Monthly Archives: August 2011

รัฐซ้อนรัฐ from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

สิงหาคม 30, 2011

Image resized to : 96 % of its original size [ 621 x 443 ]

รูปภาพ

ภาย ในไม่กี่วันหลังจากการเข้าปฎิบัติหน้าที่ รัฐบาลชุดใหม่ของพรรคเพื่อไทยก็พบว่าพวกเขาเป็นเป้าความขัดแย้งใหม่และ รุนแรง ข้อพิพาทหรือความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐสภาหรือเป็นหัวข้อในเรื่อง ความโปร่งใสของการเลือกตั้งหรือการปกป้องฝ่ายตุลาการที่เป็นอิสระ เหมือนกับเหตุการณ์ภายหลังการเลือกตั้งในปี 2549 และ 2550 ซึ่งบรรดาผู้ที่ดำรงตำแหน่งในพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนอย่างท่วมท้นจาก ประชาชน กลุ่มอำนาจภายนอกกระบวนการประชาธิปไตยได้คุกคามให้เกิดปัญหาอุปสรรคในการทำ งานของรัฐบาลจนกระทั่งมาชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มถลายในปี 2554 ตัวละครที่อยู่นอกรัฐสภาและเหนือกฎหมายของปมขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง ลักษณะของประเทศไทยว่าเป็นเสมือน ‘สหพันธรัฐ’ หรือรัฐบาลที่มีสองระดับ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผมเคยเขียนเอาไว้อย่างละเอียดในงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับ ประเทศรัสเซีย

ผู้ก่อการร้ายทางการเมืองชาวเยอรมัน Ernst Fraenkel ให้คำจำกัดความของคำว่า รัฐซ้อน ว่าเป็นระบบการทำงานที่พึ่งพิงกันทั้งสองระดับ รัฐอุดมการณ์หมายถึงรัฐที่ปกครองตามระบอบกฎหมายที่ให้ไว้อย่างชัดเจน มีความรับผิดชอบตรวจสอบได้และกระบวนการที่ผูกติดกับกฎหมาย รัฐอำนาจพิเศษ หมายถึง รัฐที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ กฎหมายไม่สามารถตรวจสอบได้ มีการใช้อำนาจปิดบังซ่อนเร้นไม่มากก็น้อย ในขณะที่การปฎิบัติหน้าที่ทางการเมืองนั้นโดยทั่วไปแล้วหากไม่เป็นระบบการ ปกครองแบบ “รัฐอุดมการณ์” (เช่น ประเทศนอร์เวย์) หรือเป็นแบบ “รัฐอำนาจพิเศษ” (เช่น ประเทศลิเบีย ภายใต้การปกครองของกัดดาฟี่) ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่มีลักษณะการปกครองแบบ “เผด็จการ” หรือ อำนาจแบบ “ลูกผสม” ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ที่มีลักษณะการปกครองของทั้งสองแบบนี้อยู่ด้วยกัน ในขณะที่ Ernst Fraenkel ได้แย้งว่าการทำงานของระบบสหพันธรัฐนั้นเอื้อประโยชน์ให้ระบอบการปกครองหรือ การบริหารแบบไม่เสรีนั้นยั้บยั้งสภาพการใช้กฏหมายอย่างเป็นธรรมเอาไว้ แต่ทว่าการใช้กฏหมายอย่างเป็นธรรมไม่ได้แค่ช่วยให้ระบอบการปกครองหรือการ บริหารมีความเป็นธรรมเท่านั้นแต่ยังเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจใน ระบบทุนนิยมอีกด้วย กฎหมายที่เป็นทางการถูกบังคับใช้โดยศาลที่กึ่งปกครองตนเองยั้บยั้งอิสระภาพ ในการลงทุนทางธุรกิจ ความเป็นธรรมของสัญญาว่าจ้าง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคล และการแข่งขัน ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่ระบบเศรษฐกิจจะดำเนินไปอย่างราบรื่นและคาดเดาได้

รัฐ อุดมการณ์ของประเทศไทยนั้นปกครองโดยรัฐบาลที่มีประชาชนส่วนใหญ่ของ ประเทศสนับสนุนรัฐสภาที่เลือก กฎและขั้นตอนต่างๆ ที่ปรากฎรายละเอียดชัดเจนควบคุมการทำงานของรัฐ กั้นเขตการแบ่งแยกอำนาจระหว่างขั้วต่างๆ ของรัฐบาล และกำหนดขอบเขตอำนาจทางการบริหารของรัฐบาล เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างอย่างเป็นทางการของรัฐอุดมการณ์แล้ว ประเทศไทยมักถูกมองว่าเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่บริหารงานภายใต้กรอบของ การปกครองระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อระบบรัฐอุดมการณ์ในประเทศไทยนั้นอยู่รวมกับระบบรัฐอำนาจพิเศษ (หรืออย่างที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกขับออกมาอย่าง นายจักรภพ เพ็ญแข เรียกว่า “รัฐซ้อน”) ถูกให้คำนิยามนี้โดยพิจารณาจากการประพฤติตัวของผู้ปฏิบัติการทางการเมือง, เครือข่ายนอกระบบ และสถาบันต่างๆ (รวมถึง กลุ่มอำมาตริย์, กองทัพ, คณะองคมนตรี และ กลุ่มธุรกิจที่เป็นพวกพ้องกันเอง) ประเทศไทยมีคำนิยามให้กับระบบรัฐอำนาจพิเศษนี้เองซึ่งโดยทั้วไปแล้วจะรู้จัก ระบบอำนาจพิเศษนี้ว่าเป็น “มือที่มองไม่เห็น” ในความเป็นจริงแล้ว มือนี้ก็ไม่เชิงว่าจะ “มองไม่เห็น” เพราะมันแค่ครุมเครือแค่นั้นเอง กฎหมายมาตราที่ 112 ที่ถูกนำมาใช้อย่างไม่ชอบธรรมเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ปิดบังความสลับซับ ซ้อนของการกระทำของพวกเขาซึ่งอ้างความชอบธรรมโดยการแสร้งว่าเป็น “การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์” เมื่อ Ernst Fraenkel สังเกตุการณ์ด้านมืดที่มีเงื่อนงำในระบบสหพันธรัฐที่ “’เติบโตได้จากการปิดบังซ่อนเร้นหน้าตาที่แท้จริง” และ “สิ่งบดบัง” นี้เองที่ถูกเก็บซ่อนไว้โดยการสั่งห้ามไม่ให้มีการอภิปรายหรือพูดพาดพิงถึง การทำงานของรัฐอำนาจพิเศษ ไปจนถึงไม่ยอมให้มีการรับฟังหรือแลกเปลี่ยนความเห็นสาธารณะ

ระบบรัฐ อำนาจพิเศษเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยส่วนหนึ่งต้องขอบคุณการสนับ สนุนและการช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเห็นได้จาก กองทัพที่เข้มแข็งและมากมายนับไม่ถ้วน และยังสังเกตุได้จากความยุติธรรมแบบอันธพาลที่ให้กับฝ่ายตรงข้าม พันธมิตรที่พึ่งพาช่วยเหลือกันได้ในการสู้รบกับคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม รัฐอำนาจพิเศษก็ไม่ได้ล้มหายตายจากไปพร้อมๆ กับการสิ้นสุดของการคุกคามของลักธิคอมมิวนิสต์ นับตั้งแต่การพังกำแพงเบอร์ลินและการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อยี่สิบกว่า ปีที่แล้วรัฐบาลอเมริกันก็ยินดีที่ได้ทำธุรกิจร่วมกันกับประเทศสมาชิกต่างๆ ของรัฐอำนาจพิเศษ ก่อนที่จะเกิดการวิพากษณ์วิจารณ์โจมตีการก่อรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 ในวงกว้างอย่างรุนแรงและการสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่าย “หลีกเลี่ยงความรุนแรง” โดยตลอดเวลาที่เกิดวิกฤตการณ์ในประเทศไทย รัฐบาลอเมริกันพอใจที่ได้นั่งอยู่เฉยๆ เพื่อดูสถาบันการปกครองแบบระบอบประชาธิปไตยของประเทศกลุ่มพันธมิตรที่คบหา กันมายาวนานถูกทำลาย ดูพลเมืองถูกฆ่าตายหรือถูกปล่อยให้เน่าอยู่ในเรือนจำเนื่องจากแสดงความคิด เห็น ที่จริงแล้วความผูกพันธ์เกี่ยวข้องด้านรัฐอำนาจพิเศษในประเทศไทยนั้นเหนียว แน่นมากจนประเทศสหรัฐอเมริกาแทบจะไม่กระดิกนิ้วทำอะไรแม้ว่า พลเมืองสัญชาติอเมริกัน ก็เพิ่งถูกจำกุมตัวในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่ ว่ารัฐอุดมการณ์และรัฐอำนาจพิเศษเกิดอยู่ร่วมกันในประเทศไทยนั้นโดย ส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับการจัดวางองค์ประกอบของรัฐบาล เมื่อใดก็ตามที่รัฐอุดมการณ์ถูกปกครองโดยทักษิณ ชินวัตร หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับทักษิณ องค์ประกอบทั้งสองของสหพันธรัฐในประเทศไทยก็ได้เกิดการขัดแย้งกัน ดังตัวอย่างที่เห็นเมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้พยายามที่จะทำให้ขอบ เขตการทำงานของระบบรัฐอำนาจพิเศษลดน้อยลงในขณะที่ผู้สนับสนุนรัฐอำนาจพิเศษ ได้ต่อต้านกลับโดยใช้การก่อความไม่สงบ, กระบวนการดำเนินคดีในศาลที่ไม่เป็นธรรม และอำนาจทหารที่เปลี่ยนแปลงหรือทำให้รัฐบาลอ่อนแอ เมื่อผู้สนับสนุนรัฐอำนาจพิเศษสามารถโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากกระบวนการที่ชอบ ด้วยกฎหมายของรัฐอุดมการณ์ อย่างเช่นเหตุการณ์รัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 และ “รัฐประหารโดยตุลาการ” ในปี พ.ศ. 2551 องค์ประกอบทั้งสองของสหพันธรัฐได้ประสานความร่วมมือกันอย่างแนบเนียนมากขึ้น ในสถานการณ์นั้น กลุ่มบุคคลที่ปกครองในรัฐอุดมการณ์ตกลงที่จะนำเอาระบบกฎหมายมาบังหน้าให้กับ รัฐอำนาจพิเศษที่มีลักษณะอำนาจนิยมและไร้ซึ่งความรับผิด ต้องขอบคุณกลุ่มคนที่อยู่ในอำนาจเหล่านี้ที่ได้เอื้อเฟื้อให้รัฐอำนาจพิเศษ โกงกินหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไรก็ได้ ในขณะนี้ พรรคเพื่อไทยได้ชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ความไม่ลงรอยของรัฐซ้อนทั้งสองสร้างความตึงเครียดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากอำนาจที่ทำงานอยู่ในเงาของรัฐอำนาจพิเศษได้เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อ ถอดถอนรัฐบาลใหม่ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำการคุกคามรัฐบาลไม่ให้แตะต้องสถานภาพนั้น
อย่าง น้อยสถาบันสองสถาบันที่ทำงานให้รัฐอุดมการณ์ในประเทศไทยปฏิบัติการ เหมือนท่อเชื่อมให้กับการครอบงำที่คืบคลานเข้ามาของรัฐอำนาจพิเศษ: กลุ่มตุลาการและพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มตุลาการยังคงเป็นสถาบันที่ได้รับความเคารพสูงสุดจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าจะมีการโกงกินและใช้อิทธิพลเพื่ออำนาจผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2549 กลุ่มตุลาการได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยกระทำตัวเหมือนเป็นเดือยบังคับล้อของความพยายามของรัฐอำนาจพิเศษที่จะนำ พาความต้องการของกลุ่มตนผ่านกระบวนการของรัฐอุดมการณ์ หลังจากการทำรัฐประหารในเดือนกันยายนปี 2549 อำนาจของศาลในการถอดถอนรัฐบาลและยุบพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมตามคำสั่ง ของรัฐอำนาจนิยมเพิ่มสูงขึ้นและกลายเป็นแบบแผนในการปฏิบัติภายในสถาบัน จุดมุ่งหมายแรกของรัฐธรรมนูญใหม่ที่ร่างโดยรัฐบาลทหารในปี 2550 คือเพื่อต้องการลิดรอนความสามารถของสถาบันภายในรัฐอุดมการณ์ในการตรวจสอบการ กระทำของบุคคลในรัฐอำนาจนิยม ฝ่ายค้านที่เข้มแข็งได้เสนอนำเอาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ สะท้อนให้เห็นถึงความหวาดกลัวว่ากลุ่มรัฐบาลเก่าต้องการขัดขวางไม่ให้รัฐ อำนาจนิยมบังคับใช้เจตจำนงของตนผ่านทางการใช้กฎหมายที่ซับซ้อน
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลประโยชน์หลักของตุลาการภิวัตน์และการใช้การเมืองในการ พิจารณาคดีทางกฎหมายก็คือพรรคประชาธิปัตย์ จากคำตัดสินคดีอย่างน่าสงสัยหลายต่อหลายคดี ตุลาการแก้ข้อหาที่เป็นหนทางเดียวที่อาจสามารถทำให้พรรคประชาธิปัติย์ พรรคที่ไม่เคยชนะการเลือกตั้งมาอย่างยาวนาน นั้นเข้ารับตำแหน่งบริหารประเทศในปี พ.ศ. 2551 มีกลุ่มผู้ช่วยเหลือภายในระบบรัฐอำนาจพิเศษที่พยายามทำให้ผู้สนับสนุนทักษิณ ชินวัตร หมดอำนาจ ด้วยความช่วยเหลือของกองทัพและตุลาการทำให้พรระประชาธิปัติย์อยู่ในตำแหน่ง ได้มากกว่าสองปี แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคไม่ได้มาจากการเอาชนะการเลือกตั้งในครั้งที่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์เลยมีข้อจำกัดในการทำตามเป้าหมายที่วางไว้ เช่น การป้องกันไม่ให้พรรคเพื่อไทยเอาชนะใจประชาชนและปฎิบัติหน้าที่ได้ดีจนไม่ สามารถทำให้ “มือที่มองไม่เห็น” ยื่นเข้ามาช่วยให้อภิสิทธิ์กลับเข้ามารับตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง คณะตุลาการที่ก่อนหน้านี้ได้สั่งยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน หากพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสชนะมากกว่านี้ การยุยพรรคเพื่อไทยคงเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขี้นเหมือนเมื่อครั้งที่ทำให้ อภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนธันวาคม 2551 ก็เป็นได้

พรรคประ ชาธิปัตย์ไม่สามารถทำตามข้อตกลงที่ให้เอาไว้ได้ พรรคเพื่อไทยเอาชนะเสียงของประชาชนส่วนใหญ่และพรรคประชาปัติย์ถูกทิ้งคะแนน ห่างมาเป็นที่สอง ซึ่งได้รับที่นั่งน้อยกว่าทางพรรคเพื่อไทยมากกว่าร้อยที่นั่ง สำหรับพรรคประชาธิปัติย์และความทะเยอทะยานของระบบรัฐอำนาจพิเศษแล้ว ผลการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ทำลายความหวังของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง ที่ร้ายไปกว่านั้น ความพ่ายแพ้อย่างใหญ่หลวงนี้ทำให้ “รัฐประหารโดยตุลาการ” นั้นยากขี้นไปอีก จำกัดความสามารถของระบบรัฐอำนาจพิเศษในการกำจัดรัฐบาลของฝ่ายตรงข้ามที่ปฎิ บัติงานภายใต้กระบวนการของระบบรัฐอุดมการณ์ แม้ว่าศาลจะสั่งยุบพรรคเพื่อไทย ก็ยังคงเป็นเรื่องยากที่พรรคประชาธิปัตย์จะรวบรวมที่นั่งจากพรรคอื่นๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลของตนเอง

โชคไม่ดีที่นั่นไม่ได้ทำให้พรรคประชา ธิปัติย์หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วน เสียได้มีการทบทวนความคิดหรือความรู้สึกของตนเองเนื่องจากทำหน้าที่เป็นแนว หน้าในรัฐสภา ในส่วนนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้ตัดสินใจที่จะทำหน้าที่ที่ถนัดและทำมาอย่างยาวนานในช่วง สิบปีที่ผ่านมานี้ ในทางตรงกันข้าม พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่มีทีท่าที่จะถอนตัวออกจากวงจรการพึ่งพาอาศัย นับตั้งแต่การเลือกตั้ง สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ได้พยายามหาหนทางในการยื่นขอยุบพรรคเพื่อไทย การตัดสิทธิ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยที่มีสิทธิ์เหมาะสมในการเข้ารับตำแหน่งในรัฐสภา และแม้กระทั่ง การฟ้องร้อง เพื่อขับนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ออกจากตำแหน่ง ภายหลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นได้ตัดสินใจให้วีซ่าเข้าประเทศแก่ทักษิณ

อีก นัยหนึ่งก็คือ แทนที่จะมุ่งประเด็นไปที่การสร้างพรรคใหม่หรือฟื้นฟูภาพลักษณ์ที่เสียไป พรรคประชาธิปัตย์กลับพยายามกระทำการที่ส่อให้เห็นว่าพวกเขาอาจจะยอมปราชัยใน การเอาชนะการเลือกตั้ง ในขณะที่การลาออกของอภิสิทธ์หลังจากแพ้การเลือกตั้ง ซึ่งน่าจะเป็นการเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของพรรค แต่เขากลับถูกเลือกให้มาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง อย่างกับว่าเขาไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเขานั้นไม่น่าที่จะถูกเลือกที่สุด พรรคประชาธิปัตย์ได้ฝากโชคชะตาเอาไว้กับกลุ่มอำนาจในระบบรัฐอำนาจพิเศษ ต่อต้านกับการพยายามในการปรับปรุงความดึงดูดที่นับวันมีแต่จะน้อยลงไปทุกๆ ในสายตาของคนไทยผู้ที่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง

สำหรับระบบรัฐอำนาจ พิเศษแล้ว แม้ว่าการพ่ายแห้การเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์จะทำให้การเลือกรัฐบาลที่ ชื่นชอบมาปฎิบัติหน้าที่แทนพรรคเพื่อไทยยากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความพยายามใน การทำให้รัฐบาลชุดใหม่อ่อนแอ, จำกัดความสามารถในการก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ และชิงลงมือในการพยายามตรวจสอบและดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อ เหตุการณ์การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ ในปี 2553 น้อยลงไปเลย ความพยายามต่างๆ เหล่านี้เป็นเสมือนการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย รวมทั้งกลุ่มคนที่แอบอ้างว่าเป็นกลุ่มคนเสื้อ “หลากสี” ด้วย กระบอกเสียงของกลุ่มอำมาตริย์ในแวดวงสื่อมวลชน นั้นรวมหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษรายวันสองสำนักหลักๆ ซึ่งก็ได้เริ่มโจมตีรัฐบาลใหม่ชุดนี้ว่าเป็นรัฐบาล “หุ่นเชิด” ว่าถูกทักษิณ ชินวัตรครอบงำให้ทำตามทุกๆ เรื่อง ในขณะที่ปลุกระดมความกลัวว่าจะมีการวางแผนอย่างลับๆ ในการทำให้ประเทศไทย “ตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงต่อการเป็นเหยื่อของชาวต่างชาติที่เจ้าเลห์” ส่วน “ทางออก” ที่การปลุกระดมทางสื่อนี้เสนอก็เหมือนกับทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา: สนับสนุนรัฐอำนาจพิเศษเพื่อให้ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาประเทศจากผู้มี สิทธิ์ออกเสีงของประเทศเอง หากพิจารณาว่ารัฐอำนาจพิเศษกำลังประสบกับวิกฤตการณ์ร้ายแรงที่คุกคามความ หายนะของตัวระบบเอง ก็เหลือเพียงแต่รอดูว่าการปลุกระดมนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่และจะประสบ ความสำเร็จเมื่อไร ซึ่งนำไปสู่การเคลื่อนไหวของศาลหรือการเคลื่อนกำลังพลของกองทัพตามถนนหนทาง ในเมืองหลวง ในขณะที่ การเพิ่มการขอความช่วยเหลือของการกดขี่เป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนแออย่างเห็น ได้ชัด การปลดปล่อยความอดกลั้นเป็นผลลัพธ์ที่เป็นภัยน้อยกว่า ประเทศไทยก็ผ่านสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้ว

ณ เวลานี้ รัฐบาลชุดใหม่ต้องได้รับการปกป้องจากการคุกคามที่มาจากกฎหมายนอกระบบและการะ บวนการทางประชาธิปไตย ในระยะยาวถึงแม้ว่าการโจมตีรูปแบบใหม่ของรัฐอำนาจพิเศษจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ระบบการเมืองไทยต้องการให้มีการสิ้นสุดของรัฐซ้อนซึ่งทำให้สำเร็จโดยการบีบ บังคับสถาบันต่างๆ ที่ทำงานอยู่นอกเหนืออำนาจของกฎหมายที่ทำได้โดยอาศัยกฎของรัฐอุดมการณ์ อีกนัยหนึ่งคือ ประเทศไทยต้องออกจากแนวความคิดด้านนิติธรรมที่เป็นเป็นทางการ (หรือ “เปราะบาง”) ในขณะที่กฎหมายถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการเป้องกันสถาบันอำนาจให้พ้นจาก การรับผิดชอบ, ระงับการอภิปรายอย่างเปิดเผยและอิสระ, ละเมิดสิทธิมนุษยชน, ดำเนินคดีต่อผู้คัดค้าน หรือทำลายกระบวนการเลือกตั้ง ไปสู่แนวความคิดที่เป็นอิสระ (หรือ “เข้มแข็ง”) ซึ่งมีอำนาจสั่งให้ผู้ปกครองใช้อำนาจโดยผ่านทางกฎหมาย นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนหรือทุกสถาบันหลักๆ ปฎิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายระบุเอาไว้ โดยปราศจากการใช้อำนาจพิเศษที่ไม่ได้อยู่ในบริบทของกฎหมายเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนการอภิปรายสาธารณะอย่างอิสระด้วย และสิ่งที่คณะตุลาการอิสระได้ทำในการสนับสนุนหลักกฎหมายโดยการตรวจสอบการกา ระทำของเจ้าหน้าที่รัฐโดยปราศจากความเกรงกลัวหรือผลประโยชน์ อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ประเทศไทยต้องการฝ่ายค้าน ที่ถ้าจะมีโอกาสในการเข้ามาสู่อำนาจจะต้องแป็นฝ่ายค้านที่ไม่อ้างหลักฐาน ทั้งหมดโดยการใช้กฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการทำลายระบอบประชาธิปไตย

http://robertamsterdam.com/thai/?p=864

_________________

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

ประชาธิปัตย์ อย่าทำตัวเป็น ‘หิ่งห้อยติดหอยหมา’


วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

มอ่าน ข่าวที่ฟังแปลกๆ เกี่ยวกับเรื่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ ไม่พูดภาษาอังกฤษ ฝ่ายตรงข้ามเยาะเย้ยว่า คงพูดไม่ได้ แต่บางคนก็ให้เหตุผลที่ฟังดูเข้าท่า คือ
ที่รัฐมนตรีไม่พูดตอบเป็นภาษาอังกฤษ เพราะยังรู้สึกไม่คุ้นกับสำเนียงคำถามของผู้สื่อข่าวจีนคนนั้น ซึ่งการพูดจาของเธอ ออกจากฟังยากสักหน่อย แต่คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล นั้น ข่าวว่าพูดภาษาจีนกลางได้ดี
ดังนั้น…หากผมเป็นรัฐมนตรีสุรพงษ์ฯ จะออกมุกตอบเป็นแมนดาริน (ภาษาจีนกลาง) ให้อึ้งกิมกี่กันไปเลย
        แค่นี้…วันรุ่งขึ้นก็ ‘ชิงพื้นที่ข่าว’ ได้แล้ว!

ตามประวัติรัฐมนตรีต่างประเทศคนนี้ จบจากโรงเรียน
มงฟอร์ด วิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนคาทอลิค ในเครือคณะภราดาเซนต์คาเบรียล ซึ่งมีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ อยู่ระดับแนวหน้าโรงเรียนในประเทศ นอกจากนั้นตัวรัฐมนตรียังสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาเอกสาขาวิศวกรรม จากสหรัฐอีกต่างหาก
ดังนั้น เรื่องการนินทาคุณสุรพงษ์ฯว่า ฟอร์ไฟว์ฟุดฟิดภาษาปะกิตไม่ได้นั้น คงไม่ใช่แน่!

คุยกันเรื่องภาษาอังกฤษแล้ว ต้องขอพูดถึงรายการของวิทยุ FM 101 MHz สักหน่อย เนื่องจากมีรายการที่ฟังแล้ว มีสิ่งที่มัน
ขัดหูผมที่ฟังอยู่พอดี
  เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รายการตอนสายๆเกี่ยวกับเรื่องการบ้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม มีผู้ดำเนินรายการสามคน หนึ่งหญิง สองชาย เขารายงานเรื่อง Flash Mob
ฟังแล้วไม่น่าเชื่อว่า ผู้ดำเนินรายการทั้งสามคนนี้ ไม่เข้าใจ คำที่พวกตัวเองรายงานเลย ที่ตลกหนักก็คือ
  ดันผ่าไปพูดอธิบายออกทะเล ไปเป็นเรื่องแฟลชไลท์ แบบถ่ายรูปวูบวาบไปโน่นเลย!
        ผมไม่ตำหนิที่ผู้ดำเนินรายการหญิง ที่เธอไม่รู้จักคำนี้ แต่ที่แปลกใจคือ ผู้ดำเนินรายการร่วมชายสองคน ซึ่งทำงานอยู่ในเครือหนังสือพิมพ์ฝรั่งอย่างบางกอกโพสท์แท้ๆ กลับไม่รู้จักคำธรรมดาที่สามัญมากๆ และบางกอกโพสท์เอง ก็ใช้ออกบ่อยๆ เช่น คำว่า Flash Flood ซึ่งหมายถึง น้ำท่วมฉบับพลัน อย่างนี้เป็นต้น

Flash Mob นั้น คือฝูงชนที่มารวมตัวโดยมีการนัดหมายมาล่วงหน้า โดยมีวัตถุประสงค์มาทำ หรือสร้างความแปลกประหลาดใจ หรือพูดภาษาชาวบ้านก็คือ มาทำเรื่องเซอร์ไพรส์ หรือเรื่องที่ไม่คาดหมายมาก่อน เช่น
นัดผ่านทางสื่ออินเตอร์เนต หรือสื่ออีเลคทรอนิคอื่นๆ มาเต้นระบำหน้าทำเนียบรัฐบาลจำนวน 100 คน เป็นเวลา 5 นาที แล้วสลายตัวไปแบบ ‘มาเร็วไปเร็ว’ เหมือน ‘สายฟ้าแลบ’ ประมาณนั้น เขาจึงใช้คำคุณศัพท์ Flash ไปนำหน้าคำว่า Mob กลายเป็น Flash Mob ก็เท่านั้น
ที่มามีเรื่องดังไม่กี่วัน ก็เพราะนัดกันมาแบบ Flash Mob แล้วดันทะลึ่งทำ “มั่วนิ่ม” เข้าไปหยิบเข้าหยิบของในร้านค้า แล้วเอาออกไปหน้าเฉยตาเฉย
เลยเป็นเรื่อง!
        ผมคิดว่า ผู้ดำเนินรายการสื่อวิทยุที่ดำเนินรายการอย่างนี้ หากมีข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจ น่าจะตรวจสอบก่อน ว่า
เขาหมายความว่า อย่างไรกันแน่?

นี่ไม่ได้เป็นการจ้องจับผิด แต่ต้องบ่นกันหน่อย ด้วยตัวเองก็เป็นครูภาษาอังกฤษเก่า ก็เลยติดนิสัยจู้จี้ เพราะอยากให้ผู้ดำเนินรายการของบ้านเรา พูดอะไรก็ให้มันถูกต้อง เด็กๆที่ฟังอยู่จะได้จดจำในสิ่งถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวหรือภาษาก็ตาม
ดังนั้น หากจะพูดภาษาอังกฤษ ก็ขอให้แน่ใจสักหน่อยว่า มันออกเสียงหรือมีความหมาย อย่างที่ตัวพูดจริงๆ หากไม่แน่ใจ ก็ควรตรวจสอบก่อน ปัจจุบันทำได้สะดวก อาจใช้ดิคชันนารีพกพา หรืออินเตอร์เนตก็ได้ เพราะไม่อย่างนั้น
  คนที่เขาฟังอยู่ก็อาจจำของผิดๆ หรือเข้าใจอย่างผิด จนนำไปพดต่ออย่างผิดๆ
        ก็ขอทักท้วงกันเบาะๆ แต่เพียงแค่นี้!

ราวนี้มาเข้าเรื่องที่อยากพูดถึง ต่อจากที่ชำแหละคำอำลาตอหลดตอแหล ของนายมาร์ค มุกควาย เมื่อสัปดาห์ก่อนอีกนิด
กล่าวคือ
มีข่าวการธนาคารโลกหรือ  World Bank ยกระดับประเทศไทยในปีนี้ ขึ้นเป็นประเทศกลุ่มที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัว ไปอยู่ในระเป็น Upper Middle Income ขึ้นไปอยู่กลุ่มเดียวกับมาเลเซีย และจีน ตามข่าวที่ปรากฏใน http://www.indexmundi.com/facts/thailand/gni-per-capita
ปรากฏว่า
หลังจากที่มีข่าวเรื่องนี้ออกมา ทางผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ออกอาการกระดี๊กระด๊ากันใหญ่ ตีขลุม เอาว่าเป็นผลงานของรัฐบาลนายมาร์ค มุกควาย แต่หากท่านคลิกเข้าไปดูตามลิ้งค์ข้างต้น ก็จะเห็นกราฟที่น่าสนใจ และมีตัวเลขประกอบ ดังนี้
2000 1,960.00
2001 1,900.00
2002 1,900.00
2003 2,060.00
2004 2,360.00
2005 2,580.00
2006 2,860.00
2007 3,240.00
2008 3,670.00

ตัวเลขสีน้ำเงินข้างหน้า เป็นปีคริสตศักราช ส่วนตัวเลขสีแดง เป็นรายได้ จะเห็นได้ว่า ปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ.2544) นายชวน หลีกภัย เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล ที่ส่งไม้ให้นายกทักษิณฯ ในยามบ้านเมืองอยู่ในยุคที่ทรุดโทรมสุดขีด รายได้ลดลงจาก ค.ศ.2000 ที่มีรายได้ 1,960 ดอลลาร์ พอถึง ปี ค.ศ. 2001 รายได้ตัวหัวประชาชาติ เหลือ 1,900 ดอลลาร์
นายกฯทักษิณประคองบ้านเมืองมา จนกระทั่ง ถึง ปี ค.ศ.2003 รายได้ทะยานขึ้น 2,060.00 ดอลลาร์
ปี ค.ศ. 2004 กระฉูดต่อเป็น 2,360.00 ดอลลาร์
ปี ค.ศ. 2005 รายได้พุ่งไม่ลด เป็น 2,580.00 ดอลลาร์
ปี ค.ศ. 2006 ที่นายกฯทักษิณ โดนปฏิวัติ รายได้ทะลุทะลวงต่อไปถึง 2,860.00 ดอลลาร์
ปลายปี ค.ศ. 2007 (พ.ศ.2550) นายกฯสมัคร สุนทรเวช เข้ารับตำแหน่ง ต่อด้วยนายกฯสมชาย แม้จะต้องฝ่าฟันพันธมิตรซึ่งเป็นแนวร่วมกับประชาธิปัตย์ ที่ออกมาป่วนบ้านป่วนเมือง รายได้ประชาชาติปี ค.ศ.2008 ยังขึ้นอีก 430 เหรียญ เป็น 3,670.00 ดอลลาร์
เห็นกันชัดหรือยังล่ะ!
        กว่านายมาร์ค มุกควายจะมารับ ก็เดือนธันวาคม ค.ศ.2008 หรือ ปี พ.ศ. 2551 โน่น
แล้วไอ้หน้าโง่ที่ไหน ดันออกมาบอกว่า เป็นผลงานของรัฐบาลนายมาร์ค มุกควาย!

เรื่องนี้ คุณ ‘ซูม’ แห่ง ‘ไทยรัฐ’ คนสภาพัฒน์ฯเก่า เขียนลงคอลัมน์ตัวเอง แสดงความดีอกดีใจอย่างมาก ที่ไทยได้ขยับอันดับ เมื่ออังคารที่ 23 สิงหาคม 2554 นี้เอง
ผมเชื่อว่า หากเห็นตัวเลขที่ผมลำดับให้ดู นั้น คุณซูมคงสรุปได้ ว่า
ความก้าวหน้าในเรื่องรายได้ประชาชาติ จนทำให้ไทยได้รับการเลื่อนลำดับ ไปอยู่ชั้น Upper Middle Income จนน่าดีใจ นั้น
        เกิดขึ้นใน ‘ยุคทักษิณ’ อย่างชัดเจน ใช่หรือไม่!?

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพ

ระยะนี้ผมเฝ้าดูพฤติกรรม ของบรรดาสมาชิกพรรคดักดาน
ที่ตกกระป๋องไปแล้ว ยังหน้าด้านออกมาตอดเล็กตอดน้อย ที่พวกสื่อมวลชน ทั้งหนังสือพิมพ์และวิทยุบอกว่า เป็นการออกมา
   เตะตัดขา…หมายให้รัฐบาลก้นเตี้ย หรือพังพาบลง!
        เมื่อไม่กี่วันก่อน จึงเห็นการเข้าไปแจ้งความดำเนินคดี กล่าวหารัฐมนตรี สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ว่า ช่วยเหลือผู้กระทำความผิด ไม่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอีกต่อไป ต้องยื่นถอดถอนกันเสียที และอาจพ่วงนายกฯผู้หญิงเข้าไปด้วย

content/picdata/318/data/yingrak2 copy.jpg

โถ…ท่าน นายกฯยิ่งลักษณ์ ของผม เพิ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ไม่กี่วันเท่านั้น ยังไม่ทันจะแถลงนโยบาย ก็ดันแจ้นไปแจ้งความกับโปลิศ และเตรียมการยื่นถอดถอนกันแล้ว
        ดูมันทำ!
        ยิ่งไปกว่านั้น ยังจะมีเรื่องให้สินบนหนังสือพิมพ์ โดยส่งเสียงขู่ง่องๆแง่งๆออกมาว่า
        จะเอากันให้ถึงขั้น ‘ยุบพรรค’ เพื่อไทยเลยทีเดียว!!

นี่เอง ที่ทำให้ผมย้อนไปคิดถึงบทความเก่า ที่เขียนลงหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวัน ที่มีผู้ชอบกันมาก และผมเอามาลงไว้ใน www.vattavan.com ด้วย ตั้งแต่เมื่อ 19 ก.ย. 2551 ชื่อคอลัมน์ว่า
“สมัครยังไม่ถอย… ประชาธิปัตย์ ‘หิ่งห้อย’ ก็คงหงอย!!!” (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=84)

เขียนเอาไว้อย่างนี้ ลองอ่านดูครับ

…ครั้นเมื่อได้เห็นพฤติกรรม ของพรรคประชาธิปัตย์ในสภาวันเลือกนายกฯ ทำให้นึกถึงเรื่องที่รับฟังมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เกี่ยวกับเรื่อง “หิ่งห้อย” จึงขอถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้รับฟังกัน เพื่อใช้เป็นเครื่องประกอบการพิจารณา
เขาเล่าสืบกันมาอย่างนี้ครับ

สุนัข ตัวหนึ่งอยู่กินกับหมานางเมีย แต่แล้วโชคชะตาฟ้าลิขิตตัวตายไปก่อน  เมื่อตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นหิ่งห้อย แต่ความระลึกถึงเมียเมื่อเคยเสพสังวาสกัน เมื่อชาติที่ผ่านมา เมื่อครั้งมันยังเป็นหมา
จึงทำให้เจ้าหิ่งห้อย ยังระลึกถึงรสชาติความสุข เมื่อตัวนั้นมีสุขจากเพศรสที่ได้ร่วมกับหมานางเมีย จนวนเวียนตอนอยู่ที่เครื่องเพศของเมียหมาเมื่อชาติที่ผ่านมา เมื่อมีหมาตัวผู้ตนใด ที่ย่างกรายเข้ามาหานางเมีย มันก็ปล่อยแสงประจำตัว กระพือสว่างวาบขึ้น
        …พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ!
        หมาตัวผู้ที่จะมาเสพสังวาส กับหมานางเมีย ก็มีอันตกใจ เผ่นหนีไป…
เจ้าหิ่งห้อยนี้ ก็เฝ้าวนเวียนตอมอวัยวะเพศนางหมาเมีย ไม่ให้ตัวผู้อื่นเข้ามาใกล้ได้ จนกระทั่งมันมีอันล้มตายจากไป เพราะสังสารวัฏ เฉกเช่นเดียวกับสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ที่มีกาลเวลาหรือพระกาฬคอยเสพกลืนกิน
นิทานเรื่องนี้ ผู้ใหญ่อีสานที่ถ่ายทอด เพิ่นบอกว่า เป็นเวรกรรมของหิ่งห้อย ที่ไปตามตอมแต่หอยหมา
ท่านจึงสอนเตือนใจ ว่า

คนเรานั้นย่อมมีกิเลส หลงใหลในอำนาจ แม้ตัวเองพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไปแล้ว ยังโหยหาอาลัย แม้จะไม่ได้อยู่บนตำแหน่งแห่งที่เดิมแล้ว ก็ยังสำแดงอาการหึงหวง ปกป้อง ไม่ยอมให้ใครขึ้นครองตำแหน่งได้โดยง่าย ต้องความขัดขวางทุกรูปแบบไป
ทั้งนี้มีเพราะยังมี “กิเลส” เป็นเครื่องร้อยรัดอยู่!
        เฉกเช่นเดียวกับ กับผู้เคยมีอำนาจในโลกใบนี้ นักการเมืองไม่ว่าจะอยู่ในพรรคใหม่ หรือพรรคเก่ากะลา ซึ่งเคยเสพอยู่บนอำนาจมายาวนาน มีความติดอกติดใจหลงใหลได้ปลื้ม กับตำแหน่งแห่งที่ ซึ่งเคยอำนวยอวยผลประโยชน์และอำนาจ ให้กับตนเอง
        เป็นธรรมดาเมื่อพวกของตน ต้องเป็น “ฝ่ายค้านดักดาน” อยู่หลายปี จึงต้องดิ้นรนทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้กลับสู่ตำแหน่งแห่งที่มีอิทธิฤทธิ์ ประโยชน์โภคผล อย่างเต็มที่ แต่ถ้าไม่สามารถเอาชนะ เข้าสู่ตำแหน่งเดิมได้ ก็วนเวียนตอมป้องกันตำแหน่งที่ตนเคยครอบครอง ใครพยายามเข้ามาวอแว ก็ต้องพยายาม…
        ขับไล่ให้พ้นๆไป อย่างสุดความสามารถ!
        พอจะพูดได้ว่า พฤติกรรมของคนในพรรคใดที่ตกกระป๋อง แต่ยังหวนหาใฝ่ในอำนาจ ก็เข้าทำนอง “หิ่งห้อย” อย่างที่เล่ามา      

ดัง นั้น ใครก็ตาม มาบอกว่าพรรคที่มีพฤติกรรมอย่างนี้ เป็นพวกแมงสาป นั่นเป็นเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยเด็ดขาด เพราะบินได้สูงกว่าแมงสาป แถมยังมีแสงเอาไว้ขู่ศัตรู ที่เข้ามาหวังครอบครองตำแหน่งอีกด้วย…
เหมือน ‘หิ่งห้อย’ มากกว่าเป็นไหนๆ!
        ครับ…แม้ระยะนี้ แสงยังริบหรี่อยู่ แต่จะเรียกหิ่งห้อยธรรมดา คงไม่ได้ จะต้องเรียกให้โอ่อ่า เต็มยศอย่างโบราณท่านว่า เป็นพรรค…

“หิ่งห้อย…ติดหอยหมา!!!”

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

มาถึงวันนี้ พฤติกรรมของพรรคดักดานไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย จึงต้องเรียนขอร้องกับท่านผู้อ่าน ดังนี้
ผู้อ่านท่านใด ที่รู้จักมักจี่ กับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หรือคนที่เลื่อมใสในพรรคเก่าแก่ ช่วยสงเคราะห์นำบทความนี้ ไปให้พวกเขาอ่านกันหน่อย
เถอะครับ

อ้อ!… ช่วยบอกไปด้วยว่า ผู้ใหญ่ที่เล่านิทาน “หิ่งห้อย…ติดหอยหมา!!!” ให้ผมฟังนั้น ไม่ได้ใช้คำว่า “หอย” หรอกครับ

ท่านใช้คำตรงไปตรงมาคือ สะกดด้วยตัว หอ. หีบ กับสระ อี๋ แต่ตัวผู้เขียนเองนั้น ไม่บังอาจขึงขังตึงตัง ใช้คำที่มีทั้งมนต์ขลัง และแสนศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้น
จึงต้องเลี่ยงมาใช้คำ ว่า “หอย” แทน!
บอกตรงๆว่า

ผม…ขี้อายยยยยย!!!

…555…

……………….

หมายเหตุ ผมฟังการแถลงนโยบายของนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่จบ เพราะต้องรีบเดินทาง และส่งต้นฉบับก่อนด้วย
มีพวกอกหัก ออกมาปรักปรำว่า
นายกฯยิ่งลักษณ์ เอาแต่ยืนอ่านโพย!

พวกนี้ลืมไปว่า นายมาร์ค มุกควาย ตอนแถลงนโยบาย เมื่อ30 ธันวาคม พ.ศ.2551 ก็ยืนอ่านโพยอย่างที่เห็นในภาพ

content/picdata/318/data/apisit copy.jpg

ผิดกันตรงที่ว่า
– นายกฯยิ่งลักษณ์ แถลงนโยบายอย่างสง่างามในรัฐสภาแห่งชาติ แต่นายมาร์ค มุกควาย ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ไปซุ่มยืนอ่านนโยบายใน

ห้องวิเทศ สโมสรกระทรวงการต่างประเทศ!  

– นายกฯยิ่งลักษณ์ อ่านคำแถลงไปเรื่อยๆ สบายๆ และเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้าม อภิปรายท้วงติงนโยบายตามระบอบประชาธิปไตย โดยให้เวลาถึง 2 วันเต็ม แต่ตัวนายมาร์ค มุกควาย ก้มหน้าก้มตา รีบอ่านๆๆๆๆ ให้เสร็จในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง เท่านั้น และไม่เปิดโอกาสให้ใครอภิปรายด้วยซ้ำ
ที่น่าตลก ก็คือ
        มิสเตอร์ มุกควาย ก้มหน้า หูตก รีบอ่านนโยบาย แบบพายเรือรีบจ้ำ ตากลอกปะหลับปะเหลือกไปมา มองซ้ายทีขวาที ล่อกแล่กๆ เหมือนขาดความมั่นใจ เพราะกลัวคนจะบุกเข้ามากระทืบหรืออย่างไร ไม่ทราบได้?
สมาชิกพรรคดักดาน ก็อยากให้รีบๆจบเสียโดยเร็ว ร้องเชียร์ (ในใจ) แบบเชียร์แข่งเรือพาย ให้รีบ…

บึ้ดจ้ำบึ้ด…บึ้ดจำบึ้ด…บึ้ดจ้ำบึ้ด!!!

(ของที่มัน ‘ปล้น’ เขามา ก็แบบนี้แหละครับ ต้องรีบ บึ้ดจ้ำบึ้ด…บึ้ดจำบึ้ด…บึ้ดจ้ำบึ้ด!!!…555)

(***คอลัมน์ ประจำสัปดาห์ ตอน  ประชาธิปัตย์ อย่าทำตัวเป็น ‘หิ่งห้อยติดหอยหมา’ ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 27 สิงหาคม 2554) 

 

          

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

หน้าแคบ-ใจแคบ

เหล็กใน
สมิงสามผลัด

เห็นด้วยอย่างยิ่งที่องค์กรสื่อออกมาปกป้องนักข่าวสาวทีวีที่โดนอีเมล์คนเสื้อแดงคุกคามข่มขู่

โดยสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ ออกแถลงการณ์ 3 ข้อมีเนื้อหาคร่าวๆ

1.ขอให้ทุกฝ่ายตระหนักว่าสื่อมวลชน ไม่ใช่เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร จึงไม่ควรตกเป็นเป้าหมายของการข่มขู่ คุกคาม

2.รัฐ ธรรมนูญบัญญัติว่าบุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคลอื่น ฉะนั้นกลุ่มที่มีความเห็นต่าง ต้องไม่ละเมิด ข่มขู่ คุกคาม สิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น

และ 3.กลุ่มต่างๆ ซึ่งอาจมีจุดยืนหรือความเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน ควรใช้ความอดกลั้น ความเข้าใจ มีสติยับยั้ง ควรติดตามข่าวสารอย่างมีสติ

“อย่าได้เชื่อข่าวสารที่ปราศจากการตรวจสอบถึงแหล่งที่มาที่ชัดเจน ซึ่งอาจยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรง”

เห็นด้วยเต็มประตูกับ 3 องค์กรสื่อที่แสดงจุดยืนได้อย่างตรงประเด็นและชัดเจน

เพราะการส่งฟอร์เวิร์ดเมล์ของคนเสื้อแดงในลักษณะข่มขู่คุกคามนักข่าวที่รายงานข่าวตามข้อเท็จจริงและยึดมั่นซื่อสัตย์ในวิชาชีพ

ถือเป็นการคุกคามเสรีภาพสื่อ !

และเห็นด้วยว่าต้อง “ดำเนินคดี” กับผู้ที่กระทำการดังกล่าว

เพราะเป็นพฤติกรรมที่ละเมิดรัฐธรรมนูญ !

ในทางกลับกัน 3 องค์กรสื่อควรตรวจสอบให้ลงลึกไปด้วยว่า “ต้นตอ” ของปัญหาคุกคามนักข่าวสาวนั้น เกิดขึ้นจากเหตุผลใด

เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึง “คนหน้าแคบ” พิธีกรทีวีหลงยุค หลงอดีต หลงตัวเอง

ฉวยโอกาสนำประเด็นของนักข่าวสาวคนนี้ไป”ขยายความ” ใส่ความเห็นส่วนตัวแบบใจแคบ มีอคติ ขวาตกขอบ

นำไปขยายในเฟซบุ๊ก มุ่งโจมตีฝ่ายตรงข้ามเพื่อความสะใจ หมายสนองอารมณ์อกหักทางการเมืองอย่างขาดสติ

ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาต่อนักข่าวคนนี้เลย

อย่างที่บอกในตอนต้นไปแล้วว่า เห็นด้วยกับเอาผิดคนเสื้อแดงที่ข่มขู่คุกคามสื่อ

แต่ก็ต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่าพฤติกรรมของพิธีกร”หน้าแคบ” คนนี้ว่าเหมาะสมหรือไม่ด้วย

เป็นต้นตอการยั่วยุหรือเปล่า

และขัดต่อวิชาชีพสื่อหรือไม่ แต่เอ๊ะ..หรือว่าไม่ได้เป็นสื่อ !?

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน

http://www.kaninboonsuwan.com/article/detail.php?id=66
 

            มาตรา ๑๒๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติว่า
            “สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์”
            นอกจากนั้น ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ จะบัญญัติไว้เหมือนๆ กัน ว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตน เป็นสมาชิก ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
            “ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
            ข้อความในรัฐธรรมนูญทั้งสองข้อความดังกล่าว สรุปได้สั้นๆ ว่า ส.ส. และ ส.ว. เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน โดยไม่ตกอยู่ในความผูกมัดหรือความครอบงำใดๆ และที่สำคัญ คือ จะต้องรักษาไว้ และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ
            ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญทุกฉบับ จึงบัญญัติรองรับโดยการให้ความคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. และ ส.ว. อย่างเต็มที่ ความคุ้มครองดังกล่าว แบ่งเป็น “เอกสิทธิ์” และ “ความคุ้มกัน” ซึ่งความจริงแล้วเรื่องเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ของ ส.ส. และ ส.ว. นี้ เป็นสองเรื่องที่แตกต่างและแยกต่างหากออกจากกัน เพียงแต่ว่าในรัฐธรรมนูญทุกฉบับจะไม่มีการบัญญัติคำว่า “ความคุ้มกัน” เอาไว้ บัญญัติแต่คำว่า “เอกสิทธิ์” อย่างเดียว ด้วยเหตุนี้ ที่ผ่านมาจึงมีการใช้คำว่า “เอกสิทธิ์” กับแบบครอบจักรวาล อย่างที่ภาษาชาวบ้านเขาเรียกกันว่า “ใช้กันจนเฟือ” นั่นแหละ เอะอะอะไรก็บอกว่าเป็น “เอกสิทธิ์” จนไม่รู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว เอกสิทธิ์ หมายถึงอะไรกันแน่ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องบอกกันเสียก่อนว่า “เอกสิทธิ์” ไม่ใช่อภิสิทธิ์ที่ว่า เมื่อเป็น ส.ส. ส.ว. แล้ว จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ อย่างที่สอง คือ เอกสิทธิ์ ไม่ใช่ความคุ้มกัน และความคุ้มกันก็ไม่ใช่เอกสิทธิ์ และอย่างที่สาม คือ ทั้งเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ถือเป็น “ความคุ้มครอง” ที่ ส.ส. และ ส.ว. จะได้รับในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ปฏิญาณตนไว้ กล่าวโดยเฉพาะเจาะจงในเรื่องเอกสิทธิ์ นั้น พอสรุปได้ดังต่อไปนี้
            ประการที่หนึ่ง เอกสิทธิ์เป็นการคุ้มครองให้ ส.ส. หรือ ส.ว. สามารถอภิปรายหรือกล่าวถ้อยคำหรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภา โดยผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวในทางใดมิได้
            ประการที่สอง ส.ส. หรือ ส.ว. มีเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ถ้าเป็นการอภิปรายหรือแสดงความคิดเห็นในการประชุมสภา ที่มิได้มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ เท่านั้น ถ้าหากเป็นการอภิปรายที่มีการถ่ายทอด และการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่ง ต่อบุคคลอื่น ก็ไม่ได้รับความคุ้มครอง คือ อาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ทั้งทางแพ่งหรืออาญา
            ประการที่สาม ถึงแม้จะเป็นการประชุมสภาที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ถ้าหากผู้ที่ถูกอภิปรายพาดพิงในทางเสียหาย เป็นรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภา ผู้นั้นก็ไม่มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง ทางอาญาต่อผู้อภิปราย เพราะเหตุว่า คนเหล่านั้นอยู่ในที่ประชุมสภาซึ่งมีโอกาสที่จะโต้ตอบหรือชี้แจงได้เต็มที่ อยู่แล้ว
            ประการที่สี่ ถ้าสมาชิกกล่าวถ้อยคำพาดพิงในทางเสียหายแก่บุคคลภายนอก ซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกสภา นอกจากจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลแล้ว ประธานสภายังต้องจัดให้มีการโฆษณาคำชี้แจงที่ผู้เสียหายร้องขอตามวิธีการและ ภายในระยะเวลาที่กำหนด อีกด้วย
            ประการที่ห้า เอกสิทธิ์ของ ส.ส. หรือ ส.ว. ที่จะอภิปรายหรือแสดงความคิดเห็น ในที่ประชุมสภาโดยไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ย่อมคุ้มครองไปถึงผู้พิมพ์ ผู้โฆษณารายงานการประชุมตามข้อบังคับการประชุมสภา และยังคุ้มครองไปถึงบุคคลอื่น ประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ตลอดจนผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโททัศน์ ที่ได้รับอนุญาตจากประธานแห่งสภานั้นด้วย
            ส่วนการคุ้มครองนั้น คือ การคุ้มครอง ส.ส. หรือ ส.ว. มิให้ถูกจับกุมคุมขัง หรือหมายเรียกตัวไปทำการสอบสวน ในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาในระหว่างสมัยประชุม เว้นแต่ในกรณีที่ได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือในกรณีที่จับในขณะกระทำความผิด หรือแม้แต่ในกรณีที่มีการจับ ส.ส. หรือ ส.ว. ในขณะกระทำความผิด และอยู่ในระหว่างสมัยประชุม เมื่อมีผู้รายงานต่อประธานสภา ประธานสภาอาจสั่งปล่อยผู้ถูกจับได้
            หรือในกรณีที่มีการฟ้อง ส.ส. หรือ ส.ว. ในคดีอาญา ไม่ว่าจะได้ฟ้องนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุมสภามิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก พูดง่ายๆ คือ ถ้าศาลต้องการพิจารณาคดีที่ ส.ส. หรือ ส.ว. ตกเป็นจำเลยในระหว่างสมัยประชุม ต้องมีหนังสือขอตัวไปที่ประธานสภา แล้วประธานสภาก็จะบรรจุเข้าระเบียบวาระ เพื่อให้สมาชิกได้อภิปรายและลงมติว่าจะให้ ส.ส. หรือ ส.ว. ไปรับการพิจารณาคดีในระหว่างสมัยประชุมหรือไม่
            เพราะฉะนั้น จึงถือเป็นเอกสิทธิ์ของที่ประชุมสภา ที่จะอนุญาตให้ ส.ส. หรือ ส.ว. ไปรับการพิจารณาคดีในระหว่างสมัยประชุมหรือไม่ ส่วนความคุ้มครอง ที่ ส.ส. ส.ว. แต่ละคนได้รับเป็นการเฉพาะตัวนั้น เรียกว่า “ความคุ้มกัน” ไม่ใช่เอกสิทธิ์
            และในประการสุดท้าย ถ้า ส.ส. หรือ ส.ว. ถูกคุมขังอยู่ในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาอยู่ก่อนสมัยประชุม พนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณี ต้องสั่งปล่อยทันที ถ้าประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้ร้องขอ
            สรุปง่ายๆ คือ เอกสิทธิ์ คือ ความคุ้มครองที่ ส.ส. หรือ ส.ว. ได้รับ ในระหว่างการอภิปรายในที่ประชุมสภาโดยไม่ต้องรับผิดหรือถูกฟ้องร้องในคดี แพ่งหรือคดีอาญา ถ้าหากการอภิปรายในครั้งนั้น ไม่มีการถ่ายทอดวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ เรียกว่า เอกสิทธิ์โดยเด็ขาด
            ส่วนความคุ้มกัน คือ ความคุ้มครองที่ ส.ส. หรือ ส.ว. จะถูกจับกุมคุมขัง หรือหมายเรียกตัวไปทำการสอบสวน ในฐานะเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาในระหว่างสมัยประชุม และที่จะไม่ถูกพิจารณาคดีในศาล เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก
บทความนี้เขียนเมื่อ สิงหาคม ๒๕๕๔

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

ครม. (หลง) เงา

 

http://www.kaninboonsuwan.com/article/detail.php?id=68

 

            คำว่า “ครม. เงา” แปลมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “Shadow Cabinet” เป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองในระบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ ชื่อเต็มๆ ของ Shadow Cabinet ดังกล่าว คือ The Official Loyal Opposition Shadow Cabinet แปลเป็นไทยได้ว่า คณะรัฐมนตรีเงาของฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. อาวุโสของฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี มีหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาล พิจารณาและเสนอแนะนโยบายที่แตกต่างออกไปจากของฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งการควบคุมให้ฝ่ายรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดพลาดของตน
            นับตั้งแต่เดือน พฤษภาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นมา พรรคแรงงาน เป็นฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี และหัวหน้าพรรคก็เป็นผู้จัดตั้ง ครม.เงา ขึ้นมา องค์ประกอบ ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ โดยปกติแล้ว ประกอบด้วย ส.ส. อาวุโสสูงสุด ในซีกฝ่ายค้านประมาณ ๒๐ คน ใน ครม. เงา ของอังกฤษ นั้น มีเพียงผู้นำฝ่ายค้าน ประธานวิปฝ่ายค้าน และรองประธานวิปฝ่ายค้าน เท่านั้น ที่ได้รับค่าตอบแทนในฐานะที่เป็น ครม. เงา นอกเหนือจากเงินประจำตำแหน่งในฐานะ ส.ส. นอกนั้น ไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนใดๆ
            เมื่อพรรคแรงงานหรือ เลเบ้อร์ปาร์ตี้ (Labour Party) ของประเทศอังกฤษ เป็นฝ่ายค้าน ครม. เงา ประกอบด้วย อดีตสมาชิกอาวุโส จำนวน ๕ คน และ ส.ส. อีกจำนวน ๑๙ คน ที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ ส.ส. ของพรรคแรงงาน โดยผู้นำฝ่ายค้านเป็นผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีเงาของแต่ละกระทรวง และตั้งวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๑๑ เป็นต้นมา ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ ประกอบด้วย ส.ส. เอ็ด มิลลิแบนด์ (Ed Milliband) ผู้นำฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี ในฐานะหัวหน้าพรรคแรงงานเป็นหัวหน้า รองหัวหน้าพรรคในฐานะรองผู้นำฝ่ายค้าน คือ ส.ส. Harriet Harman เป็นรัฐมนตรีเงา กระทรวงการพัฒนาการระหว่างประเทศ ส.ส. Ed Balls เป็นรัฐมนตรีเงากระทรวงการคลัง และ ส.ส. Douglas Alexander เป็นรัฐมนตรีเงากระทรวงการต่างประเทศและกิจการเครือจักรภพ เป็นต้น นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอังกฤษ คือ David Cameron ก็เคยเป็นผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้า ครม. เงา มาก่อน และในจำนวน ครม.เงา ที่มี Ed Milliband เป็นหัวหน้า นั้น ก็มีรัฐมนตรีเงาที่มาจากสภาขุนนางรวมอยู่ด้วย จำนวน ๓ คน ได้แก่ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาขุนนาง ประธานวิปฝ่ายค้านในสภาขุนนาง และรัฐมนตรีเงากระทรวงยุติธรรมกำกับดูแลเรื่องเกาะอังกฤษและเวลส์ นอกจากนั้น ยังมีประธาน ส.ส. พรรคแรงงานร่วมอยู่ด้วย
            ทีนี้ ลองหันมาดู ครม. เงา ของไทย ที่จัดตั้งกันไปอย่างอึกทึกครึกโครม ทำราวกับว่าเป็นเรื่องที่ “เท่” เสียเต็มประดา นั้น ดูเหมือนว่าจะตั้งขึ้นในเวลาเดียวกับคณะรัฐมนตรีจริง ที่มี  นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และนัยว่าจะลอกเลียนแบบมาจาก ครม. เงา ของอังกฤษ ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น นั่นแหละ นี่ถ้าหากเพิ่งมี ครม. เงา ในสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้ว ก็คงต้องพูดว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นต้นแบบ เหตุเพราะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เติบโตและเรียนจบมาจากประเทศอังกฤษ แต่บังเอิญที่ว่า ครม. เงา นี้ มีมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว และถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนว่า ทุกครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ก็จะตั้ง ครม. เงา ขึ้นมา เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เรียกเสียงฮือฮาและเป็นข่าวทางสื่อมวลชนได้หลายวัน หลังจากที่เพิ่งแพ้เลือกตั้งไปหยกๆ
            แต่เอาเป็นว่า กล่าวโดยเฉพาะเจาะจง ครม. เงา ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค นั้น แตกต่างไปจาก ครม. เงา ของประเทศอังกฤษอยู่หลายประการทีเดียว ดังจะกล่าวต่อไปนี้
            ประการที่หนึ่ง ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ มีรัฐธรรมนูญรองรับอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และที่สำคัญ เป็น ครม. เงา ในสมเด็จพระราชินี แต่ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีอะไรรองรับเลย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ข้อบังคับการประชุมสภา
            ประการที่สอง ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ ตั้งขึ้นภายหลังการเข้ารับตำแหน่ง “ผู้ นำฝ่ายค้านในสภาสามัญ” เรียบร้อยแล้ว และผู้นำฝ่ายค้าน นั่นแหละ จะเป็นผู้ตั้ง ครม. เงา ในสมเด็จพระราชินี ส่วน ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น ตั้งขึ้นตั้งแต่ไก่โห่ โดยที่ยังไม่มีแม้แต่ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
            ประการที่สาม คณะรัฐมนตรีเงาของประเทศอังกฤษ มีผู้ได้รับเงินตอบแทนจากการทำหน้าที่นอกเหนือจากเงินประจำตำแหน่ง ส.ส. ได้แก่ ตัวผู้นำฝ่ายค้านเองในฐานะหัวหน้า ครม. เงา ประธานวิปฝ่ายค้าน และรองประธานวิปฝ่ายค้าน ในขณะที่ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีใครได้เงินเดือนเลยสักคน เพราะเป็นตำแหน่งเถื่อนกันทุกคน จะเรียกว่า ครม. นอกทำเนียบ ก็คงจะได้
            ประการที่สี่ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีบุคคลภายนอกมาร่วมใน ครม. เงา แต่ ครม. เงา ของอังกฤษ มีสมาชิกสภาขุนนางในซีกฝ่ายค้านมาร่วมอยู่ด้วย ๓ คน
            จากข้อเปรียบเทียบ ทั้ง ๔ ข้อ ระหว่าง ครม. เงา ของอังกฤษ กับ ครม. เงา  ของ นายอภิสิทธิ์   เวชชาชีวะ อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ก็สรุปได้ว่า ครม. เงา ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้า นั้น เป็นการอุปโลกน์ขึ้นมาเอง โดยไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรองรับ โดยมีเจตนาที่จะจับผิดคณะรัฐมนตรีจริงเพียงอย่างเดียว ดังนั้น จึงน่าจะเรียกว่า ครม. นอกทำเนียบ หรือ ครม. เถื่อนมากกว่า หรือไม่อีกทีก็น่าจะเรียกว่า ครม. หลงเงาก็ได้ เพราะแทบจะทุกคนที่อยู่ใน ครม. เงา ล้วนเคยเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้ว ทั้งสิ้น ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่า เป็นพวกที่ยังหลงเงาตัวเองอยู่
            เพราะมันคงจะฟังดูตลกพิลึกน่าดู ถ้าหากมาตั้งกติกานอกรัฐธรรมนูญกันเอาเองว่า ถ้าพรรคใดชนะเลือกตั้งก็ตั้ง ครม. จริง แต่ถ้าแพ้เลือกตั้ง ก็ตั้ง ครม. เงา
            ทำอะไรอย่างอื่นไม่เป็นกันแล้วหรืออย่างไร ?
            เพราะในขณะที่คณะรัฐมนตรีจริง ยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ และตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แต่ก็เห็นมี ส.ส. ฝ่ายค้านหลายคนขู่จะเข้าชื่อยื่นถอดถอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้เริ่มทำงาน แถมยังตั้ง ครม. เงา ขึ้นมาเป็นการตัดไม้ข่มนามอีกต่างหาก
ระวังให้ดีเถอะ มัวแต่จะจ้องเล่นงานคนอื่นเขา ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้เริ่มต้นทำงานเลย ระวังให้ดีเถอะ ทั้งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. ทั้งหมดของพรรค จะเจอข้อหา “จงใจใช้อำนาจหน้าที่ ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ๒๗๑ โทษฐานตั้ง ครม. เงา โดยไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรองรับ แถมยังอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา ๙๔ (๓) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ โทษฐานกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษถึงขั้นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค มีกำหนดห้าปี อีกด้วย
            ตอนเป็นรัฐบาลมีบางคนได้รับสมญานามว่า “ดีแต่พูด” แต่พอเป็นฝ่ายค้าน คนคนเดียวกันอาจได้สมญานามใหม่ คือ “ดีแต่พล่าม” พล่ามจนได้เรื่อง ว่าอย่างนั้นเถอะ
 
บทความนี้เขียนเมื่อ สิงหาคม ๒๕๕๔

 

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

“สมยศ” ร่อนจดหมายผ่านลูกกรง—ชีวิตของผมเหมือนกับ “สัตว์เลี้ยงในกรงขัง”

“สมยศ” ร่อนจดหมาย หวังนักสิทธิ-นักสหภาพฯ ทั่วโลก จี้ไทยปล่อยนักโทษการเมือง

รูปภาพ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 สิงหาคม 2554
สม ยศ พฤษภาเกษมสุข บรรณาธิการเรด พาวเวอร์ ถูกจับกุมที่ด่านอรัญประเทศ ระหว่างนำลูกทัวร์เดินทางไปเสียมเรียบ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2554 ในข้อหาหมิ่นพระบรเมเดชานุภาพ จากบทความในวารสารเรดพาวเวอร์ เขาถูกนำตัวส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และการขอประกันตัวเขาหลายครั้งถูกปฏิเสธ เครือข่ายแรงงานทั่วโลกได้เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวสมยศ มาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

วันที่ 20 สิงหาคม 2554

ผมถูก จองจำอยู่ในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2554 เป็นต้นมาด้วยข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หรือ ละเมิดต่อมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ผมขอขอบพระคุณทุกท่านทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ได้ร่วมกันแสดงความห่วงใย มาเยี่ยมเยือนที่เรือนจำและได้ร่วมกันเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองใน ประเทศไทย

ผมได้ต่อสู้เพื่อสิทธิผู้ใช้แรงงานมากว่า 20 ปี เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานรอดพ้นจากความยากจน หิวโดย มีชีวิตความเป็นอยู่สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อาทิเช่น สิทธิการประกันสังคมในปี 2533 สิทธิการลาคลอด 90 วันได้รับค่าจ้าง และสิทธิการทำงานที่ปลอดภัยในปี 2536 สิทธิการได้รับค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง และประกันการว่างงานในปี 2546 สิทธิการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน และการนัดหยุดงานในปี 2548

สิทธิของ ผู้ใช้แรงงานในด้านต่าง ๆ เกิดจากการต่อสู้ที่เข้มแข็งของขบวนการแรงงาน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้ว่าความก้าวหน้าด้านสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้แรงงานได้มาภายใต้ การเมืองประชาธิปไตย มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นมักจะทำลายสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้แรงงาน ตัวอย่างเช่น การรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 ผู้นำแรงงานนายทะนง โพธิ์อ่าน ถูกอุ้มฆ่าตาย มีการยกเลิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งจำกัดสิทธิการเจรจาต่อรองของสหภาพแรงงาน ในขณะที่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีการแก้ไขกฎหมายแรงงานเพื่อให้มีการจ้างงานเหมาค่าแรงขยายตัวมากขึ้น และมักจะกดค่าจ้างให้ต่ำอยู่เสมอ

ดังนั้นเมื่อมีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เกิดขึ้น ผมจึงไปเข้าร่วมกับขบวนการประชาธิปไตยต่อต้านการรัฐประหาร ด้วยการจัดทำนิตยสารการเมืองวิพากษ์วิจารณ์รัฐประหาร เมื่อประชาชนได้รวมตัวกันเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มีการชุมนุมเดินขบวนหลายครั้งจนกระทั่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้กำลังทหารปราบปรามอย่างป่าเถื่อนในเดือนพฤษภาคม 2553 มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ รัฐบาลได้สั่งปิดนิตยสารแล้วจับกุมผมไปขังไว้ที่ค่ายทหารจังหวัดสระบุรี โดยไม่มีความผิดเป็นเวลา 21 วัน

หลังจากได้รับการปล่อยตัวผมก่อ ตั้งนิตยสาร Red Power วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลด้านต่าง ๆ ได้เปิดโปงรัฐบาล ซึ่งให้สัญญาจะเพิ่มค่าจ้างขึ้นต่ำวันละ 250 บาทเท่ากันทั่วประเทศในเดือนสิงหาคม 2553 แต่ไม่ได้ทำตามสัญญาดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้เปิดโปงเบื้องหลังการสั่งฆ่าประชาชน 91 ศพ ในเดือนตุลาคม 2553 รัฐบาลสั่งปิดโรงพิมพ์ที่รับจ้างพิมพ์งานให้กับ Red Power ทำให้ผมต้องไปทำการผลิตที่ประเทศกัมพูชา

นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา มีประชาชนทุกสาขาอาชีพ อาทิเช่น นักวิชาการ นักการเมือง นักกิจกรรมแรงงาน นักศึกษา นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ฯลฯ ต้องกลายเป็นนักโทษการเมืองในคดี “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หลายคนถูกซ้อมทุบตีในเรือนจำ หลายคนต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ ผู้สื่อข่าวชาวต่างประเทศหลายคนต้องถูกเนรเทศออกไปจากประเทศไทย

มี นักกิจกรรมแรงงาน 3 คนด้วยกันซึ่งถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคือ อาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์ และภรรยา ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่อังกฤษ นางสาวจรรยา ยิ้มประเสริฐ หัวหน้าโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย (Thai Labour Compaign) ไม่สามารถเดินทางกลับมาประเทศไทยได้อีกต่อไปอีกต่อไป นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตผู้อำนวยการศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน (Center for Labour Information Service and Training)

ประชาชนคนไทยถูกปลูกฝังให้ยอม รับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบการปกครองประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” โดยที่ใครก็ตามที่มีความเห็นแตกต่างไปจากนี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

ผม เป็นเพียงสื่อมวลชนที่เป็นเวทีความคิดอิสระที่ทุกคน ทุกฝ่าย มีสิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือกระทั่งมีความใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ที่แตกต่างไปจากสังคมปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์ก็คือ ผมถูกดำเนินคดีในข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หรือกระทำความผิดตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา

กฎหมายดังกล่าวเป็น เครื่องมือในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิด เห็นทางการเมือง และเป็นเครื่องมือในการปราบปรามประชาชน นอกจากนี้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าวยังไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวอีกด้วย อันเป็นการละเมิดต่อหลักปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

การถูกคุม ขังเป็นนักโทษการเมือง สูญเสียอิสรภาพในทุกด้าน ทำให้ชีวิตของผมเหมือนกับ “สัตว์เลี้ยงในกรงขัง” ผมได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง นักโทษการเมืองคนอื่น ๆ หลายคนสูญเสียชีวิตครอบครัวและอาชีพการงานไปอย่างน่าเสียดาย

ผมได้ รับทราบข่าวจากผู้มาเยี่ยมเยียนว่าเพื่อน ๆ นักสิทธิมนุษยชนและนักสหภาพแรงงานทั่วโลกได้ร่วมกันประท้วงต่อรัฐบาลไทย เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่มีคุณค่าความหมายของประชาชนคนไทย และประชาชาติทั่วโลกเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันของสังคมสันติสุข ที่มีความเสมอภาค มีสิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตยที่แท้จริง

ผมเชื่อ มั่นอย่างเต็มที่เปี่ยมว่าพลังแห่งความร่วมมือและการสมานฉันท์ สากลของสหภาพแรงงานและผู้รักความเป็นธรรมทั่วโลกจะได้ร่วมกันเรียกร้องต่อ รัฐบาลไทยให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองเป็นผลสำเร็จซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการ ก้าวสู่สังคมประชาธิปไตยต่อไป

ด้วยจิตใจสมานฉันท์

(นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข)

http://thaienews.blogspot.com/2011/08/b … _2831.html

_________________

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

ทักษิณจี้เอง

ทิ้งหมัดเข้ามุม
มันฯ มือเสือ

ระหว่างที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ปรากฏ ว่าสื่อมวลชนต่างประเทศกลับให้ความสำคัญนำเสนอข่าวและภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯของไทยและพี่ชายของนายกฯคนปัจจุบัน ที่ได้รับวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นในช่วงเวลาเดียวกัน

พ.ต.ท.ทักษิณ ได้บรรยายให้ภาคเอกชนฟัง เกี่ยวกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างญี่ปุ่นกับไทย พบปะกับรัฐมนตรีและอดีตนายกฯ ของญี่ปุ่น เดินทางไปเยี่ยมสำรวจพื้นที่ประสบภัยสึนามิและวางหรีดเคารพศพผู้เสียชีวิต

ข่าวแจ้งว่า ตลอดเวลาพ.ต.ท.ทักษิณได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเจ้าหน้าที่ทางการญี่ปุ่น

ต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งที่พรรคฝ่ายค้านในไทยพยายามโจมตีรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ

ว่าเป็นฝ่ายร้องขออย่างน่าเกลียดให้ทางการญี่ปุ่นออกวีซ่าให้พ.ต.ท.ทักษิณ

ฝ่ายค้านหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นใหญ่ พร้อมกับเปิดให้ส.ส.พรรคเข้าชื่อดำเนินการยื่นถอดถอนนายสุรพงษ์ ออกจากรัฐมนตรี

ขณะ เดียวกันก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการญี่ปุ่น ยอมให้สื่อมวลชนจากนานาประเทศบันทึกภาพ และทำข่าวการต้อนรับพ.ต.ท. ทักษิณ ระหว่างการเยือนเป็นเวลา 1 สัปดาห์

ดูแล้วไม่น่าจะเกิดจากการร้องขอของรัฐบาลไทยเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะเป็นความเต็มอกเต็มใจของทางการญี่ปุ่นด้วยส่วนหนึ่ง

ก่อนหน้านี้มีการพูดกันมากว่า พ.ต.ท.ทักษิณคือ ‘สายล่อฟ้า’ ตัวจริง ที่จะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้เป็นน้องสาว

กรณีการเดินทางเข้าญี่ปุ่น ดูเหมือนเป็นการยืนยันว่าคำพูดดังกล่าวเป็นความจริง

รวม ถึงการให้สัมภาษณ์สื่อชั้นนำของโลก โดยเฉพาะล่าสุดกับหนังสือพิมพ์เดอะ ไทมส์ ของอังกฤษ ที่มีการนำมาแปลเป็นภาษาไทยเผยแพร่ลงเว็บไซต์

ตอน หนึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ระบุถึงชื่อตัวบุคคลในระดับสั่งการ และระดับปฏิบัติ ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนเสื้อแดงเดือนเมษายน- พฤษภาคม 2553

พร้อมกับชี้ลงไปตรงๆ ว่าการที่การเมืองฝ่ายตรงข้ามพยายามจะชนะเลือกตั้งให้ได้ ไม่ใช่เพราะกังวลกับการเป็นฝ่ายค้าน

แต่กังวลเกี่ยวกับอาชญากรรม 91 ศพที่ก่อไว้มากกว่า

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

นักเรียนเกาหลี เริ่มต้นใช้ TABLET เป็นตำราดิจิตอล

 

รัฐบาลเกาหลีใต้มีแผนปรับระบบการศึกษาแบบเดิมๆ มาเป็นระบบการเรียนรู้แบบดิจิตอล

กระทรวงศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในประเทศเกาหลีใต้ ได้ประกาศว่าจะลงทุนมากกว่า 2ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างแห่งเรียนรู้สำหรับนักเรียน แบบดิจิตอล โดยจะเปลี่ยนจากชีวิตเดิมๆ ที่ใช้ตำราหรือนำหนังสือเรียนใส่กระเป๋าหลายๆเล่ม แบกเข้ามาโรงเรียนแบบหนักๆ เปลี่ยนมาใช้เป็น ตำราเรียนแบบดิจิตอล โดยเรียนรู้ผ่านแท๊บเล๊ท เพื่อเพิ่มประสิทธิ์ภาพในการเรียนรู้มากขึ้น

 

โดยหนังสือตำราดิจิตอลผ่านแท๊บเล๊ทนั้นจะ มีรูปแบบอีบุ๊คเนื้อหาไม่ต่างจากหนังสือตำราแบบกระดาษ แต่จะมีสื่อมัลติมีเดีย วีดีโอภาพเคลื่อนไหว พร้อมเสียง ระบบโต้ตอบสนทนาระหว่างผู้สอนกับนักเรียน โดยระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเรียนการสอนนั้นจะใช้ในรูปแบบ Cloud Computing สำหรับโรงเรียน ข้อมูลเข้าถึงทุกๆโรงเรียน เพื่อเข้าถึงระบบฐานข้อมูลตำราดิจิตอลทั้งหมดและสามารถดาวน์โหลดเนื้อหาวิชา ต่างๆลงในคอมพิวเตอร์แท๊บเล๊ท โดยทางกระทรวงได้มีแผนที่จะให้แท๊บเล๊ทฟรีแก่นักเรียนที่มีรายได้น้อย  รวมถึงเนื้อหาตำราเรียนที่ต้องการมาใช้ในการสอนหลักสูตรด้วย อนาคตคาดว่า แท๊บเล๊ท จะเป็นที่นิยมมาใช้ในการเรียนการสอนมากขึ้น

นอกจากนี้ในแผนการสอนออนไลน์ จะอนุญาตให้นักเรียนที่ขาดเรียน ได้เรียนเนื้อหาเป็นรายชั่วโมง ผ่านทางระบบออนไลน์บนอินเตอร์เน็ต เทียบเท่ากับการเข้าเรียนในชัันเรียน ซึ่งการเรียนผ่านออนไลน์นี้ มาใช้กับนักเรียนที่แม้ป่วยไม่สบายไม่สามารถเดินทางมาเรียนได้  ก็ได้ศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจนตามทันนักเรียนที่เรียนอยู่ในชั้นเรียน ได้

ข้อมูลจาก electronista และ Chosun Ilbo และ http://www.it24hrs.com

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

ลากไส้สื่อเหี้ยม..ม.ม้าหายทุกค่ายทุกเม็ด

http://www.thaienews.blogspot.com/

ความ น่าประทับใจในตัวอาจารย์อภิสิทธิ์สำหรับฉัน ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก แม้ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งแรกที่คนมองเห็น แต่สิ่งที่ปรากฎภายใน คือความเมตตานั้นต่างหาก-นักข่าวช่อง 7 ซึ่งตั้งคำถามจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนี และแจ้งความแกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 สิงหาคม 2554

จากกระทู้สุดฮิต”ลากไส้สื่อเห้”ในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน ซึ่งมีผู้เข้าเยี่ยมชมมากกว่า100,000คลิ้ก เปิดโปงเบื้องลึกเบื้องหลังวงการสื่อไทยอย่างล่อนจ้อน ด้วยสำนวนภาษาฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อน และต่อมาไทยอีนิวส์ได้นำเสนอเป็นตอนๆทั้งสิ้น18ตอน

ล่าสุดได้มีผู้จัดทำลงเป็นไฟล์ pdf โดยจัดหน้า ลงรูปภาพประกอบสวยงามอ่านง่ายแล้ว ขอเชิญอ่านและเผยแพร่ต่อ โดยคลิ้กดาวน์โหลดที่นี่

http://www.4shared.com/file/108373645/c6fbb65d/Bad_Media_Series-.html

สารบัญซีรีส์สุดมันส์ลากไส้สื่อเห้

(-ตอน1):ค่ายเนชั่นข้อตกลงกับปีศาจ เบื้องหลังโชคมหาศาล มันคืออาชญากรรม
(-ตอน2):จากไดโนเสาร์กลายพันธุ์มาเป็นเหี้้ย
(-ตอน3):ลิ้มนักแบล็กเมล์เจอแบล็กลิสต์ เจาะลึกสำราญ รอดเพชร
(-ตอน4):สมาคมสื่อโจร พวกมึงแหละตัวดีที่ต้องหยุดทำร้ายประเทศไทย
(-ตอน5):ขุดประจานแก๊งเด็กนรกเนชั่น จอมขวัญ ธีระ กนก สรยุทธ
(-ตอน6):ชื่อของนก นามของไม้ ศักดิ์ศรีของคนชายคามติชน
(-ตอน7):เปลว สีเงินปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม
(ตอน8)’จารย์เจิมเสือเจ็บร้อง”เอ๋ง”!
(-ตอน9):ชำแหละอ.ย.ม.ชัยอนันต์ สู่อ.ล.ม.กุนซือลิ้ม
(-ตอน10):ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-พญาไม้-ไพศาล
(-ตอน11):แทงกั๊กสไตล์ไทยรัฐมีตั้งแต่เหลืองอื๋อไปยันแดงแปร๊ด
(-ตอน12):อัญชะนีชีวิตนี้พลีเพื่อเฮียเอี่ยม
(-ตอน13):เปิดโฉมหน้าอรหันต์คอลัมนิสต์ไทยรัฐ
(-ตอน14):บุญเลิศ ช้างใหญ่,นงนุช สิงหะเดชะ,ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์
(-ตอน15):อาจารย์สุนันท์ ศรีจันทรา-โสภณ องค์การณ์ แสบคูณสอง
(-ตอน16):ยำใหญ่คนอ่านข่าวหน้าจอทีวี พวกเขากับเจ้าหล่อนคือใคร?
(-ตอน17):ประชาทรรศน์ ไฮทักษิณ ประดาบ สื่อลูกกะโปกห้อย
(-ตอนจบ):กำเนิดและอวสานของมหากาพย์ถลกหนังสื่อเหี้้ยมม.ม้าหาย

หรือคลิ้กอ่านรวมบทความทุกตอนที่ลิ้งค์นี้ http://www.thaienews.blogspot.com/2009/05/blog-post_7852.html

เพิ่มเติมโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

– รู้จักนักข่าว7สีผู้มีความเป็นกล๊างเป็นกลาง(ใจมาร์ค)

-ใช้เสี่ยต้อยนักข่าวร้อยล้าน TNEWS และผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินฯไล่ล่าแม่มดคดีหมิ่น ดร.จิรายุคิดดีแล้วหรือ?

-ศึกเฮียกัดเฮียขยายวง:เฮียโล้นกัดเฮียลิ้ม

-เปิดโปงสื่อโล้น อย่าปล่อยเนชั่นลอยนวล

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

ภาคีสัตว์ป่า “เฮี่ยสองขา-หมาสองตีน” กับยุทธการโกหกหน้าตาย ป้ายความผิดให้ผู้อื่น

By…อดีตฝุ่นไต้ตีน

รูปภาพ

หลายคนคงทราบดีแล้วถึงคำตัดสินของศาลแพ่ง กรณีคนเสื้อแดงที่บาดเจ็บ ซึ่งนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่ายินดีสำหรับประชาชน
แม้ ว่าเรายังลากคอคนทำผิดมาลงโทษไม่ได้ และเงินชดเชยก็น้อยนัก ดูไม่เหมาะสมกับความเสียหาย แต่สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนตาดำๆคือ
คำตัดสินของศาลตามคำร้องของโจทก์ว่าหทารมี “เจตนาฆ่า” นับเป็นการถีบยอดหน้า ประยุทธ จันทร์โอชา ที่ได้เคยออกมาแหกปากสบถสาบานนับครั้งไม่ถ้วนว่าทหารไม่เคยทำร้ายประชาชน และเป็นการพิสูจน์ว่าเหล่าภาคีสัตว์ป่า “เฮี่ยสองขา-หมาสองตีน”โกหก และไอ้คนตาเหล่นั้นไว้ใจไม่ได้จริง ดั่งคำโบราณท่านว่าไว้

แต่อะไรก็ ไม่น่าทุเรศเท่าความอุบาทว์หน้าด้าน หน้าตาย ไร้ยางอายของพรรคประชาธิปัตย์โดยการนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่กล่าวหาว่าคนเสื้อเเดง ฆ่าประชาชน และเผาบ้านเผาเมือง แถมยังเลยเถิดประนามผู้ที่ยังมีปัญหาคาใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าเป็น “ผู้ที่ไม่หวังดี และไม่ใช่คนไทย”

พ่อเเม่พี่น้องที่มีจิตปกติธรรมดาก็คงงง
“เอ๊ะ..ยังไงกัน! ก็มันระดมยิงใส่เราเห็นกันจะๆ แต่กลับมาหาว่าเรายิงมัน”
คงไม่รู้จะตอบโต้กับมันอย่างไร เพราะตั้งเเต่เกิดมา ก็คงไม่มีใครเคยประสบพบเห็น หรือต่อกรกับคนจัญไรเเบบไอ้พวกนี้มาก่อน

คุณ ลองนึกภาพไอ้เมือกถลกกางเกง ถ่างขา ถ่ายอุจจาระไปทั่วบ้าน เเล้วออกมาเเหกปากตะโกนที่หน้าบ้านพร้อมชี้หน้าคุณซึ่งเผอิญยืนอยู่แถวนั้น ว่าเป็นคนถ่าย ทั้งๆที่ก้นของมันยังเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยกากของเสีย มีเเมลงวันรุมตอมอยู่เป็นฝูง มีพยานเห็นเหตุการณ์เเละยืนยันได้ว่ามันเป็นคนถ่ายของเสียออกมาไม่ใช่ตัวคุณ อย่างแน่นอน เเถมยังพิสูจน์ได้ว่าของเสียเหล่านั้นเป็นกากของสะตอเเละน้ำบูดู เเต่มันก็ยังหน้าด้านหน้าตาย ตะโกนประนามคุณต่างๆนาๆ ขณะที่ตัวมันเดินหัวทิ่มหัวตำเพราะสะดุดกางเกงที่ยังกองอยู่ปลายตีนตัวเอง

คุณก็คงอาจจะยืนงงเกาหัวตัวเอง พลางละเมอออกมาว่าเบาๆ
“ เอ๊ะ…รึว่ากูทำจริงๆวะ”

ยุทธการ โกหกหน้าด้านหน้าตาย ป้ายความผิดให้ผู้อื่นเเบบนี้เพิ่งมาเกิดขึ้นในวงการเมืองของเมืองไทยเมื่อ 60 กว่าปีที่เเล้ว เเละใช้ได้ผลมาตลอด เราจะเห็นได้ว่า มีการเรียกหัวหน้าศาลและนักการเมืองต่างๆเข้าพบตลอดเวลา เพราะตอนนี้ไอ้ตัวเเม่เเบบ “บอดเดรัจฉาน มารลวงโลก” ใกล้จะเป็นปุ๋ยเต็มที คงมีพิธีกรรมถ่มน้ำลายให้ไอ้พวกลูกน้องเลีย เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ต่อไป ได้ ยินว่าอย่างไอ้มาร์ค ไอ้เนวิน ไอ้เมือกนี่ ไม่ได้เลียน้ำลายเหมือนคนอื่นเขา เเต่เล่นซดน้ำลายกันเป็นชามกาละมัง มันถึงได้ชั่วช้าสามานย์ ไม่ผิดเพี้ยนกับไอ้ตัวเเม่เเบบ

พี่น้อง ที่มีฝีมือทางปราบผี ต้องออกมาช่วยกันหน่อยนะครับ เพราะไอ้พวกนี้ไม่ได้กินของเน่าของเสียเหมือนในสมัยโบราณกาล เเต่มันเล่นกินป่า กินเขา กันเป็นลูกๆ ขืนปล่อยพวกมันไว้ เมืองไทยคงไม่มีอะไรเหลือ!

_________________

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

คำต่อคำทักษิณให้สัมภาษณ์THE TIMES:ประยุทธ์กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรม

รูปภาพ

(Q)ท่าน(พลเอกประยุทธ์)ถูกสอนให้ใช้อาวุธปราบปรามประชาชนอย่างนั้นน่ะเหรอ

(A)ใช่ ใช่

(Q)อย่างนั้นท่านพลเอกประยุทธ์ก็ต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 53

(A)ใช่ครับ คนตายทั้งหมด รัฐบาลชุดก่อนก็ต้องรับผิดชอบในการออกคำสั่งด้วย

(Q)คุณทักษิณกำลังหมายความว่า พวกนั้นมีความผิดฐานอาชญากรรม

(A)ใช่ครับ นี่เป็นอาชญากรรมที่รัฐบาลก่อนหน้ากังวลมาก พวกเขาไม่ได้กังวลว่าจะเป็นฝ่ายค้าน แต่กังวลเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ได้ก่อไว้

ที่มา เวบไซต์ The Times
แปลโดย สำนักข่าวTnews

หมาย เหตุไทยอีนิวส์:หนังสือพิมพ์ เดอะไทมส์ โดยผู้สื่อข่าว ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่ สัมภาษณ์พิเศษ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่โตเกียว ญี่ปุ่น เมื่อ 24 สิงหาคมนี้ และสำนักข่าวทีนิวส์ถอดคำต่อคำออกเผยแพร่ ไทยอีนิวส์เห็นว่ามีเนื้อหาที่สาธารณชนไทย ไม่สว่าจะเป็นผู้สนับสนุนหรือต่อต้านทักษิณพึงจะต้องรับทราบ จึงนำฉบับที่ทีนิวส์นำเสนอมาเผยแพร่ ดังต่อไปนี้

รูปภาพ

ทักษิณ ขณะให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าสเดอะไทมส์ในโตเกียว

รูปภาพ

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่ (ขวามือ)

ริ ชาร์ด ลอยด์ แพรี่ : ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้วใช่มั้ยครับสำหรับคุณทักษิณ นับตั้งแต่การเลือกตั้งสิ้นสุดลง (ด้วยชัยชนะของน้องสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)

ทักษิณ ชินวัตร : ค่ำคืนนั้นผ่านมาแล้วครับ

(Q)คุณทักษิณคาดหวังอะไรไว้กับประเทศไทย

(A)ผม คิดว่าประชาชนมีทัศนคติในทางด้านบวกมากขึ้น มีส่วนน้อยยังคงมีทัศนติด้านลบ โดยคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้น เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับพวกเขา (ในอดีต) ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เป็น 5 ปีที่ไม่ได้อะไรเลย นอกจากการสร้างภาระและปัญหาและความยากลำบากให้กับประชาชน

(Q)ตอนนี้ถ้าจะพูดว่า คุณทักษิณได้กลับมาแล้วในฐานะนักการเมืองและผู้นำ ถูกต้องใช่มั๊ยครับ?

(A)เขากลับมาด้วยการเมือง แต่ไม่ได้เป็นนักการเมืองหรือว่าผู้นำ แต่กลับมาด้วยการเมือง

(Q)หมายถึงอะไรครับในทางปฏิบัติ

(A)ในทางปฏิบัติหมายถึง(ประชาชนชาวไทย)เข้าใจผมดีขึ้น คนไทยพูดกันว่า ผมถูกรังแกมานาน เป็นการกลั่นแกล้งและความเข้าใจผิด

(Q)ตอนที่คนไปเลือกตั้งกันเขาไปเลือกคุณทักษิณใช่มั้ยครับ

(A)แค่ บางส่วนครับ แต่ทั้งนี้ก็เพราะน้องสาวผม เธอเป็นคนที่มีพรสวรรค์แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ(ในช่วงที่ลงเล่นการเมือง)เธอ ต้องยอมรับความนิยมชิมชอบที่มีในตัวผม

(Q)แต่ว่านี่เป็นคะแนนเสียงเลือกตั้งที่เขาสนับสนุนคุณทักษิณนะ

(A)ใช่ ใช่

(Q)คุณทักษิณคงอดทนรอไม่ไหวที่จะกลับประเทศไทย

(A)แน่ นอนครับ ผมอยากจะกลับเมื่อวานนี้ด้วยซ้ำ แต่ผมรอได้ เพราะว่าผมไม่อยากจะเพิ่มความขัดแย้ง มันเป็นสิ่งที่ผมกลัว ผมไม่รู้ว่าทำไม ศัตรูของผมก็กลัว แน่นอน ผมอ่อนแอมากมาก ผมไม่ได้แข็งแกร่ง

(Q)โดยในหลักการแล้ว ตอนนี้ใครเป็นศัตรูคุณทักษิณ

(A)อ่า! บางทีก็อาจจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ แต่ผมอยากจะปรองดองกับเขา

(Q)คุณทักษิณถูกตัดสินโทษจำคุก 2 ปี

(A)ใช่ นั่นก็เรื่องหนึ่ง

(Q)และก็เป็นเหตุผลด้วยใช่มั๊ยว่าคุณยังไม่กลับประเทศไทยตอนนี้

(A)ใช่ ใช่

(Q)คุณทักษิณจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ

(A)ก็ มีหลายวิธี ถ้าเรามีข้อมูลใหม่ เราสามารถที่จะขอศาลอุทธรณ์ได้ นั่นคือวิธีที่หนึ่ง ส่วนวิธีที่สองก็จะเป็นอีกกระบวนการหนึ่ง ยกตัวอย่าง เช่น อาจจะเป็นการนิรโทษกรรมหรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับผลของการปรองดอง (และก็ขึ้นอยู่กับ) ว่าพวกเขาต้องการผมหรือไม่

ถ้าเขายังต้องการผม ผมก็กลับได้ แต่ถ้าเขาไม่ต้องการ ผมก็โอเค ผมก็เลิกอยู่ในต่างประเทศ

(Q)คุณทักษิณหวังการอภัยโทษมั้ยครับ

(A)อ่า! คุณรู้มั้ยว่ามันเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไม่ได้ มันเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ไปคาดเดาอะไรไม่ได้

(Q)เมื่อไรคุณทักษิณจะกลับไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

(A)น้อง สาวผมเราห่างกัน 18 ปี (ตามอายุ) (และ) กำลังเป็นนายกรัฐมนตรี เราไม่ได้เป็นคนรุ่นเดียวกัน ผมอายุ 62 ดังนั้นผม(จะ)ไม่กลับไปเป็นนายกฯอีกครั้ง

(Q)แต่ในเอเชีย อายุ 62 นี่ยังเป็นผู้นำที่หนุ่มมากนะครับ

(A)ถ้า น้องสาวผมไม่ได้อยู่ที่นั่น ผมก็มีโอกาสเป็น แต่ว่าน้องผมอยู่ที่นั่น ดังนั้นผมต้องปูทางให้กลับคนรุ่นใหม่ และผมก็ให้คำปรึกษา แบ่งปันประสบการณ์ให้ ดีกว่าที่ผมจะไปทำด้วยตัวเอง

(Q)แล้วถ้าเกิดว่าน้องสาวคุณพูดว่า “กรุณารับไป” คุณทักษิณจะตกลงมั๊ย

(A)ไม่ ถ้า(มันเป็น)คำร้องขอของน้องสาวผม ไม่เอา…แต่ถ้าเป็นคำร้องขอจากประชาชน ผมต้องรับเพราะผมเป็นหนี้พวกเขา เป็นหนี้จำนวนมาก เพราะว่าเขาไม่เคยลืมผม และยังคงลงคะแนนให้ผม นั่นแหละ(ทำไม)ผมถึงเป็นหนี้พวกเขา ถ้ามันเป็นคำร้องขอจากประชาชน ผมต้องแสดงออกมาซึ่งความกตัญญูด้วยการรับมันไว้

(Q)ถ้าประชาชนขอร้อง คุณทักษิณเป็นนายกอีกครั้งนะ

(A)ใช่ถูกต้อง แต่ผมไม่อยากไง ถ้ามันไม่จำเป็น

(Q)คุณทักษิณรู้ได้ยังไงว่าประชาชนอยากให้คุณเป็นนายกอีกครั้ง

(A)ธรรมดา! มันรู้ได้หลายวิธี ประชาชนอาจจะขอร้องมา คุณเข้าใจมั๊ย ด้วยจำนวนมากๆ หรือไม่ก็ขอให้ผมไปเลือกตั้งอีกครั้ง และเขาก็ลงคะแนน(ให้ผม) บางทีผมอาจจะลองทดสอบลงไปเลือกตั้งเป็นส.ส. ไม่จำเป็นต้องถึงนายกรัฐมนตรี

(Q)เอาตามความเป็นจริง เมื่อไรที่คุณทักษิณจะสามารถกลับประเทศไทยได้

(A)อยู่ที่ข้อพิสูจน์ว่าผมผิด ซึ่งยังไม่ชัดเจน ผมไม่ยอมรับคำพิพากษา นี่ไม่ใช่อาชญากรรม

(Q)ใน เดือนธันวาคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระชนมายุครบ 84 พรรษา และเป็นวันสำคัญมาก ในโอกาสนี้ คุณทักษิณจะเข้าถวายพระพรแบบส่วนตัวหรือไม่

(A)ปกติผมจะถวายพระพรอยู่แล้ว ผมจะส่งดอกไม้และคำถวายพระพร แต่ไม่ได้เป็นการส่วนตัว

(Q)ในเดือนธันวาคมเอาตามความเป็นจริงนะ เป็นช่วงที่เหมาะที่สุดที่คุณทักษิณจะกลับประเทศใช่หรือไม่

(A)(หัวเราะ)ผมพูดไม่ได้ ผมพูดไม่ได้ มันอ่อนไหว

(Q)ใครที่คุณทักษิณใกล้ชิดที่สุดในกองทัพ

(A)ส่วน ใหญ่จะอยู่ในชั้นเรียนเดียวกับผม(ในสมัยโรงเรียนเตรียมทหาร)แต่ก็ เกษียณไปหมดแล้ว มีอยู่ส่วนน้อยที่ยังรับราชการอยู่ และหลังจากรุ่นผม ผมก็ไม่รู้จักใคร เพราะผมเลือกเรียนตำรวจ ผมจะรู้จักเฉพาะที่เรียนตำรวจ รู้จักมากกว่าคนในกองทัพ แต่ว่าบางคนเขาก็จะรู้จักผมนะ ส่วนใหญ่เคารพผมและยังเรียกผมว่าพี่

(Q)แล้วคนในกองทัพอยู่ตรงข้ามคุณรึป่าว

(A)ถ้า ยังมีความเข้าใจผิดกันอยู่ ก็ต้องตอบว่าใช่ แต่ถ้าความไม่เข้าใจนั้นจบกันไป เขาก็จะกลับมาเคารพผมอีกครั้ง เพราะว่าผมอาวุโสกว่า แต่ว่า คนในกองทัพมักจะได้รับข้อมูลผิดๆ ว่าผมต้านสถาบัน ซึ่งมันไม่เป็นความจริง นี่แหละเป็นประเด็นสำคัญ

(Q)ตอนนี้มีใครในกองทัพมั้ยที่เข้าใจในตัวคุณ

(A)มี หลายคนที่เป็นกุญแจสำคัญยังคงพูดคุยถึงเรื่องผม แล้วก็เห็นใจผม และบางครั้งก็ช่วยเคลียร์ความไม่เข้าใจในตัวผม เป็นคนในกองทัพซึ่งมีความกล้า ที่จะเริ่มเคลียร์(ความไม่เข้าใจ)เพราะเขารู้ว่านี่จะส่งผลเสียต่อประเทศหาก ปล่อยไว้อย่างนี้

(Q)คนเหล่านั้นรับใช้ผู้บัญชาการในกองทัพใช่หรือไม่

(A)ใช่ครับ

(Q)แล้วเมื่อครั้งที่คุณทักษิณได้พูดคุยกับพวกเขา คุณพูดเรื่องอะไรกัน

(A)ปกติ ผมจะพูดคุยเรื่องคำอวยพรที่มีต่อประเทศและสถาบันพระมหากษัตริย์ และผมก็จะอธิบายว่าผมไม่ได้เป็นคนประเภทนั้น เราจบมาจากโรงเรียนเตรียมทหาร เราถูกฝึกทุกวันให้รักประเทศและสถาบัน

(Q)ผู้อาวุโสในกองทัพเขาหนุนให้คุณทักษิณกลับประเทศมั้ย

(A)ก็ถ้าเพราะข้อพิสูจน์ว่าผมผิดออกมาเป็นแบบนั้น คงจะไม่มีใครอยากให้ผมกลับหรอกครับ

(Q)คุณทักษิณบอกได้มั้ยว่าใครในกองทัพที่ใกล้ชิดและติดต่อกันอยู่

(A)(หัวเราะ)กรุณา อย่า เดี๋ยวพวกเขาจะเดือดร้อน

(Q)พล.อ.ประยุทธ์ (ผู้บัญชาการกองทัพบก) เขาเปิดเผยแล้วว่า ไม่ได้ชอบคุณ นี่จะเป็นปัญหาต่อประเทศไทยมั้ย

(A)อ่า! คุณรู้มั้ยว่าลักษณะนิสัยของคนในกองทัพนี่ เมื่อคุณมีอำนาจในการบังคับบัญชา คุณจะต้องแสดงออกมาซึ่งภาวะผู้นำ แต่ว่าบางครั้งภาวะผู้นำในความหมายของโลกสมัยใหม่จะต้องแตกต่างจากในอดีต ซึ่งคนในกองทัพยังทำแบบอย่างเช่นในอดีต นั่นก็คือผู้นำต้องแสดงความพร้อมในการต่อสู้ ความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจไม่ว่าอะไรก็ตาม แน่นอนว่านี่ย่อมไม่ใช่แบบอย่างของผู้นำสมัยใหม่

(Q)อย่างนั้นก็แสดงว่าท่านพลเอกประยุทธ์เป็นคนหัวสมัยเก่า มีทัศนคติก้าวร้าว ล่ะสิ

(A)ใช่ ครับ แต่ว่าท่านจะดีขึ้นและดีขึ้นมากกว่านี้ จะดีขึ้นเรื่อยๆ จะมีความเข้าใจดีขึ้นเรื่อยๆ ท่านประยุทธ์ถูกสอนมาโดยรัฐบาลก่อนหน้าว่าให้จัดการและใช้อาวุธปราบปราม ประชาชน ตอนนี้ท่านเข้าใจดีขึ้นแล้ว
(Q)ท่าน(พลเอกประยุทธ์)ถูกสอนให้ใช้อาวุธปราบปรามประชาชนอย่างนั้นน่ะเหรอ
(A)ใช่ ใช่

(Q)อย่างนั้นท่านก็ต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 53

(A)ใช่ครับ คนตายทั้งหมด รัฐบาลชุดก่อนก็ต้องรับผิดชอบในการออกคำสั่งด้วย

(Q)พล.อ.ประยุทธ์ต้องรับผิดชอบอย่างนั้นเลยเหรอ

(A)ไม่ใช่แค่ท่านเท่านั้น บรรพบุรุษของท่านด้วย

(Q)พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องถูกนำตัวมาอธิบายเรื่องนี้ให้ได้ ใช่มั๊ยครับ

(A)ตอน นี้เรากำลังรอผลสรุปจากคณะกรรมการตรองสอบหาความจริงและสร้างความ ปรองดอง ซึ่งมีการเก็บรวบรวมบทสัมภาษณ์ การไต่สวน และหลักฐานที่กองทัพมอบให้กับ DSI และตำรวจ นี่แหละจึงเป้นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้กลัวเรื่องแพ้การเลือกตั้ง เพราะต้องการที่จะปกปิดสิ่งที่ได้ทำผิดพลาดไว้กับประชาชน
(Q)คุณทักษิณกำลังหมายความว่า พวกนั้นมีความผิดฐานอาชญากรรม

(A)ใช่ครับ นี่เป็นอาชญากรรมที่รัฐบาลก่อนหน้ากังวลมาก พวกเขาไม่ได้กังวลว่าจะเป็นฝ่ายค้าน แต่กังวลเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ได้ก่อไว้

(Q)แล้วประเทศไทยจะสร้างสมดุลระหว่างความยุติธรรมกับความปรองดองได้อย่างไร

(A)นี่เป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก
(Q)อย่างไหนสำคัญกว่า

(A)นั่น แหละจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมีการเปิดเผยความจริง ซึ่งเมื่อความจริงเปิดเผยออกมาเราก็ต้องการฟังคำให้การ…คำให้การว่าใคร เป็นเหยื่อ…และเราก็จะกลับมาสู่คำว่ายุติธรรมเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความ ปรองดอง

(Q)พล.อ.ประยุทธ์ ควรได้รับโอกาสให้กลับมาทำงานอีกครั้งมั้ย

(A)เราต้องหาคนบริสุทธิ์ก่อนที่จะหาคนผิด ดังนั้นตอนนี้เราต้องมาดูว่าเรื่องทั้งหมดจะมีการพิสูจน์ออกมาได้มั้ย

(Q)แล้วถ้ามีการพิสูจน์แล้วว่าท่านประยุทธ์สั่งให้ยิงคนเสื้อแดง อะไรจะเกิดขึ้น

(A)ถ้าพิสูจน์ได้แล้ว ประชาชนเองจะเป็นคนบังคับให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติให้เกิดผล (ตามภาวการณ์เมืองไทย)

ถ้า คุณมองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเลือกตั้งมาแล้ว 5 ครั้ง และเราชนะถึง 5 ครั้ง และเรามี 6 นายกรัฐมนตรี 4 ใน 6 มาจากฟากเรา และ 2 ใน 6 มาจากฟากของทหาร ผมต้องพูดแบบนั้น 1 คนมาจากการรัฐประหาร 1 คนมาจากในค่ายทหาร

(Q)คุณทักษิณจะสร้างองคมนตรีใหม่มั้ย

(A)(หัวเราะ)นั่นเป็นการตัดสินพระทัยของสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่มีใครไปคาดเดาได้

(Q)แล้วถ้าคุณทักษิณได้มีโอกาสเข้าใกล้หละ คุณไม่สนใจเหรอ

(A)(หัวเราะ)เราพูดอะไรไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นการตัดสินพระทัยของพระองค์ท่าน

(Q)ใกล้จะถึงวันครบรอบ 5 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน ในวันนั้นคุณทักษิณจะทำอะไร

รูปภาพ

(A)ตัว ผมเองคงไม่ทำอะไร เพราะว่าผมไม่ได้เป็นนายกรํฐมนตรี แต่ผมเคยบอกหัวหน้าคณะรัฐประหาร ในฐานะผู้บัญชาการกองทัพ ผมเคยโทรไปหาเขาหลังรัฐประหารว่า “ผม(เชื่อในความ)เป็นนักกีฬา นั่นหมายถึงเมื่อทุกอย่างจบ ทุกสิ่งจบ เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น มันก็เสร็จสิ้น แต่อย่ารังแกผมด้วยการเมือง (ถ้าคุณ) รังแกผมด้วยการเมือง ผมก็จะต่อสู้กลับไปด้วยการเมือง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ เพราะพวกเขาไม่ยอมเชื่อในคำพูดของผม
แต่เขาทำเยอะเหลือเกิน-เขาตั้งศัตรูของผมมาเป็นคณะกรรมการตรวจสอบ (ในข้อหาคอร์รัปชั่น) พวกนั้นใช้ข้อกล่าวหาเท็จทั้งหมดทำร้ายผม

ดัง นั้นในวันครบรอบ 5 ปี รัฐประหารไม่มีความจำเป็นสำหรับผม (จะต้องทำสัญลักษณ์อะไร) เพราะว่าผมไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว แต่ทว่าอาจจะมีประชาชนออกมาเพื่อแสดง (ความประสงค์) ว่าไม่เอารัฐประหาร-เราเจ็บช้ำมา 5 ปีแล้ว คนอาจจะออกมาเพราะต้องการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย
…พวก เขากลัวว่าผมจะสู้ ก็เลยทำบางอย่าง ให้ผมอยู่นอกประเทศ ริบเงิน อายัดเงิน (ทรัพย์สินทักษิณในประเทศไทย) ไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อให้ผมอยู่นอกประเทศ แต่นี่ไม่ใช่เหตุของปัญหา แต่เป็นผลกระทบ เพราะว่าประชาชน ไม่ใช่ผม-ประชาชนไม่ชอบความอยุติธรรม ไม่ชอบความเป็นสองมาตรฐานที่เกิดขึ้นกับคดีการเมือง ประชาชนไม่ชอบและเกลียดสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาทำไม่ได้หรอกที่จะมายับยั้ง(ความนิยม)ด้วยการเอาเงินผมไป หรือทำให้ผมอยู่นอกประเทศไทย มันช่วยอะไรไม่ได้เลย

(Q)คุณทักษิณเข้าใกล้(เงินที่ถูกอายัด)ไว้แล้วหรือยัง หลังจากน้องสาวเป็นนายกรัฐมนตรี

(A)คุณ รู้มั้ย ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย ถ้ามันเป็นเงินผม มันคงกลับมาเอง แต่ถ้าไม่ใช่ มันก็ไม่กลับมา ผมเชื่อในกรรม ถ้าเงินเหล่านั้นเป็นของผมเดี๋ยวมันก็กลับมาเอง

(Q)มีแผนไปอังกฤษมั๊ย

(A)มีครับ

(Q)ไปเมื่อไร

(A)ตอน นี้ยังไม่รู้ ขึ้นอยู่กับการออกวีซ่า ในหลักการมันแยกกันแต่กระบวนการกำลังเดินหน้าอยู่ ผมสั่งให้ทนายให้ไปพูดคุยที่สำนักงานออกวีซ่า เพื่อให้เข้าใจเรื่องทั้งหมด และในเวลาเดียวกันเราก็ติดต่อกับทางสถานทูตไว้ด้วย ซึ่งในหลักการเขาก็รู้ว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด เขามีความเข้าใจดีขึ้น ซึ่งก็น่าจะยอมรับได้ แต่อาจต้องมีกระบวนการ

(Q)มีตารางเวลาออกมาแล้วหรือยัง-อาจจะเป็นไปดูนัดชิง เอฟเอ คัพ ก็ได้

(A)ก็อาจจะก่อนหน้านั้น(หัวเราะ)ผมอยากไปดูแมนเชสเตอร์ ซิตี้

(Q)ถ้าไม่เกี่ยวกับการเมือง ตอนนี้คุณทักษิณทำธุรกิจอะไร

(A)ผม ทำเหมืองแร่ โดยเฉพาะทอง แพลตตินั่ม ผมมีเหมืองในอูกานดา แอฟริกาใต้ แทนซาเนีย ซิมบับเว และก็มีอีกในหลายๆประเทศ ตอนนี้ก็ทำแล้วเช่น เอธิโอเปีย ซูดาน แอฟริกากลาง หลายประเทศ มองโกเลียก็มี

(Q)คุณทักษิณมีทรัพย์สินเท่าไรที่อยู่นอกประเทศไทย

(A)ฟอร์บส(แมกกาซีน )บอกว่า-อะไรนะ?- 900 ล้านดอลลาร์ นั่นก็เป็นผลสำรวจฟอร์บสซึ่งเขาก็พยายามมาถามผมนะ ผมก็บอกว่า ไม่ ไม่ ไม่ ผมยังไม่ยืนยัน เพราะมันเป็นของลูกและภรรยา ทรัพย์สินผมมีน้อยมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าผมทำไมถึงต้องทำงาน ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะอยู่ เพื่อฐานะการเงิน และเพื่อการเดินทาง

(Q)ตอนที่ผมสัมภาษณ์คุณทักษิณในปี 2552 คุณทักษิณบอกว่ามี 100 ล้านดอลลาร์

(A)เงินสด(ตอนนี้)น้อยกว่านั้น เพราะว่าผมเอาไปลงทุน แต่ว่าทรัพย์สินนี่อาจจะมากหน่อย

********

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

New Thai govt vows crackdown on insulting royals

http://www.google.com/hostednews/afp/article/ALeqM5g8X3C0HbeiJp-ykW9trfeP_uv40w?docId=CNG.833bfd94605fae0dd1f45d20ba50b0af.01

BANGKOK — Thailand’s new government on Friday vowed to crack down on what it described as online insults against the revered monarchy, despite widespread criticism of the country’s strict lese majeste rules.

Deputy Prime Minister Chalerm Yubamrung said insulting Thailand’s royals was “unacceptable” and identified an online campaign as an immediate priority.

“The first thing I must tackle as a matter of urgency are those lese majeste websites. They are not allowed during this government,” he told reporters in comments that come within weeks of the new Thai government’s taking power.

“I will set up a war room, a working group to take care of this immediately, starting today. It must be done as soon as possible.”

Under Thailand’s lese majeste legislation, anybody convicted of insulting the king, queen, heir or regent faces up to 15 years in prison.

The laws have come under heavy criticism from rights groups, which have expressed concern that they were used to suppress freedom of expression under the last government, considered close to the establishment.

Soon after winning the July 3 election, Prime Minister Yingluck Shinawatra said the rules should not be abused.

But in a sign she did not want direct confrontation with the country’s powerful elites, Yingluck stopped short of saying she would reform the legislation.

Tens of thousands of web pages have been removed from the Internet for allegedly insulting the monarchy in recent years.

Discussion of the monarchy’s role is a long-standing taboo in politically divided Thailand.

King Bhumibol Adulyadej, 83, the world’s longest-reigning monarch and revered as a demi-god by many Thais, has been in hospital since September 2009.

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

กลาโหมจ่าย 5.2 ล้านทหารกระทืบประชาชน

อิหม่ามยะผา เหยื่อผู้ถูกเจ้าหน้าที่รัฐซ้อมทรมานจนตาย

รูปภาพ

จ่ายอ่วม! ทหารกระทืบประชาชนตาย

คำสั่งศาลแพ่ง วันที่ 20 ก.ค 54

1.ค่าขาดไร้อุปการะโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 (เมีย1และลูก4) เป็นจำนวนเงิน 4,624,000 บาท

2.ค่าเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงของนายยะผา กาเซ็ง ผู้ตาย เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท

3.ค่าปลงศพเป็นจำนวนเงิน 87,000 บาท

รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 5,211,000 บาท

จำเลย

1.กระทรวงกลาโหม

2.กองทัพบก

3.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

รวม 3 หน่วยงาน

ศาลแพ่งสั่งกลาโหม-ทัพบกชดเชยครอบครัวอิหม่ามยะผา กาเซ็ง 5.2 ล้าน เหตุตายระหว่างคุมตัว

ศูนย์ข่าวอิสรา

“คดี ซ้อมทรมาน” เกิดขึ้นไม่น้อยในระหว่างทางของปฏิบัติการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชาย แดนภาคใต้โดยฝ่ายความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ แต่มีไม่กี่คดีที่พอจะมีความคืบหน้าให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังพอเป็น ที่พึ่งหวังให้กับชาวบ้านตาดำๆ ได้บ้าง และหนึ่งในนั้นคือคดี “อิหม่ามยะผา”

คดีของ “อิหม่ามยะผา” หรือ นายยะผา กาเซ็ง กลายเป็นสัญลักษณ์ “ความไม่เป็นธรรม” คดีหนึ่งที่เกิดขึ้นในห้วง 7 ปีที่ไฟใต้โหมกระพือรุนแรง โดยก่อนเสียชีวิต นายยะผาเป็นอิหม่ามประจำมัสยิดบ้านกอตอ ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เขาถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเมื่อราววันที่ 19-20 มี.ค.2551 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2551เพราะถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกาย

คดีที่มีครอบครัวของอิหม่ามยะผา นำโดย นางนิม๊ะ กาเซ็ง ภรรยาของอิหม่าม เป็นผู้เสียหายนั้น มีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา แต่คดีที่มีความคืบหน้าชัดเจนที่สุดจนถึงขณะนี้ซึ่งเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว คือคดีทางแพ่ง

เมื่อวันพุธที่ 20 ก.ค.2554 ศาลแพ่งได้นัดพร้อมไกล่เกลี่ยในคดีหมายเลขดำที่ 1084/2552 ซึ่ง นางนิม๊ะ และลูกๆ ของอิหม่ามยะผารวม 4 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิดจากกระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศาลได้ไกล่เกลี่ยคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว คดีสามารถตกลงกันได้

โดยจำเลยทั้งสาม (กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) แถลงว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีนี้ที่ทำให้นายยะผาเสียชีวิตนั้น เป็นการปฏิบัติการร่วมกันของจำเลยทั้งสามภายใต้กรอบของกฎหมายตามสถานการณ์ ที่เป็นอยู่ขณะเกิดเหตุ เมื่อมีการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดจนข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว พบว่านายยะผาผู้ตายและครอบครัวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ จำเลยทั้งสามรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับที่จะเยียวยาความเสียหายให้กับฝ่ายโจทก์ตามที่ศาลได้มีการไกล่เกลี่ย และเป็นที่ยอมรับของฝ่ายโจทก์ เป็นค่าเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงของนายยะผาผู้ตาย เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท ค่าปลงศพเป็นจำนวนเงิน 87,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 (ภรรยาและบุตร) เป็นจำนวนเงิน 4,624,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 5,211,000 บาท และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน

คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่า คดีสามารถตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ยื่นต่อศาล ขอให้ศาลพิพากษาตามยอม ศาลตรวจสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วเห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาตามยอมให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไป

3 ปีแห่งความเจ็บช้ำ

คดีอิหม่ามยะผายืดเยื้อมากว่า 3 ปี แม้จะเป็นคดีที่มีความคืบหน้ามากที่สุดในชั้นไต่สวนการตายทางอาญา เพราะเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2551 (ราว 9 เดือนหลังเสียชีวิต) ศาล จังหวัดนราธิวาสได้มีคำสั่งในคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพนายยะผา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 สรุปว่านายยะผาเสียชีวิตที่ฐานปฏิบัติการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 39 ตั้งอยู่ที่วัดสวนธรรม หมู่ 2 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2551 เนื่องจากผู้ตายถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกาย ทำให้กระดูกซี่โครงหัก ลมรั่วในช่องอกด้านขวา ระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ ราชการตามหน้าที่

ต่อมานางนิม๊ะและลูกๆ ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิดต่อกระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2554 ได้นัดไกล่เกลี่ยกันมาครั้งหนึ่งแล้วที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยประจำศาลแพ่ง แต่ฝ่ายโจทก์และจำเลยไม่สามารถยอมความกันได้ เพราะติดขัดในเรื่องคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ให้หน่วยงานของจำเลย (กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ประกาศทางหนังสือพิมพ์และส่งหนังสือถึงหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงให้ขอโทษครอบ ครัวของอิหม่ามยะผา ประกอบกับค่าเสียหายที่ฝ่ายจำเลยเสนอมาค่อนข้างต่ำ กระทั่งล่าสุดในการนัดไกล่เกลี่ยอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ก.ค. จึงสามารถตกลงกันได้

คดีอาญายังมืด-ลุ้นฎีกาขึ้นศาลพลเรือน

สำหรับคดีอาญา พนักงานสอบสวน สภ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ได้ทำสำนวนสรุปความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่ทหารที่ ร่วมกระทำความผิดไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งแต่เดือน มิ.ย.2551 แต่จนถึงปัจจุบันการไต่สวนของ ป.ป.ช. ก็ยังไม่แล้วเสร็จ

ต่อมา นางนิม๊ะ ภรรยาของอิหม่ามยะผา จึงตัดสินใจนำคดียื่นฟ้องเองต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1611/2552 โดยนับเป็นคดีแรกในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนได้ลุก ขึ้นใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมฟ้องเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคดีอาญาเอง

แต่เมื่อประชาชนใช้สิทธิฟ้องคดีเอง ตามกฎหมายกำหนดให้ศาลไต่สวนมูลฟ้องก่อนประทับรับฟ้องเพื่อพิจารณาว่าคดีมี มูลหรือไม่ โดยเมื่อวันที่ 2 ก.ย.2553 ศาลจังหวัดนราธิวาสได้อ่านคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา หมายเลขดำที่ 1611/2552 ซึ่งนางนิม๊ะเป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.วิชา ภู่ทอง จำเลยที่ 1 ร.ต.สิริเขตต์ วาณิชบำรุง จำเลยที่ 2 จ.ส.อ.เริงณรงค์ บัวงาม จำเลยที่ 3 ส.อ.ณรงค์ฤทธิ์ หาญเวช จำเลยที่ 4 ส.อ.บัณฑิต ถิ่นสุข จำเลยที่ 5 และ พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ วังสุภา (อดีตผู้กำกับการ สภ.รือเสาะ) จำเลยที่ 6 ใน ข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อ สิ่งใด, กักขังหน่วงเหนี่ยว, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยทรมานหรือ โดยกระทำทารุณโหดร้าย

ทว่าศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้อง โดยให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกข้อกล่าวหา และให้ไปฟ้องจำเลยที่ 1-5 ต่อศาลทหารที่มีเขตอำนาจ

ต่อมานางนิม๊ะได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน คือให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 และให้ไปฟ้องจำเลยที่ 1-5 ต่อศาลทหาร ทำให้เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2554 นางนิม๊ะโดยความช่วยเหลือของ นายปรีดา นาคผิว ทนายความโครงการเข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมาย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ได้ยื่นคำขอรับรองฎีกาพร้อมกับฎีกาต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เพื่อให้ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนราธิวาสหรือผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ซึ่งพิจารณาคดีหรือลงชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ เซ็นชื่อรับรองฎีกาเพื่อส่งฎีกาให้ศาลฎีกาได้พิจารณาต่อไป (ว่าจะรับฟ้องหรือไม่)

ทั้งนี้ รายละเอียดในคำขอรับรองฎีกาของโจทก์นั้น ได้ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ได้พิพากษา ยกฟ้องจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และไม่ประทับรับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1-5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร และวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลทหาร ซึ่งโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของทั้งสองศาลดังกล่าว ด้วยเห็นว่าอิหม่ามยะผาได้เสียชีวิตภายใต้การปฏิบัติการของทั้งเจ้าหน้าที่ ทหารและตำรวจซึ่งสนธิกำลังร่วมกันจับกุม ควบคุมตัว นำไปแถลงข่าว และเจ้าหน้าที่ทหารได้ทำร้ายร่างกายจนอิหม่ามยะผาเสียชีวิต จึงเป็นคดีอาญาในเรื่องเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจร่วมกันกระทำความผิดต่อ ตำแหน่งหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพ

เมียและลูกไม่เอาศาลทหาร ทหารยังยื้ออยู่

ข้อต่อสู้ของทนายฝ่ายลูกและเมีย

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นพลเรือนร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ทหาร คดีย่อมอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ไม่ใช่ศาลทหาร อีกทั้งหากคดีต้องฟ้องต่อศาลทหาร ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ในคดีนี้ย่อมไม่สามารถเป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลทหาร ได้ และไม่สามารถแต่งตั้งทนายความของตนเพื่อดำเนินคดีในศาลทหารได้ เนื่องจากพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 บัญญัติห้ามไว้ จึงเห็นว่าการดำเนินคดีอาญาในศาลทหารจะทำให้ผู้เสียหายเข้าไม่ถึงกระบวนการ ยุติธรรมได้อย่างแท้จริงตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ถึงนาทีนี้จึงต้องลุ้นว่าคดี “อิหม่ามยะผา” ในภาคอาญาจะเป็นอย่างไร เพราะไม่ว่าจะขึ้นศาลทหารหรือศาลพลเรือน คดีก็เพิ่งเริ่มนับหนึ่งเท่านั้นเอง…

ทหารชี้เป็นบทเรียนกำลังพลต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

พ.อ.ปริญญา ฉายดิลก นายทหารจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กล่าวว่า คดีอิหม่ามยะผาเป็นคดีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังสามารถ ให้ความเป็นธรรมได้ และกองทัพไม่เคยเข้าไปแทรกแซงหรือช่วยเหลือ ใครผิดก็ต้องว่าไปตามผิด ซึ่งเป็นนโยบายของแม่ทัพภาคที่ 4 ทุกคน ในส่วนของคดีอาญาขณะนี้ทราบว่าทางตำรวจได้ดำเนินการตามกระบวนการ เรื่องอยู่ในชั้น ป.ป.ช. และมีคดีที่ครอบครัวของอิหม่ามยื่นฟ้องเองด้วย โดยในส่วนของกำลังพลที่เกี่ยวข้อง ทางผู้บังคับบัญชาก็ได้มีคำสั่งลงโทษไปตามระเบียบ และย้ายหน่วยดังกล่าวออกจากพื้นที่ตั้งแต่หลังเกิดเหตุ ถือเป็นบทเรียนที่กำลังพลทุกนายต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

“ก่อนหน้านี้ ท่านแม่ทัพ (พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์) ได้ส่งคณะไปเยี่ยมครอบครัวของอิหม่ามยะผา และได้ทำความเข้าใจว่ากองทัพไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมให้กระบวนการยุติธรรมตัดสินการกระทำที่ผิดพลาดทั้งหมด” พ.อ.ปริญญา ระบุ และว่าในแง่ของการปฏิบัติของกำลังพลโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนนั้น แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เน้นย้ำและกำชับเพื่อไม่ให้เรื่องราวในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก
http://www.isranews.org/south-news/scoo … B9%89.html

แม่ น้องเกดได้ตัวอย่างแล้ว มีข้อสังเกตุว่า คดีคืบหน้าเพราะศาลจ.ว นราธิวาสมีคำสั่งในคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพตาม ป.วิอาญา ม.150 ว่าจนท.รัฐกระทำผิด แต่คดีคนเสื้อแดงโดนนายธาริตทำลายหลักฐานไปเยอะแล้ว จะเอาอะไรให้ศาลดู! หรือศาลไทยกล้างัดข้อลากเหล่มาขึ้นศาลพลเรือนหรือไม่!

ข้อกฏหมายโดยละเอียดในการฟ้อง อ่านจากกระทู้

“ศาลรับฟ้องคดียิงหัว”น้องเฌอ”ซอยรางน้ำเรียก10ล้านดูคลิป”
http://board.banrasdr.com/showthread.php?tid=33776

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

รายงาน สถานการณ์ 169 ศพจากวัดห้วยยาง จังหวัดระยอง

ขณะนี้มีพี่น้องเสื้อแดงระยองมาชุมนุมที่วัดห้วยยาง ประมาณ 50 เพื่อเฝ้าศพ เกรงว่า
จะมีการเคลื่อนย้ายศพอำพรางศพ ก่อนพิสูจน์ความจริง วันนี้มูลนิธิได้มาติดป้ายราย
ละเอียดตามภาพ…. เสื้อแดงท่านใดว่างเรียนเชิญครับ…

โดย…คุณกางเขนดง   http://www.internetfreedom.us/forum/viewtopic.php?f=2&t=6850

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ

_________________

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

บทความแปล: การล้มล้างรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

อ้างอิง:
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2011/08/23/bringing-down-the-puea-thai-government/

รูปภาพ


แปลโดย: ดวงจำปา

ใน การรายงานครั้งก่อน, PPT ได้กล่าวถึง รูปแบบที่กำลังจะนำมาใช้อย่างกว้างขวาง โดยฝ่ายต่อต้านอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร, โดยพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มผู้สนับสนุนที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อท้าทายและในท้ายที่สุดก็จะกระทำการล้มล้างรัฐบาลซึ่งนำโดยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการรายงานครั้งนี้ เราจะสรุปภาพให้เห็นถึง เค้าโครงต่างๆของเบื้องหลังที่ไม่เป็นที่เปิดเผยต่อสายตาชาวโลก วิธีการของฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจาก ปี พ.ศ. 2548-2549 มากนัก และยุทธวิธีของพวกเขาก็ยังคงวนเวียนเช่นเดิม ไม่ต่างจาก “ภาพยนต์เก่าที่นำมาฉายซ้ำ” ตามแบบฉบับของประเทศไทย

ยุทธวิธี หลักของกลุ่มต่อต้านอดีตนายกฯทักษิณ ประเด็นที่สำคัญคือ การพยายามสร้างทัศนคติว่า รัฐบาลของนายกฯยิ่งลักษณ์นั้น เป็นตัวแทนของท่านทักษิณ ในอีกความหมายหนึ่งคือ ยุทธวิธีเดิมซึ่งเกิดขึ้นหลังจาก ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้พ่ายแพ้ต่อการเลือกตั้งอย่างพลิกความคาดหมายเมื่อปี พ.ศ. 2550 ถึงแม้ว่า อำนาจเบื้องหลังและฝ่ายทหารนั้นได้ช่วยอย่างเต็มที่ทุกรูปแบบแล้ว เพื่อที่จะทำให้นายกทักษิณและกลุ่มผู้สนับสนุนพ่ายแพ้และเสื่อมเสียความน่า เชื่้อถือลงไป

ในขณะนี้ มีสัญญาณที่สังเกตให้เห็นอย่างมากมาย ที่แสดงถึงยุทธวิธีเก่าๆเหล่านี้ – และวาทกรรมที่ประดิษฐ์ขึ้นมา จะแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกันมากกว่าที่มีอยู่ในขณะนี้ – นั่นคือ พรรคประชาธิปัตย์ ได้สวมบทบาทผู้มีศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อสถาบันฯ และกระทำการโจมตีรัฐบาลทางด้านรัฐสภา ในขณะเดียวกัน ก็ให้การสนับสนุนต่อทุกกลุ่มที่ต่อต้านอดีตนายกฯทักษิณนอกรัฐสภาด้วย ซึ่งรวมไปถึงกลุ่มเสื้อเหลือง / กลุ่มไม่มีสี /กลุ่มเสื้อหลากสี และกลุ่มทหาร ส่วนหลังฉากนั้น ผู้มีอำนาจเก่าและกลุ่มผู้นำด้านธุรกิจเป็นฝ่ายสนับสนุนและจัดการ “เล็ง” โดยตรงไปที่ตัวบุคคลที่เป็นเป้าหมายเอง

ลองพิจารณาถึงตัวอย่างต่างๆล่าสุดที่ ยุทธวิธีเหล่านี้ ได้เริ่ม “กลิ้ง” ออกมาสู่สายตาประชาชนแล้ว:

กลุ่ม ต่างๆนั้น ได้ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบกับกลุ่มผู้รักชาติแบบหัวปักหัวปำ ด้วยการโจมตีไปที่เป้าหมายโดยตรงคือ อดีตฯนายกทักษิณ ซึ่งพวกเขาเกลียดชังขนาดหนัก สถานีโทรทัศน์ ไทย-อาเซียนนิวส์ เนทเวอร์ค หรือ แทน เนทเวอร์ค ได้อ่านบทบรรณาธิการจากหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ซึ่งอ้างถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ดังนี้:

อย่างไรก็ตาม, ความเชื่อมั่นของประเทศชาติที่มีอยู่ในขณะนี้ กำลังอยู่ในอุ้งมือของนักการเมืองที่ไร้ประสบการณ์ด้านการต่างประเทศ แต่ก็ยังได้รับมอบหมายหน้าที่ให้รับผิดชอบอย่างเด็ดขาด ในสถานการณ์ที่เป็นห้วงเหวมหาภัยของการเมืองระหว่างประเทศ หลายๆคนเป็นห่วงเหลือเกินว่า นโยบายต่างประเทศของประเทศไทยนั้น อาจจมดิ่งลึกลงไปกว่าที่เคยเป็นมา เนื่องจาก การปราศจากประสบการณ์ในการทำงาน ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่กับอันตรายที่อยู่ตรงหน้า การตกเป็นเหยื่อของชาวต่างชาติที่มีเล่ห์เหลี่ยมเจนจัด

สังคม นานาชาติอาจจะรับรู้กันเรียบร้อยแล้วว่า พวกเขาไม่ต้องทำงานอย่างยากลำบากเลย ในการแสวงหาผลประโยชน์จากประเทศไทย เพราะขณะนี้ การบริหารงานขึ้นอยู่กับรัฐบาลหุ่นเชิด ที่ขึ้นมามีอำนาจได้เพราะ การใช้มารยาหลอกลวงในเรื่องประชาธิปไตย เพื่อที่จะสร้างผลประโยชน์ให้กับบุคคลเพียงบางกลุ่มเท่านั้นเอง

ในขณะที่กระทรวงการต่างประเทศ ได้ถูกบริหารโดย นักการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่รับใช้ต่อบุคคลเพียงบางกลุ่ม ฝ่าย พนักงานของรัฐที่ทำงานอยู่นั้น ก็คาดหวังเพียงว่า จะสามารถสร้างภาพลักษณ์ของกระทรวง ให้กลับไปสู่ยุคแห่งความรุ่งโรจน์เหมือนแต่ก่อนได้

ในบทความนี้ ภาษาที่ใช้นั้นได้จำลองเลียนแบบมาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และสะท้อนให้เห็นถึงความกังวล ดังที่ ข้อกล่าวอ้างจากสถานีเนทเวอร์ค (แทน) ได้กล่าวว่า: “ถึงแม้ว่า ทางสถานีนั้น จะเป็นนิติบุคคลเดียวกันในเรื่องของการส่งสัญญาณออกอากาศ, แทน เนทเวอร์คนั้น ก็เป็นสถานีที่แยกตัวออกมาอย่างอิสระโดยสมบูรณ์จากการบริหารงานของกลุ่ม เอ เอส ที วี” อาจจะต้องปรับปรุงการเสนอข่าวให้ตรงกับความเป็นจริงเสียที

การ ตัดสินใจของนายสุรพงษ์ ในการตอบข้อซักถามต่างๆ ของทางการประเทศญี่ปุ่นเกี่ยวกับ อดีตนายกฯทักษิณนั้น ได้เปิดโอกาสให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อที่จะสร้างศรัทธาในการนำตัวบทกฎหมายและรัฐสภามาใช้ จากตัวอย่างที่ หนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ได้กล่าวไว้ดังนี้:

พรรค ประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน กำลังหาลู่ทางที่จะใช้หลักการทางกฎหมายเพื่อดำเนินการกับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เนื่องจากได้กระทำการช่วยเหลือให้อดีตผู้นำทักษิณ ชินวัตร เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวไว้ว่า เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายสำหรับรัฐบาลไทย ในการเตรียมการต่ออดีตนายกฯทักษิณ ซึ่งเป็นผู้หลบหนีจากกระบวนการยุติธรรมของไทย ให้ได้รับการอนุญาตเป็นพิเศษเพื่อที่จะเยี่ยมเยียนประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 22 ถึง 28 สิงหาคม นี้

… นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวว่า รัฐบาลของนายกฯยิ่งลักษณ์ มีข้อผูกมัดที่จะต้องปฎิบัติตามคำพิพากษาและการบังคับใช้กฎหมายโดยการนำตัว อดีตนายกฯทักษิณ กลับมาสู่กระบวนการยุติธรรม

นายอภิสิทธิ์ได้กล่าว ว่า พนักงานของรัฐบาลที่ถูกตรวจสอบได้ว่า กระทำการช่วยเหลือผู้หลบหนีนั้น สามารถถูกดำเนินคดีได้ด้วย เขายังได้กล่าวต่อไปว่า ทางทนายความของพรรคประชาธิปัตย์กำลังพิจารณาถึงขั้นตอนทางกฎหมาย ที่จะเอาผิดกับนายสุรพงษ์ และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลคนอื่นๆ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้

นายอภิสิทธิ์ยังได้เปิดเผยต่อไปว่า เขาเห็นโอกาสที่ดีเป็นอย่างยิ่งต่อการตอกย้ำรัฐบาลใหม่ในประเด็นนี้ และสามารถผลักดันเรื่องนี้เข้าไปยังศาลยุติธรรมและในรัฐสภาได้ด้วย แต่เขาคงจะลืมประเด็นการฟ้องร้องในคดีต่างๆกับบุคคลซึ่งเป็น ผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, ผู้พูดและผู้ปลุกระดม นาย กษิตย์ ภิรมย์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งวาระ เมื่อครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้นำพรรคร่วมรัฐบาล แล้วหรือ? พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องการค้นหาอะไรไปมากกว่า การกล่าวโทษเพื่อการขับไล่ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และตามที่หนังสือพิมพ์ เนชั่นได้กล่าวว่า มันจะ “นำกรณีนี้ไปสู่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อการสอบสวนว่ามีบุคคลใดที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศท่านนี้ และจะตรวจสอบต่อไปว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นน้องสาวของอดีตนายกฯทักษิณนั้น ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นในเรื่องนี้หรือไม่”

นายอภิสิทธิ์ได้ยืนกรานถึง “ความเดือดดาล” ของเขาใน หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ซึ่งได้กล่าวว่า:

นายอภิสิทธิ์ยังได้กล่าวเตือนรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ว่า ไม่ควรที่จะกระทำการใดๆ ที่ส่อความหมายให้เห็นถึงสองมาตรฐาน ดูเหมือนว่าเขาได้อ้างถึง ตัวพี่ชายของนายกฯยิ่งลักษณ์ นั่นก็คือ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของชัยชนะที่พรรคเพื่อไทยได้รับจากการเลือกตั้ง เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และได้แต่งตั้งให้ตัวนายกฯยิ่งลักษณ์นั้น ได้อยู่ในตำแหน่งของประมุขฝ่ายบริหาร

เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเป็น อย่างยิ่งที่ “เจ้าพ่อของระบบสองมาตรฐาน” ได้กล่าวออกมาเช่นนั้น เราจินตนาการว่า นายอภิสิทธิ์นั้น เป็นเพียงแต่ “ไอ้ตัวแสบ” แน่นอนที่สุดที่ กลุ่มสื่อมวลชนซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านอดีตนายกฯ ทักษิณนั้น จะตอบสนองในส่วนนี้ ด้วยการพาดหัวข่าวหน้าแรกที่เต็มไปด้วยคำว่า “นักโทษหนีคดี” อยู่วันแล้ววันเล่า ทำให้ดูเหมือนกับว่า นำภาพยนต์เก่า ออกมาฉายให้ดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างนั้น (เป็นรูปแบบเดียวกันกับ สิ่งที่สื่อเหล่านี้ ร่วมกันกระทำเมื่อปี พ.ศ. 2548-2549) นายสุรพงษ์ ได้ตอบโต้กลับไป ด้วยการ “ยื่นฟ้องร้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเขตพญาไท กับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ บุคคลอื่นๆ อีกสามคนของพรรคประชาธิปัตย์ ในข้อหาหมิ่นประมาททำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และยื่นคำร้องในเรื่องการกล่าวหาเท็จกับตัวเขาด้วย”

วิธีการที่ สัมพันธ์กันของพรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินอยู่คือ การตั้งเป้าไปที่นายกฯยิ่งลักษณ์ว่า เป็นเพียงนักการเมืองมือใหม่ เพื่อ “แสดง” ให้เห็นถึงสถานะของเธอว่าเป็นเพียงหุ่นเชิด เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอดีตฯนายกทักษิณนั่นเอง:

อดีตรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ได้ท้าทาย นายกฯยิ่งลักษณ์ ให้แสดงอย่างชัดเจน ถึงสถานะในพรรคของเธอ ด้วยการตอบคำถามในเรื่องนโยบายของรัฐบาลด้วยตัวเธอเอง เพื่อพิสูจน์ว่า เธอมีสามารถเป็นผู้นำได้

นายองอาจยังได้เสริมต่อไปว่า ได้กล่าวว่า ถ้าพรรคการเมืองของเธอนั้น มีคณะทำงานในการสร้างนโยบายและตัวเธอก็ได้เป็นผู้เลือกตัวบุคคลในคณะ รัฐมนตรีด้วยตัวของเธอเอง ดังนั้น เธอก็ควรที่จะตอบคำถามด้วยตัวของเธอเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่า เธอเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องในการร่างนโยบายอย่างแท้จริง

การ เคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งของกลุ่มเสื้อเหลือง ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านอดีตนายกฯทักษิณ กำลังเริ่มขึ้นแล้วอีกครั้งหนึ่ง โดยการนำของนายแพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือนายตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ซึ่งได้ “ยื่นหนังสือให้กับสถานเอกอัครราชฑูตประเทศญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในกรุงเทพ มหานครเมื่อตอนเช้าวันนี้ เพื่อเป็นการประท้วงการอนุมัติอย่างพิเศษที่ให้อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เดินทางเข้าประเทศได้” เขายังได้เป็นผู้นำการประท้วงของ ฝ่ายเสื้อเหลือง เสื้อหลากสี ที่สถานเอกอัครราชฑูตประเทศญี่ปุ่นประจำประเทศไทยอีกด้วย

เพื่อเป็นการสรุปประเด็น ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์กับทางฝ่ายทหาร ซึ่ง บางท่านอาจคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงลับๆ ระหว่างฝ่ายผู้มีอำนาจแท้จริงกับฝ่ายนายกทักษิณ ได้มีข้อสังเกตว่า ความตึงเครียดกำลังเริ่มผุดขึ้นมา ในลักษณะที่ จะเห็นทางฝ่ายผู้มีอำนาจแท้จริงและฝ่ายทหารได้ทำการวางแผนและสมคบคิดกันอยู่

PPT ขอสันนิษฐานว่า มันกำลังเริ่มก่อตัวผุดขึ้นมาแล้ว……


ความคิดเห็นของผู้แปล:

จากการอ่านบทความฉบับนี้ เราจะเห็นได้ว่า การร่วมมือระหว่างฝ่ายชั่วๆ กำลังเกิดขึ้นเหมือนกับปี พ.ศ. 2548-2549 อีกครั้งหนึ่ง

สิ่ง ที่แตกต่างจากเมื่อ 5 ปี ก่อนคือ การรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนของพี่น้องเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน เราจะเห็นได้จากการร่วมมือทางฝ่ายสื่อชั่วๆ ที่ออกมาโจมตีก่อนเพื่อน เพื่อแยกมวลชนออกไป ฝ่ายนักวิชาการก็กระทำการ ฟอร์เวิร์ด เมล์เป็นล่ำสัน ซึ่งเกี่ยวกับ การสร้างความซาบซึ้งกับตัวบุคคลในพระราชสำนัก และ การทำลายฝ่ายตรงข้ามในการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร

อย่างที่ดิฉันเคย กล่าวมาหลายครั้งแล้วว่า พรรคเพื่อไทยนั้น อ่อนเป็นอย่างมากในเรื่องแบบนี้ ไม่ยอมเป็นฝ่ายรุก หรือแม้แต่กระทำการตอบโต้อย่างฉับไว ทั้งๆ ที่ตนเองมีโอกาสอยู่ในมือแล้ว

สิ่งที่ดิฉันขอเสนอให้ทางรัฐบาลนำไปใช้ในการพิจารณา:

1. จัดตั้งองค์กรสื่อของรัฐบาล ในการโต้ตอบกับข่าวสารต่างๆ ที่พวกไม่หวังดี กระทำการอย่างเป็นล่ำเป็นสันอยู่ทุกขณะ ดิฉันเคยคิดถึงเรื่อง การตอบโต้ข่าวสารจากฝ่ายเสื้อแดงเอง ซึ่งเราควรจะช่วยกันระดมสมองว่า จะจัดตั้งเป็นรูปใดแบบไหนกัน การกระจายข่าวสารจะไปได้ทุกจังหวัดหรือไม่

ความ คิดของดิฉัน คือ จัดการเป็นองค์กรนิติบุคคล (มหาชน) ทางฝ่ายเสื้อแดงเลย เหมือนกับสำนักข่าวของ NBC ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งประชาชนทั่วไปเป็นเจ้าของและควบคุมสื่อเหล่านั้นได้

2. ออกกฎหมายการฟ้องร้องในเรื่องการเสนอข่าวที่เป็นเท็จ เรื่องนี้ไม่ใช่การแทรกแทรงเสรีภาพต่อความคิดเห็น แต่เป็นเรื่องของการเสนอข่าวสารที่เป็นจริง รวมไปถึงการเสนอข่าวที่เป็นเท็จทางอินเตอร์เนท การแพร่หลายและฟอร์เวิร์ดข่าวที่เป็นเท็จ ควรมีการบังคับใช้แบบกฎหมาย 112 ตัวอย่างเช่นเรื่องการล่งข่าวใน เมนูอาหาร ซึ่งก็ทราบดีว่า เป็นเรื่องเท็จ แต่ไม่มีการใช้บังคับทางกฎหมาย ซึ่งทำให้เกิดความเสื่อมเสียกับตัวบุคคล ค่าเสียหายอย่างต่ำ ว่ากันไปเลยเป็น 10 ล้านบาทก็ได้ บทลงโทษจะต้องแรง เพื่อปกป้องการกระทำชั่วๆ ผิดๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และจะไม่มีการรอลงอาญาโดยเด็ดขาด (ป้องกันในรูปแบบของ การตัดสินที่นายสนธิ ลิ้มทองกุลได้รับการช่วยเหลือกันอย่างเป็นพิเศษ)

3. ทางฝ่ายเสื้อแดง ควรที่จะเริ่มวิจารณ์ผู้แทนราษฎรซึ่งไม่กระทำหน้าที่อันทรงเกียรติที่ตนได้ รับมอบหมายเข้าไป อย่าลืมว่า ผู้แทนราษฎรไม่ใช่เทวดา คุณเพิกเฉยต่อการปฎิบัติหน้าที่ ก็สมควรที่จะถูกวิจารณ์ได้ ฝ่ายเสื้อแดง เป็นเกราะแก้วเป็นกำแพงให้กับท่าน สามารถฝ่าฟันเข้ามาสู่รัฐสภาได้ แต่เมื่อท่านเพิกเฉย ต่อความทุกข์ร้อนของประชาชน เราให้อภัยท่านไม่ได้ ไม่ว่าท่านจะเป็นบุคคลในพรรครัฐบาล หรือ พรรคร่วมก็ตาม คุณสามารถใช้ตำแหน่งในทางการเมือง ต่อการช่วยเหลือ ผู้ที่บริสุทธิ์และถูกจำคุกอย่างไม่เป็นธรรมใช่ไหมคะ กลุ่มเสื้อแดง น่าจะไปเยี่ยม สส ที่เงียบกริบเหล่านี้กันเสียหน่อยจะดีไหมคะ?

4. กระทำการสอบสวน เรื่องบุคคลที่เสียชีวิตที่ราชประสงค์ โดยเร็วที่สุด ดิฉันไม่นึกเลยว่า ไม่มี สส หรือ ผู้แทนคนไหนเอ่ยปากถึงเรื่องนี้เลยหรือไงคะ? บุคคลที่ดิฉันหวังมากที่สุด ที่จะกระทำการรุกในเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก น้องเดียร์ ซึ่งคุณพ่อของเธอ (เสธ แดง) ได้สละชีวิตไป ไม่อย่างนั้น เธอก็คงจะไม่เข้ามาอยู่ในรัฐสภาหรอก จริงหรือไม่คะ น้องเดียร์? น้องควรจะเริ่มงานหรือยังคะ?

จากบทความที่แปลไว้ เราจะเริ่มเห็นได้ว่า ทางฝ่ายตรงข้าม (เสียงส่วนน้อยของประเทศ) กำลังใช้สื่อโจมตีความน่าเชื่อถือของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ในทุกรูปแบบ จุดหมายของพวกเขาก็คือ การโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของ ประเทศ เรื่องนี้ เราเห็นได้ว่า มันเกิดขึ้นมาถึงสามหนแล้ว ที่ทราบมาก็คือว่า ครั้งที่สี่ กำลังจะเริ่มขึ้น ด้วยวิธีการแบบเก่า ขอให้ท่านพี่น้อง จงช่วยกันปกป้องรักษาให้ดีที่สุด

การต่อสู้รอบใหม่ มันเริ่มเห็นลางๆ แล้วจริงๆ เราเสื้อแดงต้องพร้อม ขนาดชาวต่างชาติเอง (ซึ่งเขียนบทความนี้) เขายังรู้สึกเลยว่า เหตุการณ์ มันกำลังเริ่มผุดกำเนิดขึ้นมา เพื่อกระทำการล้มล้างรัฐบาลชุดนี้อีก เราจะต้องไม่ประมาทนะคะ เชื่อความรู้สึกของตนเอง ที่แน่ๆ ก็คือว่า ไอ้พวกสางเขียวนั้น จะมายิงชาวบ้านฟรีๆ อีกคงยากแน่ค่ะ

ดวงจำปา

 

Leave a comment

Filed under Thaiuknews