตั๋วล่วงหน้าสำหรับรถไฟชั้นหนึ่งในราคาลดแล้วอยู่ที่ 44.40 ปอนด์(2,403 บาท)

ทั้งนี้ หลังจากถึงสถานคิงสลิน เมื่อเวลา 12. 20 น. รถแรนโรเวอร์ก็มารถรับพระองค์ต่อไปยังซานดริงแฮม การเดินทางครั้งนี้ พระองค์เสด็จเพียงลำพัง โดยดยุคแห่งเอดินเบอระ พระสวามี เสด็จเดินทางไปก่อนหน้านี้สองสามวัน โฆษกของเฟิร์สแคปิตอลคอนเน็ค ระบุว่า พระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ไม่ได้รับการปฏิบัติพิเศษเหนือกว่าผู้โดยสารธรรมดา และพระองค์ก็ซื้อตั๋วล่วงหน้าด้วย

ด้านโฆษกสำนักพระราชวังบักกิงแฮม เผยว่า พระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงพระราชินีทรงเดินทางด้วยโรถไฟสาธารณะอยู่บ่อยๆ

“เราต้องพิจารณาเรื่องต่างๆ เช่นความคุ้มค่าและความปลอดภัย และเราจะลองหากทุกอย่างเหมาะสม”

แน่ นอนว่า สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ ทรงมีสิทธิ์ใช้ขบวนรถไฟส่วนพระองค์ แต่การเดินทางแต่ละครั้งต้องใช้ภาษีของประชาชนถึง 57,142 ปอนด์ (3,090,000 บาท)เลยทีเดียว

ก้าวนี้เป็นก้าวที่ช่วยประหยัดงบให้แก่ท้องพระคลังจำนวนไม่น้อย

สาวน้อยถวายช่อดอกไม้ ขณะที่พระองค์มีพระพักตร์สดชื่น แจ่มใส

ทรงทอดพระเนตรออกมาจากหน้าต่างชั่วขณะก่อนออกเดินทาง


มีข้าราชบริพารติดตามมาไม่กี่คน

0 0 0 0 0

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

26 ธันวาคม วัน Boxing Day

วัน Boxing Day คืออะไร?

ที่ประเทศสหราชอาณาจักร ในวัน Boxing Day มักจะมีการเฉลิมฉลองในวันถัดไปหลังจากวันคริสต์มาสซึ่งก็เป็นที่ 26 ธันวาคม วัน Boxing Day เป็นวันแรกหลังวันคริสต์มาส

วัน Boxing Day เป็นวันหยุดราชการ ซึ่งหมายความว่าโดยปกติจะเป็นวันทำงานที่ไม่ใช่ทั้งหมดของสหราชอาณาจักร ถ้าหากวัน Boxing Day ตรงกับวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ ต่อมาวันจันทร์ก็เป็นวันหยุดราชการเพื่อหยุดชดเชย

26 ธันวาคม ทำไมถึงเรียกว่าวัน Boxing Day?

ตามประเภณี, 26 ธันวาคมเป็นวันที่จะเปิดกล่องคริสมาสต์ที่จะนำมาแบ่งปันให้กับคนยากจน หรือเรียกง่าย ๆ ว่า เป็นการบริจาคสิ่งของให้กับคนที่ด้อยโอกาส

กล่องคริสมาสต์คืออะไร?

กล่องคริสมาสต์เป็นภาชนะที่ทำด้วยไม้หรือดินเหนียวที่มีคนนำของขวัญซึ่งบางทีก็จะเป็นของขวัญที่คนรับมาตอนวันคริสมาส และไม่ต้องการของขวัญอันนั้น ก็จะรวบรวมมาใส่ไว้ในกล่องเพื่อทำการบริจาค

 

 

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

25 ธันวาคม วันคริสมาส

วันคริสต์มาสเป็นวันที่ชื่นชอบสำหรับพวกเด็ก ๆ พวกเขาจะตื่นขึ้นมาเช้ามากเพื่อที่จะหาถุงเท้าที่แขวนอยู่หน้าเตาผิง ในนั้นก็จะมีของขวัญบรรจุอยู่ ซึ่งพวกเขาได้มีความเชื่อว่ามาจากซานตาคลอสคุณพ่อคริสมาสต์ พวกเขาจะรีบแกะห่อของขวัญออกอย่างรวดเร็วและตื่นเต้น ก่อนที่จะลงไปรับประทานอาหารเช้า

ของขวัญ

ภายในครอบครัวจะมีการให้ของขวัญซึ่งกันและกัน และจะทำการเปิดห่อของขวัญกันในช่วงสาย ๆ ของวันนั้น หรือช่วงตอนบ่าย ซึ่งสมาชิกในครอบครัวจะมารวมกันทั้งหมด และเปิดห่อของขวัญใกล้ ๆ กับต้นคริสมาส ที่ตกแต่งประดับประดาด้วยดวงไฟเล็ก ๆ

ทำไมถึงมีการให้ของขวัญซึ่งกันและกันในวันคริสมาส?

ประเภณีการมอบของขวัญให้แก่กันและกันในวันคริสมาสนั้น สืบต่อประเภณีอันเนื่องมาจาก ของขวัญที่เทพยาดาพยากรณ์ได้มอบให้แก่พระเยซู ผ่านพระแม่มาเรียตอนที่คลอดพระบุตรเยซูในคืนวันนั้น

กิจกรรมแบบดั้งเดิมในวันคริสต์มาสในสหราชอาณาจักรหรือประเทศอังกฤษ

โบสถ์หรือศาสนสถาน
คริสเตียนหลายคนจะไปรวมตัวกันที่โบถสของคริสตจักร เพื่อที่จะร้องเพลง carols และเพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซูในวันคริสต์มาส ผู้คนจำนวนมากในท้องถิ่นนั้น ๆ จะมาเข้าร่วมแสดงตัวในโบสถของคริสตจักรในวันนี้มากกว่าวันอื่น ๆ ของปี ซึ่งแต่ละคนจะใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุดของพวกเขา

อาหารค่ำ และการดื่มชา

สมาชิกในครอบครัวทั้งหมดจะมาพร้อมหน้าพร้อมตากันที่โต๊ะอาหาร เพื่อร่วมรับประทานอาหารพร้อมกัน ในช่วงบ่ายของวันคริสมาส หลังจากนั้นก็จะมีการสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์หรือพูดคุยเรื่องราวตลก มาเล่าสู่กันฟัง หรือมีการเล่นเกมส์กันอย่างสนุกสนาน หลังจากนั้นในช่วงเย็นก็จะมีการดื่มน้ำชาและขนมปังกรอบ

โอวาทของพระราชินี

ประเภณีดั้งเดิมของบ่ายวันคริสต์มาสจะเป็นช่วงที่สาเด็จพระราชินีอลิซาเบธ จะออกมาอวยพรและกล่าวโอวาทแก่ประชาชน ซึ่งจะเป็นเวลาประมาณ 3:00 นาฬิกาในช่วงบ่ายซึ่งจะออกอากาศทางวิทยุและโทรทัศน์

ถ้อยโอวาทของพระราชินีจะมีการถ่ายทอดสดออกอากาศตลอดเครือจักรภพอังกฤษ ซึ่งครั้งแรกของคริสมาสต์ข้อความพระราชินี คือในปี 1957 แต่ก็เป็นประเพณีที่เริ่มต้นในวิทยุในปี 1932 โดยจอร์จโวล F projectbritain.com

พระราชินีได้ออกมาให้โอวาทออกอากาศสดในวันคริสต์มาสทั่วเครือจักรภพของอังกฤษทุก ๆ ปี เริ่มตั้งแต่ปีแรกของการครองราชย์ของเธอ ยกเว้นในช่วงปี1969  จะเป็นเทปของ`ราชวงค์’ และได้ถูกนำมาแสดงและข้อความเป็นลายลักษณ์อักษรจากสมเด็จพระราชินี


ในปี 2007 ของสมเด็จพระราชินีได้เปิดช่องทางในการนำเสนอพระโอวาทของเธอเองโดยผ่านเว็บไซต์ YouTube

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

24 ธันวาคม คริสต์มาสอีฟ

คริสต์มาสอีฟ ( Christmas Eve) ตามวัฒนธรรมตะวันตกโดย ทั่วไปคือ วันที่ 24 ธันวาคมของทุกปี ตามระบบปฏิทินสมัยใหม่ ความหมายจริงคือ เย็นแรกของวันคริสต์มาส ซึ่งมีการเฉลิมฉลองเพื่อระลึกถึง การประสูติของพระเยซู

วันคริสต์มาสอีฟหมายถึงตอนเย็นหรือวันทั้งวันก่อนวันคริสต์มาส ถือว่าเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองกันอย่างแพร่หลาย และมีการเฉลิมพระเกียรติเกิดของพระเยซูแห่งนาซาเร็ธ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 25 ธันวาคม  เป็นงานเฉลิมฉลองอย่างมีนัยะสำคัญทางวัฒนธรรมมากที่สุดของโลกตะวันตกและเป็นที่สังเกตุกันอย่างแพร่หลาย เป็นวันหยุดแบบเต็มวันหรือบางส่วนในความหมายของวันคริสต์มาส

หนึ่งเหตุผลที่เกิดขึ้นเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสอีฟเป็นประเภณีดั้งเดิมพิธีกรรมวันคริสเตียน จะเริ่มต้นที่พระอาทิตย์ตก,  สืบทอดมาจากประเพณีของชาวยิว,  ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในเรื่องของการสร้างมาในปฐมกาล”  ในตอนเย็นในวันที่่ 24 จะมีการทำพิธีในโบสถ์ โดยจะเริ่มพิธีสวดในเวลาเที่ยงคืนเช่นนิกายโรมันคาทอลิก  คริสตจักรจำนวนมากยังคงแขวนระฆังในโบสถ์ของพวกเขาและถือการสวดมนต์ในตอนเย็นวันคริสต์มาสอีฟ อาจจะเรียกว่าเป็นวัน”ค่ำคืนแห่งวันคริสต์มาส”

เนื่องจากวัฒนธรรมของชาวคริสต์ จึงได้ถือเอาวันที่พระเยซูประสูติในเวลากลางคืน , ช่วงเที่ยงคืน จะมีการเฉลิมฉลอง วันคริสต์มาสอีฟ, ประเพณีเวลาเที่ยงคืนในพิธีฉลองวันเกิดของพระเยซูที่เชื่อกันว่าได้ประสูติในเวลากลางคืน สะท้อนให้เห็นในความจริงที่ว่าวันคริสต์มาสอีฟจะเรียกว่า”Heilige Nacht”(“คืนอันศักดิ์สิทธิ์”) ในภาษาเยอรมันว่า”Nochebuena”(“คืนที่ดี”) ในภาษาสเปนและในทำนองเดียวกันในการแสดงออกอื่น ๆ ของจิตวิญญาณคริสต์มาสเช่นเพลง “กลางคืนเงียบคืนอันศักดิ์สิทธิ์” หรือ  “Silent Night, Holy Night”.

สำหรับคนที่นับถือศาสนาคริสต์อย่างไม่เป็นทางการ อาจจะเห็นได้ว่า จะมีการจัดงาน ในความหมายเพียงแค่วันก่อนวันคริสต์มาส ตามประเภณีปฏิบัติมา ซึ่งคนประมาณล้านคนทั่วโลกจะให้ความร่วมมือทางศาสนาคริสต์ หรือจัดงานเฉลิมฉลองคริสต์มาสและวันคริสต์มาสอีฟ และเน้นการเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสอีฟที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและภูมิภาคในพื้นที่

คนที่นับถือศาสนาโรมันคาทอลิกและนับถือประเพณีเฉลิมฉลองในตอนเที่ยงคืน ซึ่งจะเริ่มขึ้นทั้งที่หรือบางครั้งก่อนเที่ยงคืนวันคริสต์มาสอีฟ พิธีนี้ซึ่งจะจัดขึ้นในคริสตจักรทั่วโลกถือเป็นจุดเริ่มต้นของวันคริสต์มาส

ในปีล่าสุดคริสตจักรบางคนได้กำหนดไว้ ในเวลา”เที่ยงคืน” ตั้งแต่ 07:00 ในพื้นที่ที่พูดภาษาสเปน, พิธี Mass จะมีขึ้นตอนเที่ยงคืน บางครั้งก็เรียกว่า Misa del Gallo หรือ”Missa ทำ Galo”, ในภาษาโปรตุเกส  ในประเทศฟิลิปปินส์กำหนดเป็นเวลาเก้าวันเริ่มต้นวันที่ 16 ธันวาคมและต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันถึงวันที่ 24 ธันวาคมในระหว่างที่ชาวฟิลิปปินส์ขัเข้าร่วมมวลชนยามเช้ามักจะเริ่มต้นที่ประมาณ 4:00 – 05:00 ในปี 2009 เจ้าหน้าที่วาติกันกำหนดมวลเที่ยงคืน เริ่มต้นที่ 22:00

ธรรมเนียมปฏิบัติ Lutherans วันคริสต์มาสอีฟ Eucharistic ประเพณีทั่วไปของประเทศเยอรมนีและสแกนดิเนเวีย “Krippenspiele”(การประสูติ), เป็นเพลงเทศกาลพิเศษที่นักร้องประสานเสียงร้องมีการให้แสงเทียนให้ส่องสว่างในวันคริสต์มาสอีฟเป็นหนึ่งในไฮไลท์ในคริสตจักร Lutheran ปฏิทิน วันคริสต์มาสเพลงสายัณห์เป็นที่นิยมในช่วงเย็นก่อนและจนถึงเที่ยงคืน ประเภณีนี้ยังมีแพร่หลายในภูมิภาคซึ่งเป็นส่วนใหญ่ Lutheran ประเพณีเก่าของคริสต์มาสในเวลาตอนเช้าของวันคริสต์มาส (Christmette) ยังสามารถพบได้ในบางพื้นที่ ในภาคตะวันออกและภาคกลางของเยอรมนี, ยังคงมีการรักษาประเพณีของ”Quempas ร้องเพลง”ที่กลุ่มนักร้องประสานเสียงจะแยกกระจายในส่วนต่างๆของคริสตจักร เพื่อที่จะร้องเพลง “He whom Shepherds once came Praising” (Quem pastores) responsively.

 

Leave a comment

Filed under Uncategorized

10 ล้านคน หมอ 2 คน และรัฐบาลยิ่งลักษณ์

นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี

 

 
 

ชื่อบทความนี้ดูแล้วอาจแปลกๆ ไปนิด ว่ามันจะเกี่ยวอะไรกันกับ 10 ล้านคน หมอ 2 คน และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กว่า 1 ปี ที่ได้ติดตามการทำงานด้านการแพทย์ของระบบประกันสังคม ก็พบว่าทั้ง 3 เรื่องนั้นมีความสัมพันธ์และเป็นเหตุและเป็นผลซึ่งกันและกัน ดังนี้

10 ล้านคน คือ ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่เป็นพลเมืองชั้นสองเพราะเป็นคนกลุ่มเดียว จากคนไทย 65 ล้านคน ที่ยังต้องเสียสองต่อในการรักษาพยาบาล คือ เสียภาษีเช่นเดียวกับคนอื่นๆ และยังต้องเสียค่ารักษาสุขภาพของตนเองผ่านระบบประกันสังคม จึงถือได้ว่า 10 ล้านคน เป็นพลเมืองชั้นสอง ในด้านการรักษาพยาบาล รองจาก ข้าราชการ ผู้ถือบัตรทอง และหากเปรียบเทียบกับท่าน ส.ส. ส.ว. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ยิ่งต้องช้ำใจ เพราะท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายได้สิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลที่ต่าง กับ 10 ล้านคน ราวกับรถเฟอรารี่กับรถอีแต๋น ก็ว่าได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แม้มีความพยายามในการเรียกร้องสิทธิให้กับคน 10 ล้านคน มาเกือบ 1 ปี แต่ดูจะไม่เห็นเป็นรูปธรรม ผู้ประกันตน 10 ล้านคนกลุ่มนี้ ยังต้องจ่ายเงินเอง เหมือนกับพวกเขาไม่ใช่คนไทย ทั้งที่ควรเป็นหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ที่อ้างตัวว่ามารับใช้พี่น้องประชาชน ต้องรับผิดชอบดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของคน 10 ล้านคน แต่กลับไม่ทำอะไรเลย แถมยังขึ้นค่ารักษาพยาบาล เพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้ตัวเอง ทำให้คน 10 ล้านคน พลเมืองชั้นสอง เจ็บใจเล่น

หมอ 2 คน เชื่อไหมว่า บุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะแพทย์มีหน้าที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบด้านการ แพทย์ ในสำนักงานประกันสังคมของคน 10 ล้านคน ในปัจจุบันมีหมอเพียง 2 คน คนแรก คือ ปลัดกระทรวงแรงงาน ที่เป็นประธานบอร์ดประกันสังคม และคนที่สองผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ เมื่อรวมกับเจ้าหน้าที่ในกลุ่มงานก็มีแค่ 20 คน ซึ่งล้วนแต่ไม่มีพื้นฐานด้านการแพทย์และประกันสุขภาพ ทั้งที่บุคคลเหล่านี้มีหน้าที่ที่จะต้องออกแบบ สิทธิประโยชน์ วิธีการจ่ายเงิน ตรวจสอบ ติดตาม คุณภาพ หน่วยบริการ เพื่อดูแลผู้ประกันตน จึงไม่มีทางที่จะทำให้ได้ดี เพราะแค่ตามจ่ายเงินให้หน่วยบริการทั่วประเทศให้ตรงเวลาก็แย่แล้ว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าลำพังหมอ 2 คน กับเจ้าหน้าที่เพียง 20 คน ย่อมไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะจัดบริการสุขภาพให้กับผู้ประกันตน 10 ล้านคนได้แน่นอน ประเด็นที่สำคัญที่ทราบมาก็คือ บรรดาเจ้าหน้าที่และผู้บริหารส่วนใหญ่ในสำนักงานประกันสังคมเองก็เบื่อเต็ม ที ไม่ได้อยากดูแลด้านการแพทย์ เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญ อยากจะยกภาระหน้าที่นี้ให้กับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ แต่กลับไปติดอยู่ที่ผู้บริหารบางคนที่ยังมีความดันทุรังสูง อาจจะด้วยเหตุผลความอยากเอาชนะหรือไม่ก็ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เราๆ ท่านๆ อาจมองไม่เห็น

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กรณีการแพทย์ของประกันสังคมก็ดูไม่ต่างจากกรณีน้ำท่วมเท่าไหร่ ที่คนในรัฐบาลต่างคนต่างทำ ไม่มีความเป็นเอกภาพ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ สะท้อนให้เห็นศักยภาพของรัฐมนตรีแถวสาม เพราะการที่รัฐบาลปล่อยให้สำนักงานประกันสังคม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกมาแถลงอย่างน่าชื่นตาบานเพราะคิดว่าเป็น ผลงานชิ้นโบว์แดง ว่าจะจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้กับหน่วยบริการ 1 RW = 15,000 บาท มากกว่า ข้าราชการและบัตรทองที่ 1 RW = 12,000 และ 9,000 บาท ตามลำดับ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลบัตรทองก็ไม่รู้เรื่องว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อบัตรทอง เพราะการจ่ายเงินแบบนี้จะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อบัตรทองและเพิ่มภาระงบประมาณ รักษาพยาบาลข้าราชการทันที ดังนี้

  1. ผู้ป่วยภายใต้บัตรทองจะกลายเป็นผู้ป่วยอนาถาทันที ไม่มีโรงพยาบาลไหนทั้งรัฐบาลและเอกชนอยากดูแล เพราะนอกจากจะเป็นกลุ่มที่เจ็บป่วยมาก มีค่าใช้จ่ายสูง รัฐบาลกลับจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้น้อยกว่าสิทธิอื่นๆ
  2. ภาพรวมของระบบสุขภาพจะต้องมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นทันที และจะเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวบัตรทอง ที่รัฐบาลเพิ่งตัดลง 10% อีกอย่างน้อย 30,000 ล้านบาท ต่อปี และยังต้องรวมของข้าราชการที่เพิ่มขึ้นอีก ประมาณ 5,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น กว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี
  3. โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและเอกชนทั้งหลายที่สามารถเลือกได้ก็จะไม่ยอมเข้าร่วมบัตรทอง รอรับดูแลเฉพาะประกันสังคมและข้าราชการดีกว่า

ดังนั้นการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์หวังจะเห็นโครงการบัตรทองมีคุณภาพมากขึ้น นั้นย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ โดยเฉพาะเมื่อประเมินจากสถานการณ์ข้างต้น รวมถึงความเคลื่อนไหวหลายประการในแวดวงบัตรทอง ณ เวลานี้ ก็สะท้อนถึงความรู้ไม่เท่าทันกลเกมต่างๆ ที่การเมืองมีต่อขั้วอำนาจทั้งหลายในแวดวงสาธารณสุข หากการเมืองซึ่งเป็นฝ่ายกุมนโยบายไม่ทันเกม ทั้งยังไม่ตระหนักถึงความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชนที่เป็นเป้าหมายสำคัญ ของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ 30 บาทรักษาทุกโรคที่รัฐบาลไทยรักไทยเป็นผู้ทำคลอดจากข้อเสนอที่เคลื่อนไหวมา ยาวนานของภาคประชาชน ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่มีกลุ่มการเมืองใดกล้าพอที่จะยอมรับกับข้อเสนอนี้ ก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่า ในที่สุดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของพรรคเพื่อไทยก็จะกลายเป็นโครงการที่พรรคเพื่อไทยเขียนด้วย มือและลบด้วยเท้าในไม่ช้า

 

Leave a comment

Filed under ข่าวจากประชาไท

ประมวลภาพ ทั่วแผ่นดินเกาหลีเหนือร่ำไห้ หลั่งน้ำตาอาลัย”คิมจองอิล”

บรรยากาศทั่วเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเปียงยาง ปกคลุมไปด้วยความเศร้าโศก หลังการถึงแก่อสัญกรรมของนายคิม จองอิล ผู้นำประเทศอย่างฉับพลันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

เราอาจไม่เห็นบรรยากาศเช่นนี้บ่อยครั้งนัก เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้ในประเทศอื่น ภาพที่เห็นสื่อให้เราเห็นได้ชัดว่า ประชาชนที่นั่นรักผู้นำของพวกเขาอย่างสุดใจมากเพียงใด

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

นายคิม จองอิล ผู้นำเกาหลีเหนือ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ด้วยวัย 69 ปี

 

 

 

การแถลงการณ์ดังกล่าวได้รับการประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์โคเรียน เซ็นทรัล นิวส์ เอเยนซี (เคซีเอ็นเอ) แห่งชาติในกรุงเปียงยางในช่วงเช้าวันนี้ (19 ธ.ค.) โดยผู้ประกาศซึ่งสวมชุดสีดำ กล่าวว่านายคิมเสียชีวิตเมื่อเวลา 08.30 น. เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ธ.ค.) เนื่องจากการทำงานหนักเกินไปของจิตใจและร่างกาย  ระหว่างการเดินทางโดยรถไฟไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ผลการชันสูตรศพวานนี้ (18 ธ.ค.)ระบุว่า เขาเสียอันเนื่องมาจากกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน  พร้อมกับอาการหัวใจวาย

 

นายคิม จองอึน บุตรชายคนเล็กของเขา มีรายชื่ออยู่ในอันดับแรกของบัญชีรายชื่อเจ้าหน้าที่คณะกรรมการจัดพิธีศพของ นายคิม ซึ่งบ่งชี้ว่า เขาจะเป็นผู้นำในการจัดพิธีศพครั้งนี้

 

นายคิม จองอิลเกิดเมิ่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1941 (บันทึกโซเวียต) หรือ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 (บันทึกเกาหลีเหนือ) เขาดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ในฐานที่มั่นลึกลับในยอดเขาเบคดู ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศ ระหว่างรอยต่อชายแดนประเทศจีน เขาเกิดในครอบครัวนักปฏิวัติ บิดาชื่อ คิม อิลซุง มารดาชื่อ คิม จอง ซุค เขาถือเป็นเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ และยังเป็น ผู้นำพรรคแรงงาน ผู้นำประธานคณะกรรมการการป้องกันแห่งชาติ

 

การถึงแก่อสัญกรรมของนายคิม จองอิล มีขึ้นหลังจากที่เกาหลีเหนือเตรียมแต่งตั้งนายคิม จองอึน บุตรชายคนเล็ก ขึ้นสืบทอดอำนาจต่อจากบิดา เมื่อเดือนกันยายนปี 2010 หลังจากนายคิม อิลซุง อดีตผู้ก่อตั้งประเทศ และบิดาของนายคิม จองอิล เสียชีวิตลงเมื่อปี 1994

 

 

 

เกาหลีใต้กล่าวหานายคิม จองอิลว่า เป็นผู้บงการให้ก่อเหตุสังหารเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ 17 นาย ที่อยู่ระหว่างการเยือนพม่า ในปี 1983 รวมถึงเหตุวางระเบิดเครื่องบินของสายการบินโคเรียนแอร์ เมื่อปี 1987 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 115 คน ด้านสายลับชาวเกาหลีเหนือที่ถูกจับกุมตัวได้ ซึ่งสารภาพว่าเป็นผู้ลอบวางระเบิด กล่าวว่า นายคิมเป็นผู้สังการให้ระเบิดเครื่องบินด้วยตัวเขาเอง

 

นายคิมขึ้นสืบทอดตำแหน่งจากบิดาเมื่อปี 1994 และได้รับตำแหน่งประธานกรรมาธิการป้องกันประเทศ ผู้บัญชาการกองทัพประชาชนเกาหลี  และหัวหน้าพรรคแรงงาน ขณะที่นายคิม อิลซุง บิดาของเขา ได้รับฉายาว่า “ประธานาธิบดีตลอดกาล”

 

นายคิม จองอิล ยังคงสืบทอดเจตนารมย์ด้านนโยบายของบิดาที่ว่า “กองทัพต้องมาก่อน” โดยทุ่มงบประมาณมหาศาลในด้านกองทัพ ซึ่งทำให้เกาหลีเหนือกลายเป็นประเทศที่มีขนาดกองทัพใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

ดวงจำปา: สยบข่าวลือ “ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะเข้ามาดำเนินดคีในประเทศไทย”

ดวงจำปา: สยบข่าวลือ “ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะเข้ามาดำเนินดคีในประเทศไทย”

โดย ดวงจำปา
ที่มาเฟสบุ๊ค Doungchampa Spencer
14 ธันวาคม 2554

ช่วงนี้ มีข่าวลือเยอะมากว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะเข้ามาดำเนินดคีในประเทศไทย

ในเวลานี้ มีข้อมูลออกมาตามเวปไซค์ต่างๆ ซึ่งเป็นการสร้างความสับสนด้วยข่าวเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศ ด้วยข้อความดังนี้คือ:

“อัยการ ศาลอาญาระหว่งประเทศ แจ้งรัฐบาลไทย ขอเข้ามาสอบสวน “อภิสิทธิ์ และพวก” ข้อหาเป็นอาชญากรระหว่างประเทศ วันที่ 23 ม.ค.-5 ก.พ.นี้ “

 

ดิฉัน ไม่เข้าใจว่า ทำไมมีผู้ประสงค์ร้ายจริงๆ ในการ ปล่อยข่าว ซึ่งสร้างความสับสนให้กับพี่น้องเสื้อแดง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องหลอกลวงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ข่าว เรื่องนี้ ได้ออกมาหลังจากที่มีการพบปะระหว่าง ท่าน สส สุนัย กับ ท่านฮันส์ ซึ่งรักษาการในฐานะประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา เมื่อท่าน สส สุนัย ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ทางศาลอาญาระหว่างประเทศช่วยพิจารณาคดีเกี่ยวกับ การเสียชีวิตของประชาชนไทยจำนวน 91 ท่าน เมื่อการยื่นเสร็จเรียบร้อย ทุกๆ อย่างก็อยู่ในการตัดสินใจของ ICC เมื่อวันศุกร์นั่นเอง

เพียงวันรุ่ง ขึ้น มีข่าวเรื่องนี้ก็กระจายออกมาบางเวปเพจ และมีคนเข้าไปขอแชร์กัน เหมือนกับการปลุกระดมมวลชนว่า จะมีการนำเอานายอภิสิทธิ์ เข้ามาสอบสวน กระทำการโดยอัยการจากศาลอาญาระหว่างประเทศ

แต่ความจริงมัน ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะ ทางศาล ICC เขาจะต้องมีการประชุมกันก่อนว่า คดีเหล่านี้จะสามารถนำเข้ามาพิจารณาในกระบวนการได้หรือไม่ รวมทั้งระเบียบและกฎต่างๆ ในรัฐที่ลงนามและรัฐที่เป็นรัฐภาคี

มันเข้าข่ายในเรื่องของอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติด้วยหรือไม่

จาก นั้น ก็ต้องมีการนำเรื่องแบบนี้ เข้าไปที่ประชุมเกี่ยวกับ Pre-trial Chamber คือมีคณะองค์กรตุลาการก่อนการพิจารณาคดีเบื้องต้นด้วยว่ามันเป็นอย่างไร เรื่องเหล่านี้ มันใช้เวลานานมากๆ ไม่ใช่สองวันเสร็จ

และเรื่องที่สำคัญคือ ประเทศไทยยังไม่ได้ยินยอมรับอำนาจศาลจาก ICC เพราะไม่มีมติใดๆ จากคณะรัฐมนตรีออกมาในเรื่องนี้

ดัง นั้น อยู่ๆ จะให้อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามากระทำการสอบสวนนั้น เป็นการแสดงถึงการรุกรานเขตอำนาจศาลของประเทศไทย ซึ่งทาง ICC เขาประกาศอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่ต้องการแทรกแทรงอำนาจอธิปไตยของประเทศใดๆ

ดิฉัน จึงขอสรุปว่า ข่าวกระพือเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศจะเข้ามาสอบสวน “อภิสิทธิ์และพวก” นั้น เป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น และไม่ทราบว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวซึ่งสร้างความสับสนในเรื่องนี้

ต่อมาก็เลยตัดสินใจทำการสืบค้นว่า มันเป็นเรื่องอะไรกันแน่ เพราะเราต้องการความจริง เลยเห็นเด่นชัดดังรูปที่ลงนี้

อ้างอิง: อัยการศาลICCสอบ”อภิสิทธิ์”อาชญากรระหว่างประเทศ23ม.ค.นี้ 

Asian Thai News Network

อ้างอิง: อัยการศาลอาญาระหว่งประเทศ แจ้งรัฐบาลไทย ขอเข้ามาสอบสวน”อภิสิทธิ์ และพวก” ข้อหาเป็นอาชญากรระหว่างประเทศ วันที่ 23 ม.ค.-5 ก.พ.นี้

 

 

Facebook linked to the news from ATNN

 

ท่านผู้อ่านจะเห็นแล้วว่า มันเป็นข่าวเมื่อต้นปี พ.ศ. 2554 ไม่ใช่ข่าวที่เพิ่งเกิดขึ้น ตามที่ดิฉันได้ highlight ไว้ในรูปประกอบ

———————————————

ความ จริงในเรื่องนี้คือ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2554 ท่านรองประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ คือ ท่าน ดร ฮันส์ ได้เดินทางมายังประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ไม่ใช่มาพบกับ นายอภิสิทธิ์

เป็น เพราะว่า ท่านเข้ามาประชุมเกี่ยวกับกระบวนการของ ICC รวมทั้งการให้ปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันเวลาดังกล่าวด้วย ในเรื่องของ ศาลอาญาระหว่างประเทศ – คุณสมบัติสำคัญ, สถานการณ์ในปัจจุบันและการท้าทายต่อปัญหา รายงานของ ท่านผู้พิพากษา ดร. คาอูล ซึ่งดิฉันได้แปลไว้ ณ ที่นี้

ข่าวนี้ เป็นข่าวออกมาจาก Asian Thai News Network ซึ่งท่านก็คงรู้ว่าใครเป็นเจ้าของเวปนี้ การเขียนเพื่อชักชวนให้เกิดความตื่นเต้น และปราศจากความจริง ดิฉันไปเช็คต้นตอของข่าว ก็มาจากที่นี่เป็นแห่งแรก เพราะเวปที่มีข่าวนี้ เขาลิ้งค์จาก Asian Thai News Network ทั้งสิ้น

นี่คือจรรยาบรรณ ของสื่อตามที่เราเห็นๆ กันว่า เขียนข่าวกันโดยไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะแตกคอกันกับพรรคประชาธิปัตย์ในเวลานั้น ก็เลยพยายามส่งเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นการ bluff ให้อีกฝ่ายหนึ่งเขาอ่อนข้อให้

ขณะนี้ ดิฉันมีความรู้สึกว่า กำลังมีการกระทำของบุคคลบางกลุ่ม เริ่มทำการ “ป้ายสี” หรือ “discredit” อย่างค่อยเป็นค่อยไปต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยการนำเอาเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาแปะ เพราะคนที่เขาทราบกระบวนการดี จะตั้งคำถามทันทีว่า ประเทศไทยไปยอมรับอำนาจศาล ICC ตั้งแต่เมื่อไร (เนื่องจากว่ากลุ่มเหล่านี้ เขาไม่ติดตามข่าวว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือเปล่าอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้ามีอะไรสะกิดว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยทำอะไรผิดนิดหน่อย ก็จะกุลีกุจอกระโจนเข้ามาถล่มทันที)

เป็นการสร้างการลดลำดับความเชื่อมั่นที่มีต่อศาลอาญาระหว่างประเทศว่า เข้ามายุ่งย่ามในกิจการภายในของประเทศไทย

การ ปล่อยข่าวเรื่องนี้ นับว่าฉลาดมากเพราะเวลาในปัจจุบัน (timing) ใกล้เคียงกับเดือนมกราคม เนื้อข่าวก็กระทบกับ “ศัตรูตัวฉกาจ” คือ นายอภิสิทธิ์ และพรรคพวก

ดิฉันไม่อยาก “เดา” นะคะ แต่สื่อของฝ่ายสลิ่ม เขาไม่ได้มีเรื่องแบบนี้มาประโคม หรือลงในเวปเขา

แสดงว่า ข่าวนี้ “อาจจะ” มาจากฝ่ายเสื้อแดง (ฝ่ายอวย) เอง เพื่อกระทำการ “ลดความกดดันในเรื่องการลงสัตยาบันให้กับ ศาล ICC หรือไม่ก็ ลดความกดดันต่อการยอมรับอำนาจกับศาล ICC ไปอีกสองเดือนหรือเปล่าคะ? ” ถ้าเกิดเป็นเรื่องจริง ทำไมถึงทำกันอย่างนี้คะ? ต้องการประวิงไปอีกสองเดือน เพื่อให้ผู้คนเขารอข่าวแบบเก้อนั้นหรือ?

การ ลงสัตยาบันให้กับศาล ICC เป็นเรื่องที่ดีสำหรับประเทศไทย เพื่อป้องกันอำนาจชั่วๆ เข้ามากระทำการกับพี่น้องของเราอีกในอนาคต แต่เนื่องจากไม่สามารถมีผลย้อนหลังได้ (จะสมบูรณ์ก็อีก 60 วันหลังจากการลงนามเป็นรัฐภาคีโดยสมบูรณ์แล้วเสียด้วยซ้ำ) ส่วนเรื่องการยอมรับอำนาจศาล ICC ในกรณ๊ของ 91 ศพนั้น ก็สามารถกระทำได้ (แต่อาจจะถูกแทรกแทรงมากมายหลายอย่าง ทั้งอิทธิพลและเทคนิค)

การไม่ยอมเซ็นหรือลงนามอะไรเลยนั้น ดิฉันถือว่า เป็นการทรยศกับประชาชนที่เขาเลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามา

ตอนนี้ ตัวดิฉันเองมีความคิดว่า ข่าวนี้ กระพือออกมาจากฝ่ายเสื้อแดง (เอออวย) เอง

ถ้าเป็นจริงเนื่องจากด้วยเหตุผลอะไรนั้น กรุณาอย่าทำดีกว่า

เพราะ ตอนนี้ ประชาชนเสื้อแดงเขาฉลาดมาก และก้าวข้ามวิถีทางที่นักการเมืองบางท่านต้องการฉุดพวกเขาไว้เพื่อไม่ให้มวล ชนก้าวไกลไปกว่า เนื่องจากกลัวว่าจะสูญเสียมวลชน

เผลอๆ ถ้ามีเลือกตั้งในคราวหน้า คุณอาจจะอยู่ในกลุ่ม “สอบตก” ก็ได้ เพราะท่านกลายเป็นพรรค เพื่อ (อำมาตย์) ไทย ไปเสียแล้ว

เอาความจริงมากล่าวกันจะเป็นผลดีมากกว่านะคะ

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

บทความแปล: ศาลอาญาระหว่างประเทศ – คุณสมบัติสำคัญ, สถานการณ์ในปัจจุบันและการท้าทายต่อปัญหา

บทความโพสต์อยู่ที่: บทความแปล: ศาลอาญาระหว่างประเทศ – คุณสมบัติสำคัญ, สถานการณ์ในปัจจุบันและการท้าทายต่อปัญหา

 

ICC Page

 

————————-

 

ICC Transcripts

 

อ้างอิง:  The International Criminal Court – Key Features, Current Situation and Challenges Address by Judge Dr. jur. h. c. HansPeter Kaul

 

ศาลอาญาระหว่างประเทศ – คุณสมบัติสำคัญ, สถานการณ์ในปัจจุบันและการท้าทายต่อปัญหา

รายงานของ ท่านผู้พิพากษา ดร. จูร์ เอช.ซี. ฮันส์-ปีเตอร์ คาอูล 

 

รองประธานศาลอาญาระหว่างประเทศคนที่สอง

ศาลอาญาระหว่างประเทศ

ที่การประชุมนานาชาติ

 

หัวข้อเรื่อง:

 

“การปกป้องสิทธิเสรีภาพโดยการใช้ศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อสร้างกฎหมายสูงสุดและการสร้างประเทศชาติ”

  

 ให้การปาฐกถาเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

 

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนโยบายสาธารณะและธรรมาภิบาล เยอรมัน-อุษาคเนย์ กับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ – คณะนิติศาสตร์

ด้วยการร่วมมือกับ สถานเอกอัครราชฑูตเยอรมันประจำประเทศไทย

กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย

 

บันทึกที่ตรวจสอบครั้งสุดท้าย ส่งมอบให้ในวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554 เวลา 9:00 น.

 

————————————————-

 

บทความแปลโดย: ดวงจำปา

 

(ต่อจากภาคที่ 1  ที่:  (บทความแปล: ศาลอาญาระหว่างประเทศ – คุณสมบัติสำคัญ, สถานการณ์ในปัจจุบันและการท้าทายต่อปัญหา รายงานของ ท่านผู้พิพากษา ดร. คาอูล (I)))

 

หัวข้อที่ 4:  โลกทัศน์และทัศนะในอนาคต

 

ใน เวลา 9 ปีหลังจากที่ธรรมนูญกรุงโรมได้ถูกนำมาบังคับใช้ มันเป็นเรื่องที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทางศาลอาญาระหว่างประเทศยังคงประสบกับปัญหาในเรื่องของงานที่ยังคั่ง ค้างอยู่รวมไปถึงการท้าทาย ซึ่งทำให้เกิดเรื่องที่เลวร้ายกว่าเก่า สิ่งที่ต้องพึงกระทำทั้งหมดก็คือเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านั้นพร้อมๆ กัน

 

ประการที่หนึ่ง: มีหลายด้านที่ทางศาลอาญาระหว่างประเทศจะต้องปรับปรุงและทำให้งานของตนเองนั้น มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

ประการ ที่สอง: นอกเหนือไปจากทุกอย่างทั้งหมด, สำนักงานอัยการจะต้องพัฒนาให้เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ในการสอบ สวนและการฟ้องร้องต่อคดีอาชญากรรม

 

ประการที่สาม: ศาลอาญาระหว่างประเทศต้องการได้รับการยอมรับจากนานาชาติอย่างกว้างขวางกว่า นี้และมีจำนวนสมาชิกในรัฐภาคีมากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ คือ 114 ประเทศ  อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีพลังทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นลำดับที่สองของโลก ได้ร่วมเป็นสมาชิกของรัฐภาคีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550 และประเทศบังคลาเทศ ได้กลายเป็นสมาชิกรัฐภาคีเหมือนกันเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553  เราทั้งหมดล้วนตระหนักดีว่า ประเทศไทย เป็นประเทศคู่สัญญาในการลงนามธรรมนูญกรุงโรม เรายังตระหนักดีกว่า ประเทศไทยได้กระทำการแปลเอกสารธรรมนูญกรุงโรมอย่างประณีตเป็นภาษาไทยเรียบ ร้อยแล้ว และเรื่องนี้ สามารถให้กลุ่มต่างๆ ในประเทศไทยซึ่งมีความสนใจในเรื่องนี้ ทำการศึกษาค้นคว้าให้ความรู้กับตนเองในเรื่องสนธิสัญญาที่ทางเราได้ก่อตั้ง ขึ้น เรื่องนี้อาจจะเป็นก้าวแรกบนถนนที่มุ่งขึ้นสู่การยกระดับต่อการเป็นรัฐภาคี ของประเทศไทย

 

ประการที่สี่: ศาลอาญาระหว่างประเทศจะต้องยังคงพิสูจน์ให้เห็นอย่างคงไว้ โดยปราศจากความรู้สึกสะเทือนใจและปราศจากความขัดขวาง ซึ่งต้องเป็นรูปแบบในระบบยุติธรรมอย่างบริสุทธิ์ใจ, มีความเป็นกลาง และเป็นสถาบันที่แสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายในการพิจารณาคดี และจะต้องไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องเกรงกลัวว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศจะกระทำการแสวงหาผลทางการเมืองและอนุญาติให้องค์กรเอง ไปปฎิบัติการไปใช้ในทางที่ผิด

 

กรุณาอนุญาติให้ผมรวบรวมเรื่อง นี้เข้าไปในรายงานนี้ เกี่ยวกับการทำงานของศาลอาญาระหว่างประเทศ ด้วยถ้อยคำที่ดูเรียบง่าย ซึ่งบางทีอาจจะฟังเหมือนเป็นการบ่นร้องทุกข์ อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่เรื่องการบ่นร้องทุกข์เลย มันเป็นเพียงการแสดงออกที่ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของผมดังนี้:

 

มัน ยังคงเป็นเรื่องที่ยากอย่างเหลือเชื่ออยู่ ในการที่จะเปลี่ยนแนวทางสถาบันของเรา (ซึ่งต้องพึ่งต่อการสนับสนุนทั้งหมดจากรัฐภาคี) ให้กลายเป็นศาลโลกซึ่งมีการรู้จักกันดีทั่วทุกมุมโลก และสามารถปฎิบัติงานได้เป็นผลอย่างแท้จริงได้  ผู้คนหลายๆ คน ควรต้องสร้างความเพียรพยายามอย่างมากต่อไปอีกและควรมีความขันติอดทนอย่าง ยิ่งยวดด้วย

 

 

ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนี้ล่ะ? มันมีเหตุผลอยู่หลายประการ บางทีในตอนสรุปการรายงานครั้งนี้ อีกครั้งหนึ่งที่ผมจะชี้ให้เห็นถึงลักษณะบางประการ รวมไปถึงข้อจำกัดที่มีอยู่ในธรรมชาติของระบบนี้ ซึ่งศาลอาญาระหว่างประเทศเองก็เพียงต้องจำยอมอยู่ในภาวะนี้ และแม้กระทั่งตัวผู้นำซึ่งเป็นตัวแทนเอง ก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้  อย่างไรก็ตาม มีหลายอย่างที่พวกเขาอาจจะชอบต่อเรื่องนั้นๆ

 

ประการแรก: เป็นเรื่องที่แน่นอนที่สุด ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น เป็นองค์กรที่ต้องพึ่งพากับความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพกับรัฐภาคี หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อจะต้องเผชิญกับประเด็นสำคัญๆ ในเรื่องการจับกุมและการมอบตัวของบุคคลต่างๆ ซึ่งมีชื่ออยู่ในหมายจับ; การปราศจากอำนาจบริหารในรูปแบบใดๆ ของศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น เป็นข้ออ่อนแอซึ่งเห็นได้อย่างแน่ชัด พูดง่ายๆ ก็คือ เหมือนกับข้อเท้าของ อคีลิสนั่นเอง

 

แท้ จริงแล้ว ปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งทางศาลอาญาระหว่างประเทศจะต้องเผชิญหน้านั้น ตั้งอยู่ในประเด็นที่ว่าบุคคลใดจะเป็นผู้กระทำการจับกุมและส่งตัวในนามของ ศาลอาญาระหว่างประเทศเล่า? เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดามาก: เมื่อไม่มีการจับกุม, ก็ไม่มีการพิจารณาคดี

 

บางที คุณอาจจะสนใจที่จะได้รับฟังถึงเรื่องที่ผมเพิ่งกล่าวไว้ในการสัมภาษณ์ในหัว ข้อนี้ — ในความพยายามที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมา ตามที่ผมได้เห็น  ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ผมได้ประกาศว่า:

 

“ผม เห็นด้วยทุกอย่างกับท่านอัยการโมเรโน-โอแคมโป้ ที่กล่าวว่า รัฐภาคีนั้นจะต้องให้การสนับสนุนกับเราอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้โดยการ ทำงานอย่างกระตือรือร้นต่อการจับกุมผู้ต้องหา  รัฐภาคีไม่ต้องการให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจของตนเองในเรื่องการจับกุม ดังนั้น รัฐภาคีจะต้องจัดตั้ง (หรือมาปฎิบัติงานได้ทันท่วงที) ทีมงานที่สามารถทำการจับกุมผู้ต้องหาได้เพื่อศาลของเรา เหมือนกับว่ามันเป็นกิจวัตรมากน้อยตามวันเวลาที่มีอยู่ตอนนี้ ในการใช้กำลังปราบปรามอาชญากรที่ติดอาวุธภายในประเทศของตนเอง”

 

ประการ ที่สอง: ปัจจัยอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นข้อจำกัดคือ เรื่องที่ไม่เคยคาดการณ์มาก่อน (แท้จริงแล้ว เป็นเรื่องที่ลำบากอย่างใหญ่หลวงทีเดียว) ต่อการที่จะแสวงหาหลักฐานที่ต้องการ  ทางศาลอาญาระหว่างประเทศต้องกระทำการสอบสวนอันยุ่งยากซับซ้อนด้วยความจำเป็น ในอาณาเขตที่ห่างจากกรุงเฮก (ประเทศเนเธอร์แลนด์ – ผู้แปล) เป็นระยะทางหมื่นๆ กิโลเมตร  อยู่ในอาณาเขตซึ่งมีความยากลำบากต่อการเดินทาง และ สถานการณ์ในเรื่องการรักษาความปลอดภัยนั้น เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงอย่างง่ายดายและมันอาจจะมีความยากลำบากต่อการเก็บ หาหลักฐาน ณ ที่นั้นด้วย

 

ประการที่สาม: ตามปรกติแล้ว การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ และอาชญากรรมสงคราม ถูกกระทำระหว่างศึกสงครามในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งเป็นผลมาจากคำสั่ง “จากเบื้องบน” ซึ่งออกให้โดยผู้นำประเทศทุกประเภท ซึ่งในเวลาเดียวกัน กระทำการเพียรพยายามทุกวิถีทางที่จะปกปิดความรับผิดชอบของพวกเขาเองต่อ อาชญากรรมนั้นๆ เพราะฉะนั้น ในการติดตามภาระหน้าที่เหล่านี้ ทางศาลอาญาระหว่างประเทศจะถูกนำไปวางขัดอยู่อย่างไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยง ได้ ระหว่าง ขั้วของอำนาจทางการเมืองที่มีอยู่อย่างโหดเหี้ยมในด้านหนึ่ง กับ สิทธิทางกฎหมายและสิทธิของมนุษยชนในอีกด้านหนึ่ง  ดังนั้น บ่อยครั้งที่หน้าที่การงานของศาลอาญาระหว่างประเทศจะถูกขัดขวางอยู่อย่างต่อ ไป โดยกระแสลมทางการเมืองที่เป็นปฎิปักษ์ หรือ ที่แท้จริงแล้ว คือ การตำหนิประนามทางการเมืองของทุกสีทุกฝ่าย

 

ผมขอจำกัดตัวเอง กับการชี้ให้ทราบถึงเรื่องต่างๆ ในขณะนี้  ผมขอย้ำอีกครั้งว่า เรื่องเหล่านี้ ไม่ได้มีความประสงค์ต่อการตำหนิใดๆ และแน่นอนที่สุดว่า มันไม่ใช่สัญญาณที่ผู้พิพากษาออกมาพูดคุยกับท่านในรูปแบบที่ทำให้เกิดการ ท้อแท้หมดกำลังใจ  ผมเองมีความกังวลมากกว่าในการที่จะให้คุณได้ทราบถึง “ตรวจสอบความเป็นจริง”  ดังนั้น เราทุกคนก็มีความคิดเห็นแบบเดียวกันโดยการขยายความคิดออกไปอย่างไกลที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ถึงสภาพการณ์ซึ่งศาลอาญาระหว่างประเทศจะต้องกระทำในขณะนี้และในอนาคต

 

นอก จากนี้ กรุณาอนุญาติให้ผมกล่าวย้ำ ขอเตือนให้ทราบว่า บ่อยครั้งที่ผมได้ให้ข้อคิดเห็นบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งผมมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าทีเดียวเกี่ยวกับ:

 

 

เปรียบ เทียบกับปัญหาและวิกฤติการณ์อันรุนแรงต่างๆ ในโลกนี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศจะเป็นรูปแบบที่เล็กและอ่อนแอ, ดูเหมือนกับว่าเป็นสัญญลักษณ์มากกว่าอำนาจ  ถ้ามันเป็นเพียงแค่เหตุผลซึ่งเกี่ยวกับทุนดำเนินการและสมรรถภาพ ศาลอาญาระหว่างประเทศก็คงไม่สามารถที่จะกระทำการได้มากไปกว่าการพิจารณา ตัดสินคดีที่น่ายกย่องเป็นแบบอย่างอยู่แค่สองสามคดีเท่านั้น

 

แต่ เราได้เดินมาอย่างยาวนาน ในทศวรรษที่แล้ว (ปี ค.ศ. 1990-1999) ซึ่งเป็นทศวรรษของศตวรรษที่เพิ่งผ่านมา, 12 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าศาลอาญาระหว่างประเทศจะเป็นประเภทหนึ่งประเภทใดในยุคพระศรีอารย์ หรือความเพ้อฝันนั่นเอง  แต่ในวันนี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นความจริงที่ปฎิบัติงานให้เห็นกัน ถึงแม้ว่าการสัมมนาของคุณในที่นี่กับผู้พิพากษาคนนี้จากองค์กร ไอซีซี จะเป็นด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งก็ตาม  คือส่วนหนึ่งของความจริงที่ปรากฎให้เห็น  มันเป็นความปรารถนาของผมที่ว่า บางท่านอาจจะกลายเป็นผู้สนับสนุนกับศาลอาญาระหว่างประเทศที่มีความสันทัด กรณี อาจจะถึงกับเป็นผู้ลงมือเอง ในกระทำการช่วยเหลือสนับสนุนต่อสาส์นเรื่องสำคัญๆ ของทางศาลอาญาระหว่างประเทศอีกด้วย  สาส์นเรื่องอะไร? แท้จริงแล้ว สาส์นของ องค์กร ไอซีซีเป็นเรื่องที่มีอานุภาพเป็นอย่างมาก:

 

มนุษย์ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย ไม่มีบุคคลใดที่สามารถอยู่เหนือกฎหมายได้ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงทั่วทุกมุมโลกม ีความพร้อมใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อความมั่นใจที่ว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติและอาชญากรรมสงคราม ไม่สามารถที่จะหลบหนีไปโดยปราศจากการถูกลงโทษได้  ไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้กระทำความผิดนั้น จะเป็นชนชาติใดๆ หรือมียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งเท่าไร

 

ดังนั้น เท่าที่ความสามารถของเรามีอย่างสูงที่สุด และ สมรรถภาพของเรานั้น มันยิ่งใหญ่กว่าที่หลายๆ คนได้คิดไว้ อย่างน้อยที่สุด นี่คือประสบการณ์ของผม – ขอให้พวกเรามีความกล้าหาญและมองโลกในแง่ดี ถึงงานที่กำลังดำเนินอย่างก้าวหน้าอยู่ในขณะนี้ เพื่อความยุติธรรมที่ดีที่สุดในโลก

 

ขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

 

—–จบบทความแปล—–

 

ความคิดเห็นของผู้แปล:

 

บท ความนี้ ได้ถูกลงมาโพสต์อยู่ที่เวปขององค์กร ไอซีซี มาเป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้ว แต่ไม่ทราบว่า มีท่านผู้ใดสนใจในเรื่องนี้บ้าง ดิฉันพยายามหาคำแปลอยู่นาน แต่ไม่พบ (อาจจะมีการแปลเป็นภาษาไทยอยู่ในคณะนิติศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) คิดว่า เนื้อหาใจความคงจะไม่แตกต่างจากผู้แปล ถ้ามีการผิดพลาดในคำจำกัดความบางเรื่อง ดิฉันขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

 

ที่ยังสงสัยไม่หายก็คือว่า สื่อกระแสหลักของประเทศไทย เงียบเชียบเอามากๆ ในเรื่องที่ท่านคาอูล เดินทางมาที่ประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้ (มกราคม พ.ศ. 2554)

 

ดวงจำปา

 

———————-

 

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

สหประชาชาติแถลงข่าวกรุงเจนีวา จี้ทางการไทยแก้ไขกม. หมิ่นฯ

 

ราวินา แชมดาซานิ รักษาการโฆษกข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งยูเอ็น (OHCHR) แถลงข่าว ณ กรุงเจนีวา เรียกร้องทางการไทยแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ชี้ บทลงโทษที่ร้ายแรงเป็น “สิ่งที่ไม่จำเป็น” และ “เกินกว่าเหตุ” ระบุส่งผลสะเทือนด้านเสรีภาพในการแสดงออกอย่างร้ายแรง

วันนี้ (9 ธ.ค. 54) ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ราวินา แชมดาซานิ (Ravina Shamdasani) รักษาการโฆษกข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN High Commissioner for Human Rights) ได้แถลงข่าวเรียกร้องให้ทางการไทยแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เนื่องจากมองว่ากฎหมายดังกล่าวส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อเสรีภาพในการแสดงออก ของประชาชน

 

Ravina Shamdasani รักษาการโฆษกข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
(ที่มาภาพ: เว็บไซต์สหประชาชาติ)

การแถลงข่าวครั้งนี้ที่ดำเนินการโดยรักษาการโฆษกของข้าหลวงใหญ่สิทธิ มนุษยชนแห่งสหประชาชาติ มีเนื้อหาว่า ทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ เป็นกังวลต่อการพิจารณาคดีและการลงโทษที่ร้ายแรงด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันในประเทศไทย และผลกระทบของกฎหมายดังกล่าวซึ่งสร้างความหวาดกลัวที่มีต่อเสรีภาพในการ แสดงออกภายในประเทศ

แชมดาซานิ ระบุว่า บทลงโทษที่ร้ายแรงที่เป็นอยู่ เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและเกินกว่าเหตุ (neither neccessary nor proportionate) อีกทั้งเป็นการละเมิดละเมิดพันธกรณีทางด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ไทย เป็นภาคี

“เราขอเรียกร้องให้ทางการไทยแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และในระหว่างนี้ ควรมีการกำหนดแนวทางการดำเนินการให้แก่ตำรวจและอัยการ เพื่อยุติการจับกุมและดำเนินคดีบุคคลด้วยกฎหมายดังกล่าวที่มีความคลุมเครือ นอกจากนี้ เรายังมีความกังวลต่อการลงโทษที่อย่างเกินกว่าเหตุโดยศาล และการคุมขังผู้ต้องหาซึ่งมีระยะเวลานานต่อเนื่องในช่วงก่อนการไต่สวนคดี ด้วย”  แชมดาซานิกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แฟรงค์ ลา รู ผู้ตรวจการพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพ ในการแสดงออก ยังได้แถลงข่าวย้ำถึงความจำเป็นของทางการไทยในการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพให้สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง

อนึ่ง ข่าวการตัดสินคดีของนายอำพล หรือ “อากง เอสเอ็มเอส” ที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจากการถูกกล่าวหาว่าส่งเอสเอ็มเอสหมิ่น เบื้องสูงจำนวน 4 ข้อความไปยังเลขาฯ อดีตนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังถูกรายงานโดยศูนย์ข่าวสหประชาชาติ (UN News Center) ซึ่งอยู่ในข่าวเดียวกับการแถลงข่าวของโฆษกประจำตัวข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วย

 

Leave a comment

Filed under ข่าวจากประชาไท

การให้สัตยาบันนั้นสำคัญจริ งหรือ?

 

ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC: International Criminal Court) เป็นองค์กรที่สังคมระหว่างประเทศได้จัดตั้งขึ้นโดยธรรมนูญแห่งกรุงโรมหรือที่เรียกว่า “Rome Statute” เพื่อให้องค์กรตุลาการถาวรที่เป็นอิสระ (ไม่ตกอยู่ในอำนาจใคร)เพื่อพิจารณาคดีอาญาที่ถือว่ารุนแรงตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้น คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) และคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาญากรรมต่อมวลมนุษย์ชาติ คดีอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมที่เป็นการรุกราน

ศาลอาญาระหว่างประเทศ แตกต่างจากศาลภายในของประเทศต่างๆ (nationalcourt)ตรงที่ ศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจศาลระหว่างประเทศในคดีอาชญากรรมต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งนี้ เพื่อมุ่งแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในการพยายามที่จะดำเนินคดีอาญากับเผด็จการต่างๆและอาชญากรรมอื่นๆ ที่อาจจะหลบหนีคดีอาญาจากรประเทศหนึ่งประเทศใดที่บุคคลเหล่านี้กระทำความผิดที่ถือว่าเป็นอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมวลมนุษย์ชาติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการทำลายล้างด้วยรูปแบบวิธีการต่างๆ

โครงสร้างของศาลอาญาระหว่างประเทศ
ศาลอาญาระหว่างประเทศอยู่ภายในบังคับของสมัชชารัฐภาคีแห่งธรรมนูญกรุงโรมฯ การบริหารงานของศาลฯ แบ่งเป็นสี่ฝ่าย คือ
1. ประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ (Presidency)
2. ฝ่ายตุลาการศาลอาญาระหว่างประเทศ(Judicial Divisions) ซึ่งแบ่งการดำเนินกระบวนยุติธรรมเป็นสามชั้น คือ
2.1 ชั้นพิจารณาเบื้องต้น (Pre-trial)
2.2 ชั้นพิจารณาคดี (Trail)
2.3 ชั้นอุทธรณ์ (Appeal)
3.สำนักงานอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (Office of the Prosecutor) และ
4. สำนักงานทะเบียนศาลอาญาระหว่างประเทศ (Registry)

ต่อมาคิอ..สำนักงานอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ

มีหน้าที่รับผิดชอบงานสืบสวนและสอบสวนทั้งปวงของศาลฯ มีพนักงานอัยการนายหนึ่งเป็นผู้อำนวยการ และอีกสองนายเป็นรองผู้อำนวยการ[ โดยธรรมนูญกรุงโรมฯ บัญ
ญัติว่า ให้สำนักงานอัยการฯ บริหารกิจการของตนได้โดยอิสระและโดยตนเอง[ปัจจุบัน นายหลุยส์ มอเรโน-โอแคมโพ (Luis Moreno-Ocampo) พนักงานอัยการจากอาร์เจนตินา ได้รับเลือกจากสมัชชาฯ ให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานอัยการฯดำรงตำแหน่งตามวาระ 9 ปีสมัยเดียว

ตามกฏบัตรของศาลอาญาระหว่างประเทศ ถ้าจะเข้ามาพิจารณาคดีได้ใน มี3กรณีเท่านั้นคือ

1. ประเทศนั้นให้สัตยาบรรณต่อRome Staue แล้ว
2. ประเทศนั้นยังไม่ได้ให้สัตยาบรรณต่อRome Staue แต่ลงนามรับอำนาจศาล
3. มติคณะมนตรีความมั่นคง สหประชาชาติขอให้ศาลมีอำนาจในการพิจารณาคดีในประเทศใดประเทศหนึ่ง
(ประเทศไทยไม่ได้เข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งใน 3 ข้อนั้นเลย..แต่ อ่านต่อไปครับ เคสแบบไทยเรานี้นี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วสำหรับ*ธรรมนูญกรุงโรม*)

มีกรณีที่ประเทศซึ่งไม่ได้เป็นภาคีแต่ถูกตัดสินโทษโดยศาลอาญาระหว่างประเทศเช่นกัน ได้แก่กรณีของประเทศซูดาน ซึ่งศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 13 (ข) ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ* ซึ่งระบุว่า ให้อำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาคดีได้ในกรณีที่อาชญากรรมนั้นขึ้นได้รับการเสนอต่ออัยการโดยคณะมนตรีความมั่นคงซึ่งปฏิบัติหน้าที่ *ภายใต้หมวด 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติ* <— ดูให้ดีครับ ว่าท่านสุนัยและโรเบิร์ตอัมสเตอร์ดัม เค้าเล่นออฟชั่นไหน..

เรื่องนี้มันสอดคล้องกับการที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของคนเสื้อแดง ได้ยื่นคำฟ้องไปที่ศาลอาญาระหว่างประเทศปลายเดือนตุลาคม 2553 นั้น *มีสิ่งที่น่าสังเกตคือ อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ แจ้งรัฐบาลไทย ขอเข้ามาสอบสวน “อภิสิทธิ์ และพวก” ข้อหาเป็นอาชญากรระหว่างประเทศ วันที่ 23 ม.ค.-5 ก.พ.นี้ ..นี่ไงอัยการฯตัวจริงเสียงจริงกำลังจะมาถึงแล้ว ถ้าไม่เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ เจ้าหน้าที่อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศคงจะไม่มาเสาะแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติม จากฝ่ายที่กำลังจะถูกฟ้องหรอก ..

จากวันที่โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมยื่นคำฟ้องไปถึงอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว *โดยไม่ใส่ใจ ไม่คำนึงถึงในเรื่องสัตยาบัน* ส่งคำฟ้องด้วยเอกสารภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คลิ๊บวีดีโอเหคุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ภาพนิ่งจากแหล่งสื่อฯและผู้อยู่ในเหตุการณ์ ยังเสริมเพิ่มเติมด้วยพยานบุคคลทีพร้อมจะไปเป็นพยานในคดีนี้…ถือว่าเป็นการกระชับวงล้อมด้วยสำนวนที่แน่นหนาและปิดประตูลั่นดานด้วยกุญแจ ยากที่ผู้ถูกฟ้องจะดิ้นหลุดไปจากบ่วงกรรมที่ทำไว้ในครั้งนี้ได้

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

ดูแนวทาง ‘เฉลิม’ ปราบเว็บหมิ่น งัดมาตรการ ‘ขอร่วมมือ กฎหมาย และ…ประจาน’

 

ยิ่งลักษณ์แต่งตั้ง “เฉลิม” เป็นหัวขบวน 22 กรรมการ เผยพร้อมใช้ทั้งนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และการประจาน ปราบเว็บหมิ่นฯ ด้านปลัดไอซีทีเผยเฟซบุ๊กร่วมมือปิดบัญชีคนโพสต์หมิ่นแล้ว 6 หมื่นราย

เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ รายงาน ว่า เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการดำเนินการปราบปรามเว็บไซต์ที่โพสต์และส่งข้อ ความที่ก่อให้เกิดความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทว่า ตนเรียนให้นายกรัฐมนตรีทราบว่า ผบ.ทบ.ระบุว่า กองทัพเป็นห่วงเรื่องนี้ แต่ทางกองทัพมีข้อจำกัดเรื่องเทคโนโลยีและกำลังพล นายกฯจึงได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 285 /2554 ลงวันที่ 7 ธ.ค. 54 แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการป้องกันและปราบปรามการนำเสนอ ข้อมูลข่าวสารที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร จำนวน 22 คน มีตนเป็นประธาน และผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เช่น ปลัดไอซีที เป็นกรรมการ

นอกจากนี้คณะกรรมการชุดดังกล่าว จะบูรณาการการทำงาน โดยใช้สถานที่ทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจะติดตั้งเครื่องมือ ติดตามตรวจสอบการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะประชุมนัดแรกวันที่ 9 ธ.ค.นี้ เวลา 11.00 น. และขอความร่วมมือคณะกรรมการทุกคน ต้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงทุกครั้ง หากจำเป็น มาไม่ได้ ต้องมอบให้คนที่มีอำนาจตัดสินใจมาร่วมประชุมเพื่อแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ ขอให้ข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้ง ให้ร่วมมือกันรักษาพระเกียรติยศ ให้จริงจัง ต้องไม่บกพร่อง ห้ามมีข้ออ้างว่าทำไม่ได้ ว่าเว็บไซต์ที่เผยแพร่เป็นเว็บไซต์จากต่างประเทศ เพราะสามารถหยุด และห้ามไม่ให้มีการเผยแพร่ต่อได้ ถ้าไม่ทำ ตนจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการจะแถลงความคืบหน้าการทำงานให้นายกฯ ประชาชนทราบเป็นระยะ โดยจะบอกเฉพาะว่า ส่งมาจากไหน และใครเผยแพร่ แต่จะไม่เผยแพร่เรื่องของเนื้อหา

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ได้มอบให้ ผบ.ตร.เป็นหัวหน้ารับผิดชอบในส่วนของตำรวจ และให้ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รอง ผบ.ตร. เป็นคนดูเรื่องกำลังคน ส่วนเรื่องเทคโนโลยี ของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) และกระทรวงกลาโหม และตำรวจชุดสืบสวน ชุดเฝ้าระวัง และชุดตรวจค้น ทำงานร่วมกัน ซึ่งตนจะลงไปกำกับเอง ถ้าเจ้าของเว็บไซต์ยังดื้อหรือหัวหมอ ก็จะลงไปเจรจาเอง หากเรื่องนี้ใช้หลักนิติศาสตร์แก้ปัญหาได้ก็ใช้ ถ้าใช้ไม่ได้ก็ใช้รัฐศาสตร์เข้าไปจัดการ โดยจะใช้การประจานตัวผู้กระทำ แต่ไม่ประจานเนื้อหา เพราะต้องระวังในการนำเสนอ

“งานนี้เป็นงานที่ท้าทาย แต่ผมเต็มใจ และตั้งใจที่จะทำ ทุกคนที่ได้รับแต่งตั้งรอเวลานี้มานานแล้ว แต่ไม่เคยมีใครคิดจะบูรณาการทุกภาคส่วนร่วมกัน ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาติดขัดเรื่องขั้นตอน เช่น เวลาที่ฝ่ายเทคโนโลยีของตำรวจจะตรวจค้น ก็ติดที่ขั้นตอนที่ว่าต้องไปหาเจ้าหน้าที่ไอซีที แต่ตอนนี้ตนเชิญกระทรวงไอซีทีมาคุยว่าติดขัดกันเรื่องอะไร ส่วนความขัดแย้งของหน่วยงานต่างๆ ผมจะลงไปกำกับเอง อย่าทำแบบขอไปที ไม่ได้ ต้องทำตามภารกิจหน้าที่ ต้องยกเลิกขั้นตอนธุรการที่ทำงานมีปัญหาลง เพราะตอนนี้ระดับปลัดกระทรวงลงมาทำงานแล้ว ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องฟัง ดังนั้นต้องลดขั้นตอนลง เพื่อความสำเร็จของงาน จับคนทำผิดก่อน เมื่อเรื่องไปถึงศาล ต้องรีบดำเนินการทันที จะรอให้ถึงวันเปิดทำงานก่อนไม่ได้ ไม่เช่นนั้นงานไม่เสร็จ”

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า แม้คณะกรรมการชุดนี้จะมีอำนาจในการทำงาน แต่ต้องดูให้สอดรับกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเป้าหมายหลักคือ ต้องกำจัดและสกัดเว็บไซต์ที่กระทบสถาบัน และมาดูข้อกฎหมายว่า ทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง ถ้าทำไม่ได้ ต้องแก้ไขเพื่อให้ทำได้

เมื่อถามว่า ตั้งเป้าการทำงานว่าต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จได้เมื่อไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ถ้าทำได้ อยากให้เสร็จพรุ่งนี้ แต่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยรัฐบาลนี้เริ่มทำอย่างเป็นรูปธรรม ทุกรัฐบาลทำ แต่เป็นแค่นามธรรม

เมื่อถามว่าจะแก้ปัญหาเว็บไซต์ที่มาจากต่างประเทศ จะทำอย่างไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า อย่าไปเผยแพร่ต่อ ก็ถือว่าให้ความร่วมมือแล้ว ส่วนบรรดาเจ้าของเว็บไซต์ ให้เลิกพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง ถ้าไม่เลิก ผิดกฎหมาย และดำเนินการเด็ดขาด ขณะที่เจ้าหน้าที่อย่ามาอ้างว่าไม่รู้ไม่เข้าใจ ถ้ารู้แล้วปล่อยก็ติดคุกด้วย ถ้าอยากติดคุกก็เชิญ ตนไม่ได้ขู่แต่เอาจริง เพราะที่ผ่านมาเหลาะแหละ เมื่อรู้ก็ไปพูด ทั้งที่เรื่องแบบนี้เขาให้สกัดกั้น ไม่ใช่ออกมาพูด

เมื่อถามว่า แต่มีกลุ่มการเมืองพยายามเคลื่อนไหวมายื่นหนังสือให้สกัดเว็บหมิ่นสถาบัน เพื่อกระทุ้งให้เป็นข่าวอยู่เรื่อยๆ รองนายกฯ กล่าวว่า มีคนหลายพวก คือพวกที่คิดว่าจะชนะการเลือกตั้งแล้วกลับแพ้ ยังทำใจไม่ได้ พวกที่เดินไปอุ้มไก่แพ้ พวกใจร้อนที่เห็นว่าได้เวลาแล้วที่จะเปลี่ยนไปเป็นพวกเก่า เพราะรัฐบาลมัวแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ประชาชนไม่ยอม และพวกที่ผิดหวังที่พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่หากรัฐบาลเอาจริง อาจผิดใจกับคนเสื้อแดงได้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่มีผิดใจ เพราะคนเสื้อแดงเขารักพรรคเพื่อไทยชั่วฟ้าดินสลาย ชั่วกัลปาวสาน จะผิดใจเรื่องอะไร เพราะมาร่วมกันทำความดี แม้ตนจะไม่เคยขึ้นเวทีเสื้อแดง แต่เชื่อว่าคนเสื้อแดงมีเหตุผล ต่อข้อถามว่าการเดินหน้าเรื่องนี้เป็นการตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม ที่หยิบยกว่ารัฐบาลไม่จงรักภักดีมาโจมตีหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่มี ไม่ได้ตอบโต้

ต่อข้อถามว่า รัฐบาลต้องการสร้างผลงานเรื่องนี้ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่เป็นผลงาน แต่เป็นหน้าที่ เมื่อก่อนไม่มีการมอบหมายตนให้ทำ แต่มอบให้ไปดูเรื่องคดีลูกเรือจีน 13 ศพ แก้ปัญหายาเสพติด ตนก็ไป
 

ไอซีทีเผยเฟซบุ๊กร่วมมือปิดบัญชีคนโพสต์หมิ่นแล้ว 6 หมื่นราย
วันเดียวกัน เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์รายงาน ว่า นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวชี้แจงระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2555 ว่า การกระทำความผิดหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านทางเว็บไซต์เชื่อมั่นว่ามี จำนวนไม่มากโดยเป็นบุคคลกลุ่มเก่าคอยดำเนินการ ไอซีทีได้ทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประสานกับผู้ให้บริการในต่างประเทศโดยเฉพาะเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก กูเกิ้ล ยูทูบ เป็นต้น

“เมื่อเราเข้าไปตรวจสอบพบว่าในปี 2553เป็นลักษณะกระทำการผ่านทางเว็บบอร์ด ซึ่งเป็นสื่อที่เข้าถึงในลักษณะที่ต้องตั้งใจเข้าไปดูมากกว่าบังเอิญเข้าไป พบ แต่เมื่อมาเป็นสื่อสังคมออนไลน์พบว่ามีการกระจายข้อความรวดเร็วแพร่หลาย มากกว่าที่ผ่านมา ไอซีทีได้พยายามจัดการที่ต้นตอโดยขอความร่วมมือไปยังผู้ดูแลเฟซบุ๊ก กูเกิ้ล และยูทูบ ซึ่งเราได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกูเกิ้ลและยูทูบ” นางจีราวรรณ กล่าว

นางจีราวรรณ กล่าวว่า สำหรับเฟซบุ๊กที่ผ่านมาเรายังไม่ได้รับความร่วมมือเลยเพราะเขามีนโยบายของ เขาว่าต้องให้ทุกคนสามารถเผยแพร่ข้อมูลอะไรก็ได้ไม่ได้จำกัดสิทธิเพราะการ ยิ่งไม่จำกัดสิทธิมากเท่าไหร่ เว็บไซต์จะยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากเฟซบุ๊กแล้วโดยเมื่อเราทำความเข้าใจกับผู้ให้ บริการกว่า 5 เดือนซึ่งปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาเราได้รับการตอบรับมาว่ามีการยอมปิดบัญชีผู้ใช้บางรายที่มีการ เผยแพร่ข้อความดังกล่าวแล้ว สามารถลดผู้ที่เผยแพร่ข้อความไม่เหมาะสมได้แล้วถึง 6 หมื่นราย

Leave a comment

Filed under ข่าวจากประชาไท

“ขอความเป็นธรรมให้เสียงประชาชน”

 

เอกสิทธิ์ หนุนภักดี

 

อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร เขียนบทความสั้น ๆ เรื่อง “ปัญหาประชาธิปไตย: การใช้เสียงมหาชนแบบไหนที่ทำลายประชาธิปไตย?” เผยแพร่เมื่อเสาร์ที่ 3 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา สร้างข้อถกเถียงในหมู่ผู้สนใจเรื่องประชาธิปไตย (ทางเน็ท) อยู่มาก หลายท่านเขียนบทความและแสดงความเห็นโต้แย้งอาจารย์ไชยันต์ ในเรื่องเนื้อหา วิธีการ และจุดยืนในการเขียน ข้อแย้งจำนวนมากเขียนได้อย่างน่ารับฟัง

อันที่จริงคำถามเรื่องปัญหาประชาธิปไตยตามชื่อบทความของอาจารย์ไชยันต์ นั้นเป็นประเด็นสำคัญ นักวิชาการจำนวนมากทำการศึกษาประเด็นนี้ เพื่อหวังว่าการทำความเข้าใจปัญหาดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาระบอบ ประชาธิปไตยให้นำสันติสุขสู่สังคมมากที่สุด บางท่านก็ศึกษาว่าประชาธิปไตยบ่อนทำลายอะไรบ้าง บางท่านก็ศึกษาว่าอะไรบ้างบ่อนทำลายประชาธิปไตย ผลการศึกษาที่ได้แม้จะพบว่าปรากฎการณ์เลวร้ายหลายประการเกิดขึ้นในบริบท ประชาธิปไตย แต่ไม่ได้หักล้างหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะเสียงประชาชน

ชื่อบทความของอาจารย์ไชยันต์แสดงเจตนาว่าจะหยิบปัญหาสำคัญต่อความยั่งยืน ของประชาธิปไตยมาถกเถียง แต่ในเนื้อหากลับมิได้มุ่งอธิบายประเด็นปัญหาหรือแสดงตัวอย่างที่รอบด้านให้ ประจักษ์ว่า ‘เสียงมหาชน’ ทำลายประชาธิปไตยอย่างไร (เพื่อที่พวกเราจะได้ช่วยกันคิดต่อว่า ถ้าจะธำรงจิตวิญญาณของประชาธิปไตยไว้ควรจะต้องทำอย่างไร) ดังนั้น ผู้อ่านที่คาดหวังองค์ความรู้ทางวิชาการจากนักรัฐศาสตร์น่าจะผิดหวัง เมื่อพบว่าบทความดังกล่าวไม่ได้พูดในสิ่งที่แสดงเจตจำนงว่าจะพูด ส่วนเรื่องที่พูดนั้นกลับมีตรรกะและวิธีการที่ไม่รัดกุมเป็นที่โต้แย้งได้ โดยง่าย

เมื่อพิจารณาประวัติอาจารย์ไชยันต์

“รองศาสตราจารย์ ดร. ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาตรีรัฐศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยม) ปริญญาโทรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน  ปริญญาเอกด้านปรัชญาการเมืองจาก LSE”

ก็ยากที่จะเชื่อว่าอาจารย์จะเขียนบทความลวกๆ เช่นนี้

ประเด็นอาจอยู่ที่อะไรคือ ‘สาร’ จริงที่อาจารย์ไชยันต์ต้องการจะสื่อ ซึ่งเป็น ‘สาร’ ส่วนที่ไม่ได้เขียนในบทความนี้ ส่วนที่ไม่ได้ถูกแสดงออกมา เป็นส่วนที่อาจารย์ไชยันต์ปิดไว้จากบทความนี้ บทความนี้เป็นเพียงแค่กรอบซึ่งทำให้รูปที่อาจารย์ไชยันต์ต้องการให้สังคม เห็นนั้นปรากฎชัด

พูดง่าย ๆ คือ ส่วนที่ไม่ได้เขียน (ณ ที่นี้) สำคัญกว่าส่วนที่เขียน

ปัญหาของบทความอาจารย์ไชยันต์ ที่มีการ Oversimplification การเปรียบเทียบเฉพาะประเด็น ยกตัวอย่างไม่รอบด้าน กระทั่งตกหล่นข้อมูลสำคัญ (หรือทำเป็นลืม?) ตามที่มีผู้แสดงความเห็นแย้งนั้น อาจจะเป็นปัญหาต่อความเป็นเหตุเป็นผลของเรื่องราวในบทความนี้ แต่ไม่เป็นปัญหาต่อ ‘สาร’ สำคัญส่วนที่อาจารย์ไชยันต์ไม่ได้เขียน ในทางกลับกัน กลวิธีเช่นนี้ คือวิธีการสำคัญที่จะสื่อ ‘สาร’ ดังกล่าวได้ดี เมื่อใช้ประกอบกับข้อมูลที่อาจารย์ไชยันต์เสนอทิ้งไว้อย่างสม่ำเสมอในที่ อื่น ๆ ตามวาระโอกาสต่าง ๆ แล้ว เช่น ในรายการตอบโจทย์ทางสถานีไทยพีบีเอส เมื่อวันอังคาร ที่ 29 พุธ ที่ 30 พ.ย. และพฤหัสฯ ที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา ในประเด็นเรื่องรัฐประหาร 19 กันยาฯ

อะไรคือ ‘สาร’ จริงที่อาจารย์ไชยันต์ต้องการจะสื่อ?
สาระในบทความนี้ของอาจารย์ไชยันต์ คือ

ฮิตเลอร์ +มติมหาชน = อำนาจ
ทักษิณ+การเลือกตั้ง = อำนาจ

บทความนี้จึงพยายามโยงให้คนสำนึกว่า ทักษิณ = ฮิตเลอร์
ฮิตเลอร์ในภาพจำของคนทั่วโลก คือ ปีศาจร้ายต้นตอการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว
ดังนั้น ‘สาร’ ฉบับเต็มที่อาจารย์ไชยันต์ต้องการเสนอ คือ
รัฐบาลทักษิณ = ฮิตเลอร์ = ปีศาจ ดังนั้น “ประหาร” ได้ ไม่บาป (ทางวิชาการ)

สาระส่วนที่ไม่ปรากฎแต่มีความหมายสำคัญของอาจารย์ไชยันต์ คือความพยายามที่จะอธิบายว่าการเลือกตั้ง/มติมหาชนในบางครั้งมันกลายเป็น “ปีศาจ” ดังนั้น การ “ประหาร” ปีศาจจึงไม่ผิด ยิ่งไปกว่านั้น นับเป็นความชอบธรรมเสียด้วยซ้ำไป ดังที่อาจารย์ได้เสนอไว้ในหลายวาระว่า รัฐประหาร 19 กันยาฯ “ช่วยหยุดยั้งความรุนแรงทางการเมือง”

ด้วยกลวิธีการเขียนบทความนี้ อาจารย์ไชยันต์ได้วาดภาพว่า “ปีศาจ” กำเนิดจากประชาชน ขู่ หรือโน้มน้าวให้ประชาชนหวาดกลัวเสียงประชาชนด้วยกัน ให้ความชอบธรรมกับอภิชนกลุ่มน้อย คณะรัฐประหาร ผู้สนับสนุนรัฐประหาร และวิธีการขึ้นสู่อำนาจของผู้มีอำนาจทางการเมืองช่องทางอื่นนอกเหนือจากการ เลือกตั้ง/มติมหาชน โดยตัดทิ้งสภาพการณ์จริงที่ว่า ไม่ว่าระบอบการปกครองไหนก็ให้กำเนิดปีศาจได้ หากระบอบการปกครองนั้นขาดหลักการสำคัญที่ปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งรวมทั้งการปกป้องเสียงของประชาชนด้วย

กล่าวให้ถึงที่สุด การรัฐประหารที่อาจารย์เอ่ยปากรับรองความชอบธรรมของมันต่างหากให้กำเนิด ปีศาจสำหรับประชาชนได้ง่ายกว่าระบอบประชาธิปไตย เพราะสามารถขึ้นสู่อำนาจได้โดยไม่ต้องเจรจาต่อรองกับประชาชนส่วนใหญ่ พยายามรักษาอำนาจโดยไม่ฟังเสียงประชาชน ผลัดอำนาจด้วยความรุนแรง

หากอ้างว่า รัฐประหารชอบธรรมเพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยกำจัดเผด็จการที่ไม่มีใครโค่น ล้มได้ คำถามที่ตามมาคือ หากเป็นเผด็จการที่มาจากรัฐประหาร อาจารย์คิดว่าเครื่องมือชนิดใดจะกำจัดเผด็จการชนิดนี้ได้ รัฐประหารซ้ำ????

ลำพังการให้ความชอบธรรมกับรัฐประหารนับเป็นศีลของผู้มีจุดยืนอยู่ข้าง ประชาธิปไตยที่ไม่พึงกระทำ ยิ่งไปกว่านั้น ความพยายามลดทอนความชอบธรรมของเสียงประชาชนย่อมถือเป็นการทำลายหลักการสำคัญ ของประชาธิปไตยโดยตรง

แน่นอนว่าระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ยาวิเศษประกันความดีงามของสังคมการเมือง แต่ก็มิได้หมายความว่าหลักการและคุณค่าพื้นฐานบางประการของระบอบนี้สมควรถูก เพิกถอน ทำลายทิ้ง เพียงเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

สุดท้ายแล้ว บทความของอาจารย์ไชยันต์ไม่ได้ให้คำตอบเรื่องเสียงมหาชนแบบไหนทำลาย ประชาธิปไตยมากนัก แต่ได้ให้คำตอบเรื่องวิชาการแบบไหนทำลายประชาธิปไตยพอสมควร

Leave a comment

Filed under ข่าวจากประชาไท