Monthly Archives: October 2010

พท.แฉแหลกเส้นทางโกงสอบเข้าศาลรธน.

เผยหญิง “พ” ส่งข้อสอบให้เด็กเส้นตุลาการสอบผ่าน 15 คน ปลุกผู้สมัครสอบนับหมื่นที่เสียหายแจ้ง ป.เอาผิดผู้เกี่ยวข้อง

พท.หารือถอดถอนตุลาการ

วานนี้( 31 ต.ค.)ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค แถลงถึงคลิปการสนทนาเรื่องการโกงข้อสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญตาม ว่า เห็นได้ว่ามีพฤติการณ์ส่อกระทำผิดทุจริตสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ศาลรัฐ ธรรมนูญ โดยการนำเอกสารสำคัญทางราชการไปให้คนภายนอก ทราบว่าการสอบครั้งดังกล่าวมีผู้สมัครเกือบ 1. 2 หมื่นคน เมื่อประมาณเดือน มี.ค.52 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งมีลูกของตุลาการเข้าร่วมสอบด้วยประมาณ 30 คน จึงมีการโกงข้อสอบ โดยผู้มีอำนาจเอาข้อสอบออกไปให้ลูกหลานตัวเองดู โดยผู้หญิงชื่อย่อ “พ” เป็นผู้เอาข้อสอบไปให้เด็กฝากอ่าน จนมีเด็กฝากสอบได้ถึง 15 คน จึงขอให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการสอบอีก 1หมื่นกว่าคนนำเรื่องไปร้องต่อกองปราบปรามเพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง

นายพร้อมพงศ์กล่าวต่อว่า พฤติการณ์ของตุลาการบางคนที่นำข้อสอบไปให้เด็กของตัวเองดู และการฝากเด็ก 3 คนของตุลาการคนหนึ่งชื่อย่อ “จ” ที่ถูกอ้างถึงในคลิป ถือเป็นความผิดตามประมวลจริยธรรม 7 ข้อของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พรรคจะนำเรื่องนี้หารือในที่ประชุมวันที่ 1 พ.ย.เพื่อพิจารณาว่าจะยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ส่วนที่มีตุลาการในคลิปบางคนพูดว่าพรรคมีส่วนเกี่ยวข้องในการเก็บคลิปไว้ ขอยืนยันว่าพรรคและผู้บริหารพรรคไม่มีคลิปนี้ เป็นแค่ข้ออ้างแก้เกมหลังจากถูกตรวจสอบพบเรื่องการโกงข้อสอบมากกว่า

ปชป.โดดป้องโยนบาป พท.

ด้าน นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการเผยแพร่คลิปที่ทุจริตการสอบเข้าเป็นพนักงานของสำนักงานศาลรัฐ ธรรมนูญว่า ช่วงที่คลิปปรากฏเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง อย่างไรก็ตามมีข้อชวนสงสัยในพิรุธ 3 เรื่อง คือ 1.คลิปไม่ปรากฎภาพผู้อยู่ในคลิปมีแต่เสียง และไม่ทราบว่าสิ่งที่ถอดเทปออกมาตรงกับปากผู้พูดหรือไม่ 2. นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เดินทางออกจากประเทศไทยวันที่ 13 ต.ค. จากนั้นก็มีการเผยแพร่คลิปวันที่ 15 ต.ค. และเมื่อวันที่ 20 ต.ค. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย บอกว่ามีคนนำคลิปมาให้ คลิปนี้จึงน่าทำก่อนที่นายพศิษฐ์เดินทางไปประเทศฮ่องกง จึงสงสัยว่าเป็นการจัดฉาก ทำลายศาล และ 3.ขอให้นายจตุพรชี้แจงต่อสังคมว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

นพ.บุรณัชย์กล่าวถึงการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความกระจ่างว่า ศาลมีคณะกรรมการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่หากภาคส่วนอื่น ๆ หรือสื่อมวลชนจะร่วตรวจสอบด้วยก็เป็นเรื่องดี และหากตรวจสอบแล้วพบว่าสาระที่พูดคุยในคลิปเป็นความจริงก็ต้องมีความรับผิด ชอบเกิดขึ้น เพราะสถาบันศาลก็ต้องอยู่ใต้กฎหมายเช่นกัน

จี้ล่า “พสิษฐ์”หาตัวผู้ว่าจ้าง

นายอรรถพร พลบุตร ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสริมว่า คลิปลับจำนวน 3 ตอนนี้คือหลักฐานที่ทำให้เห็นว่านายพสิษฐ์คือผู้กำกับ ผู้ถ่ายทำ และผู้แสดงคลิปลับทั้งหมด สงสัยว่าผลประโยชน์ก้อนใหญ่ขนาดไหนที่ทำให้นายพสิษฐ์ทำลายอนาคตของตนเองและ สถาบัน จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งล่าตัวนายพสิษฐ์ที่หลบหนีอยู่ใน ต่างประเทศมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด รวมทั้งหาหลักฐานการเชื่อมโยงระหว่างนายพสิษฐ์กับผู้ว่าจ้าง และสอบลึกไปถึงพฤติกรรมของนายพสิษฐ์ในศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้าที่จะมีคดีคลิ ปลับ

“น่าสังเกตว่าบุคคลหรือสถาบันใดที่ระบอบทักษิณมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม จะถูกกระบวนการที่เรียกว่าแก้ว 3ประการพยายามโค่นล้มทำลายในทุกรูปแบบ ถ้าระบอบทักษิณยังคงดำรงอยู่ก็ไม่รู้ว่าประเทศชาติจะหลงเหลือสถาบันหลักสัก กี่แห่งที่รอดพ้นจากการถูกทำลายให้ย่อยยับ”นายอรรถพรกล่าวและว่า อย่างไรก็ตามศาลรัฐธรรมนูญได้ก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น มาก่อน จึงเป็นหน้าที่ของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะต้องพิสูจน์ตัวเอง และแสดงความรับผิดชอบต่อวิกฤติศรัทธาที่เกิดขึ้น

เตือนประชาชนอย่าหูเบา

นายบัญญัติ บรรทัดฐาน รองประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การแพร่คลิปดูแล้วคล้ายว่ามีความพยายามทำลายกระบวนการยุติธรรม ซึ่งน่าเป็นห่วงมากเพราะจะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการเสื่อมเสีย เชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดบ่อยขึ้น ที่สำคัญประชาชนต้องหนักแน่นดูว่าเป็นไปได้หรือไม่ เรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็คงไม่ได้นิ่งนอนใจ คงต้องหาต้นตอว่ามาจากไหน เมื่อถามว่าคนที่ทำคลิปทั้งหมดเป็นคนกลุ่มเดียวกันหรือไม่ นายบัญญัติกล่าวว่า น่าจะเป็นกลุ่มเดียวกันแน่นอน และอาจจะเกี่ยวพันกับกลุ่มที่นำมาเผยแพร่ด้วย อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ดำเนินการ

จี้ตุลาการชี้แจงเรียกศรัทธา

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีคลิปการปกปิดการทุจริตสอบเป็นพนักงานศาลรัฐธรรมูญ ว่า คงต้องตรวจสอบว่าคลิปดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่ ถ้าจริงทั้งหมดก็ไม่ดี เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาตุลาการเลือกที่เงียบแทนที่จะก้าวออกมาพร้อมรับการตรวจสอบ นายประสพสุขกล่าวว่า ศาลท่านคงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ตนคิดว่าคงต้องมาดูว่าเนื้อหาในนั้นเป็นจริงหรือทำกันขึ้นมา ต้องหาขอเท็จจริงอันนี้ให้ได้ ถ้าปรากฏว่าเป็นจริงก็แย่ เมื่อถามอีกว่า จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการพิจารณาคดีต่าง ๆ หรือไม่ นายประสพสุขกล่าวว่า คงเป็นอย่างนั้น แต่ข้อสำคัญคือต้องเช็คให้ได้ว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 กล่าวเรื่องเดียวกันว่า ทุกองค์กรอาจมีปัญหาความน่าสงสัยแบบนี้เกิดขึ้นได้ ศาลก็เป็นมนุษย์เพียงแต่สังคมเห็นว่าศาลมีความศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อถือ การเรียกความเชื่อมั่นตุลาการที่มีชื่อเกี่ยวข้องในคลิปต้องรีบทำความ กระจ่างว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ไม่ใช่เงียบ ต้องกล้าออกมาพิสูจน์เพื่อรักษาองค์กร ตนไม่อยากบอกว่าต้องลาออก เพียงแต่ต้องทำให้มีกระบวนการพิสูจน์และรับการตรวจสอบได้

“จรัญ”ปัดฝากลูกเข้าศาล

ด้านนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ตนได้เห็นคลิปดังกล่าวแล้ว ยืนยันว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ระบุว่าตนฝากเด็ก 3 คนให้ไปถามข้อเท็จจริงจากนายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ดีกว่า ลูกขอตนคนเล็กก็เรียนจบแพทย์ศาสตร์ จะให้มาสอบเป็นเจ้าหน้าที่ระดับ 3 หรือ แต่เวลานี้ไม่เพียงแต่สังคมเชื่อในสิ่งที่ออกไปว่าตุลาการทำผิดจริง แม้แต่สื่อก็เชื่อจึงอยากให้ตรวจสอบความจริงก่อนอย่างเพิ่งด่วนตัดสินเพราะ คำพูดของคน ๆ เดียว อย่างไรก็ตามคลิปที่ออกมาต้องถือว่าดี เพราะเป็นเบาะแสให้ศาลทำความจริงให้ปรากฏ

“สิ่งที่ออกมายอมรับว่ามันกระเทือน แต่เราต้องแยกแยะเอาความจริงให้ประชาชน สิ่งที่เกิดขึ้นมันบอกให้เรารู้ว่า การวิ่งเต้นซื้อตุลาการในคดีนี้ทำไม่ได้ มันถึงได้เกิดแผน 2 แผน 3 เราต้องแยกแยะระหว่างคนทำผิดกับการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบัน”นายจรัญกล่าว

“ไพบูลย์”ยันไม่เคยรับฝาก

นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะอดีตเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวกรณีถูกพาดพิงในคลิปฉาวเรื่องการโกงการสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญว่า ตนยังไม่เห็นคลิปทราบจากข่าวเท่านั้น ต้องดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะชี้แจงเรื่องนี้อย่างไรก่อนจากนั้นตนจะชี้แจงที เดียวเลย เมื่อถามว่า ในคลิประบุว่าขณะเป็นเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญและเป็นประธานคณะกรรมการคุมการ สอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ฯได้รับฝากเด็ก 3 จากตุลาการท่านหนึ่ง นายไพบูลย์กล่าวว่า ไม่มีทาง ตนไม่เคยรับฝากใครทั้งสิ้น

เมื่อถามต่อว่า เคยมอบเอกสารให้กับพรรคพลังประชาชนตามที่มีการพาดพิงหรือไม่ นายไพบูลย์กล่าวว่า ถ้าเป็นเรื่องคดีไม่มีทาง ที่ให้มีแต่รายงานกระบวนวิธีพิจารณาคดี เวลาศาลพิจาณณาเสร็จเขามาขอรับเราก็ต้องเซ็นรับรองให้ เมื่อถามต่อว่า ในคลิปพูดคุยในทำนองให้นายไพบูลย์เป็นผู้โกงข้อสอบและเป็นหนึ่งในกระบวนการ ทำลายศาล นายไพบูลย์กล่าวว่า ขอดูก่อน ถ้าพาดพิงก็ต้องแถลงชี้แจง

กมธ.หารือสอบข้อเท็จจริง

นายประชา ประสพดี ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวสั่นสะเทือนความน่าเชื่อของกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่ ดังนั้นในการประชุมกรรมาธิการวันที่ 3 พ.ย. จะมีการหยิบยกกรณีดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม เพื่อหารือก่อนขอความเห็นสมาชิกเพื่อกำหนดเป็นวาระการประชุม และเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงต่อไป โดยจะทำตรวจสอบทั้งที่มาและข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏเนื้อหา รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางป้องกันและป้องปรามไม่ให้เกิดเรื่องไม่ดีและส่งผลกระทบต่อ สถาบันตุลาการซ้ำขึ้นอีก

นายประชากล่าวต่อว่า ตุลาการเป็นสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ ในอดีตก็มีผู้พิพากษาหลายท่านถูกไล่ออกจากราชการเพราะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เรื่องที่เกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบ นอกจากนี้ในวันที่ 1 พ.ย.ตนจะแถลงข่าวพร้อมเปิดเผยเอกสารการอนุมัติเงินกว่า 1 พันล้านบาทของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่มีความไม่ชอบมาพากล โดยมีการนำสถาบันสำคัญไปแอบอ้าง

“มาร์ค”ลั่นปัญหาเยอะไม่แก้ รธน.

อีกด้านหนึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการศึกษาปฏิรูปทางการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์และศึกาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นประธาน จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในวันที่ 2 พ.ย.ว่า ถ้าส่งมาก็จะมีการพิจารณา แต่ไม่แน่ใจว่าในการประชุม ครม.วันที่ 2 พ.ย.จะได้ข้อสรุปถึงขั้นที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่
เมื่อถามว่า จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 28 พ.ย.หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องปรึกษากันว่าจำเป็นจะต้องขอเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญหรือไม่ เมื่อถามว่า กระแสคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญยังมีอยู่มาก นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หากคัดค้านและเห็นว่าเป็นปัญหาก็ไม่ทำ ต้องยอมรับว่าขณะนี้ความสนใจของพวกเราจะอยู่ที่เรื่องน้ำท่วมมากกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็อาจจะต้องลดลำดับความสำคัญเร่งด่วนลงไป

หยุดเคลื่อนไหวเลือกตั้งเร็ว

ส่วนเรื่องการเลือกตั้งนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าบรรยากาศบ้านเมืองเรียบร้อยพรรคการเมืองตกลงกติกาเรียบร้อยเราก็เลือก ตั้งกัน ช้าหรือเร็วอยู่ที่ฝ่ายเคลื่อนไหวมากกว่า หากหยุดเคลื่อนไหวทำให้บ้านเมืองสงบก็เร็ว เพราะถ้าเลือกตั้งภายใต้บรรยากาศความรุนแรงคงไม่เป็นผลดีในการแก้ไขปัญหาให้ ประเทศ ตนต้องการให้การเลือกตั้งเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ใช่ซ้ำเติมปัญหา ใครแพ้หรือชนะเป็นเรื่องรอง การเลือกตั้งที่สงบเรียบร้อยจะนำไปสู่ความปรองดอง
“ผมอยากเห็นบ้านเมืองสงบ อยากเห็นระบบมันอยู่ตัว ถ้าเลือกตั้งแล้วบ้านเมืองสงบ แล้วผมแพ้ผมยอม ดีกว่าไปเลือกตั้งแล้วยิงกันระเบิดนองเลือดแล้วผมชนะ อย่างนั้นก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรให้กับประเทศ ไม่ได้มีปริศนาอะไรเลย เป็นเรื่องของหลักการ ถ้าให้ผมมาเสียเวลานั่งคิดเรื่องว่าจะเลือกตั้งกันใครจะแพ้ใครจะชนะอะไรต่าง ๆ ผมว่ามันไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่เรามาอยู่ในการเมือง เรามาอยู่เพื่อมาแก้ปัญหา”นายกฯล่าว

เผยกลางเดือนตั้ง”เทือก”

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้รับชัยชนะว่า ได้แสดงความยินดีกับนายสุเทพตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา ส่วนการปรับ ครม.เพื่อนำนายสุเทพเข้ามาเป็นรองนายกฯ ต้องรอก่อน เพราะ กกต.ยังไม่รับรองเลย

แหล่งข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์แจ้งว่า คาดว่าในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน พ.ย.นายอภิสิทธิ์จะเสนอแต่งตั้งนายสุเทพกลับเข้าเป็นรองนายกฯ หากไม่มีเรื่องร้องเรียน กกต.จะต้องประกาศรับรองให้นายสุเทพเป็น ส.ส.ภายใน 7 วัน แต่หากมีเรื่องร้องเรียนก็ใช้เวลา 30 วันในการประกาศรับรองผล

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

การเกิดใหม่ ของ “จิตร ภูมิศักดิ์” วีรชน”ไร้ชื่อ” ผู้สร้างภูมิปัญญาแก่สยามประเทศไทย

ภาค วิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับมูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์ และกองทุนจิตร ภูมิศักดิ์ จัดงาน “80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ (2473-2553)” ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในฐานะประธานมูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์ และกองทุนจิตร ภูมิศักดิ์ ได้ให้เกียรติกล่าวปาฐกถานำ

“ใน ฐานะของ”ผู้คนใฝ่ฝันอยากเรียน” ที่ได้ร่วมการ “ขุดค้น-สร้างสรรค์-จด-และ-จำ” และล่าสุดคือผลักดันให้เกิดทั้ง “อนุสรณ์สถานจิตร ภูมิศักดิ์” หรือรูปปั้นของมหาบุรุษที่ “เขาตายในชายป่า” ณ บ้านหนองกุง จังหวัดสกลนคร ข้าพเจ้าก็มีความวิตกกังวล เหมือนกับที่เคยมีส่วนร่วมในความผิดพลาดในการกระทำสิ่งเดียวกันนี้ให้กับ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ เมื่อปี 2526

นั่นคือการทำให้ท่านปรีดีกลายเป็น “รูปปั้น” ที่ “นั่งนิ่งๆ” ไร้พลัง อยู่ที่ริม “เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์” และนี่ก็คือปัญหาด้านงานศิลปะ ปัญหาด้านงานประติมากรรมของประเทศเราที่ขาดพลัง ขาดชีวิต และขาดความเคลื่อนไหว ไม่สามารถจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไปได้

แต่ข้าพเจ้าก็ยังพออุ่นใจว่า ที่ได้รับคำปลอบประโลมจากมิตรต่างชาติผู้หนึ่งที่บอกว่า “ความสำคัญของจิตร หาใช่ว่าเขาตายที่ไหน หรืออนุสาวรีย์ของเขาจะเป็นอย่างไร  แต่อยู่ที่ความเป็นนักคิด-นักเขียน หรือพูดให้ชัดก็คือ “หนังสือ” ของเขานั้น คือมรดกที่แท้จริง ที่จิตร ภูมิศักดิ์ ทิ้งไว้ให้กับคนไทย และ “สยามประเทศไทย”

และเมื่อ ข้าพเจ้าเริ่มเสาะแสวงหาต่อ ก็ได้คำตอบจากมิตรต่างวัยว่า “เป็นการยากที่จะระบุว่า จิตร ภูมิศักดิ์ ได้เขียนหนังสือออกมากี่เล่ม บทความกี่ชิ้น บทกวีกี่บท หรือแต่งเพลงจำนวนเท่าไหร่ เพราะงานของจิตร ภูมิศักดิ์ ได้เกิด “ภายใต้วันคืนอันอัปลักษณ์” โดยเฉพาะการถูกคุมขังในคุกลาดยาว ภายใต้ “เผด็จการระบอบทหารสฤษดิ์-ถนอม”

จิตร ซึ่งต้องถูกกระทำ ให้ต้องเปลี่ยนชื่อจาก “สมจิตร” ดังเช่น “นางพิม” เปลี่ยนเป็น “นางวันทอง” “สมบูรณ์” เปลี่ยนเป็น “ชาติชาย” หรือเหมือนกับที่ “สยาม” ต้องถูกจับเปลี่ยนเป็น “ไทย” “พระสยามเทวาธิราช” เปลี่ยนเป็น “พระไทยเทวาธิราช” ชั่วคราว และ “แม่น้ำของ” ถูกเปลี่ยนเป็น “แม่น้ำโขง”นั้น ได้ผลิตผลงานออกมาเป็นจำนวนมาก หลายชิ้นเพิ่งพิสูจน์ว่าเป็นผลงานของจิตร หลายชิ้นที่ยังไม่ทราบแน่ชัด ขณะที่อีกหลายชิ้นรอการตีพิมพ์

หลัง “14 ตุลาฯ 2516” คงทราบดีว่า ได้เกิดกระแสของความเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนหนุ่มสาว ในหมู่ของนักเรียน-นิสิต-นักศึกษา ที่เราอาจเรียกให้เป็นบวกว่าเป็น “ปัญญาชน-คนรุ่นใหม่-ซ้ายใหม่-ความคิดก้าวหน้า” หรือให้ “เป็นลบ” ว่า “เอียงซ้าย-หัวรุนแรง-เด็กหัวแดง-คอมมิวนิสต์-หนักแผ่นดิน”ที่ มาพร้อมๆกับ ความเปลี่ยนแปลงในระดับสากลของยุค 60-70 ซึ่งนักสังเกตการณ์ “สังคมสยามประเทศไทย” ท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า นี่เป็นปรากฏการณ์ที่กลับตาลปัตร แทนที่เราจะเชื่อว่า “ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก” กลับกลายเป็น “โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์”

ไม่มี ครั้งใดที่คนหนุ่มสาวของเรา จะมองวีรชน ที่ไม่่ใช่บุคคลที่ประสบความสำเร็จประเภท “วีรบุรุษ-วีรสตรี” ที่เป็นบุคคล หรือเจ้านายที่รัฐให้การยกย่องเชิดชูบูชา แต่วีรชน”ใหม่” ของ “คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่” นี้ กลับกลายเป็นบุคคลที่เป็นผู้แพ้ เป็นผู้ประสบเคราะห์กรรม พลัดพราก ถูกทำลายชีวิต เป็นสามัญชน และที่สำคัญคือ ไม่ได้รับการรับรองจากรัฐ  จากแบบเรียนกระทรวงศึกษาฯ หรือจากสื่อมวลชนกระแสหลัก และหลายต่อหลาย “วีรชนใหม่”นี้ ถ้าไม่ถูกทำให้ลืม ก็ “โนเนม” หรือ “ไร้ชื่อ ไร้เสียง” อย่างเช่นกรณีของปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ นายผี-เสนีย์ เสาวพงศ์ และจิตร ภูมิศักดิ์ และยุค 60 และ 70 นี่เอง ที่เป็นยุคสมัยของการ “ขุด-แต่ง-ฟื้นฟู-บูรณะ-จด-และจำ” วีรชน “นอกคอก-นอกกรอบ-นอกทะเบียน” เหล่านี้

ในบริบทและบรรยากาศเช่นนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ ที่ดูเสมือน “ตายอย่างไร้ค่า แต่ต่อมาก้องนาม ผู้คนไถ่ถามอยากเรียน” ที่ทำให้เกิดงานคิด งานเขียนของเขา ถูกขุด ถูกค้น ขึ้นมาโดย “เยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ จนกล่าวได้ว่า จิตรได้ถือกำเนิดใหม่เป็นครั้งที่สอง

หลัง 6 ตุลาฯ 2516 เพียง 2-3 ปี มีผลงานของจิตร ถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมาก อาทิ กวีการเมือง (2517) บทวิพากษ์ว่าด้วยศิลปวัฒนธรรม (2517) นิราศหนองคาย วรรณคดีที่ถูกสั่งเผา (2518) งานแปล เช่น ความเรียงว่าด้วยศาสนา (2519) คาร์ล มากซ์ ประวัติย่อ (2518) ด้วยเลือดและชีวิต : รวมเรื่องสั้นเวียดนาม (2518)

และจำได้ว่าที่แผงหนังสือที่ท่าพระจันทร์นั้น วันหนึ่งข้าพเจ้าเห็นหนังสือหน้าปกแปลกๆ และชื่อเรื่องประหลาดๆ ที่ทำให้ข้าพเจ้าแม้จะจบปริญญาเอก เขียนงานวิืทยานิพนธ์ทางประวัติศาสตร์อยุธยามาแล้ว ต้องควักเงินซื้อมาในทันที หนังสือเล่มนั้นก็คือ “โฉมหน้าศักดินาไทย” ที่เคยตีพิมพ์มาแล้วในรูปของบทความในหนังสือ “นิติศาสตร์ฉบับรับศตวรรษใหม่”  งานเล่มนี้ของเขา แม้จะได้รับการโต้-แย้ง-ปฏิเสธ ในแง่ของทฤษฎีมาร์กซิสม์ อย่างรุนแรงจากนักรัฐศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ “กระแสหลัก” แต่ก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับ “ภูมิปัญญา” และแนวจิดเดิมๆของสยามประเทศไทย อย่างไม่เคยมีมาก่อน

ในขณะเดียวกัน งานหนังสือวิชาการที่หนักแน่นและรัดกุมมากว่า คือ “ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ” ที่ถูก “ฝาก-ฝัง” และเก็บรักษาต้นฉบับไว้เป็นอย่างดีก็เริ่มปรากฏสู่บรรณพิภพหลังจากที่จิตร เสียชีวิตแล้วถึง 10 ปี

หนังสือเล่มนี้ น่าจะเป็นเล่มท้ายๆที่ตีพิมพ์ออกมาได้ก่อนเหตุการณ์”วันมหาวิปโยค 6 ตุลา 2519″ ที่สังคมสยามประเทศไทย ไม่เพียงแต่เห็น “อาชญากรรมโดยรัฐ” ใช้กำลังอาวุธทหารและตำรวจ ประหัดประหารประชาชน กลางกรุงเทพมหานครอีกหนึ่งครั้ง ก็ได้เห็นการ”ยึด-ทำลาย-เผา-คำสั่งห้าม” ทั้ง “หนังสือ-การอ่าน-ความคิด-การเขียน” และเราต้องไม่ลืมว่าสมัยนั้น ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ-ไอโฟน ไม่มีอีเมล์ อินเตอร์เน็ต ไม่มีเฟซบุค ทวิตเตอร์

ความพยายามในครั้งนั้น ที่จะฟื้นฟู “ระบอบทหาร” และ “การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นั้น แม้จะยับยั้ง “กระบวนการประชาธิปไตย” ได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่เพียงไม่กีปี ก็ไม่สามารถสกัดกั้น “ผู้คนที่ไถ่ถามอยากเรียน”ได้ ดังนั้นผลงานที่ออกมาตามกันก็มีเช่น “โองการแช่งน้ำ และข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา” หรือ “ตำนานแห่งนครวัด” หรือ “สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา”

อาจกล่าว ได้ว่าความพยายามของ “ผู้คนที่ใฝ่ฝันอยากเรียน” ที่มาจากหลายฝ่าย หลายกลุ่ม ที่ต่างวัย ต่างประสบการณ์ ด้วยกันนั้น ทำให้จิตร ภูมิศักดิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นับตั้งแต่วาระการครบรอบ 72 ปี เมื่อปี 2545 นั้น ได้ทำให้ความเป็น นักคิด-นักเขียน ของเขา ดูจะยิ่งหนักและแน่นยิ่งขึ้น ถึงกับมีการกล่าวว่า จิตร “เกิดเป็นครั้งที่ 3”

และ “งานสังคมสยามประเทศไทย” ที่จิตรใฝ่ฝัน และกระทำมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว ทั้งจับปากกาและปืน เพื่อสร้างสังคมใหม่ที่ดีกว่า ที่เป็น “ประชาธิปไตย” ที่เต็มไปด้วย “ภราดรภาพ-เสมอภาค-เสรีภาพ” นั้นยังไม่จบ และจำเป็นต้องดำเนินไปด้วยคนรุ่นใหม่ ที่จะตามติดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า และนี่ก็เป็นสัจธรรมของทุกสังคม”

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

“เจ้าหญิงทั้ง 3” พลังใหม่ในการเมืองพม่า

โดย ปิยะมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com

 


“เจ้าหญิงทั้ง 3 แห่งพม่า” จากซ้ายไปขวาคือ โช โช จ่อ เนียน, เน ยี บา ส่วย และ เมียะ ถั่น ถั่น นุ

เมื่อ “ท่านผู้หญิง-เดอะ เลดี้” อย่าง ออง ซาน ซูจี ถูกกีดกันออกจากเวทีการเลือกตั้งในพม่า ที่กำหนดจะมีขึ้นในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ก็ถึงเวลาออกโรงของ “เดอะ ทรี พรินเซสส์” ผู้หญิงแถวหน้าอีก 3 คนในสังคมพม่า

“3 เจ้าหญิง” รวมตัวกันแนบแน่นอยู่ภายใต้พรรคการเมืองใหม่ชื่อ พรรคประชาธิปไตย (เมียนมาร์) หรือดีพีเอ็ม (Democretic Party-Myanmar) และกลายเป็นพรรคการเมืองใหม่ที่น่าสนใจที่สุด และเป็นความหวังมากที่สุดสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้

“เจ้าหญิง” ที่ว่า ไม่ใช่ “เจ้าหญิง” จริงๆ แต่พวกเธอถูกเรียกขานในเชิงเชิดชู ให้การยกย่องมาอย่างนี้ตั้งแต่อ้อนแต่ออก และยังติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ วันที่คำว่า “เจ้าหญิง” สำหรับพวกเธอ ฟังแล้วออกจะขบขันเล็กๆ เสียด้วยซ้ำ

“พวกเราแก่เกินกว่าจะเหมาะกับคำว่าเจ้าหญิงแล้วล่ะ” โช โช จ่อ เนียน บอกอย่างนั้นพร้อมกับเสียงหัวเราะ “บางคนเรียกเราว่า สามเจ้าหญิงแห่งพม่า แต่สำหรับรัฐบาล (ทหารชุดปัจจุบัน) เราคือ สามแม่มด มากกว่า”

พวกเธอทั้ง 3 คน หนึ่งคือ เน ยี บา ส่วย หนึ่งคือ เมียะ ถั่น ถั่น นุ และอีกหนึ่งคือ โช โช จ่อ เนียน อาจสูงวัยเกินไปสำหรับที่จะเป็นตัวละครในเทพนิยาย แต่สำหรับการเมืองแล้ว แม้สูงวัยกว่านี้ เธอก็จำเป็นต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว ไม่ใช่เพื่อตัวเองอีกต่อไป แต่เพื่อลูกๆ หลานๆ และผู้คนในอนาคตทั้งหลายในพม่า

ทั้ง 3 คน ไม่เพียงมีประสบการณ์ร่วมกันในวัยเยาว์ เป็นเพื่อนเล่น สนิทสนมกันทั้งโดยส่วนตัวและโดยครอบครัวที่เป็นชนระดับ “หัวกะทิ” ผู้เป็นพลังในการดิ้นรนนำพม่าหลุดรอดออกมาจากการครอบงำของเจ้าอาณานิคมอย่าง อังกฤษเท่านั้น แต่ทุกคนยังผ่านชะตากรรมระหกระเหิน ถูกจำขัง ต้องเนรเทศตัวเองไปใช้ชีวิตในต่างแดน พกพาประสบการณ์ลำเค็ญภายใต้การปกครองของเผด็จการทหารร่วมกันมานานนับทศวรรษ

อัน ที่จริง ออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพเมื่อปี 1990 ก็สามารถนับเนื่องเป็นหนึ่งในกลุ่มเดียวกันนี้ได้เช่นเดียวกัน ต่างล้วนรู้จักมักคุ้นซึ่งกันและกันตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิง ต่างล้วนเผชิญชะตากรรม และต่างดิ้นรนต่อสู้เพื่อสิ่งที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

“ดอว์ ซู อาจเรียกว่าเป็นพี่สาวของเราก็ว่าได้ พ่อของพวกเรากับพ่อของ ดอว์ ซู คือเพื่อนรักกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร”

“เมียะ ถั่น ถั่น นุ” อายุ 62 ปี คือบุตรีของ อู นุ นายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า ผู้เป็นหัวขบวนสำคัญที่การรวมตัวกันขึ้นเป็น “สันนิบาตประชาชนเสรีต่อต้านฟาสซิสต์-เอเอฟพีเอฟแอล” ที่กลายมาเป็นพรรคการเมืองในยุคปลดแอกใหม่ๆ เมื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยเบ่งบานชั่วเวลาสั้นๆ ในพม่า

เมื่อ อู นุ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่สาม เขาถูกนายพลเน วิน โค่นล้ม ถูกจับกุมคุมขัง เมื่อเป็นอิสระก็ต้องหอบลูกจูงหลานหลบไปลี้ภัยในต่างแดนทั้งในอินเดียและอังกฤษ


วันเปิดที่ทำการพรรค

ก่อนเสียชีวิตเมื่อปี 1995 อู นุ บอกกับ เมียะ ถั่น ถั่น นุ ว่า ตนยังมีงานที่ทำไม่แล้วเสร็จในพม่า

“พ่อ บอกกับฉันว่า เธอทำอะไรๆ หลายๆ อย่างให้กับคนมาแล้วทั่วโลก ถึงเวลาแล้วที่ต้องกลับไปทำงานให้กับคนของเธอเองบ้าง คนที่พม่าต้องการเธอมากกว่าใครที่ไหนบนโลกใบนี้” ถั่น ถั่น นุ บอก

เมี ยะ ถั่น ถั่น นุ คุ้นเคยกับงานการเมืองมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ในราวปี 1960 เธอคือโฆษกวิทยุต่อต้าน เน วิน ที่ทำงานอย่างแข็งขันระหว่างลี้ภัยอยู่ในไทยและอินเดีย ก่อนไปทำหน้าที่เป็นผู้แปลและผู้ประกาศให้กับวิทยุออล อินเดีย ราวกลางปี 1990 เคยเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดงานสัมมนาทางการเมืองพม่าขึ้นที่นั่น

เธอ ตัดสินใจกลับพม่าเมื่อปี 2003 ที่ผ่านมา พบเห็นหลายสิ่งหลายอย่างตั้งแต่การลุกฮือของพระสงฆ์ ความตายกล่นเกลื่อนบริเวณที่ลุ่มปากแม่น้ำอิรวดีจากพิษนาร์กีส

ปัจจุบัน เธอคือ เลขาธิการใหญ่ของดีพีเอ็ม

ตอน ที่ อู นุ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกนั้น รองนายกรัฐมนตรีของเขาคือเพื่อนสนิทที่ไว้วางใจได้เพราะร่วมฝ่าฟันเพื่อ เอกราชมาด้วยกันอย่าง “จ่อ เนียน”

จ่อ เนียน คือ บิดา ของ “โช โช จ่อ เนียน” ซึ่งดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคนที่หนึ่ง ของพรรคดีพีเอ็ม

“โช โช” บอกว่า การดุ่มเดินตามความฝันทางการเมืองของผู้เป็นบิดา ที่ต้องการได้เห็นพม่าที่เป็นเสรีและอิสระอย่างแท้จริง มีคุณค่ามากกว่าการ “ติดกับ” อยู่กับความเป็น “ชนชั้นสูง” หรือ “อภิสิทธิ์ชน” ในสังคมพม่า และมีความสำคัญกว่ามาก

นั่นเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอกับอีก 2 เจ้าหญิงตัดสินใจตั้งพรรคการเมืองและลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ การเลือกตั้งที่พวกเธอไม่มีวันได้ชัยชนะ อย่างเก่งก็แค่ได้เพียงนำตัวเองเข้าไปนั่งเป็นหนึ่งในสมาชิก “สภาประชาชน” อย่างที่พม่าเรียกขานสภาผู้แทนราษฎรของพวกเขา

แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว สำหรับย่างก้าวแรกในทางการเมืองในประเทศที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของทหาร มายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ เพราะเป้าหมายของเธอคือ เธอต้องการให้เสียงของเธอ เสียงของประชาชนที่เธอเป็นตัวแทน-ดังขึ้นกว่าเดิม

“ถึงแม้การ เลือกตั้งครั้งนี้จะไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เรา (ดีพีเอ็ม) ก็อยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสภา พร้อมกับพวกที่มาจากกองทัพพวกนั้น เราน้อยกว่าพวกเขาแน่ แต่เราจะพูดให้ดังกว่า ถ้าเราจำเป็นต้องทำ”

เมื่อ เน วิน ยึดอำนาจ โช โช และครอบครัว ไม่ได้ถูกจับกุมทันที แต่ก็เพียงแค่ไม่ช้าไม่นาน ครอบครัว จ่อ เนียน ก็ตกเป็นเป้า ในปี 1990 โช โช พร้อมกับผู้เป็นบิดา มารดา และน้องชายอีก 2 คน ก็ต้องเดินตบเท้าตามคำสั่งเผด็จการเข้าสู่คุกอินเส่ง เรือนจำการเมืองชื่อเลื่องลือไปทั่วโลก เพราะการแสดงความคิดเห็นต่อต้านเผด็จการทหาร

โช โช จ่อ เนียน ใช้ชีวิต 7 ปีในเรือนจำแห่งนี้ ที่เธอให้คำจำกัดความเอาไว้ว่า

“เป็นสถานที่ที่น่ากลัวจนสยดสยองสำหรับการใช้ชีวิต-เหมือนนรกไม่มีผิด”

นั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้เธอต้องทุ่มสุดตัวให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้

“ฉันต้องขายทอง ขายเพชร ขายที่มีอยู่ทั้งหมด เงินเก็บทั้งหลายเท่าที่มี เงินค่ารักษาตัว ถูกนำมาใช้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งหมด”

วิถี ของ “เน ยี บา ส่วย” เลขาธิการคนที่ 2 ของดีพีเอ็ม ไม่แตกต่างมากมายไปจาก “เจ้าหญิงแห่งพม่า” อีกสองรายมากน้อยเท่าใดนัก ในปี 1974 เธอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า โดยอาศัยพิธีศพของ “อู ถั่น” เลขาธิการสหประชาชาติชาวพม่าเป็นโอกาสในการรวมตัว ซึ่งเรียกขานกันในเวลาต่อมาว่า “อู ถั่น อัพไรซิ่ง”

ผลก็คือ “เน ยี” (แปลว่าสายน้ำ) ถูกจับกุม ตัดสินจำคุก 5 ปีพร้อมลงโทษใช้แรงงาน

เธออาจไม่ถูกพิพากษาลงโทษรุนแรงขนาดนั้น หากไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ว่า เธอคือ บุตรีของ “บา ส่วย” นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของพม่า

แต่ นั่นไม่ได้หยุดยั้งการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ เน ยี บา ส่วย ตรงกันข้าม เป็นเพียงประสบการณ์ที่ทำให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เมื่อนักศึกษาประชาชนลุกฮือขึ้นอีกครั้งทั่วประเทศ ในวันที่ 8 เดือน 8 ปี 1988 เธอไม่ลังเลที่จะเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นั้น

อีก 2 ปีต่อมา เธอลงสมัครรับเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งที่ถูกกำหนดให้เป็นโมฆะแบบไร้เหตุผล บทเรียนจากการเลือกตั้งหนนั้นไม่ทำให้เธอเข็ดขยาดการเลือกตั้งภายใต้การ บริหารจัดการของรัฐบาลทหาร ตรงกันข้าม เธอเชื่อเหมือนๆ กับที่ เมียะ ถั่น ถั่น นุ และ โช โช จ่อ เนียน เชื่อว่า การเข้าร่วม ดีกว่าการเพิกเฉย หรือบอยคอตการเลือกตั้งครั้งนี้

สำหรับ เน ยี บา ส่วย ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่ามาถึงอย่างแน่นอน-จำเป็นต้องมาถึงสักวัน หนึ่ง แต่คงเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป

พวกเธอได้เห็นกับตา และมีส่วนร่วมในความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยความรุนแรง การเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันที่ “เจิดจ้า” อย่างยิ่ง แต่ก็อายุสั้นอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 8/8/88 หรือเหตุการณ์ “ปฏิวัติผ้าเหลือง” เมื่อปี 2007 ก็ตามที

ทุกครั้งปูลาดไปด้วยชีวิต เลือด และน้ำตา

“การ สถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่น่าเชื่อถือ จำเป็นต้องใช้เวลานานนับสิบปีหรือกว่านั้น เราต้องก้าวไปช้าๆ ทีละขั้นทีละตอน เพราะเรารู้ดีว่าเรากำลังเผชิญหน้าอยู่กับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่งยวด เราไม่สามารถแค่ดุ่มดิ่งไปข้างหน้าแล้วคาดหวังว่าจะเกิดประชาธิปไตยขึ้นได้ ชั่วข้ามคืน…เราต้องให้เวลากับมัน เราต้องเสียสละ” เน ยี บา ส่วย บอกและเชื่ออย่างนั้น

โช โช จ่อ เนียน เห็นไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก

“ฉันเชื่ออย่างแน่วแน่ว่า หากปราศจากการเข้าร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้ คุณไม่มีวันได้ประชาธิปไตยมาอย่างราบรื่น ปราศจากความรุนแรง” เธอบอก

“ฉันต้องการเปลี่ยนระบบนี้ เปลี่ยนรัฐบาลนี้ แต่ไม่อยากให้เลือดต้องนองอีกครั้ง หรือมีอีกหลายคนต้องถูกต้อนเข้าอินเส่งอีกหน”

อีก ประการที่ “เจ้าหญิงทั้ง 3 แห่งพม่า” รู้สึกอย่างเดียวกันก็คือ ความเศร้า และเสียดายที่ “พี่สาว” อย่าง ออง ซาน ซูจี ไม่สามารถมีชื่อในบัตรลงคะแนนในครั้งนี้ได้ การถูกกักบริเวณอย่างต่อเนื่อง ข้อกำหนดกฎเกณฑ์ในกฎหมายเลือกตั้งที่ดูเหมือนจงใจกีดกันเธอออกจากการเลือก ตั้งหนนี้ และส่งผลให้พรรคเอ็นแอลดีของเธอตอบโต้ด้วยการบอยคอตการเลือกตั้ง

โช โช จ่อ เนียน ตอกย้ำความเป็นจริงประการหนึ่งไว้ว่า สำหรับรัฐบาลทหารชุดนี้ ออง ซาน ซูจี ในวัย 65 ปี คือผู้หญิงที่น่ากลัวที่สุดแล้ว

“คน ทั้งประเทศ ทั้งรักและเคารพเธอรักมากๆ และการบอยคอตการเลือกตั้งก็เป็นการตัดสินใจของเธอเอง เราได้แต่หวังว่าจะได้เธอมาร่วมหาเสียงกับเราทั้งสามคน แต่เธอบอกว่า ไม่ได้ เธอทำอะไรไม่ได้แล้วในตอนนี้”

กระนั้น ดูเหมือน ซูจี ได้สร้างคุณูปการใหญ่หลวงเอาไว้ให้กับชาวพม่าอีกครั้ง ด้วยการกลายเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้กับ แม่บ้านลูกห้า อย่าง โช โช จ่อ เนียน หรือ เมียะ ถั่น ถั่น นุ และ เน ยี บา ส่วย ให้ตัดสินใจเดินออกมาแถวหน้า เพื่อเป็นปากเป็นเสียงแทนผู้คนพม่าอีกหลายสิบล้านคน

เป็นแบบอย่างที่ ดีว่า คนที่มีการศึกษา คนที่เคยได้รับความสะดวกสบาย เป็นคนมีฐานะในสังคมพม่าอย่างพวกเธอ ควรทำอย่างไรเพื่อให้ประเทศชาติได้หลุดพ้นจากปลักแห่งความยากจนและวังวนแห่ง การกดขี่ ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบ

โช โช จ่อ เนียน บอกเอาไว้ว่า พวกเธอจำเป็นต้องต่อสู้ เพราะพม่าในเวลานี้ยากจนข้นแค้นไปทุกหย่อมหญ้า

“พม่า ยากจนไม่ว่าจะวัดจากมาตรฐานไหนๆ ความยากจนทำให้-ถ้าเราไปโรงพยาบาล เราไม่มีแม้กระทั่งยาหรืออะไรอย่างอื่นไว้ให้ เราก็จะตาย ไม่มีใครอยากตายเพราะไม่มีเงิน แต่ในประเทศนี้ คนอีกมากมายตายเพราะไม่มีเงิน”

นั่นคือเหตุผลยิ่งใหญ่ที่ทำให้ ผู้หญิง 3 คนจำเป็นต้องลุกขึ้นสู้ ต่อสู้ในสงครามที่ไม่มีวันชนะ ต่อสู้ในท่ามกลางความมืดมิดของประชาธิปไตย

แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่มีความมืดใด มืดสนิทอย่างแท้จริง

แม้มืดมิดจนวังเวงอย่างในพม่า ยังมีแสงแห่งความหวังเรื่อเรืองจากผู้คนเหล่านี้!!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

ศาลรธน.เล็งหารือคลิปลับชุดใหม่ก่อนตัดสินใจสอบหรือไม่ ปธ.วุฒิแนะพิสูจน์ถ้าจริง”แย่” พท.ขู่ถอดตุลาการ

ปธ.วุฒิ แนะ ต้องพิสูจน์คลิปทุจริตสอบพนง.ศาลรธน.ถ้าจริงก็แย่

 

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีคลิปการปกปิดการทุจริตสอบเป็นพนักงานศาลรัฐธรรมูญ ว่า ตนคงแนะนำอะไรไม่ได้ แต่คงต้องตรวจสอบว่า คลิปดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่ ถ้าจริงทั้งหมด ก็ไม่ดี เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาตุลาการเลือกที่เงียบแทนที่จะก้าวออกมาพร้อมรับการตรวจสอบ นายประสพสุข กล่าวว่า “ศาลท่านคงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร มันเป็นอย่างนี้ไปแล้ว แต่ผมคิดว่า คงต้องมาดูว่า เนื้อหาในนั้นเป็นจริงหรือทำกันขึ้นมา ต้องหาขอเท็จจริงอันนี้ให้ได้ ถ้าปรากฏว่า เป็นจริง ก็แย่”  เมื่อถามอีกว่า จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการพิจารณาคดีต่างๆหรือไม่เพราะเป็นเรื่องความน่า เชื่อถือ นายประสพสุข กล่าวว่า ก็เป็นอย่างนั้น แต่ข้อสำคัญคือต้องเช็คให้ได้ว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่ก่อน

 

ศาลรัฐธรรมเตรียมหารือ”คลิปลับ”ชุดใหม่ ก่อนมีมติสอบต่อหรือไม่

 

นายสนิท จรอนันต์ ประธานกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีการเผยแพร่คลิปการประชุมตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปลับที่มีบุคคลนำออกมาเผยแพร่ ล่าสุด ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดของคลิป อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการขอพิจารณาเนื้อหาคลิป ที่มีการนำออกมาเปิดเผยว่า มีเนื้อหาสอดคล้องกับเรื่องเดิมที่ทางคณะกรรมการกำลังสอบสวนอยู่หรือไม่ เพราะหากเนื้อหาสอดคล้องกัน ก็สามารถสอบต่อได้เลย แต่หากเนื้อหาไม่เหมือนกัน จะต้องมีการประชุมเพื่อขอความเห็นเพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญว่า จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาสอบสวนเรื่องดังกล่าวหรือไม่ เพราะเรื่องนี้มีการพาดพิงถึงตุลาการบางท่าน
นายสนิท กล่าวว่า สำหรับการเปิดเผยคลิบลับชุดใหม่นั้น จะต้องมีการแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่นั้น หากเข้าข่ายความผิดเหมือนกรณีก่อนหน้านี้ ทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็สามารถดำเนินการได้เลย แต่หากไม่เข้าข่ายคงต้องให้ทางตุลาการเป็นผู้พิจารณาอีกที

 

ปชป.จับพิรุธคลิปฉาว3ประเด็น จี้”จตุพร”แจงเกี่ยวข้องหรือไม่

 

นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ ส.ส.สัดส่วน โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีการเผยแพร่คลิปที่อ้างว่ามีการปกปิดการทุจริตการสอบเข้าเป็น พนักงานของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ว่า สังคมควรใช้วิจารณาญาณในการติดตามเรื่องดังกล่าว เพราะช่วงที่คลิปปรากฏเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง โดยต้องตรวจสอบเบาะแสความจริง การจัดทำว่าต้องการสร้างความเข้าใจผิดหรือไม่ ทั้งนี้ มีข้อชวนสงสัย 3 เรื่อง คือ

 

1.คลิปไม่ปรากฎภาพผู้อยู่ในคลิป มีแต่เสียง และไม่ทราบว่าสิ่งที่ถอดเทปออกมาตรงกับปากผู้พูดหรือไม่

 

2.นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เดินทางออกจากประเทศไทยวันที่ 13 ตุลาคม จากนั้นก็มีการเผยแพร่คลิปวันที่ 15 ตุลาคม โดยพรรคเพื่อไทยได้อ้างว่ามาจากเว็บไซต์ยูทูป และเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) บอกว่ามีคนนำคลิปการทุจริตการสอบเข้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญมาให้ ดังนั้นคลิปนี้จึงน่าทำก่อนที่นายพศิษฐ์ เดินทางไปประเทศฮ่องกง จึงสงสัยว่าเป็นการจัดฉาก ทำลายศาลรัฐธรมมนูญ

 

 

3.ขอให้นายจตุพร ชี้แจงต่อสังคมว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ และพรรคขอเรียกร้องให้ยุติการทำลายความน่าเชื่อถือของศาล

 

เพื่อไทยขู่ถอด”ตุลาการศาลรธน.”พัวพันคลิปฉาวโกงข้อสอบ

 

เมื่อเวลา 10.30 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการเผยแพร่คลิปการสนทนา เรื่องการโกงข้อสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญตามเว็บไซต์ต่างๆ ว่า เป็นพฤติการณ์นั่งสุมหัวเพื่อวางแผนแก้เกมการโกงข้อสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ ศาลรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นทีมกฎหมายเพื่อไทย เห็นว่ามีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำผิดเรื่องการทุจริตสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ศาล รัฐธรรมนูญ และการนำเอกสารสำคัญทางราชการไปให้คนภายนอก ทราบว่า การสอบดังกล่าวมีผู้สมัครเกือบ 1.2 หมื่นคน เมื่อประมาณเดือน มี.ค.2552 ที่ม.รามคำแหง ซึ่งมีลูกตุลาการเข้าร่วมสอบมากประมาณ 30 คน จึงมีการโกงข้อสอบ โดยผู้มีอำนาจเอาข้อสอบออกไปให้ลูกหลานตัวเองดู โดยมีผู้หญิง ชื่อย่อ “พ” เป็นผู้เอาข้อสอบไปให้เด็กฝากอ่าน ในที่สุดมีเด็กฝากสอบได้ถึง 15 คน ดังนั้นจึงขอให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการสอบอีก 1หมื่นกว่าคนนำเรื่องไปร้องต่อกองปราบปรามเพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง
นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า พฤติการณ์ของตุลาการบางคนที่นำข้อสอบไปให้เด็กของตัวเองดู และการฝากเด็ก 3 คนของตุลาการคนหนึ่ง ชื่อย่อ “จ” ที่ถูกอ้างถึงในคลิป ถือเป็นความผิดตามประมวลจริยธรรม 7 ข้อของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะนำเรื่องนี้หารือในที่ประชุมพรรควันที่ 1 พ.ย.เพื่อพิจารณาว่า จะยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ส่วนที่มีตุลาการในคลิปบางคนพูดว่า พรรคเพื่อไทยมีส่วนเกี่ยวข้องในการเก็บคลิปไว้ หรืออาจจะมีการเปิดคลิปนั้น ขอยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีคลิปดังกล่าว และผู้บริหารพรรคก็ไม่มีใครมีคลิปนี้

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

เตียบันห์ปัด’กี้ร์’ซุก-ยันแม้วไม่เข้ามาอีก


นัดแต่งผี รำลึก4ปี แท็กซี่ดัง ‘นวมทอง’


แท็กซี่วีรชน – กลุ่มคนเสื้อแดงร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับนายนวมทอง ไพรวัลย์ ลุงแท็กซี่ที่ผูกคอตายประท้วงรัฐประหาร 19 ก.ย.49 บริเวณสะพานลอย ริมถนนวิภาวดีฯ ซอย 5 เมื่อวันที่ 30 ต.ค.

‘เตีย บันห์’ ยันกี้ร์ไม่อยู่ในกัมพูชา ย้ำ ‘ถ้าอยู่ เราต้อง รู้’ ส่วนแม้วคงไม่มีหน้าที่อะไรต้องมาทำในเขมรแล้ว ‘นที สรวารี’ นัดแต่งผีรำลึก 4 ปี ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ แท็กซี่ต้านเผด็จการที่สะพานลอยวิภาวดี อาทิตย์สีแดงนัดปั่นจักรยานจากราชประสงค์ไปคลองเปรม ผบก.น.1ยันพร้อมรับพธม.ชุมนุม

วันที่ 30 ต.ค. ที่โรงแรมดุสิตธานี เมืองพัทยา จ.ชลบุรี พล.อ.เตียบันห์ รองนายกรัฐมน ตรี และรมว.กลาโหมกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมให้ความร่วมมือรัฐบาลไทยในการติดตามตัวนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดง ที่มีข่าวว่าหลบหนีเข้าไปอยู่ในกัมพูชา ว่า เรื่องดังกล่าวมีการตอบคำถามที่ชัดเจนแล้ว ซึ่งสมเด็จฮุนเซนได้พบปะหารือ และทำความเข้าใจอย่างชัดเจน ว่าอะไรที่เคยคุยกันไว้ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

ผู้ สื่อข่าวถามว่ายืนยันได้หรือไม่ว่านายอริส มันต์ไม่ได้อยู่ในกัมพูชา พล.อ.เตียบันห์ กล่าวว่า ปัญหานี้ไม่สามารถตอบได้ว่านายอริสมันต์อยู่ในกัมพูชาหรือไม่ หรืออยู่ที่ใด เมื่อถามย้ำว่าหากนายอริสมันต์ อยู่ในกัมพูชาจะส่งตัวกลับมาให้ประเทศไทยหรือไม่ พล.อ.เตียบันห์ กล่าวว่า ตอบแต่แรกแล้วว่า ไม่ทราบ ซึ่งคำว่า ไม่ทราบ มีความหมายว่า ไม่ได้อยู่ในกัมพูชา ถ้าอยู่ เราต้องรู้

เมื่อถามว่า กัมพูชาอึดอัดใจหรือไม่ที่การ เมืองไทยกล่าวหาว่ากัมพูชาเป็นสถานที่ฝึกกองกำลังของกลุ่มคนเสื้อแดง พล.อ.เตียบันห์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และบางเรื่องเป็นเรื่องภายใน จึงไม่สามารถให้คำตอบได้ในรายละเอียด

พล.อ.เตียบันห์ ยังได้ชี้แจงคำถามถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา ว่า ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ความจริงเราได้รู้ต้นเรื่องเป็นระยะเวลาพอสมควร ทุกฝ่ายเข้าใจกันได้ดี ความจริงอยากพูดโดยตรงว่าปัญหาพ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช่เรื่องต้นตอสำคัญ แต่มีเรื่องอื่นๆ ด้วย เพียงแต่เรื่องของพ.ต.ท.ทักษิณก็มีส่วน อยากชี้แจงด้วยความจริงใจและทำความเข้าใจให้ชัดเจน โดยเฉพาะคำถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเข้ามาในกัมพูชาอีกหรือไม่นั้น คิดว่าคงไม่เข้ามาแล้ว เพราะไม่มีหน้าที่อะไรที่จะเข้ามา เพราะได้ลาออกจากหน้าที่ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของนายกฯกัมพูชาไปแล้ว เมื่อลาออกแล้วก็ไม่มีหน้าที่อะไรที่จะต้องมาทำอะไรในกัมพูชาอีก

เวลา 09.00 น. ที่สะพานลอยคนข้าม ฝั่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถ.วิภาวดีรังสิต นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย จัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 4 ปี การจากไปของนายนวมทอง ไพรวัลย์ หรือลุงนวมทอง คนขับรถแท็กซี่ ต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ด้วยการแขวนคอฆ่าตัวตายประท้วง โดยนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป ทำพิธีสวดบังสุกุลและถวายสังฆทาน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับนายนวมทอง พร้อมกับวางพวงหรีด วางดอกบัว และผูกผ้าแดงบริเวณราวสะพานลอยเพื่อไว้อาลัย ทั้งนี้มีนายคารม พลทะกลาง ทนายความแนวร่วมคนเสื้อแดง และผู้ขับรถแท็กซี่หลายสิบคน ร่วมงาน บรรยากาศเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย ท่ามกลางการดูแลความเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ในงานแจกจดหมายเปิดผนึกของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ส่งถึงส.ส.พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ให้กับผู้มาร่วมงานด้วย นายไพโรจน์กล่าวว่า กิจกรรมวันนี้เพื่อรำลึกถึงบุคคลประชาธิปไตยอย่างแท้จริงที่ยอมสละชีวิต เพื่อต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งไม่ใช่แนว ทางประชาธิปไตย จึงต้องการรำลึกว่าบุคคล อย่างนายนวมทองเป็นผู้ที่น่านับถือและสมควรเอาเป็นแบบอย่าง

นายคารม กล่าวว่า สัปดาห์หน้าจะยื่นขอประกันตัวนายนิสิต สินธุไพร อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด แกนนำคนเสื้อแดง หวังว่าศาลจะให้ความเมตตาเหมือนกรณีอนุญาตให้ประกันตัวนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานนปช. เพราะอัตราโทษความผิด ของสองคนไม่แตกต่างกัน

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด และแกนนํากลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวว่า กิจกรรมวันอาทิตย์นี้จะมีหลายกลุ่มออกมาจัดงานรําลึกให้กับผู้เสียชีวิตใน เหตุการณ์ทางการเมืองทั่วกรุงเทพฯ กลุ่มของตนจะนําสมาชิกไปจัดงานบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ตั้งแต่เวลา 15.00 น.เป็นต้นไป จะเป็นกิจกรรมปั่นจักรยาน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวแกนนําเสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกให้ได้ ออกมาต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมข้างนอก โดยจะปั่นจักรยานออกจากสี่แยกราชประสงค์ มายังเรือนจําพิเศษกรุงเทพฯ ถ.งามวงศ์วาน

จากนั้นเวลา 17.00 น.จะนําสมาชิกไปจัดงานรําลึก 4 ปี การเสียชีวิตของนายนวมทอง ไพรวัลย์ หรือลุงนวมทอง โชเฟอร์แท็กซี่ที่ผูกคอตายกับสะพานลอย ถนนวิภาวดีรังสิต ขาออก เพื่อต้องการลบคำสบประมาทของพ.อ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษกคปค.ขณะนั้น ที่บอกว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากถึงขนาดยอมพลีชีพตัวเองได้ ลุงนวมทองถือเป็นคนแรกที่พลีชีพต่อต้านรัฐประหาร

นายสมบัติกล่าวต่อ ว่า นอกจากนี้ช่วงเวลา 10.00 น.บริเวณอนุสรณ์สถาน สี่แยกคอกวัว จะมีกลุ่มของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนํากลุ่ม 24 มิถุนา จัดกิจกรรมคู่ขนานไปด้วย เป็นงานรําลึกและไว้อาลัยให้กับลุงนวมทอง

ด้าน นายนที สรวารี นายกสมาคมกิจกรรมสร้างสรรค์อิสรชน กล่าวว่า กลุ่มของตนจะเดินทางไปร่วมกิจกรรมรำลึกลุงนวมทอง ร่วมกับกลุ่มของนายสมบัติ บริเวณสะพานลอย ถนนวิภาวดีฯ ขาออก ซึ่งเป็นจุดที่ลุงนวมทองสละชีวิต โดยจะวางพวงหรีดเพื่อไว้อาลัย เพราะลุงเป็นคนแรกที่พลีชีพในการต่อต้านรัฐประหาร เมื่อปี 2549 พร้อมกันนี้ก็จะให้สมาชิกแต่งแฟนซีผี วันฮัลโลวีน มายืนกลางสะพานลอยเพื่อให้ผู้สัญจรไปมารู้ว่าที่นี่มีคนตาย

นายนที ยังกล่าวถึงกรณีรัฐบาลและศอฉ.สั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เลื่อนระยะเวลาการสอบสวนการเสียชีวิต 91 ศพออกไปไม่มีกำหนด ว่า คงต้องย้อนถามไปยังผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งรัฐบาลและศอฉ.ว่ามีความจริง ใจในการคลี่คลายคดี 91 ศพมากน้อยแค่ไหน และหากรัฐบาลไม่กลัวก็ควรที่จะเร่งดําเนินการให้เสร็จโดยเร็ว และที่ผ่านมารัฐบาลก็ประกาศทุกวันว่าไม่กลัวพร้อมพิสูจน์ความจริง และไม่ได้เป็นคนทํา หากมั่นใจอย่างนั้นควรเปิดข้อเท็จจริงออกมาให้ประชาชนรับรู้อย่าทํามาตี ฝีปากไปวันๆ

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 กล่าวถึงกรณีกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ภายใต้การนำของนายสมบัติ ว่า ได้ประสานกับแกนนำทำความเข้าใจกันแล้วว่าเป็นการทำกิจกรรมตามปกติ ไม่มีอะไรรุนแรง ส่วนวันที่ 19 พ.ย. ซึ่งนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. ประกาศชุมนุมใหญ่เนื่องในวันครบ 6 เดือน เหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงที่ราชประสงค์นั้น ตำรวจจะจัดกำลังดูแลความสงบเรียบร้อยโดยปฏิบัติในรูปแบบเดียวกันกับผู้ ชุมนุมทุกกลุ่มที่ผ่านมา

ผบก.น.1 ยังกล่าวถึงมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อยการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งประกาศชุมนุมในวันที่ 2 พ.ย.นี้ที่หน้ารัฐสภา ว่า พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ยังไม่ได้กำชับสั่งการอะไรเป็นพิเศษ แต่ในฐานะที่มีหน้าที่กำกับดูแลทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภาอยู่แล้วต้องดูแล รักษาพื้นที่ให้ดีที่สุด โดยเตรียมกำลังตำรวจไว้ 4 กองร้อย รวมถึงการป้องกันมือที่ 3 ที่อาจฉวยโอกาสก่อเหตุความวุ่นวายได้

พล.ต.ต. วิชัยกล่าวอีกว่า จากการข่าวขณะนี้ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุความรุนแรงแต่อย่างใด สำหรับกำลังที่เตรียมไว้คาดว่าน่าจะเพียงพอต่อการดูแลผู้ชุมนุมไม่ให้เกิด ความรุนแรงขึ้น เพราะเป็นเพียงการมายื่นหนังสือเรียกร้องและแสดงออกทางการเมืองเท่านั้น จากการประสานพูดคุยกับแกนนำเบื้องต้นรับทราบว่าเป็นการชุมนุมเพียงวันเดียว ไม่ยืดเยื้อ แต่หากมีผู้ชุมนุมมาเป็นจำนวนมากก็ต้องตรวจสอบดูแลว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย ทำผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ หากมาปิดล้อมปิดถนนไม่ให้รถสัญจรผ่านไปมาได้สร้างความเดือดร้อนหรือทำผิด กฎหมายก็ต้องว่ากันตามกฎหมายต่อไป

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

งาบงบน้ำท่วม ชิงนรกมาเกิด! 

This slideshow requires JavaScript.

 

รัฐต้องกล้าฉีกหน้ากาก
เชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ต้องเชื่อ ว่ายังมีมนุษย์ประเภทที่ฉกฉวยโอกาสบนความเดือดร้อนของผู้อื่น อยู่ในบ้านนี้เมืองนี้

มนุษย์พันธุ์หน้าเนื้อใจเสือ???

มนุษย์พันธุ์ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ???

ทั้งๆที่อุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ในรอบนี้ ถือเป็นอีกครั้งของอุทกภัยครั้งใหญ่ในเมืองไทย เพราะมีพื้นที่จังหวัดที่ได้รับความเดือดร้อนมากกว่า 33 จัหวัด และมีประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 2.5 – 2.8 ล้านคนแล้ว

ที่สำคัญยอดผู้เสียชีวิตนั้นพุ่งขึ้นไปถึง 94 ราย เกือบจะแตะร้อยรายเข้าไปแล้ว!!!

โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า เฉพาะในวันที่ 28 ต.ค. มีผู้ป่วยมารับบริการ 49,195 ราย ยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 20-28 ต.ค. รวม 9 วัน พบผู้เจ็บป่วย 229,398 ราย โรคที่พบมากอันดับ 1 คือ น้ำกัดเท้า 110,111 ราย ที่เหลือเป็นไข้หวัดปวดเมื่อยร่างกาย และพบผู้ที่มีอาการเครียดนอนไม่หลับ ใจสั่น วิตกกังวล ร้อยละ 12 หรือประมาณ 25,233 คน

สำหรับผู้เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 20-28 ต.ค. มีผู้เสียชีวิตรวม 94 ราย 20 จังหวัด มากที่สุดที่จังหวัดนครราชสีมา 18 ราย รองลงมาคือนครสวรรค์ 12 ราย ลพบุรี 11 ราย พระนครศรีอยุธยา 7 ราย บุรีรัมย์ 6 ราย ซึ่งในวันที่ 28 มีเสียชีวิตเพิ่ม 26 ราย คือที่นครราชสีมา 9 ราย นครสวรรค์ 1 ราย พระนครศรีอยุธยา 6 ราย นนทบุรี 2 ราย สุพรรณบุรี 4 ราย กำแพงเพชร 1 ราย และปทุมธานี 3 ราย ส่วนใหญ่จมน้ำเพราะลื่นพลัดตกน้ำ

เป็นความเดือดร้อนสาหัส แต่กลับมีกลิ่นตุๆยิ่งกว่ากลิ่นน้ำท่วมขัง เพราะเป็นกลิ่นของขบวนการเหลือบน้ำท่วม!!!

แม้ว่าตอนนี้อาจจะยังจับไม่ได้คาหนังคาเขา แต่หากดูพฤติกรรมย้อนหลัง ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้มีการออกมาเปิดเผยถึงผลการตรวจสอบการติดตามงบประมาณและสุ่มตรวจ 280 โครงการทั่วประเทศในโครงการป้องกันบรรเทาอุทกภัย ปีงบประมาณ 2552

พบว่ากว่าร้อยละ 88 ที่พบความผิดปกติ หรือจัดซื้อจัดจ้างไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ

ทำให้มีแนวโน้มว่าวิกฤตการณ์น้ำท่วมในปีนี้ ที่มีการเบปจ่ายงบประมาณในลักษณะเดียวกัน อาจเป็นโอกาสให้นักการเมืองและข้าราชการเข้ามาหาประโยชน์ได้อีก

เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า ทำไม ป.ป.ท. ออกมาพูดในจังหวะนี้ ในจังหวะที่กำลังเกิดภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่พอดี หากไม่ใช่ต้องการออกมากระแอมกระไอให้รู้ว่า มีคนรู้ทันนะ อย่าฉวยโอกาสกอบโกยกันนักเลย

ซึ่งปรากฏว่า นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ในฐานะรองประธาน กมธ.กิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญและติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา ก็ได้มีการออกมาขานรับทาง ป.ป.ท. ว่าการตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ แม้จะยังไม่พบว่ามีการทุจริตเกี่ยวกับการใช้งบประมาณช่วยเหลือประชาชน แต่เรื่องแบบนี้โดยส่วนตัวเชื่อว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้หากหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องไม่ได้ตรวจสอบ ทั้งนี้ตน

ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในประเด็นทุจริตน้ำท่วม และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้

“การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆจำเป็นต้องกระบวนการตรวจสอบสิ่งของ แม้จะเป็นการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษหรือโครงการมีความเร่งด่วนก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสถูกต้อง ไม่เช่นนั้นการช่วยเหลือของรัฐบาลจะซ้ำรอยปลากระป๋องเน่าได้ และนักการเมืองอย่าหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน”นายไพบูลย์ กล่าว

ขณะที่ นายรักพงษ์ ณ อุบล ส.ว.หนองบัวลำภู ในฐานะเลขานุการคณะ กมธ. กล่าวว่า งบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัยปัจจุบันพบว่าผู้ว่าราชการจังหวัดและสำนักงาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย สามารถเบิกใช้งบประมาณได้ทันที ซึ่งการเบิกจ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนนั้นมองว่ายากที่จะตรวจสอบได้ ดังนั้นเพื่อความโปร่งใสควรนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาเปิดเผยให้สาธารณชนรับ รู้ ส่วนเรื่องทุจริตโครงการต่างๆของรัฐที่เกี่ยวกับภัยพิบัติ ขณะนี้ทาง กมธ.ยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนเข้ามาให้ตรวจสอบ

ส่วน นายตุ่น จินตะเวช ส.ส.อุบลราชธานี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามงบประมาณการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวเกิดมาจากความไม่โปร่งใสของการใช้งบประมาณที่นำไปใช้จ่าย โดยรัฐบาลได้กำหนดงบประมาณให้ 2 หน่วยงานใช้งบประมาณ คือ ส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัดที่สามารถใช้งบฉุกเฉินได้เลยไม่จำเป็นต้องขอ อนุญาตจากหน่วยงานต้นสังกัด

และส่วนของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

นายอำพล วงศ์ศิริ รักษาการเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดเผยว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ได้มอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ท.ตั้งศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ พร้อมจัดชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว 5 ชุด ตรวจสอบการใช้งบภัยพิบัติของทุกจังหวัดที่ประสพภาวะน้ำท่วมในขณะนี้ โดยเฉพาะในจังหวัดที่ใช้งบแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำนวน 50-100 ล้านบาท ว่าได้ใช้จ่ายถูกต้องตามระเบียบหรือไม่

โดยในการทำงานของชุดเคลื่อนที่เร็วจะลงพื้นที่ตรวจสอบในทางลับทันทีหากได้รับการร้องเรียน

ที่สำคัญจะมีหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ให้แจ้งรายละเอียดการใช้งบภัยพิบัติทำโครงการช่วยเหลือประชาชนที่จังหวัดได้ รับปีละ 50 ล้านบาท ให้สำนักงาน ป.ป.ท.รับทราบ

และขอให้ทุกจังหวัดติดประกาศรายละเอียดการใช้งบภัยพิบัติไว้ที่ศาลากลาง จังหวัด เพื่อให้ประชาชนหรือสื่อมวลชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ

รวมทั้งได้ให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.ทั้ง 4 ภาค เร่งประชาสัมพันธุ์ผ่านวิทยุแห่งประเทศไทย ให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการใช้งบภัยพิบัติที่ผิดปรกติทั้งการก่อสร้างถนน สะพาน แหล่งน้ำ ฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร หรือโครงการต่างๆ ในชุมชน ให้ ป.ป.ท.เข้าไปสอบสวนดำเนินคดีหากไม่โปร่งใส

นายอำพลระบุว่าป.ป.ท.จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมตรวจสอบในลักษณะคู่ ขนานไปด้วย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ เนื่องจากที่ผ่านมาเม็ดเงินงบประมาณถึงมือประชาชนไม่ถึงร้อยละ 10 โดยแนวทางการตรวจสอบจะใช้ฐานข้อมูลเดิม ซึ่ง ป.ป.ท.พบว่าบางจังหวัดมีการทุจริตงบประมาณเกินความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

โดยในวันที่ 1 พ.ย. จะเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษเพื่อทำความเข้าใจกันก่อนลงพื้นที่ปฏิบัติการในพื้นที่จริงด้วย

“เบื้องต้นเราได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ว่า มีนายก อบต.บางแห่ง กักตุนของบริจาคไว้เฉพาะกลุ่มหัวคะแนนของตัวเองทำให้ชาวบานเดือดร้อน เตรียมจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป ส่วนความคืบหน้าการดำเนินคดีกับนายอำเภอที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้งบภัย พิบัติปี 52 ไม่ถูกต้องในหลายพื้นที่ ได้ทยอยส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงตามกฎหมายแล้ว” รักษาการ ป.ป.ท. กล่าว

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (คชอ.) กล่าวถึงการดูแลงบที่อาจจะรั่วไหลว่า ในแต่ละเงินงบประมาณที่จ่ายลงไปจะมีระบบไปกำกับดูแล เช่น เงินกองทุนบริจาคเราจะใช้เว็บไซต์ ทั้งไทยพลัส พีเอ็ม และสำนักนายกฯ แจ้งให้ทราบ ทั้งตัวเลขเงินเข้าออก

ส่วนตัวเลขที่เกี่ยวกับเงินงบประมาณด้านอื่น เช่น 5 พัน จะใช้หลักฐานสำเนาทะเบียนบ้าน ตรงนี้จะควบคุมได้ง่าย หากเป็นบ้านเช่าจะมีทะเบียนที่ชัดเจน

ส่วนงบที่อนุมัติให้ซื้อของไปนั้น รายละเอียดจะมีการอนุมัติไปสองส่วนที่สำคัญ คือ กรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) 70 ล้าน กับ 238 ล้านตอนหลัง และทุกรายการจะมีกรมบัญชีกลางและสำนักงบกำกับดูแล ขณะเดียวกันในที่ประชุม คชอ.จะมีภาคประชาสังคมที่มากำกับอยู่ด้วย

สำหรับงบกลางในการจัดซื้ออุปกรณ์จำเป็นให้ผู้ประสบอุทกภัย ในส่วนของเงินบริจาค 70 ล้านบาท ทางรัฐบาลได้ดำเนินการจัดเตรียมสุขาลอยน้ำ โดยปล่อยเป็นคาราวาน ส่วนงบประมาณอีก 238 ล้านบาท และเพิ่ม 106 ล้านบาท ให้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งสิ่งที่ประชาชนร้องขอมากที่สุดยังเป็นสุขา ก็พยายามจัดให้อย่างเพียงพอ

สำหรับงบประมาณที่รัฐบาลเตรียมเสนอเข้าที่ประชุม ครม.เพื่ออนุมัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่มีวงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท ขณะที่การตรวจสอบทุจริตงบภัยพิบัติของ ป.ป.ท.ก่อนหน้านี้มีสรุปผลสอบการใช้งบภัยพิบัติประจำปีงบประมาณ 2552 พบว่าในการสุ่มตรวจสอบโครงการทั้งสิ้น 373 โครงการ มีโครงการที่ส่อใช้งบทุจริตมากถึง 274 โครงการ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากการสุ่มตรวจสอบ 163 โครงการใน 6 จังหวัด พบว่าทุจริตโครงการมีการใช้งบที่ผิดปกติ

ส่วนโรคระบาดหลังน้ำท่วมยังไม่มีการระบาดเกิดขึ้น

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการประชุม ส.ส.พรรค เรื่องปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่แถบภาคกลาง ว่า มติที่ประชุมได้มอบหมายให้ ส.ส.ในพื้นที่ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและตั้งคณะทำงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องนี้ และจะมีการประสานกับภาครัฐบางส่วนด้วย ขณะที่ประชาชนผู้เดือดร้อนจากเหตุน้ำท่วม สามารถร้องเรียนมายังพรรคทางโทรศัพท์หรือเว็บไซต์ของพรรคเพื่อไทยได้

โดยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้ประสานกับทุกฝ่ายในเรื่องดังกล่าว ซึ่งกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. จะลงพื้นที่ตรวจสอบในส่วนของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่ภาคกลาง จังหวัดสระบุรี และที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมอย่างกว้างขวางอย่างจังหวัดนครราชสีมา

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานปราบโกง (สปก. 4-01) แถลงว่า พรรคได้มีการประชุมกรรมการบริหารพรรคและส.ส.ของพรรค โดยมีมติให้ส.ส.ของพรรคที่เป็นประธาน และรองประธานสภาฯทุกคณะ คณะติดตามและตรวจสอบรัฐบาล(คตร.) และสำนักงานปราบโกงเตรียมความพร้อมเพื่อดำเนินการบูรณาการข้อมูลเพื่อเตรียม เปิดโปงการทุจริตคอรัปชั่นอย่างเป็นระบบ เพื่อยุติการกู้มาโกง และการโกงชาติโกงแผ่นดิน โดยพรรคได้ย้ำมติให้เป็นนโยบายวาระเร่งด่วนที่สำคัญอย่างยิ่งของพรรค และได้รีบดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

โดยคาดว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถเปิดโปงการทุจริตคอรัปชั่น การประพฤติมิชอบ และการบริหารราชการแผ่นดินที่บกพร่องผิดพลาดได้ ประมาณกลางพฤศจิกายน

สำหรับรูปแบบการนำเสนอนั้นจะจัดเป็นนิทรรศการและเดินสายชี้แจงกับประชาชน รวมทั้งจะนำข้อมูลการทุจริตของรัฐบาลบันทึกเป็นซีดีและสมุดปกดำ เพื่อแจกจ่ายทั่วประเทศ ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ฝ่ากฎหมายเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการเพื่อเอาผิด กับนักการเมืองที่เกี่ยวข้องในการทุจริตมาลงโทษตามอาญาแผ่นดินให้ได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันเดินหน้าสางทุจริตทุกหน่วยงาน และยืนยันว่าไม่มีแนวคิดที่จะกู้เงินเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟู

“และได้สั่งการให้ทุกกระทรวงไปพิจารณาปรับลดงบประมาณ เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินการช่วยเหลือฟื้นฟูแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับงบกลางมากจนเกินไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะนำเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ในวันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายนนี้”

ปัญหาก็คือจริงๆแล้ว กรณีทุจริตน้ำท่วมครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ไม่ควรจะแค่ตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง แต่ควรจะต้องทำความจริงให้ปรากฏ เมื่อปรากฏผลสอบออกมาอย่างไรได้ความอย่างไร ควรนำผลสอบสวนนั้นมาชี้แจงกับประชาชนได้รู้ และเพื่อเป็นการประจานให้รู้กันไปเลยว่าใครบ้างที่คิดร้ายซ้ำเติมผู้คนที่ กำลังเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมได้ลงคอ

เพราะมีกระแสว่าการทุจริตครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับเรื่องฐานเสียงของนักการเมือง เพื่อหวังผลต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย

ถ้าหวังผลแพ้ชนะในการเลือกตั้ง จนทำได้แม้แต่การซ้ำเติมความทุกข์ของผู้อื่นเช่นนี้ ต้องประจานให้เข็ด

คนหน้าเนื้อใจเสือพวกนี้… ปล่อยไว้ไม่ได้!!!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

วิจารณ์แซ่ดคลิปชุด2คดียุุบปชป.

ผลงาน 0hmygod 3009 เจ้าเก่า 3 ตอนรวดในยูทูบ


 

เว็บข่าวไทยอีนิวส์ และประชาไท รายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ต.ค. มีการเผยแพร่คลิปที่อ้างว่า เกี่ยวกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์อีกชุด  3 ตอนหรือ 3 คลิปด้วยกัน พร้อมซับไตเติ้ลภาษาไทย ผ่านเว็บไซต์ยูทูบ และอ้างว่าเป็นบทสนทนาระหว่างบุคคลสำคัญ 3 คน

โดยคลิปทั้งหมดโพสต์โดยบุคคลที่ใช้ชื่อว่า ohmygod3009 ชื่อเดียวกันกับผู้ที่โพสต์ 5 คลิปก่อนหน้านี้
สำหรับคลิปทั้งสามคือ พฤติกรรมศาลรัฐธรรมนูญไทย ตอนที่ 1, ตอนที่ 2 และ ตอนที่ 3

 

ทั้งนี้ ภายหลังที่คลิปชุดแรกแพร่สะพัดออกไป มีความพยายามค้นหาว่าใครเป็นผู้เผยแพร่คลิป โดยทางกองปราบระบุว่า จะดำเนินการออกหมายจับผู้เผยแพร่คลิปยุบพรรคประชาธิปัตย์ ขณะเดียวการมีการถอดนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ออกจากตำแหน่งเลขาประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยนายพสิษฐ์ได้เดินทางออกนอกประเทศไปก่อนหน้านั้นแล้ว

นอกจากนี้ ทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ยังฟ้องนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยด้วยข้อหาหมิ่นประมาทจากการเผยแพร่คลิปชุดดังกล่าว

สำหรับคลิปดังกล่าว มีคำบรรยายคลิปในตอนที่ 1 อ้างว่าเป็นการปรึกษาหารือของผู้เกี่ยวข้องในคดี เพื่อจะแก้ปัญหา คลิปกรณีเอาข้อสอบไปให้ญาติและพวกตัวเองอ่านก่อนสอบ หนึ่งในสามของผู้อยู่ในคลิป เป็นชายระบุในคำบรรยายว่าชื่อ”พิสิษฐ” และเรียกตัวเองว่า”ปอย”

 

ส่วนคลิปสอง เขียนว่าต่อเนื่องจากตอนที่ 1 ส่วนตอนที่ 3 เขียนบรรยายคลิปว่า

“การให้คำแนะนำพรรคพวกในการให้ข่าว หากมีการนำบทสนทนาที่นำข้อสอบไปให้ญาติ และพรรคพวกถูกเปิดโปงออกมา โดยโยนให้เป็นเรื่องของขบวนการทำลายเครดิต และให้บอกว่าคลิปมีการตัดต่อโดยอ้างว่า อภิสิทธิ์ก็โดนเช่นกัน อีกทั้ง คนของพรรคเพื่อไทยอยู่เบื้องหลังการนำคลิปไปเผยแพร่”
และยังมีหมายเหตุด้วยว่า หลังจากคลิปนี้ออกไป อาจจะทำให้การพิจารณาคดีชะงักงัน และการยุบพรรคอาจต้องทอดเวลาออกไป ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ก็ทำหน้าที่รัฐบาลต่อไปอีก

ผลจากคลิปดังกล่าว ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในเว็บบอร์ดต่างๆ ว่า จะส่งผลทางการเมืองอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะในคดียุบพรรค

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

การ์ตูน หนูนากับป้าแจ่ม

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

“ตู่”ฉุนรบ.เล็งยกเลิกพาสปอร์ต9แกนนำนปช.ขู่ออกปฏิทินมาตรกรตอบโต้-“กษิต”ขอตัว9นปช.กลับไทย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มนปช. แถลงวันที่ 28 ตุลาคมถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศจะยกเลิกพาสปอร์ต 9 แกนนำนปช.ว่า การยกเลิกพาสปอร์ตไม่มีผลใดๆ ต่อแกนนำนปช.ทั้ง 9 คน เพราะพวกตนถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศอยู่แล้ว เรื่องนี้จึงมีค่าเท่ากับศูนย์ สำหรับกรณีที่ออกมาให้ข่าวว่านายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำนปช. ยื่นพาสปอร์ตปลอมเข้ากัมพูชานั้น เชื่อว่าเบื้องหลังไม่ธรรมดา เพราะนายอริสมันต์เป็นคนมีชื่อเสียง การเข้าออกผ่านด่านตม.ในจุดใดๆ ในประเทศไทยระหว่างที่มีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศ เจ้าหน้าที่ต้องรู้อยู่แล้ว จึงไม่มีทางจะไปดำเนินการอย่างที่กล่าวหาได้ เชื่อว่าเป็นเพียงการเล่นกระแสในทางการข่าวเท่านั้น
“ส่วนที่ฝ่ายรัฐจะออกปฏิทินผู้ก่อการร้ายในเทศกาลปีใหม่นั้น พวกผมก็จะทำปฏิทินมาตกรเหมือนกัน รัฐบาลทำ 1 ล้านฉบับ พวกผมก็จะทำ 2 ล้านฉบับวางขายในราคาเท่าทุน ก็ลองดูว่าของใครจะเถิดเทิงกว่ากัน” นายจตุพร กล่าว
นายจตุพร กล่าวว่า ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า จะมีเลือกตั้งในปี 2554 และพร้อมที่จะแพ้หากทำให้ประเทศสงบสุขนั้น ฟังดูดี แต่พฤติกรรมตรงกันข้าม หากนายกฯ ต้องการให้ประเทศสงบสุข ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมายอย่างเท่าเทียมเสมอภาค แต่ขณะนี้ดีเอสไอไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายและยังเลือกปฏิบัติ บ้านเมืองจะสงบสุขได้อย่างไร ดังนั้นประเทศจะสงบสุขได้ด้วยการปฏิบัติจริงมากกว่าคำพูด
นายจตุพร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ทางกลุ่มนปช.จะยื่นฟ้องต่อศาลโลก กรณีที่มีการใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 91 รายบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 รายนั้น ขณะนี้ใกล้ความจริงแล้ว ขณะเดียวกันเชื่อว่าเมื่อหลักฐานบันทึกข้อเท็จจริงในการสลายการชุมนุมถึงมือ นายบัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ตามที่ตัวแทนกลุ่มนปช.ได้มอบผ่านตัวแทนนายบัน คี มุน ไปแล้ว ไม่ว่านายบัน คี มุนจะได้ฟังข้อมูลจากรัฐบาลมาอย่างไร เมื่อได้รับข้อมูลนี้ก็จะมีความรู้สึกอีกอย่างว่าการมาตรกรรมที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องระดับชาติ ซึ่งทางกลุ่มคนเสื้อแดงอียูจะช่วยติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

 

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการเพิกถอนหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ต 9 แกนนำ และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อได้รับแจ้งเรื่องอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ นอกจากการยกเลิกพาสปอร์ตแล้วกระทรวงยังจะขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งต้องดูในรายละเอียดว่าแต่ละคนอยู่ที่ไหน อย่างไร หลังยกเลิกหนังสือเดินทางแล้วก็ต้องแจ้งไปยังต่างประเทศทั้งหมด โดยสถานะของบุคคลที่ถูกยกเลิกหนังสือเดินทางก็เสมือนไม่มีเอกสารเดินทางและ ไม่มีวีซ่า

 
เมื่อถามว่า มีข้อมูลหรือไม่ว่าทั้ง 9 คนอยู่ในประเทศใด นายกษิตกล่าวว่า อย่างน้อยก็ทราบว่านายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช.ไปยื่นขอต่อวีซ่า ส่วนคนอื่นๆ ยังไม่ทราบข้อมูล เป็นเรื่องที่หน่วยงานต่างๆ ต้องติดตามต่อไป เมื่อถามว่าคาดหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากประเทศอื่นๆ มากแค่ไหน นายกษิตกล่าวว่า ก็ขึ้นกับกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ ดุลพินิจ และหลักต่างตอบแทน อย่างไรก็ดีครั้งนี้เป็นเรื่องคดีอาญาไม่ใช่คดีการเมือง เป็นการกระทำความผิดในช่วงที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน ห้ามการชุมนุม และได้ตักเตือนล่วงหน้าแล้ว เป็นการหลบหนีคดี หนีศาล ยืนยันได้ว่าหากมีการส่งตัวบุคคลเหล่านี้กลับมาก็จะเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรม ซึ่งมีความโปร่งใสและเชื่อถือได้ ผู้ต้องหาทุกคนมีสิทธิตั้งทนายเพื่อสู้คดี

 
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า การเพิกถอนพลาสปอร์ตแกนนำ นปช. 9 คน ไม่ได้หมายถึงการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน แต่จะมีผลให้ประเทศที่ให้แหล่งพักพิงไม่สามารถออกวีซ่าเพื่อเดินทางไปยัง ประเทศอื่นๆ ได้ และต้องผลักดันคนเหล่านี้ออกนอกประเทศ ไม่สามารถให้ใช้ประเทศเป็นที่พักพิงได้อีกต่อไป ถือเป็นการตัดโอกาสในการใช้ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นที่พำนัก ส่วนข้อมูลสถานที่พำนัก หรือประเทศปลายทางที่บุคคลเหล่านี้หลบหนีคดีอยู่นั้น เป็นข้อมูลจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.) แต่ดีเอสไอเป็นเพียงผู้ให้การยืนยันว่าทั้ง 9 คน เป็นผู้ต้องหาที่ถูกอัยการสั่งฟ้องในคดีก่อการร้ายแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ตนไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่าบุคคลเหล่านี้หลบหนีอยู่ประเทศใด และอยู่รวมตัวกันหรือกระจายตัวไปอยู่หลายประเทศ เพราะถือเป็นข้อมูลด้านการข่าวที่อาจกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างเทศ

 
นายธาริตกล่าวว่า การตรวจสอบเหตุการณ์กระชับพื้นที่ในช่วงการชุมนุม นปช.ระหว่างวันที่ 10 เมษายน-19 พฤษภาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 89 ศพ ว่า ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) อนุมัติให้ขยายกรอบเวลาการทำงานแล้ว แต่ยังไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาใหม่ ขอยืนยันว่าดีเอสไอเร่งทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ได้ละเลยต่อการค้นหาข้อเท็จจริง หากมีความคืบหน้าก็จะแถลงข่าวทันที เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

สิ่งที่ผิดปกติต่อการเดินทางมาเยือนของ นายบัน คี มูน

การเดินทางมาเยือนประเทศในภูมิภาคนี้ของนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ทั้งไทย เขมร เวียดนาม และจีนเป็นประเทศสุดท้ายก่อนที่จะเดินทางกลับนั้น นอกจากจะเป็นการพบปะกับผู้นำชาติต่างๆ โดยเฉพาะมีการประชุมอาเซียนด้วยนั้น

ประเด็น สำคัญน่าจะเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อพุ่งเป้าไปสู่การเลือกตั้งของพม่า ที่ต้องการเรียกร้องให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมและผลักดันให้ปล่อยนักการ เมืองฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า เพราะแม้จะยอมให้มีการเลือกตั้ง แต่น่าจะเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น

ดังนั้น จึงมีความพยายามที่จะล็อบบี้ชาติอาเซียนและจีนในฐานะลูกพี่ของพม่า เพื่อกดดันรัฐบาลพม่าอย่างเต็มที่ ยังยืนยันว่ายูเอ็นจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับปัญหาการเมืองของไทย แต่ให้แก้กันเองด้วยแนวปรองดอง

ขณะเดียวกันปัญหาความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ก็เป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องการให้ 2 ประเทศหันหน้ามาเจรจากันเพื่อลดความตึงเครียด

และอีกหัวข้อหนึ่งก็คือสงครามค่าเงิน

เพราะ ปัญหานี้กำลังจะเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากประเทศมหาอำนาจกำลังเปิดศึกกัน ทำให้ประเทศเล็กไม่ต่างไปจากหญ้าแพรกที่ต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้

สหรัฐฯนั้นกดดันจีนทุกรูปแบบเพื่อให้ปรับค่าเงินหวนและลด ดอกเบี้ย ตรงกันข้ามจีนประกาศลดดอกเบี้ยโดยไม่สนใจท่าทีของสหรัฐฯ พร้อมกันนั้นก็ให้คนจีนใช้จ่ายเงิน นำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ ซื้อกิจการต่างๆ

นั่นทำให้สหรัฐฯเกิดปัญหาซ้อนขึ้นมาทันที เพราะเศรษฐกิจยิ่งล้มลุกคลุกคลานเพิ่มขึ้นไปอีก จึงต้องใช้วิธีการตอบโต้หลายอย่าง แม้กระทั่งการประกาศจะยืนอยู่ข้างญี่ปุ่นอย่างเต็มตัวหากถูกจีนรุกราน

ยักษ์ใหญ่ปะทะยักษ์ใหญ่มันก็เลยยุ่ง

ประเทศ ไทยในฐานะชาติเล็กๆจึงต้องหาจุดยืนให้ดีๆ เพราะทั้งจีนและสหรัฐฯมองเห็นว่าไทยฐานะที่มีบทบาทสำคัญของอาเซียนจึงพยายาม ที่จะให้ไทยเป็นตัวกลางหรือทางผ่าน เพื่อเข้ามาครอบงำประเทศในภูมิภาคนี้

หลัง จากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกฯ ดูเหมือนจะให้น้ำหนักสหรัฐฯมากกว่าจีน เพราะจนกระทั่งวันนี้ยังไม่ได้เดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ทั้งๆที่เป็นประเทศใหญ่และมีความสัมพันธ์อันดีกันมาอย่างยาวนานและลึกซึ้ง เพราะคนไทยส่วนใหญ่นั้นยังเชื้อสายจีนผสมอยู่

จีนจึงเกิดความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น

ล่า สุด แม้นายกฯจะเดินทางไปจีนเพื่อโปรโมตประเทศไทยในการขอเป็นเจ้าภาพจัดงานเอ็กซ์ โปในรอบถัดไป ปรากฏว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนมาต้อนรับแม้แต่คนเดียว นั่นน่าจะเป็นปฏิกิริยาที่สะท้อนภาพความสัมพันธ์อย่างชัดเจนระหว่าง 2 ประเทศ

จีนนั้นต้องการให้ไทยเป็นตัวเชื่อมต่อสำคัญเพื่อเข้ามาจับ เกาะประเทศในกลุ่มอาเซียน เพราะเห็นว่าไทยมีศักยภาพที่น่าจะดีกว่าประเทศอื่น แต่ดูเหมือนรัฐบาลชุดนี้ไม่ค่อยจะตอบรับต่อความต้องการของรัฐบาลอย่างที่ควร จะเป็น

ยิ่งระยะหลังเกิดปัญหาขัดแย้งกับประเทศอาเซียนด้วยกันคือ กัมพูชา ที่รู้กันดีว่าจีนนั้นพยายามที่จะมีบทบาทเหมือนลูกพี่ของเขมรเช่นเดียวกัน

ต่างๆเหล่านี้ทำให้จีนมีท่าทีไม่ค่อยดีกับรัฐบาลไทยนัก และเห็นว่าไทยให้ความสำคัญกับสหรัฐฯมากกว่า

หรือ แม้กระทั่งรัฐบาลจีนได้ตั้งกองทุนที่มีวงเงินสูงเพื่อช่วยเหลือชาติเล็กๆ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ให้ความสนใจแม้แต่น้อย ทั้งๆที่มีปัญหาด้านการเงินและต้องการใช้เงินไปดำเนินการโครงการใหญ่ๆ

การทิ้งระยะห่างอย่างนี้ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อไทยแน่.

 

“สายล่อฟ้า”

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ไทรัฐ

มาร์คพร้อม ขึ้นศาลโลกคดี 91ศพ


ถูกพท.บี้ในสภา องอาจแจงแทน ฮึ่มลงโทษทหาร จาบจ้วงสถาบัน

‘เพื่อ ไทย’ ตั้งกระทู้ถามกลางสภาคดี 91 ศพสู่ศาลโลก มาร์คมอบหมายองอาจชี้แจงแทน อ้างพร้อมขึ้นศาลพิสูจน์ความบริสุทธิ์ไม่ว่าจะเป็นศาลไหนก็ตาม จตุพรมั่นใจหนังสือร้องเลขาฯ ยูเอ็นไม่เงียบแน่ เผยเสื้อแดงที่ยุโรปตามเรื่องอยู่ ฮึ่มทำปฏิทินฆาตกร 1 ล้านใบแจกช่วงปีใหม่ บ.ก.ลายจุดเชื่อศาลโลกมีอำนาจรับคดี 91 ศพแน่นอน ธาริตสั่งขยายเวลาพิสูจน์ 91 ศพออกไปไม่มีกำหนด อ้างผอ.ศอฉ.อนุมัติแล้ว ‘ประวิตร’ สั่ง จับตาทหารบางนายหมิ่นสถาบันโดนลงโทษหนัก แน่ ศอฉ.ส่งมทบ.14 ร่วมอารักขาการประชุมไทย-เขมรที่พัทยา หวั่นเกิดเหตุวุ่นวาย

-พท.ตั้งกระทู้-91ศพสู่ศาลโลก

เมื่อ เวลา 11.10 น. วันที่ 28 ต.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประ ธานในที่ประชุม พิจารณากระทู้ถามสด ของ ร.ต.ท.เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เรื่องจริยธรรมขององค์กร ถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์เดอะมิร์เรอร์ของประเทศอังกฤษ รายงานว่า นายเจเรมี่ คอร์บิน ส.ส.พรรคแรงงาน ได้ออกมาโจมตีและเรียกร้องให้นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ และนางซาแมนธา ภริยา ทบทวนแผน การเดินทางเยือนไทยในช่วงคริสต์มาสนี้ โดยให้เหตุผลว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในห้วงปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ในการสลายผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ขณะที่องค์การนิรโทษกรรมสากล แสดงความกังวลเกี่ยวกับการทารุณกรรม อันเป็น การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย รู้หรือไม่ว่ามีคนไปร้องที่ศาลโลก เพื่อดำเนินคดีกับ นายกฯ แล้ว และเมื่อรู้แล้วนายกฯ จะดำเนินการอย่างไร

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ชี้แจงว่า คงไม่มีใครอยากเห็นจริยธรรมเสื่อมทรุดในองค์กรใดๆ เพราะถ้าองค์กรมีปัญหา ประเทศชาติก็จะมีปัญหาตามมาเช่นเดียวกัน เรื่องการแก้ปัญหาจริยธรรมนั้นทุกคนในองค์กรก็ต้องช่วยกันทำให้จริยธรรมดี ขึ้น ซึ่งรัฐบาลก็พร้อมที่จะรับฟัง แนว ทางต่างๆ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับทุกคนที่ต้องร่วมมือกัน

-องอาจแจงมาร์คพร้อมสู้คดี

นายองอาจ กล่าวว่า สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น ในเรื่องคดีความที่บอกว่าคนจะไปดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรีที่ศาลโลกนั้น เราไม่มีสิทธิ์ไปถามความคิดของใคร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่นายกฯ พยายามทำ ไม่ใช่ทำเพื่อรักษาตัวเอง หรือเพื่อรักษารัฐบาล แต่ทำเพื่อรักษาความถูกต้อง และระบอบประชาธิปไตย และเพื่อรักษาประเทศชาติ การที่ทำไปบางคนอาจจะเห็นว่าขัดต่อหลักกฎหมายหรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิ์ของท่านที่จะไปฟ้องศาล

“ผมเชื่อว่าไม่ว่านายกฯ จะไปขึ้นศาลไหนก็ตาม ย่อมมีความพร้อมจะเอาความจริงบนพื้นฐานของความบริสุทธิ์ใจไปต่อสู้ เราจึงไม่ได้วิตก กังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าศาลไม่ว่าอยู่ส่วนไหนของโลก ถ้าไม่ถูกแทรกแซงจากผู้มีอำนาจ เหมือนกับที่บ้านเมืองเราเคยถูกแทรกแซงมาแล้ว เชื่อว่าศาลให้ความเป็นธรรมกับทุกคน จึงไม่มีความกังวล เพราะเชื่อว่านายกฯ พร้อมนำความจริงไปต่อสู้ และไม่น่าจะมีผลกระทบใดๆ กับสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรี” นายองอาจ กล่าว

-แต่ไม่ตอบเรื่องสื่อผู้ดีโจมตี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการชี้แจงกระทู้ นายองอาจไม่ได้ตอบกรณีสื่อประเทศอังกฤษที่เสนอข่าวแต่อย่างใด

ผู้ สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับเนื้อหาข่าวดังกล่าว น.ส.พ.เดอะมิร์เรอร์ ฉบับวันที่ 25 ต.ค. รายงานว่า นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เผชิญกับเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกแผนควงนางซาแมนธา ภริยา เดินทางเที่ยวในประเทศไทยช่วงเทศกาลคริสต์มาสปลายปีนี้ หลังมีกระ แสข่าวออกมาว่า การเดินทางพักผ่อนดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังได้รับคำเชิญจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย ในฐานะเพื่อนร่วมสถาบันสมัยศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยอีตัน โดยก่อนหน้านี้ นักสิทธิมนุษยชน ซึ่งเรียกร้องให้นายคาเมรอนยกเลิกแผนเยือนไทย ระบุว่า เนื่องจากประเทศไทยกำลังอยู่ในห้วงปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง หลังจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์สลายผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงจนมีผู้เสียชีวิต 91 ราย บาดเจ็บอีกหลายพันคน ขณะที่องค์การนิรโทษกรรมสากลแสดงความกังวลเกี่ยวกับการทารุณกรรมอันเป็นการ ละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทยอีกด้วย เป็นเหตุให้นายเจเรมี่ คอร์บิน ส.ส.พรรคแรงงานเตือนว่าควรคิดให้รอบคอบก่อนจะส่งสัญญาณใดๆ ออกไป

-จตุพรฮึ่มทำปฏิทินฆาตกร

เวลา 11.40 น. ที่รัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. กล่าวถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เสนอให้ยกเลิกหนังสือเดินของผู้ต้องหาคดีก่อ การร้าย 9 ราย ว่า ไม่ว่าจะมีหนังสือเดินทางหรือไม่มี ก็มีค่าเป็นศูนย์ เพราะแกนนำทั้ง 9 ราย ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว โดยฉพาะกรณีนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ตนมองว่าไม่ธรรมดาเพราะไม่มีเหตุผลที่ต้องไปห้าม นายอริสมันต์ เป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จัก ไปด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ไหนเขาก็รู้ ดังนั้นมองว่าเจตนาเรื่องนี้เป็นการเล่นทางการข่าวมากกว่า ส่วนที่รัฐบาลเตรียมจัดทำปฏิทินผู้ก่อการร้ายแจกจ่ายช่วงปีใหม่นั้น หากรัฐบาลทำจริง ตนจะทำปฏิทินฆาตกร หากรัฐบาลทำ 1 ล้าน เราก็จะทำ 1 ล้านแล้วมาดูกันว่าเรตติ้งของใครดีกว่ากัน

-ให้แดงในตปท.ติดตามยูเอ็น

นาย จตุพร กล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ประกาศพร้อมให้มีการเลือกตั้งในปี 2554 แต่ถ้าเลือกตั้งแล้วนองเลือด ขอยอมแพ้เพื่อให้ชาติสงบว่า ฟังดูดีแต่คิดตรงข้ามกับการกระ ทำ เพราะถ้าจะให้เกิดความสงบ ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมายอย่างแท้จริง แต่ดีเอสไอ กลับเลือกปฏิบัติโดยเอาฆาตกรมาดำเนินคดีคนที่ถูกฆ่า ถามว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ส่วนที่นายบัน คีมุน เลขาธิการสหประชา ชาติ แสดงความเห็นกรณีปัญหาเรื่องสลายการชุมนุมไทยควรแก้ปัญหาเอง นายจตุพรกล่าวว่า หากนายบัน คีมุน ได้รับหนังสือที่ตนยื่นเกี่ยวกับรายงานคำให้การของพยานในเหตุการณ์ จะรู้สึกว่าและเห็นว่า การฆาตกรรมหมู่ 91 ศพ ควรเป็นเรื่องนานาชาติ ซึ่งเรื่องนี้มีความคืบหน้าและใกล้ความจริงนำไปถึงการพิจารณาในศาลโลก ซึ่งตนจะประสานไปยังเสื้อแดงในต่างประเทศ เช่น เสื้อแดงอียู ช่วยติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้อีกทางหนึ่งด้วย

-‘ลายจุด’ย้ำมีสิทธิ์ฟ้องศาลโลก

วัน เดียวกัน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก. ลายจุด และแกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวถึงกรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่าศาล โลกไม่มีอำนาจสอบ 91 ศพ ว่า จากกรณีที่สำนักกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พีรอฟฟ์ ได้ยื่นฟ้องศาลโลกเอาผิดรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมทั้ง ศอฉ.ที่สั่งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อเดือน เม.ย.- พ.ค.53 จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากนั้น เป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย และการยื่นฟ้องศาลโลกในครั้งนี้ หากรัฐบาลคิดว่ามีหลักฐานเพียงพอว่า ไม่ได้เป็นผู้สั่งการฆ่าประชาชนก็ขอให้นำหลักฐานไปต่อสู้กันในชั้นศาลโลก อย่าซีเรียส เพราะทุกอย่างเป็นไปตามข้อเท็จจริง

นายสมบัติ กล่าวต่อว่า ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนนี้ทั่วโลกให้ความสำคัญ เป็นเรื่องในระดับสากล แต่ระบบต่างๆ เหล่านี้บ้านเรายังมีความสับสนกันอยู่ โดยมีการใช้อำนาจ ใช้กำลัง ในการสั่งฆ่าประชาชนแบบไทยๆ มีการคิดคำพูดที่สวยหรูออกมา อย่างการกระชับพื้นที่ ฟังดูสวยหรูแต่ปรากฏว่าได้มีการส่งกองกำลังติดอาวุธ บุกเข้ามาเข่นฆ่าประชาชนล้มตาย บาดเจ็บจำนวนมาก เป็นการก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรงต่อมนุษยชาติ และหากรัฐบาลหมดอำนาจลงก็จะต้องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทั้งในประเทศ และต่างประเทศแน่นอน

-ชี้รัฐบาลเลิกตบตาประชาชน

นายสมบัติ กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้กลุ่มเผด็จการในไทยพยายามที่จะออกมาแก้เกี้ยวในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีการสร้างตัวละครขึ้นมาเพื่อตบตาประชาชน จะเห็นได้จากการตั้งคณะกรรม การเพื่อสร้างความสมานฉันท์ ก็มีคนเพียงไม่กี่คนสร้างขึ้น และเพราะภาพที่ออกมาช่วงที่มีการชุมนุมคนเสื้อแดง จนกระทั่งสลายการชุมนุมก็เป็นภาพที่ชัดเจน และเรื่องเหล่านี้สังคมโลกกำลังให้ความสนใจปัญหาของไทย

นอกจาก นี้ นายสมบัติ ยังกล่าวถึงการจัดกิจกรรมทางการเมืองในวันอาทิตย์ที่ 31 ต.ค. นี้ ว่า กิจกรรมอาทิตย์นี้ตนจะนำสมาชิกคนเสื้อแดงไปปั่นจักรยานกัน เริ่มตั้งแต่สี่แยกราชประสงค์ ไปจนถึงเรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน โดย จะมีการรวมตัวที่ราชประสงค์ในเวลา 10.00 น. เป็นต้นไป โดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า “ปั่นจักร ยานปลดปล่อยนักโทษการเมือง” เพื่อเป็นการเรียกร้องให้ทางรัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพของประชา ชน และให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทุกคนที่ถูกคุมขังอยู่ เพื่อที่จะได้ออกมาต่อสู้ตามกระบวนของศาลต่อไป

-มั่นใจศาลโลกให้ความเป็นธรรม

ด้าน นายณัทพัช อัคฮาด น้องชาย น.ส.กมนเกด อัคฮาด อดีตอาสาพยาบาลที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม กล่าวว่า ในวันที่ 29 ต.ค. เวลา 10.00 น. ตนพร้อมด้วยมารดา และญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม ทั้งในเดือน เม.ย. และ พ.ค. จะเดินทางไปติดตามความคืบหน้าผลการประชุมของคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนและ ค่าชดเชยให้กับผู้เสียหายในคดีอาญา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เนื่องจากขณะนี้ยังมีญาติของผู้เสียชีวิตคนเสื้อแดงอีกจำนวนมากที่ยื่น เรื่องไว้ ยังไม่ได้รับการเยียวยาเลย

นายณัทพัช กล่าวต่อว่า ขณะนี้ตนได้จัดทำเสื้อยืด จำนวน 200 ตัว โดยมีการปักลวดลายบริเวณกระเป๋าเป็นรูปอาสาสมัครพยาบาล กับรูปสไนเปอร์ เพื่อเป็นการเตือนความจำว่ากลุ่มอาสาพยาบาลเหล่านี้ถูกยิงด้วยสไนเปอร์

น้อง ชาย น.ส.กมนเกด กล่าวถึงกรณีการส่งหลักฐานการฆ่าประชาชนทั้ง 91 ศพ สู่ศาลโลก ว่า เป็นการต่อสู้อีกทางหนึ่ง และตนก็มั่นใจในหลักฐานที่ส่งให้ศาลโลกครั้งนี้มีความชัดเจนทั้งภาพและเสียง ซึ่งจะทราบทันทีว่าใครเป็นคนยิงใส่ประชาชน และใครต้องรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนมั่นใจว่าศาลโลกจะให้ความยุติธรรม กับพวกเรา และตนจะติดตามเรื่องนี้ตลอดไปจนกว่าจะได้รับคำตอบว่าใครฆ่าประชาชนและ พี่สาวตน หากยังไม่มีความคืบหน้าก็จะต้องหาช่องทางดำเนินการต่อไป

-ประวิตรให้บัวแก้วถกเขมร

ที่ กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานสภากลาโหม เป็นประธานการประชุมสภากลาโหม โดยมี พล.อ. กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. พล.อ. ธีระ วัฒน์ บุณยะประดับ รองผบ.ทบ. พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ. ทอ. และสมาชิกสภากลาโหมเข้าร่วมประชุม

พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) พัทยา จ.ชลบุรี ในวันที่ 29-30 ต.ค. จะหารือถึงข่าวกลุ่มคนเสื้อแดงแอบฝึกอาวุธในประเทศกัมพูชาหรือไม่ว่า เรื่องนี้กระทรวงการต่างประ เทศดำเนินการอยู่ ทุกอย่างต้องทำตามกฎหมายทั้งสิ้น เมื่อถามถึงนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายในพาสปอร์ตปลอมหลบหนีเข้าประเทศกัมพูชา พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า กระทรวงต่างประเทศดำเนินการเรื่องนี้ คงไม่เกี่ยวกับกระทรวงกลาโหม ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงต่างประเทศต้องดำเนินการตามกฎ หมาย ซึ่งทุกอย่างต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เมื่อถามว่าใน การประชุมครั้งนี้จะขอร้องให้กัมพูชากวดขันในเรื่องการลักลอบแอบเข้าประเทศ ตามแนวชายแดนหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการเรื่องนี้ ส่วนกองทัพไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ดีมาตลอด กัมพูชาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ดังนั้นเชื่อว่าการประชุมไม่น่ามีปัญหา

-ขู่ฟันหนักทหารหมิ่นสถาบัน

พ.อ.ธนา ธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงว่า ในที่ประชุมได้พูดถึงการเผยแพร่ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในสังคมออนไลน์ ที่ผ่านมามีการตรวจพบเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจำนวน มาก โดยมีผู้โพสต์ข้อความ มีทั้งคนไทยที่อยู่ในประเทศไทยและอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นขบวนการเครือข่ายที่มุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหา กษัตริย์โดยตรง

โฆษกกลาโหม กล่าวว่า รมว.กลาโหม สั่งการให้หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้มงวดกวดขันวินัยในการใช้สังคมออนไลน์ของข้าราชการทหารในสังกัดทุกระดับ ชั้น โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ต ตรวจสอบการใช้งานของข้าราชการทหาร หากพบว่ามีการใช้งานในลักษณะดังกล่าว ให้รายงานหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพทราบ เพื่อดำเนินการลงโทษตามวินัยทหารอย่างเด็ดขาด เพื่อมิให้เป็นตัวอย่างต่อบุคคลอื่น

“หากตรวจพบว่า ทหารคนใดเข้าไปเกี่ยว ข้องและมีความผิดในทางอาญาฐานบ่อนทำลายสถาบันก็จะต้องสั่งให้ปลดออก จากราชการ รวมถึงนำตัวดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เพราะสถาบันทหารมีหน้าที่พิทักษ์รักษา และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง จะต้องเป็นแบบ อย่างที่ดีให้ประชาชน ซึ่งทหารทุกคนต้องยึดถือปฏิบัติ ตามค่านิยมหลักของมาตรฐานจริยธรรมอย่างเคร่งครัด” พ.อ.ธนาธิปกล่าว

‘ธาริต’แฉ 9 นปช.กบดานนอก

นาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงต่างประเทศยกเลิกพาสปอร์ตแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 9 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย ว่า ขั้นตอนการดำเนินการหลังจากนี้คงต้องให้กระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ให้ข้อมูล ซึ่งการเพิกถอนพาสปอร์ตไม่ได้หมายถึงการขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน แต่จะมีผลให้ประเทศที่ให้แหล่งพักพิงไม่สามารถออกวีซ่าเพื่อเดินทางไปยัง ประเทศอื่นๆ และจำเป็นต้องผลักดันคนเหล่านี้ออกนอกประเทศ ไม่สามารถให้ใช้ประเทศเป็นที่พักพิงได้อีกต่อไป ดังนั้น จึงถือเป็นการตัดโอกาสในการใช้ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นที่พำนัก

นาย ธาริต กล่าวต่อว่า ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่พำนัก หรือประเทศปลายทางที่บุคคลเหล่านี้หลบหนีคดีอยู่นั้น เป็นข้อมูลจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.น.) แต่ดีเอสไอเป็นเพียงผู้ให้การยืนยันข้อมูลว่าบุคคลทั้ง 9 คน เป็นผู้ต้องหาที่ถูกอัยการสั่งฟ้องในคดีก่อการร้ายแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ ตนไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลในรายละเอียดได้ว่าบุคคลเหล่านี้หลบหนีอยู่ประเทศ ใด และอยู่รวมตัวกันหรือกระจายตัวไปหลบหนีอยู่หลายประเทศ เพราะถือเป็นข้อมูลด้านการข่าวที่อาจกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

-ขยายเวลาพิสูจน์ 91 ศพอีกแล้ว

นอก จากนี้ นายธาริต ยังกล่าวถึง การตรวจสอบเหตุการณ์กระชับพื้นที่ในช่วงการชุมนุมนปช. ระหว่างวันที่ 10 เม.ย.-19 พ.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 89 ศพ ว่า ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้อนุมัติให้ขยายกรอบเวลาการทำงานในเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาใหม่ ซึ่งขอยืนยันว่าดีเอสไอเร่งการทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ได้ละเลยต่อการค้นหาข้อเท็จจริง และหากมีความคืบหน้าก็จะแถลงข่าวทันที เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

วันเดียวกัน พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รอง ผบช.น. (ดูแลความมั่นคง) กล่าวถึงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 19 พ.ย.นี้ว่า ผู้ชุมนุมสามารถมาชุมนุมได้ แต่ต้องคำนึงถึงกฎ หมาย เนื่องจากในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังมีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ แต่ทางการข่าวขณะนี้คาดว่ากลุ่มผู้ชุมนุมอาจมีจำนวนไม่มากนัก เพราะกำลังประสบปัญหาภัยน้ำท่วมอยู่ ส่วนเส้นทางที่ไม่ให้ผู้ชุมนุมผ่าน เช่น พระบรมมหาราชวัง เป็นต้น แต่ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่นิ่งนอนใจมีการติดตามประเมินสถานการณ์ตลอด เวลา เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วนการทำงานก็จะมีการประสานพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทหารเป็นประจำ เพื่อวางแนวทางการทำ งานรวมกันเป็นไปทิศทางเดียวกัน โดยขณะนี้ก็ยังไม่มีการข่าวที่คาดว่าจะมีเหตุรุนแรงแต่อย่างใด

-ศอฉ.จับตาการประชุม’จีบีซี’

เวลา 16.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุก เฉิน (ศอฉ.) เป็นประธานประชุมศอฉ. มีพล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกระทรวงกลา โหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. และผู้แทนผบ.เหล่าทัพเข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลา ประชุมเพียง 20 นาที

จากนั้นพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ. กล่าวถึงผลการประชุมว่า หน่วยงานด้านการข่าวได้รายงานสรุปความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆ ในช่วงนี้ นอกจากนี้ ฝ่ายยุทธการยังรายงานแผนการรักษาความปลอดภัยในการประชุมคณะกรรมการชายแดน ทั่วไปไทย-กัมพู ชา (จีบีซี) ครั้งที่ 7 ที่พัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 29-30 ต.ค. เบื้องต้นภารกิจหลักเป็นของตำ รวจ ซึ่งได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว ส่วนทหารได้จัดกองร้อยรักษาความสงบไว้ในที่ตั้ง หากมีสถานการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้น

-ที่ประชุมไม่พูดถึงศาลโลก

พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในที่ประชุมเจ้าหน้า ที่ตำรวจได้รายงานว่า จากการตรวจสอบสถานีวิทยุชุมชนทั้งหมด พบว่ามีวิทยุชุมชน 95 สถานี ไม่ได้ยื่นหลักฐานขออนุญาตจัดตั้งวิทยุชุมชนให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งสถานีวิทยุที่สร้างสรรค์ สถานีเพลง สถานีที่เข้าข่ายหมิ่นเหม่สร้างความแตกแยกให้สังคม และสถานีที่มีการจาบจ้วงสถาบัน โดยการดำเนินการตามกฎหมายจะใช้มาตรฐานเดียวกันหมด หลังจากนี้ตำรวจจะตรวจสอบและดำเนินการตามกฎ หมายต่อไป ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้สอบถามถึงความคืบหน้าในการติดตั้งกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) เพิ่มเติมในพื้นที่เสี่ยงทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งทางกรุง เทพฯ และตำรวจนครบาลระบุว่าจะกลับไปตรวจ สอบอีกครั้งก่อนนำรายงานต่อที่ประชุม

เมื่อ ถามถึงกลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมยื่นต่อศาลโลกเพื่อให้ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ทหาร ได้สลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก พ.อ.สรร เสริญ กล่าวว่า ที่ประชุมไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ และตนไม่ชัดเจนในเรื่องข้อกฎหมาย แต่เราต้องดูข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่ศอฉ.ดำเนินการนั้นเป็นไปตามกฎหมาย พยายามระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง

-ให้มทบ.14ดูแลความเรียบร้อย

“ส่วน ใหญ่ผู้ที่มาชุมนุมไม่ได้ใช้ความรุนแรง แต่มีกลุ่มการร้ายแฝงตัวอยู่ ซึ่งศอฉ.มั่นใจว่าสิ่งที่เราทำไปอยู่บนพื้นฐานหลักสากล มีขั้นตอนดำเนินการ และมีความชัดเจนว่าไม่ประสงค์ทำให้มีใครบาดเจ็บล้มตาย แต่หากกลุ่มใดเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่เหมาะสม ก็ต้องว่ากันตามขั้นตอน เพราะขณะนี้ในประเทศไทยมีการดำเนินคดีเรื่องนี้อยู่” พ.อ.สรรเสริญกล่าว

พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า รมว.กลาโหม ยังชี้แจงต่อที่ประชุมกรณีนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายใช้วีซ่าและเอกสารปลอมเข้าประเทศกัมพูชาว่า ได้ตอบคำถามกับสื่อมวลชนในเรื่องนี้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งให้กระทรวง การต่างประเทศยกเลิกหนังสือเดินทางแล้ว ซึ่งทุกอย่างดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแผนรักษาความปลอดภัยในระหว่างการประชุมคณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชา (จีบีซี) ที่โรงแรมดุสิตธานี อ.พัทยา จ.ชลบุรี นั้น พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 ได้มอบหมายให้พล.ต.วินัย สร้างสุขดี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 14 (มทบ.14) รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยพื้นที่รอบโรงแรมดุสิตธานี สถานที่การประชุม และตั้งกองอำนวยการร่วมดูแลรักษาความปลอดภัย โดยใช้กำลังทหารจากมทบ.14 ร่วมกับตำรวจภูธรเมืองพัทยา อาสาสมัครพลเรือน ส่วนพื้นที่ในโรงแรมเป็นหน้าที่ของศูนย์รักษาความปลอดภัยของกองบัญชาการทหาร สูงสุด จะเป็นผู้รับผิดชอบ และทำงานร่วมกับทีมที่ติดตามบุคคลสำคัญเป็นหลัก

-‘หนั่น’จับเข่าคุย’วีระ’แล้ว

เวลา 13.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช. เดินทางเข้าพบและหารือกับพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐ มนตรี ที่ตึกบัญชาการ ทำนียบรัฐบาล โดยใช้เวลาประมาณ 1 ช.ม. จากนั้น พล.ต.สนั่น ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีโอกาสต่อสายพูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่เท่าที่ทราบแนวโน้มของคนในพรรคเพื่อไทยก็เป็นไปด้วยดี และพูดจากับตนว่ามีแนวทางปรองดองที่ดี ส่วนการหารือกับนายวีระนั้นตนได้พูดคุยกันชัดเจนว่าต้องการความปรองดองด้วย กันทั้งนั้น จึงได้ขอร้องว่าให้ไปพูดจากับบรรดาแกนนำเสื้อแดงทุกคนด้วย

ผู้ สื่อข่าวถามว่า คิดว่านายวีระจะประสานกับแกนนำคนเสื้อแดงคนอื่นๆ ได้หรือไม่ เพราะแกนนำเหล่านั้นไม่ไว้วางใจนายวีระแล้ว พล.ต. สนั่น กล่าวว่า ไม่เป็นไร ตนจะทำให้เขาเข้าใจกันเอง ส่วนที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัด ส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำนปช. ประกาศระดมพลคนเสื้อแดงในวันที่ 19 พ.ย. นี้ ก็ไม่เป็นไร ถ้าจะมีการชุมนุมเรียกร้องอย่างที่ไม่มีเรื่องมีราวก็สามารถทำได้

เมื่อ ถามว่าแนวโน้มเท่าที่เดินสายสร้างความปรองดองกับฝ่ายต่างๆ สถานการณ์เป็นอย่างไร พล.ต.สนั่น กล่าวว่า หลังจากที่ตนเดินทางพบปะแล้วทุกอย่างก็เริ่มคลี่คลายลง ไม่ว่าจะเป็นการใช้วาจาทะเลาะกัน ระเบิดก็สงบลง ตนจะพยายามทำให้ถึงวันที่ 5 ธ.ค.นี้ ให้ทุกอย่างเรียบร้อยจบขั้นที่ 1 ไปก่อน คือ ทุกคนหันหน้าเข้าหากันด้วยความรักความสามัคคี ลดละความขัดแย้งกัน เสียงระเบิดทั้งหลายให้หยุดไป ก็ถือว่าเป็นขั้นที่ตนถือว่าน่าพอใจแล้วและพวกเราก็ร่วมกันถวายความจงรัก ภักดีในวันที่ 5 ธ.ค.

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ได้ดีมาเพราะปาก??

……………………………………………………………..
ได้ดีมาเพราะปาก??
ปากหอยปากปูเขาว่ามา

ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายต่อหลายคนที่เจริญเติบโตมาทุกวันนี้ฝีไม้ลายมือในการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองนั้นแทบมองไม่เห็น

แต่ฝีปากและความกล้าที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อรับใช้การเมือง และเพื่อให้ฝ่ายการเมืองพึงพอใจไม่ว่าจะถูกหรือผิดนั้นเกินร้อย

โดยเฉพาะเรื่องปากกระดากเป็นไม่มี

ช่วงนี้หลายปากชักเริ่มจ๋อยเพราะถูกเบรค

ได้ดีเพราะปาก พูดมากๆ ระวังปากพาจนไม่รู้ด้วยนะ???
………………………………………………………………………
บางกอกอาย??

ข่าวกรุงเทพมหานครของคุณชายสุขุมพันธ์ุ บริพัตร ไอเดียกระฉูดจะสร้างกระเช้าลอยฟ้าหรือชิงช้าสวรรค์เพื่อให้เป็นที่ชมวิวเป็น บางกอกอายแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

สนนราคาก็ประมาณสามร้อยล้านบาท

น้ำท่วมซ้ำซากอยู่ทุกปี

ทางที่ดีเอาเงินสามร้อยล้านบาทมาสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ยังสร้างไม่ครบทุกจุดน่าจะดีกว่าไหม???

หรือว่าปล่อยมันอย่างนี้แหละ เพราะน้ำท่วมทีไรก็เกิดคนรวยใหม่ขึ้นมาทุกครั้งไป??
………………………………………………………………………………………………………………………………
ประชาชนไม่ใช่ไอ้เณรนะ??

ตั้งแต่นั่งเก้าอี้ทรงอิทธิพลลูกน้องล้อมหน้าล้อมหลังพรึ่บพรั่บ

พลเอกประยุทธ จันทรโอชา ผู้บัญชาการทหารบกมาดเข้มขึ้นทุกวัน

เรื่องของประชาชนที่เขาทำกิจกรรมในระบอบประชาธิปไตยปล่อยได้ก็ควรปล่อยไป

เพราะแม้รัฐธรรมนูญยังรับรองการกระทำเหล่านั้นว่าทำได้เลย

ไอ้ห้าวๆ สั่งเปรี้ยงปร้างนอกจากจะไม่ได้ผล ยิ่งจะเหมือนราดน้ำมันใส่กองไฟ

นอกจากไฟไม่ดับกลับจะลุกโพรนขึ้นมากกว่าเดิมอีกต่างหาก

ถ้าประชาชนเหล่านั้นเป็นทหารหรือเป็นไอ้เณรก็ว่าไปอย่าง ..จะสั่งการจะบัญชาอย่างไรก็เชิญว่าไปตามถนัด !!
……………………………………………………………………………………………………………………………….

โรคซ้ำกรรมซัด ??

ช่วงนี้คนไทยเป็นโรคซึมเศร้ากันมาก

ก็โดนห่ากระสุนจากการกระชับพื้นที่และขอคืนพื้นที่ตายเป็นร้อยเจ็บเป็นพัน

แถมถูกกระหน่ำด้วยลมปากที่ไม่รู้อะไรเจาะมาทำให้ดัชนีมวลรวมของความสุขลดลงเป็นกระบุงโกย

ไม่ทันไรก็เจอกับกระแสน้ำที่ท่วมท้นเกือบครึ่งค่อนประเทศซ้ำเติมเข้าไปอีก

แล้วอย่างนี้ใครจะสดใสเริงร่าอยู่ได้ล่ะ

ว่าแต่ว่า “พวกขี่ช้างกางร่มเป็นพระยา อย่าลืมชาวบ้านชาวนาที่ขี่ความคอนกล้า” ก็แล้วกัน

ฝากพวกเห็นคนไม่เป็นคนเอาไว้ด้วย???
……………………………………………………………………………………………………..
วันพิพากษา??

วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคมนี้ วันเลือกตั้งซ่อม ส.ส.จังหวัดสุราษฎร์ธานีเขต 1

ถ้าเล่นผีก็แบเบอร์ เล่นเฮโลก็เปิดถ้วยแทงว่างั้นเถอะ

“เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ แห่งประชาธิปัตย์ ดีกรีอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงชนะแหงแก๋

ที่สำคัญ วรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ คู่แข่งจากพรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนกี่มากน้อยเท่านั้นเอง

ถ้า วรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ ได้คะแนนซักครึ่งหรือเกือบครึ่งของ “เทพเทือก” แล้วล่ะก็

ถึงแม้จะได้เป็น ส.ส. แต่ “เทพเทือก” ก็เสียรังวัดไม่ใช่น้อย

อะไรไม่ว่าที่จะเสียดแทงใจก็พวกเดียวกันนั่นแหละพี่น้อง ??
……………………………………………………………………………………………………..

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

Fine art by Suree Stone

Vodpod videos no longer available.

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ก.ต่างประเทศกัมพูชาโต้ข่าว อริสมันต์ ซ่อนตัวอยู่ในเขมร

ขอบคุณข่าวจาก  http://news.mthai.com/headline-news/92134.html


รายงาน ข่าวจากพนมเปญโพสต์ เปิดเผยว่า นายกอย เกือง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่า นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดงหลับซ่อนอยู่ที่ประเทศกัมฑุชา

ทั้ง นี้ นายกอย เกือง ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง และทางการกัมพูชาก็เคยปฏิเสธรายงานดังกล่าวไปแล้ว ขณะเดียวกันตนก็ไม่ได้รับรายงานข้อมูลการขอวีซ่าของแกนนำเสื้อแดงที่ถูกตั้ง ข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

ส่วนกรณีความล่าช้าของการลงมติ อนุมัติรับแผนการตามข้อตกลงการประชุม ร่วม 3 ฉบับของ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC ของรัฐสภาไทย  นายวาร์ คิม ฮง (Var Kimhong) ประธานคณะกรรมการเขตแดนกัมพูชา ได้ออกมากล่าวว่า จะรอดูการอนุมัติจากประเทศไทยก่อนจะก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการเจรจา โดยระบุว่า “พวกเขาไม่เคยเล่นเกมแบบนี้มาก่อน”

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

ป.ป.ช.กล้ามั้ย อย่าเลี่ยงคดีดัง 

 

คดีค้างร่วมหมื่น!
กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)มีมติเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553 ยกคำร้องกรณีเรื่องกล่าวหา นายสมัคร สุนทรเวช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับพวก ดำเนการช่วยเหลือให้นายดวง หรือดวงเฉลิม อยู่บำรุง กลับเข้ารับราชการทหาร โดยมิชอบ

เป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนค่อนข้างจะงุนงงกับวิธีการทำงานของ ป.ป.ช. เป็นอย่างมาก ว่ามีวิธีการทำงานในการสะสางคดีต่างๆอย่างไร โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับแต่ละคดีแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร

เพราะตัวเลขคดีที่คั่งค้างอยู่ในมือ ป.ป.ช. มีมากกว่า 7,000 คดี

ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็มีการรายงานและยอมรับว่า มี “เรื่องกล่าวหาอยู่ระหว่างการดำเนินงาน” ตกค้างอยู่เป้นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เพิ่งรับเข้ามาดำเนินการ ตั้งอนุกรรมการไต่สวน ส่งอัยการสูงสุด เพื่อส่งฟ้องต่อศาลแล้ว

อย่งางไม่น่าเชื่อก็คือ เรื่องที่ค้างคามาตั้งแต่สมัยวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น มีการให้องค์กรเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. ขายทรัพย์สินที่ยึดมาจาก 56 สถาบันการเงิน ซึ่งเป็นการขายในราคาที่ขาดทุนอย่างมากมายมหาศาล ในขณะที่ต่างชาติที่เข้ามาซื้อฟาดกำไรกันไปพุงปลิ้นตามๆกัน

เพราะในขณะที่ นายอมเรศ ศิลาอ่อน ประธาน ปรส.ในขณะนั้นถึงกับออกมาร้องไห้แถลงข่าวว่า ขายทรัพย์สินได้ในราคาแค่เพียงเฉลี่ย 18% เท่านั้น แต่ต่างชาติที่ซื้อไปในราคา 18% กลับสามารถนำไปขายให้ลูกหนี้ในราคาลด 50%จากมูลค่าทรัพย์สิน ได้กำไรไปร่วม 3 เท่าตัวหรือเกือบ 300% แล้ว

ทำให้มีการร้องเรียน ให้ตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ก็ลากยาวกันเป็นสิบปี ค้างคาอยู่ใน ป.ป.ช.นั่นแหละ

หรืออย่างเรื่องกล่าวหาที่รับโอนจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้ เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กว่า 20 เรื่อง โดยเฉพาะสารพัดเรื่องกล่าวหาเกี่ยวกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ทั้ง คตส. ทั้ง คมช. และรัฐบาลหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน พยายามขุดคุ้ยว่าเป็นเรื่องทุจริตมโหฬารของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ขุดคุ้ยกันจนดูเหมือนว่าสนามบินสุวรรณภูมิเป็นสิ่งเลวร้าย มีการให้ข่าวผ่านสื่อที่ให้การสนับสนุนว่าแท็กซี่รันเวย์ของสนามบิน สุวรรณภูมิพังพินาศ ทั้งๆที่จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ สนามบินสุวรรณภูมิยังไม่ต้องมีการปิดซ่อมใดๆ แถมยังได้รางวัลระดับนานาชาติมาแล้วด้วย

แถมเมื่อสุดท้ายมีการย้ายกลุ่มย้ายพรรค เรื่องหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเครื่อง CTX-9000 เรื่องสัมปทานพื้นที่พาณิชย์ในสนามบิน เรื่องการทำสัญญาร้านค้าปลอดภาษีและการใช้พื้นที่ของสนามบินสุวรรณภูมิ เหล่านี้กลายเป็นเรื่องที่เงียบหาย ไปเฉยๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้ามีการโหมประโคมว่าผิดแน่ๆ จนถึงกับทำให้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ถึงกับเป็นโรคบ้านหมุน เป็นโรคเครียด แต่ตอนนี้กลับสบายแล้ว

และในรัฐบาลปัจจุบัน คือ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ปรากฏว่ามีเรื่องกล่าวหาที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลายอภิสิทธิ์ ค้างคาอยู่ด้วยเช่นกัน อย่างเรื่องกล่าวหานักการเมืองร่วมกับข้าราชการระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ที่ สธ.ได้รับงบประมาณ 11,515 ล้านบาท มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนแล้ว แต่ก็ยังคงเงียบฉี่

หรือเรื่องการขอให้ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กรณีขอให้บริษัทเอกชนที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือส่งเอสเอ็มเอส ไปยังผู้ใช้บริการ ทุกเครือข่าย 3 ล้านเลขหมาย เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2551 อันมีลักษณะเข้าข่ายรับทรัพย์สินมูลค่าเกิน 3 พันบาท ซึ่งมีการแต่งตั้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะเป็นองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริง

แต่จนขณะนี้ก็ยังมีรายงานว่าอยู่ในขั้นตอนระหว่างการไต่สวนและรวบรวมพยานหลักฐาน

เช่นกันกับเรื่องกล่าวหานายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมัยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการ กทม. กับพวก ถูกกล่าวหาว่าทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างโครงการรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ หรือรถด่วนบีอาร์ทีของกทม. มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนแล้ว มี นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน

แต่วันนี้ไม่เพียงไม่คืบหน้า แต่นายอภิรักษ์ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีได้สบาย

รวมทั้งคดีทุจริตการก่อสร้างและจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการกลาง หรือเซ็นทรัลแล็บ ที่มีนักการเมืองในรัฐบาลปัจจุบันเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

หรือแม้แต่กรณีกล่าวหาคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่า การตรวจเงินแผ่นดิน เกี่ยวกับการร่ำรวยผิดปกติ และการก่อสร้างบ้านพักมูลค่า 40 ล้านบาท เรื่องนี้ก็ยังค้างคาอยู่ในคณะกรรมการ ป.ป.ช.ด้วยเช่นกัน

สำหรับสังคมภายนอกที่ไม่เข้าใจระบบการทำงานของ ป.ป.ช. จึงค่อนข้างงุนงงว่าทำไมคดีดังๆ จำนวนมาก ส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนการไต่สวนของอนุกรรมการไต่สวนของป.ป.ช.และไม่มี ความคืบหน้ามากนัก 2

ซึ่งข้ออ้างของ ทาง ป.ป.ช. ก็คือ หลายๆเรื่องกล่าวหาที่ยื่นมายัง ป.ป.ช. จนบางเรื่องค้างเติ่งเป็นเวลานานนั้น เป็นเพราะ ป.ป.ช.มีอำนาจสอบตั้งแต่ภารโรงยันนายกรัฐมนตรี เลยทำให้มีคดีคั่งค้างร่วมหมื่นคดี และมีคดีจำนวนมากที่ค้างนานนับสิบปี

ขณะเดียวกันหลายๆคดี ทาง ป.ป.ช. ก็มีการปิดคดีหายไปเงียบๆก็มี โดยอ้างว่าขาดอายุความแล้วบ้าง จำหน่ายคดีทิ้งบ้าง อย่างเช่นกรณีคดีกล่าวหาทุจริตของคนระดับรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็มีการจำหน่ายคดีทิ้งหายไปเงียบๆ

เมื่อเรื่องดังๆในแต่บะช่วงไม่มีความคืบหน้าใดๆ ให้เห็น เสียงติติงเรื่องการทำงานที่ย่อหย่อน ไร้ประสิทธิภาพของป.ป.ช.จึงย่อมดังขึ้น ดังนั้นจึงเป็นคำถามใส่กรรมการป.ป.ช.ชุดนี้ และโดยเฉพาะนายกล้านรงค์ จันทิก ที่มีภาพว่าทำงานอย่างเข้มแข็งตรงไปตรงมาเป็นอย่างมากนั้น … ทำไมจึงไม่มีการสะสางคดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดนี้ออกมาบ้าง

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่แม้แต่ตำรวจเองก็ยังอึดอัด ถึงขนาดเมื่อ เดือนมกราคม 2552 เคยทำเรื่องขอให้ถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ออกจากตำแหน่งมาแล้วก็ยังมี

โดยมีการทำจดหมายเปิดผนึกผ่านนายกสมาคมตำรวจ ระบุว่าในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา คณะกรรมการป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ในฐานะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งสมควร ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมายด้วยความเที่ยงธรรม ถูกต้องโปร่งใส ให้เป็นที่ประจักษ์ แต่ได้ ปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย อันก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจและ องค์กรตำรวจในภาพรวม ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมในสถานการณ์แห่งความขัดแย้ง

และทำให้เกิดความสับสนและข้อสงสัยในมาตรฐานทางกฎหมาย ความเคลือบแคลงใจ ความไม่มั่นใจใน ความสุจริต ในการวินิจฉัยชี้ขาดตรวจสอบการปฏิบัติงานของตำรวจ

เรียกว่ามีผลกระทบไปทั่ว ซึ่งกรณีเหล่านี้จึงเป็นคำถามถึงความเป็น ป.ป.ช.ในชุดนี้ ซึ่งมีที่มาจากประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549

โดยที่มีประเด็นสงสัยในเรื่องของการที่จะต้องได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

รวมทั้งภาพลักษณ์ในการเป็นคณะกรรมการที่มาจากการแต่งตั้งของคณะบุคคล จึงทำให้เกิดความคลางแคลงได้ว่า อาจจะมีอคติในการปฏิบัติหน้าที่ เลือกข้างปฏิบัติ และอาจจะมีการใช้อำนาจดำเนินการให้เป็นประโยชน์กับข้างใดข้างหนึ่ง เป็นไปได้หรือไม่???

นี่คือสิ่งที่หวนกลับมากระทบกับภาพลักษณ์ขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช.เองในที่สุด

รวมทั้งข้อสงสัยที่ว่า คดีอื่นๆค้างคาอยู่เป้นจำนวนมากไม่คืบหน้า แต่คดีที่ผู้ถูกกล่าวหาคือนายสมัตร ได้ถึงแก่กรรมไปแล้วด้วยซ้ำ ก็ยังเดินหน้าต่อ ทั้งๆที่เรื่องนี้ ว่าที่ร้อยตรี ดวงเฉลิม อยู่บำรุง แม้เคยถูกปลดให้ออกจากราชการทหาร ถูกถอดออกจากยศทหาร และถูกย้ายประเภทเป็นพ้นราชการทหารประเภท 2 ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมซึ่ง ถือว่าเป็นคำสั่งที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็จริง

แต่ต่อมาพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 ได้ประกาศใช้บังคับ ซึ่งในมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดว่า ผู้ถูกลงโทษทางวินัยหมายความว่า ผู้ถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์เพราะกระทำผิดวินัย ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งของกระทรวง ทบวง กรม และให้หมายความรวมถึงผู้ถูกลงโทษ หรือลงทัณฑ์โดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผลเช่นเดียวกับการถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัย และในมาตรา 5 ได้กำหนดให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ถูกลงโทษ

ทางวินัยในกรณีซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 และได้รับโทษหรือรับทัณฑ์ทั้งหมดหรือบางส่วนไปก่อน หรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ดังนั้น การที่ ว่าที่ร้อยตรี ดวงเฉลิม อยู่บำรุง ถูกลงโทษให้ปลดออกจากราชการ ก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 จึงได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย และถือได้ว่า ว่าที่ร้อยตรี ดวงเฉลิม อยู่บำรุง ไม่เคยถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัยมาก่อน

ต่อมานายดวง หรือดวงเฉลิม อยู่บำรุง ได้ขอกลับเข้ารับราชการทหาร โดยนายสมัครสุนทรเวช ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลงนามอนุมัติบรรจุนายดวง หรือดวงเฉลิม อยู่บำรุงกลับเข้ารับราชการและแต่งตั้งยศเป็นว่าที่ร้อยตรี ซึ่งจากการไต่สวนข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การบรรจุดังกล่าวเนื่องจากมีตำแหน่งว่าง และในการรับเงินเดือนมีผลนับแต่วันที่มีคำสั่งบรรจุกลับเข้ารับราชการไม่ได้ มีผลย้อนหลังถึงวันที่พ้นราชการทหารประเภท 2

นอกจากนี้ การบรรจุนายดวง หรือดวงเฉลิม อยู่บำรุง กลับเข้ารับราชการทหาร ไม่ปรากฏว่าขัดต่อระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการบรรจุ การโอน และการบรรจุกลับเข้ารับราชการ พ.ศ. 2529
เพราะได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 ไปล้ว จึงต้องถือว่า ว่าที่ร้อยตรี ดวงเฉลิม อยู่บำรุง ไม่เคยถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัย มาก่อน

ที่สำคัญการบรรจุนายดวง หรือดวงเฉลิม อยู่บำรุง กลับเข้ารับราชการทหาร ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กระทรวงกลาโหมประการใด หรือมีการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

คดีนี้ลากกันยาวจนนายสมัครถึงแก่กรรมไปแล้ว ทำให้อีกกว่า 7,000 คดี ที่ค้างคาอยู่ยิ่งวังเวงมากขึ้น

ขณะเดียวกันคำถามที่สำคัญที่สุดที่สังคมอยากรู้ก็คือ การให้ความสำคัญกับคดีต่างๆของ ป.ป.ช.นั้นเป็นอย่งไรกันแน่???

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์