Monthly Archives: September 2010

‘เทพเทือก’ตีไพ่พลาด

Pic_115096

สุเทพ

ตีไพ่พลาดใบเดียว เจ๊งทั้งกระดาน

ประมวล เหตุผลทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยอมทิ้งตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กลับไปลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี

เทหน้าตักทุ่มเดิมพันเต็มที่

หะแรกเลยก็ ถูกมองว่าลุ้นเป้าหมายสูงๆ ใช้สถานะ ส.ส.เติมเต็มคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ แต่งตัวรอเสียบเก้าอี้นายกรัฐมนตรี กรณีพรรคประชาธิปัตย์โดนตัดสินยุบพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ติดบ่วงโดนโทษแบนทางการเมือง

ขณะ ที่เจ้าตัวออกมาบอกปัด ไม่เคยคิดการใหญ่ พร้อมๆกับเสียงอธิบายจากพวกโทรโข่งพรรค ประชาธิปัตย์ แจกแจงกันเป็นนัย “เทพเทือก” ต้องการสถานะ ส.ส.เพื่อเข้ามานั่งในห้องประชุมสภาฯ ทำหน้าที่ช่วยประคองเกมคุมเสียง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล แถลงอ้างเหตุผลอย่างเป็นทางการ

หรือแม้แต่คิวที่แหล่งข่าวกระซิบ สื่อมวลชนปล่อยข่าววงใน “เทพเทือก” ต้องลงสนามเอง เพื่อตัดปัญหาแย่งโควตาในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเป็นการบล็อกจังหวะกับก๊วนของ “น้าหยัด” นายบัญญัติ บรรทัดฐาน

ทั้งหมดทั้งปวง ก็เพื่อแก้เหลี่ยมคูทางการเมือง

มันก็ต้องตั้งคำถาม ทำไมต้องเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทยไปเสี่ยง

เพียงเพื่อแลกกับการแก้หมากทางการเมืองของคนพรรคประชาธิปัตย์

รัฐบาล ต้องว่างเว้นตำแหน่งรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ในสถานการณ์ล่อแหลมสุ่มเสี่ยง เสียงระเบิดตูมตามรายวัน ตามคิวที่หน่วยข่าวของรัฐเอง ทั้งตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็โหมประโคมกระแสบึมป่วนเมืองจะลากยาวไปถึงช่วงปลายปี

รับกับฉากที่คนเสื้อแดงตั้งหลักได้ ตั้งท่ากลับมาเคลื่อนไหวใหญ่อีกรอบ

จังหวะ เข้าด้ายเข้าเข็ม “เทพเทือก” ทิ้งภารกิจใหญ่ กลับไปลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ขอเวลานอกกันชั่วคราว จองเก้าอี้ไว้ เสร็จภารกิจแล้วจะกลับมาเอาคืน

ทำเหมือนไม่ได้คิดกันว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีต้องมีกระบวนสำคัญในการแต่งตั้ง ลำพัง “เทพเทือก” หรือแม้แต่นายกฯอภิสิทธิ์

คิดจะเข้าๆออกๆได้ซะที่ไหน

ใน มุมนี้ก็ว่าได้ไม่คุ้มเสีย แต่ที่แน่ๆ “เทพเทือก” หลุดวงโคจร โดนนายกฯอภิสิทธิ์เวนคืนภารกิจหน้าที่กลับมาอยู่ในความรับผิดชอบเกือบทั้ง หมด สลับมือกะทันหัน

“ดีล” อำนาจแกว่ง ทีมเวิร์กที่เคยเล่นเข้าขา มีหวังสะดุด

ใน สถานการณ์ที่จับสัญญาณได้ อาการเหยียบตาปลาระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์กับพรรคภูมิใจไทยของยี่ห้อ “เนวิน ชิดชอบ” ยังมีร่องรอยให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

กับคิวล่าสุด แม้คณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบบัญชีการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด แบบยกกระบิ 48 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่เน้นไปที่ภาคอีสาน

ตามโพยของ “เพื่อนเนวิน”

แต่ เบื้องหลังตามรายงานข่าวว่ากันว่า “ปู่จิ้น” ต้องวนเข้าวนออกห้องประชุม แก้โพยกันหลายรอบกว่านายกฯ อภิสิทธิ์จะพอใจ ยอมปล่อยไฟเขียวบรรจุเข้าเป็นวาระจร โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี   และจังหวัดชลบุรี   พื้นที่ฐานเสียงที่มี   ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์

“อภิสิทธิ์” ขอคัดชื่อผู้ว่าฯ กาโพยเองเลย

หัก คอกันแบบนิ่มๆ ลีลาเดียวกับคิวดึงจังหวะเนียนๆ กรณีการเบรกชื่อของนายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ในเหลี่ยมที่นายกฯอภิสิทธิ์สั่งให้ตั้งกรรมการสอบทุจริตคอมพิวเตอร์ เบี่ยงปมจากประเด็นโดนถวายฎีกาต้าน ที่คนเป็นนายกฯนั่งหัวโต๊ะ ครม.ต้องรับผิดชอบด้วย

แต่   “อภิสิทธิ์”   ก็ใช้วิชาตัวเบา ถีบภูมิใจไทยออกมาไปรับบาทา เพียงลำพัง

ที่ แน่ๆโดยชะตาที่รู้กัน ถึงวันนี้ชื่อของนายมงคลน่าจะฟาวล์ ตามอารมณ์ที่นายกฯอภิสิทธิ์เล่นบทแข็งใส่ ไม่ให้แม้แต่นั่งรักษาการ ขณะที่ “ปู่จิ้น” นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ต้องเบี่ยงไปให้นายขวัญชัย วงศ์นิติกร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทำหน้าที่รักษาการตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ควบคู่ไปด้วย

“อภิสิทธิ์” จ้องหักเหลี่ยม “เนวิน” ทุกจังหวะ

สรุป ยิ่งโยงฉากก็ยิ่งชัด การที่พรรคประชาธิปัตย์รวมหัวผลักหลังให้ “เทพเทือก” กลับไปลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี พร้อมเวนคืนภารกิจรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง

เป็นแผนจงใจสลายขุมข่ายอำนาจสีน้ำเงิน

เข้าทาง “อภิสิทธิ์” ไล่ทุบหอกข้างแคร่.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

Advertisements

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ไทรัฐ

ใครจะคุมคิวงานใหญ่

Pic_115361

1 ตุลาคม วัน “ผลัดอำนาจ”

ขึ้นป้ายอย่างเป็นทางการ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.คนใหม่ ขึ้นแท่นจ่าฝูงกองทัพบกเต็มตัว ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

จุดเปลี่ยนทิศทางเกมอำนาจประเทศไทย

ใน จังหวะเดียวกันกับคิวที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้โอกาสเวนคืนเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี จาก “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยึดงานด้านความมั่นคงมาไว้กำมือเบ็ดเสร็จ

กระชับพื้นที่ “อำนาจเชิงซ้อน” ในรัฐบาล

“อภิสิทธิ์” กับ “ประยุทธ์” จุดศูนย์รวมอำนาจที่เพิ่ง “ปรับจูนคลื่น” กันใหม่ ใน สถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อ วิกฤติการเมืองประเทศไทยจะเป็นไปในทิศทางใด

สัญญาณธงจากฝ่ายคุมเกมจะไปทางไหน

ที่ แน่ๆ โดย “ดีลอำนาจ” ที่ต้องเปลี่ยนไป ตามจังหวะที่นายกฯอภิสิทธิ์เวนคืนเก้าอี้รองนายกฯ ยึดคืนงานด้านความมั่นคง ตัดเกมเชื่อมเครือข่ายอำนาจสีน้ำเงินระหว่าง “เทพเทือก” และ “เนวิน ชิดชอบ” กับ “บูรพาพยัคฆ์”

หักหอกข้างแคร่กันในที

ขณะที่ “บิ๊กตู่” เอง ถ้าวัดระดับความปึ้กกับพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ ตามคำตอบที่จับทางได้

จาก คิวที่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ.หมาดๆ ที่เซ็นคำสั่งทิ้งทวนตั้งนายทหารระดับผู้บังคับการกองพันคุมกำลังหลักใน เมืองกรุง ตัดหน้า ผบ.ทบ.คนใหม่

บ่งบอกสัมพันธ์เบื้องลึกได้เป็นอย่างดี

สรุป ได้ ณ วันนี้ “อภิสิทธิ์” เคลียร์อำนาจเชิงซ้อน กุมอำนาจเต็มมือในฐานะนายกรัฐมนตรี โดยไม่ต้องผูกอยู่กับ “เทพเทือก” ขณะเดียวกัน โดยสัญชาตญาณของทหารอาชีพอย่าง “บิ๊กตู่” ก็รู้กันอยู่ว่า ต้องขึ้นตรงกับใคร

แยกตัว ถือดุลอำนาจตามลำพัง

ตามเงื่อนไข ที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเล่นบทขุนของฝ่ายคุมเกมอำนาจ “คุมเชิง” นักเลือกตั้ง ขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์กำลังอยู่ในสถานการณ์ลุ้นต่อเวลาตั๋วพิเศษ

ใน เหลี่ยมของการเมืองตามเกมในสภาผู้แทนราษฎร กำลังชิงพื้นที่ จองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสำรองจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์จากปมใช้เงินกองทุน สนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์

ตามกระแส “เซียนจมูกไว” ยังไงก็โดนแน่

เพราะ แม้แต่ประชาธิปัตย์ที่ “ปากกล้า” แสดงความมั่นอกมั่นใจว่าไม่มีวันโดนยุบ แต่ก็หลุดอาการ “ขาสั่น” ให้เห็น จากคิวปล่อยชื่อของมวยสำรองทั้งรุ่นเก๋ายี่ห้อ “ชวน หลีกภัย” หรือรุ่นหนุ่มอย่างนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง

และที่ขยับในจังหวะพอดิบพอดีเห็นๆเลย กับคิวของ”เทพเทือก”

เอง ที่ทุ่มหน้าตักเดิมพัน ยอมทิ้งเก้าอี้รองนายกฯฝ่ายความมั่งคง กลับไปลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี ตามลีลาออกตัวชิ่งยังไงก็ทำใจเชื่อลำบากว่า ไม่ได้หวังลุ้นเสียบนายกฯสำรอง

ประชาธิปัตย์ชิง “เสียบโผ” กันเองอุตลุด

ตาม สูตรถ้ายังเป็นพรรคร่วมรัฐบาลชุดเดิม โดยมีประชาธิปัตย์ที่ค่ายแตก กลับมาเป็นแกนนำใหม่ในการรวบรวมไพร่พลหน้าเก่า พรรคภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา รวมชาติพัฒนา กิจสังคม ดึงเพื่อแผ่นดินในปีกของ 3 พี”ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ” เข้าเสียบ

“ชวน–กรณ์–เทพเทือก” นายกฯเสียบแทนก็ไม่หนีจากนี้

เว้น เสียแต่ถ้าพลิกโพยกันใหม่ พรรคร่วมรัฐบาลหันไปหุ้นกับพรรคเพื่อไทย โอกาสจะไหลไปที่ “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ ประธานกุนซือพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ถือธงปรองดองเดินเข้าหาทุกฝ่าย

ล่าสุดบุกถ้ำพรรคเพื่อไทย ตามคิวที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร วีดิโอลิงค์เข้ามาในที่ประชุมพรรค ส่งซิกให้ลูกทีมรับแผนปรองดอง

“เสธ.หนั่น” ทำแต้มได้เข้าเป้าตามบทนายกฯคนกลาง

ทั้ง หมดทั้งปวง กับโปรแกรมสำคัญที่รออยู่ ตามคิวล่าสุด”เทพเทือก”เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายพิธีการจัดงาน เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554

ต้องลุ้นใครจะได้เป็นนายกฯคุมจัดงานใหญ่.

ทีมข่าวการเมืองรายงาน

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ไทรัฐ

ตั้งคิมผู้ลูกรับตำแหน่งสำคัญ จ่อขึ้นสืบทอดอำนาจโสมแดง

นาย คิม จอง-อุน ลูกชายคนเล็กของนายคิม จอง-อิล ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับสูงที่มีอิทธิพลมากขึ้นของพรรคคนงาน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเกาหลีเหนือเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา อันเป็นความเคลื่อนไหวที่เป็นการตอกย้ำความคาดหมายที่ว่า เขาจะก้าวขึ้นมาสืบทอดอำนาจต่อจากคิม จอง-อิล ผู้เป็นพ่อที่มีปัญหาด้านสุขภาพ อย่างแน่นอน

สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า คิม จอง-อุน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการกลางพรรคและควบตำแหน่งรองประธาน คณะกรรมาธิการทหารกลางของพรรคด้วย หนึ่งวันหลังจากบิดา วัย 68 ปี ติดยศนายพลระดับ 4 ดาวให้เขา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคำยืนยันที่เชื่อกันว่า ท้ายที่สุดแล้ว คิม จอง-อุน จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำคนต่อไปของเกาหลีเหนือ ประเทศที่มี อาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเปิดการประชุมทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปี เพื่อเลือกผู้นำคนใหม่ ซึ่งรายงานของเคซีเอ็นเอ บอกว่า การประชุมดังกล่าว ซึ่งมีคิม จอง-อิล เป็นประธาน จะใช้เวลาเพียงแค่วันเดียว

คิม จอง-อุน ซึ่งจบการศึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์ และเชื่อกันว่า น่าจะมีอายุราว ๆ 27 ปี ไม่เคยปรากฏชื่อในสื่อมวลชนแห่งรัฐเกาหลีเหนือเลยจนกระทั่งสัปดาห์นี้ รวมถึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนักในต่างประเทศ แต่นักวิเคราะห์ของเกาหลีใต้บางส่วนบอกว่า เขามีส่วนร่วมกับกิจการภายในมานานกว่า  ปีแล้ว

คิม จอง-อิล ซึ่งสืบทอดอำนาจต่อจากคิม อิล-ซุง บิดาของเขาเช่นกัน ล้มป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อ 2 ปี ก่อน รวมทั้งยังเคยมีข่าวป่วยเป็นโรคไต ดังนั้น เขาจึงต้องเร่งหาผู้สืบทอดอำนาจโดยเร็ว.

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

สูตรสำเร็จขับลม

เวลามีลมเกินจะรู้สึกไม่สบายตัวช่างน่ารำคาญใจ ให้เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่ใช้คุณประโยชน์จาก บลูเบอร์รี่ เกรปฟรุต แอปเปิ้ล และขิง เป็นตัวช่วยขับลม แถมยังมีสรรพคุณป้องกันมะเร็งร้ายอีกต่างหาก

ตามธรรมเนียม ‘กินดี’ ก็ต้องรู้จักคุณค่าของส่วนผสมในสูตรนี้ก่อน เริ่มจาก ‘แอปเปิ้ล’ มีโพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก แมกนีเซียม วิตามินบี1 บี2 และบี6 พร้อมสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้แอปเปิ้ลช่วยลดเครียด ทำความสะอาดตับ ไต กระเพาะอาหารและลำไส้ ทั้งยังช่วยย่อยอีกด้วย

ต่อมา ‘บลูเบอร์รี่’ มีแคลเซียม แมกนีเซียม โครเมียม กรดไบโอทิน กรดโฟลิก กรดไฟโตเคมิคอลเอลลาจิก วิตามินบี1 บี2 และบี6 วิตามินซี ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ และมีคุณสมบัติป้องกันริ้วรอยเหี่ยวย่น

‘เกรปฟรุต’ อุดม ด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม วิตามินซี กรดซิตริก ไบโอฟลาโวนอยด์ กรดซาลิไซติก ดีต่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยทำความสะอาดร่างกาย ขณะที่ ‘ขิง’ ใคร ๆ ก็รู้อยู่แล้วว่า มีสรรพคุณแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

ส่วนผสมต้องเตรียมตามสัดส่วนต่อไปนี้….

  • บลูเบอร์รี่ 2 ถ้วย
  • เกรปฟรุต 1 ถ้วย
  • ขิง 1 แง่งเล็ก
  • แอปเปิ้ล 1 ถ้วย
  • น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย


วิธีปรุง
เริ่ม ที่ทำความสะอาดแอปเปิ้ลให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า โดยไม่ต้องเอาแกนหรือเมล็ดออก ส่วนขิงให้ปอกเปลือกแล้วจึงทุบพอแตก และหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ สำหรับเกรปฟรุตนั้นหั่นพอหยาบ จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดไปสกัดรวมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ เทใส่แก้วเติมน้ำแข็ง ดื่มทันที.

takecareDD@gmail.com

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

‘มาร์ค’พลิ้ว!!! ดัน‘ประวิตร’คุมศอฉ.



‘สุเทพ’มีสิทธิ์เคว้ง!
30 กันยายนของทุกปี ตามระบบราชการของไทย จะเป็นวันเกษียณอายุราชการ

ไม่ว่าจะเป็นการเกษียณเพราะอายุครบ 60 ปี หรือในยุคหลังก็จะมีเรื่องของการ เออร์ลี่ รีไทร์ เข้ามาเพิ่มด้วย

ทุกอย่างเป็นวงจร มีขึ้นก็มีลง มีเข้ามาก็ต้องมีเลิกราไป

ซึ่งถือเป็นวงจรที่ไม่มีอะไรแปลก

แต่ส่งท้ายกันยายน ก้าวเข้าสู้ตุลาคมนี้ ชักเริ่มมีอาการแปลกทางการเมือง โดยเฉพาะกับรัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

เพราะกระแสข่าวการเปลี่ยนแปลงออกมาหนาหูเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกรณีของพรรคภูมิใจไทย พรรคเจ้าปัญหาในสายตาของนายอภิสิทธิ์ และอีกหลายๆขั้ว

จนกระทั่งแม้แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ซึ่งสวมบทผู้จัดการรัฐบาล และมีการดูแลพรรคภูมิใจไทย ตลอดจนนายเนวิน ชิดชอบ ซีอีโอใหญ่ของภูมิใจไทย แบบเกรงอกเกรงใจกันเป็นพิเศษ

ก็ทำท่าว่าอาจะโดนหางเลขของการเปลี่ยนแปลงไปด้วย

นั่นคือที่ผ่านมา ในฐานะที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการรัฐบาลให้กับนายอภิสฺทธิ์ จนได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมดังที่เคยฝันเอาไว้ นายสุเทพจึงได้รับการตอบแทนให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง แถมยังให้คุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

และพอมีเรื่องการชุมนุมคนเสื้อแดง มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายสุเทพก็ได้เป็น ผู้อำนวยการ ศอฉ. มีอำนาจใหญ่โต

ว่ากันว่าความใหญ่โต และอำนาจมากมายที่มีในมือของนายสุเทพ ทำให้ระยะหลังๆนายสุเทพไม่ค่อยจะฟังใคร แม้กระทั่งนายอภิสิทธิ์

บ่อยครั้งจึงดูเหมือนกับมีรอยร้าวลึกๆเกิดขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย กรณีที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ

ดังนั้นเมื่อนายสุเทพ มีความจำเป็นที่จะต้องไปลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อรักษาฐานที่มั่นของพรรค ตามมติพรรค ทำให้นายสุเทพตกอยู่ในภาวะพลอยโจน เพราะต้องลาออกจากตำแหน่งต่างๆทั้งหมดก่อนสมัคร

ซึ่งมองเผินๆก็ไม่น่าจะมีอะไร แตที่น่าสะดุดใจขึ้นมาก็คือ

พรรคภูมิใจไทย ดันออกมาระบุว่า แม้ต่อไปนายสุเทพจะไม่ได้เป็นรองนายกฯแล้ว หากมีปัญหาก็ยังจะประสานกับนายสุเทพเหมือนเดิม… เรียกว่ารักปักใจไม่เปลี่ยนแปลง

จนเหมือนกับเป็นฐานที่ทั่นให้นายสุเทพพิงหลัง เวลาที่ต้องเจรจาต่อรองภายในรัฐบาล และภายในพรรค เวลาที่เกิดเรื่องราวขึ้นมา… เรียกว่านอกจาก ส.ส.และฐานเสียงในพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนแล้ว นายสุเทพยังมีฐานเสียง ส.ส.ภูมิใจไทยอยู่ในมือไว้ใช้ต่อรองได้อีก

ดังนั้นจึงต้องจับตาดูว่า การที่นายอภิสิทธิ์ ออกมาตีขลุมทันทีว่า งานในหน้าที่รับผิดชอบของนายสุเทพ นั้น ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง

คั้งแต่วันวันศุกร์ที่ 1 ต.ค. จะนำงานของนายสุเทพ มาดูพร้อมกันทั้งหมด

โดยได้นัดนายสุเทพเรียบร้อยแล้วว่าให้นำงานที่กำกับดูแลกระทรวงต่างๆ รวมถึงงานในส่วนของ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มาให้ดูว่างานที่ค้างอยู่มีอะไรบ้าง

ที่สำคัญนายอภิสิทธิ์พูดชัด จะเข้าไปกำกับดูแล ก.ตร.เอง

ออกอาการว่าจะนั่งถ่างขาควบงานนายกรัฐมนตรี กับรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงเอาไว้ในมือ

ก็ขนาดพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ยังพูดแบบอารมณ์ดีว่า งานต่างๆ ที่นายสุเทพ ดูแล แล้วนายกฯบอกว่าจะดูแลเอง ก็ไม่น่ามีอะไร นายกฯน่าจะรับได้ ไม่มีปัญหา

“เป็นสิ่งที่ดีที่นายกฯจะได้มีงานมากขึ้น คนหนุ่มมันต้องมีงานมากๆ เพราะนายกฯยังเป็นคนหนุ่มแน่น อีกทั้งคิดว่าคงจะไม่กระทบกับงานด้านความมั่นคง”

ซึ่งในเรื่องของความมั่นคงนั้น มีกระแสข่าวว่าจะมีการเสนอให้แต่งตั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ขึ้นเป็น ผอ.ศอฉ. แทนนายสุเทพ

ซึ่งแม้ว่า นายสุเทพ กล่าวสั้นๆแค่ว่า “ยังไม่ได้ทำ”

โดยไม่ได้ตอบว่า ใช่หรือไม่ บอกเพียงว่า

“เดี๋ยวปรึกษานายกฯก่อน”

ทำเอามีการโฟกัสจับตามาที่นายสุเทพเป็นอย่างมากในทันทีว่า หลังเลือกตั้งแล้วจะกลับมาใหญ่เหมือนเดิมหรือไม่???

เพราะบังเอิญนายอภิสิทธิ์ มีการพูดออกมาแล้วว่า เรื่องการกลับมารับตำแหน่งเดิมของนายสุเทพนั้นเป็นเรื่องที่ตอบยาก เนื่องจากยังไม่ได้คุยกันตรงนั้น

เล่นเอาลือกันกระฉ่อนแวดวงการเมืองในทันที

ซึ่งแม้ว่า นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะออกมายืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร

รวมทั้งที่มีกระแสข่าว นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์กดดันให้นายสุ เทพ ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี นายองอาจก็ยืนยันวว่า คงไม่มีใครไปกดดันนายสุเทพ ได้ เพราะนายสุเทพ เป็นผู้ใหญ่

ฉะนั้นก็คงต้องจับตาดูว่า การโดดลงไปสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ของนายสุเทพ หลังจากก่อนหน้าได้ลาออกมาก่อน จะเป็นการหวนคืนเวที จนทำให้ต้องหมดที่ยืนในอำนาจหรือไม่
เพราะไม่ว่าอย่างไร ประโยคของนายอภิสิทธิ์ ก็ดูพลิ้วๆแปร่งๆชอบกล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายงานของนายสุเทพ ไปให้รองนายกรัฐมนตรีคนอื่นดูแลแทนไปเลย

กับเรื่องที่ไม่ยอมพูดให้ชัด นายสุเทพจะกลับเข้ามาทำหน้าที่เดิมใช่หรือไม่???

งานนี้คงต้องมีลุ้นกันสนุกแน่ๆ

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

การ์ตูนการเมือง หนูนากับป้าแจ่ม

Leave a comment

Filed under Uncategorized

เมื่อเทพเทือกลาออก

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน

การ ลาออกจากรองนายกฯ เพื่อไปลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แสดงว่าสถานการณ์การเมืองมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอย่างมาก

เพราะการทิ้งเก้าอี้รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เป็นการลงทุนที่สูงยิ่ง

นำมาซึ่งความยุ่งเหยิงอลหม่านมากมาย!

เอาแค่เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับนายพลเรื่องเดียวก็ยุ่งแล้ว

เพราะ ตั้งใจกันว่า พอวันที่ 1 ต.ค. เมื่อนายพลชุดที่แต่งตั้งมาก่อนหน้านี้ คือระดับรองผบ.ตร.-ผบช. เข้ารับหน้าที่แล้ว จะได้เร่งลงมือแต่งตั้งระดับ รองผบช.ลงไปถึงผบก. ในช่วงต้นเดือน ต.ค. เพื่อจะได้แต่งตั้งระดับรองๆ ลงไป

เมื่อจู่ๆ รองนายกฯ สุเทพมาทิ้งเก้าอี้ในตอนต้นเดือนหน้าเช่นนี้แล้ว

โผพล.ต.ต.จะทำอย่างไร!?!

อีกทั้งมีแนวโน้มว่า เมื่อนายสุเทพลาออกไป คงจะโอนงานรองนายกฯ ความมั่นคงไว้กับนายกฯ ทั้งหมด

แปลว่า ถ้าจะต้องประชุมก.ตร.

คราวนี้นายกฯ มาร์คจะมานั่งเป็นประธาน ก.ตร. เองหรือเปล่า

แค่เรื่องแต่งตั้งตำรวจเรื่องเดียว ก็ยุ่งแล้ว เมื่อเทพเทือกต้องทิ้งเก้าอี้

ไหนยังจะเรื่องอำนาจในการคุมศอฉ.อีก

มองในแง่สถานการณ์บ้านเมือง ยุคระเบิดเกิดต่อเนื่องรายวัน ยิ่งน่าปวดหัวเข้าไปใหญ่!!

ไม่มีรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ก็คงวุ่นกันไปอีกแบบ

จะให้นายกฯ มาดูงานความมั่นคงแล้วมาตามจี้คดีระเบิดรายวันด้วยตัวเอง สนุกแน่

จึงกล่าวได้ว่า การตัดสินใจทิ้งเก้าอี้รองนายกฯ ความมั่นคง นำมาซึ่งความยุ่งยากมากมาย

ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ นายสุเทพและคนในประชาธิปัตย์คงไม่เลือกทางนี้!

แต่นี่จำต้องเลือก เพราะอะไร

สรุปได้ว่า ความหวั่นไหวในคดียุบพรรคมีสูงยิ่ง

ถ้ายุบจริงๆ นายกฯ มาร์คก็ยุบตามไปด้วย

เตรียมสุเทพเอาไว้ดีกว่าจะเป็นชวน อย่างนั้นหรือเปล่า!?

ส่วนโผนายพลตำรวจ ถ้าไม่ทำกันด่วนจี๋ต้นเดือนนี้ ให้เสร็จก่อนวันลาออกของรองนายกฯ

ก็อาจโน่นเลย ยืดไปปลายเดือนต.ค. หรือต้นเดือนพ.ย.!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

สไนเปอร์

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

คาดเชือก คาถาพัน

คณะ กรรมการค้นหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคมชุดของนายคณิต ณ นคร ยังค่อยๆ เดินหน้าเก็บข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องแต่ละส่วนอยู่ต่อไป

ล่าสุดคือการเดินทางเข้าไปกองบัญชาการทหารบก รับฟังพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก ที่มาชี้แจงแทนพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.คนเดิม และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.คนใหม่

สาระสำคัญของคำชี้แจงครั้งนี้ก็คือ กองทัพไม่ได้ส่ง’หน่วยซุ่มยิง’ หรือสไนเปอร์ ไปอยู่บนยอดตึกเพื่อซุ่มสังหารประชาชน

ถ้าตามสำนวนสวยหรูยิ่งกว่า ‘พันตรีประจักษ์’ แห่งวนิดา ของพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ก็คือ

ทหารไม่ได้เห็นประชาชนเป็นศัตรู เพราะรู้ว่า ผู้ชุมนุมเป็นเพียงผู้คิดต่างทางการเมือง

และ

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นเขตอิทธิพลของผู้ชุมนุม

รวมถึง

การเสียชีวิตในวันที่ 19 พฤษภาคม ไม่ได้มากถึง 91 ศพ แต่ถูกจับเอาไปรวมกันกับวันอื่นๆ

ฟังแล้วถ้าเชื่อก็ชื่นใจ

หากไม่นึกถึงภาพของ ‘น้องเฌอ’ หนุ่มวัย 17 ที่ถูกกระสุนส่องจากทางไกลทะลุหัว

ถ้าไม่นึกถึงกำปั้น บาซู ที่ถูกยิงบนคอนโดมิ เนียมของตนเองบาดเจ็บ และมีเพื่อนที่ถูก ‘ส่อง’ นอนตายอยู่ข้างๆ

หรือแม้แต่กระสุนปริศนาซึ่งผ่าศีรษะผู้เคราะห์ร้ายสี่แยกคอกวัว

รวมไปถึง ‘คลิป’ และ’รูป ภาพ’ ที่ปรากฏไปทั่วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

และคำให้การของใครต่อใครอีกหลายคนว่าถูกกระสุนอาวุธสงคราม จนได้รับบาดเจ็บ

ฯลฯ

เหล่านี้เป็นข้อมูลคนละด้านของเหรียญเดียวกัน กับคำให้การข้างต้น

อะไรคือความจริงแท้ หลายคนอาจจะรู้อยู่แก่ใจ แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ด้วยหลักฐานที่ครบครัน

แต่วันเวลาสำหรับความจริงไม่เคยมีคำว่าสาย

แม้วันที่มาถึงจะ ‘ไม่ยุติธรรม’ สำหรับเหยื่อหรือผู้เคราะห์ร้ายก็ตามที

ใครจะทำให้ความจริงนี้ เป็นความยุติธรรมได้ด้วย?

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

หมดคนโง่แล้ว

ภาษิตจอมยุทธ์ กล่าวว่า หนี่ เตอ จึ่ง เซิน, หว่อ เตอ เสิง ฉาง

แปลเป็นไทยว่า “บ่อของท่านลึก เชือกของข้าก็ยาว” หรือคล้ายๆ กับ “ ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” นั่นแล

จบกันซะทีกับบท “ตบจูบ-ตบจูบ” ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงไว้กับ ภูมิใจไทย และ เนวิน ชิดชอบ เพราะต่อจากนี้ที่เหลือมันคือฉากสุดท้ายคือ บู๊ล้างผลาญ!!

จากการที่กระแทกกันมาเบาๆ ตลอด จะเริ่มหนักขึ้น-หนักขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ..

เป็นธรรมดาเมื่อหมด “โปรโมชั่น” หมดเวลา ลด แลก แจก แถม..ต่อนี้ไปจะเหลือแต่ “ราคาจริง” ซึ่งเป็น“ราคาโหด” ที่ไม่มีใครกล้า ซื้อ-ขาย ในท้องตลาดกันแน่

หมดกันซะทีนโยบาย“แขวนหัวแพะ ขายเนื้อหมา” ที่น่าเบื่อหน่าย..ที่ผ่านมารัฐบาลนี้ มีอะไรประหลาดๆ ทั้งนโยบายและการโยกย้ายข้าราชการ ที่พิลึกๆ

เมื่อหมดแล้วซึ่งความเกรงใจ..ที่เหลือคือ “ชักแถวรบ” เรียงหน้ากระดานเข้าหากันซึ่งจะเป็นผลดีต่อประชาชนโดยตรงที่ไม่ต้องมาห่วง พวงเรื่องการ “คอร์รัปชั่น” ของฝ่ายบริหาร

เมื่อกูไม่เอา..มึงก็ต้องไม่ได้ไปด้วย!!

และเมื่อนักการเมืองถอด “หน้ากาก” ออก..เราจึงได้เห็น “ธาตุแท้” ภายในของแต่ละคนแต่ละพรรคว่าแท้จริงนั้นก็คือไม่ต้องการให้ใครได้ดีไปกว่าตน เอง

ที่สำคัญคือไม่ยอมให้มีการ “สะสมแต้ม” หรือนำ “เสบียง” ไปสู่สนามเลือกตั้ง

ทุกคนรู้เท่ากัน..เมื่อหมดลมฝนเพียงแค่เริ่มลมหนาว กลิ่นการ “เลือกตั้ง” โชยหึ่งแน่.. ที่โชยเพราะพรรคหลักอย่าง “ประชาธิปัตย์” ต้องติดหล่มเกยตื้น

เรื่องเงิน 29 ล้านบาทที่มีผลสำเร็จไปแล้ว..เมื่อไปไม่รอดทางเดียวเท่านั้น คือ“อภิสิทธิ์” จะไม่รอให้ถึงวันสั่งประหารด้วยการชิง“การยุบสภา” ตัดหน้าก่อน

“บ่อของท่านลึก เชือกของข้าก็ยาว” เมื่อรู้เท่าเทียมทันกันอย่างนี้..ประชาธิปัตย์ ก็ต้องชู “ความซื่อสัตย์” เป็น “จุดขาย” ประหนึ่งรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

ในขณะที่ “ภูมิใจไทย” เน้นเรื่องความ “ปรองดอง”..ออกโปรยขายอย่างจริงจังเรื่อง “นิรโทษกรรม” ให้กับ เสื้อเหลือง-เสื้อแดง ประมาณว่าตนไม่ได้ประโยชน์ด้วย

นี่คือภาพสวยขาวสะอาดสะอ้านสวยสดใสหมดจรดด้วยกันทั้งนั้น!!

มันสำคัญอยู่ที่ว่า พอ.ศอ.นี้ คนไทยไม่ได้ถูกจูงจมูกให้โง่เหมือนแต่เก่าแล้ว..ต่างก็บอบช้ำและเข็ดหลาบจาก การบริหารของรัฐบาลชุดนี้..มันเจ็บซะจนหายโง่แล้วครับ!!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

สิบปี ‘แก้แค้น’ ก็ไม่สาย!!

สิบปี ‘แก้แค้น’ ก็ไม่สาย!!
เมื่อรับใบสั่ง ออเดอร์ พิมพ์เขียว จาก “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ..ให้ยกมือชูรักแร้โหวตไม่เอา “รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย” ที่ถูกซักฟอก.. “ไพโรจน์ สุวรรณฉวี” แกนนำโคราชย่าโม พรรคเพื่อแผ่นดิน ก็ทำให้ อย่างเต็มใจ??

แต่พอ “เนวิน ชิดชอบ”, “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล”, “บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” ๓ ทหารเสือ เรียกร้องให้ขับ “พรรคเพื่อแผ่นดิน” … “อภิสิทธิ์” ก็ขานรับ ทั้งชิงรับลูกเสร็จสรรพ

มองเหลี่ยมไหน “อภิสิทธิ์” ทำไม่ถูกต้อง ทั้งนั้นแหละครับ

ฉะนั้น, อย่าแปลกใจ ที่ “คุณพี่ไพโรจน์” เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ในการคลุมถุงชน เชิด “ชาละวันพิจิตร” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ขงเบ้งใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา เป็น “นายกรัฐมนตรี”!

โถ, เป็นใครก็ต้องแค้น…เพราะสู้ขับไล่พรรคภูมิใจไทยแทน?.. “อภิสิทธิ์” กลับแจ้น ไล่ออกจากรัฐบาล เสียนี่????

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ไม่ได้‘ผูกเสี่ยว’เป็นพันธมิตรรักกัน จนวันตาย!!

“ประชาธิปัตย์” ของ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”กับ “ภูมิใจไทย” ของ “เล่าฮูชวรัตน์ ชาญวีรกูล” นับวัน จะเหยียบตาปลา มีแต่ความกินแหนงแคลงใจ??

การออกมาลูบคม ขย่ม “ประชาธิปัตย์” ..ด้วยการที่ “ลุงจิ้น” คิดลอยแพ “อภิสิทธิ์” โดยจับมือกับ “มังกรพันปี” บรรหาร ศิลปอาชาและ “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” ตั้งรัฐบาลขึ้นมา..

โดย “เนวิน ชิดชอบ” และ “ลุงจิ้น” เบื่อเป็นนั่งร้าน ให้ “ประชาธิปัตย์” เหยียบบ่า

เพราะไม่ว่า, “พรรคภูมิใจไทย” เสนอไอเดียปิ๊ง เลิศหรูอลังการงานสร้าง แค่ไหน “อภิสิทธิ์” มักขวางลำ หักดิบ จน “เนวิน-ลุงจิ้น” เสียศูนย์!!

เมื่อ “อภิสิทธิ์” คิดว่าแน่..ภูมิใจไทยเขาก็ไม่แคร์..โดยจะไม่ขอแชร์ เป็นรัฐบาลต่อไปสิคุณ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

คิดเป็นใหญ่ ต้อง‘ใจกว้าง’!!

จะขึ้นลิฟท์แก้ว ตีตั๋วเป็น “นายกรัฐมนตรี” …ใจแคบเป็นรูเข็ม “คุณพี่มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ” คงไม่ถูกกระมัง??

อาทิตย์ก่อน ท่านเปิดคฤหาสน์หลังโตระโหฐาน เลี้ยง ส.ส.เพื่อไทย อย่างอิ่มหมีพีมัน

เหมือนจะ “ตกเขียว” จองคิวเพื่อเป็น “นายกฯ” ในวันหน้า ..อันนี้ไม่ว่ากัน

แต่ดูท่านจะใจจืด.. หนืดสุดๆ เพราะเลี้ยงดูปูเสื่อ ส.ส.อย่างเปรมปรีดิ์..แต่ไม่มีน้ำใจเจือจาน ไปถึง พลขับโชเฟอร์คนรถของส.ส.เลย?.. น้ำไม่มีให้ดื่ม! อาหารไม่มีให้ยากระเพาะ!

รวยจนเงินจะทับบ้าน..อย่าขี้เหนียวเลยนะท่าน?…ช่วยแบ่งปันกัน มันถึงจะเหมาะ??

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ผักชีโรยหน้า!!

วันใดที่ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้ฤกษ์ยามงามดี มาประชุมสภาผู้แทนราษฎร.. “ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์” ก็มากันคึกคัก! ให้ครื้นเครง! คลาคล่ำ! จนพรึ่บเชียว ล่ะคุณน้า??

หากว่า, “อภิสิทธิ์” ติดราชการ โดดร่มมาไม่ได้ ส.ส.ประชาธิปัตย์ชักแถว หายเข้ากลีบเมฆ

ทำให้องค์ประชุม เหลือคนหรอมแหรม ร่อยหรอ มองไปแล้ว น้อยนิด เพียงโหวกเหวก

“คุณพี่วิทยา แก้วภราดัย” ประธานวิป แห่งพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเหมือนเสาหลักปักเลนที่ไร้น้ำยา?.. ส.ส.พรรคแม่ธรณี ไม่เห็นความสำคัญ แม้แต่ ใบหน้าเสื้อผ้าและเส้นผม!!!

“นายกฯ อภิสิทธิ์” รู้ไว้…..ท่านกระโดดร่มวันใด?….ส.ส.ก็พาลหายหน้า กันให้จม???

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

อย่ามองข้ามช็อต!!

ต้องยอมรับ “ปู่ชัย” ชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็น หงส์เหนือมังกรที่สุดยอด
เป็นหนึ่ง นักการเมืองแถวหน้า ที่มีคุณภาพคับแก้ว

ถ้าจะโหนเถาวัลย์ ขึ้นเป็น “นายกรัฐมนตรี” ก็เรี่ยมเร้เรไร ไม่น่าจะกินแห้ว

ยิ่งตอนนี้มีเสียงรอดไรฟัน ว่า “คุณหนูเนวิน ชิดชอบ” บุตรยอดกตัญญู มีความประสงค์ส่ง “ลุงชัย” ขึ้นเป็นกระบี่มือหนึ่งเดี่ยว เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนกัน!!!

เพราะบุรุษ “ช.ช้าง บุรีรัมย์”…ที่ “เนวิน” คิดให้เป็นผู้นำ…มีแต่ “คุณพ่อชัย” ผู้เลิศล้ำเท่านั้น????

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ก.ตร.สะเทือน! พิษเก้าอี้‘สมคิด’



ทั้งๆ ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เป็นผู้สร้างเรื่องเอาไว้แท้ๆ ในกรณีที่พิจารณาแต่งตั้งให้ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ทั้งๆ ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับความจริงที่ยาวนานมากว่า 20 ปีว่า พล.ต.ท.สมคิด นั้น ถูกทางประเทศซาอุดีอาระเบีย สงสัยมาโดยตลอดว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับคดีการหายตัวไปของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์ซาอุฯ

ดังนั้น เมื่อ ก.ตร. มีมติแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด จากผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปัญหาจึงเกิดขึ้นทันที เพราะทางประเทศซาอุดีอาระเบีย มีปฏิกิริยาผ่านทางสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศไทยในทันที

แถลงการณ์อย่างชัดเจน ถึง 2 ฉบับว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ผิดหวังอย่างมาก เพราะรอคอยความชัดเจนของคดีที่เกี่ยวพันกับ พล.ต.ท.สมคิด มานานถึง 20 ปีแล้ว ก็ไม่ได้รับความกระจ่างชัดเสียที

ไม่นับรวมถึงท่าทีของ นายนาบิล ฮุสเซน อัซรี อุปทูตซาอุดีอาระเบีย ที่คนในแวดวงการทูตระหว่างประเทศ ล้วนยืนยันตรงกันว่า หากไม่ได้รับไฟเขียวระดับประเทศ การที่อุปทูตจะแสดงท่าทีเกินกว่า โปรโตคอลทางการทูตปกติทั่วไปนั้น เป็นไปไม่ได้แน่

ดังนั้น การที่นายนาบิล กล้าแสดงท่าทีอย่างชัดเจนเช่นนี้ ต้องแปลว่าได้รับอนุญาตให้แสดงท่าทีดังกล่าวได้นั่นเอง

ผลก็คือ เกิดผลกระทบตามมามากมาย ในขณะที่รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นนายอภิสิทธิ์ หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะประธาน ก.ตร. ก็ยืนกรานตลอดว่า ไม่ทบทวนไม่แก้ไข เพราะเป็นสิทธิที่จะทำได้

เมื่อเรื่องบานปลายถึงที่สุด ผลกระทบที่มีระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดีอารเบีย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขอวีซ่าของพี่น้องไทยมุสลิมที่ต้องการเกินทางไปร่วมพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะ เกิดขึ้นจนรู้กันทั่ว แม้แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์เองก็ยังรู้

แต่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ก็ยังคงไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน และยืนกรานว่า จะไม่ทบทวนอยู่เช่นเดิม

จนสุดท้าย กลายเป็นว่า พล.ต.ท.สมคิด ต้องกลายเป็นผู้ที่ออกมาแถลงข่าว สละสิทธิ์ที่จะไม่รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามที่ได้รับการแต่งตั้ง

ให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการให้มีการหยิบยกเอาเรื่องแต่งตั้งขึ้นมาเป็นประเด็น จนส่งผลกระทบต่อพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่ต้องการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งจะเป็นการขยายผลสู่ความขัดแย้งทางศาสนา และกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและซาอุดีอาระเบีย

โดยการสละสิทธิ์รับตำแหน่งในครั้งนี้ เพื่อเป็นการขจัดเงื่อนไขที่จะเป็นอุปสรรคต่อการออกวีซ่าให้ให้แก่ชาวไทยมุสลิม

แน่นอนว่า เสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นก็คือ พล.ต.ท.สมคิด เป็นผู้ที่เสียสละ เป็นผู้ที่ช่วยถอดสลักให้กับรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งดื้อดึงไม่ยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น

แต่ปรากฏว่า กระบวนการสละสิทธิ์ในการรับตำแหน่ง กำลังกลายเป็นสิ่งที่ทำให้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับ กฎหมาย เกี่ยวข้องกับระบบราชการพากันหวั่นวิตกเป็นอย่างมาก

เพราะปัญหาไม่ได้จบแค่เพียงว่า พล.ต.ท.สมคิด สละสิทธิ์ไม่รับตำแหน่ง แล้วทาง ก.ตร. ก็มีการประชุมพิจารณาเพื่อแต่งตั้งใหม่ระดับ รอง ผบช. ขึ้นไป แล้วจบลงที่ว่า

ก.ตร.ได้มีมติแต่งตั้งใหม่เลื่อนให้ พล.ต.ท เจตน์ มงคลหัตถี ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี อาวุโสลำดับถัดมาขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแทน แล้วขยับ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 มาเป็นตำแหน่งจเรตำรวจ (สบ 8) รวมทั้งย้ายให้ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ที่ตามมติ ก.ตร. เดิม จะต้องดำรงตำแหน่งจเรตำรวจ (สบ 8) มาเป็นผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี

รวมทั้งมีการชลอคำสั่งแต่งตั้ง พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสีพราหมณกุล รอง ผบช.ก. ขึ้นเป็น ผบช.ภ.1 เนื่องจากมีการร้องเรียนเรื่องการนับวันทวีคูณสำหรับผู้ที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก.ตร. จึงได้มีความเห็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้ง

จึงไม่ได้มีการแต่งตั้งในตำแหน่ง ผบช.ภ.1 ซึ่งจะมีคำสั่งให้ รอง ผบ.ตร.-ผบช. เข้าปฏิบัติราชการในตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในหน่วย ส่วน ผบช.ภ.1 จะมีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง

ดูเหมือนง่ายราวกับเล่นขายของ ทั้งๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายระบุว่า การกระทำที่เกิดขึ้นทั้งของ พล.ต.ท.สมคิด และ ก.ตร. นั้นมีกฎหมายรองรับให้ทำได้จริงหรือ???

การที่ พล.ต.ท.สมคิด มีหนังสือสมัครใจไม่ขอรับตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร. จึงต้องมีการนำรายชื่อเข้าประชุม ก.ตร.ใหม่อีกครั้งนั้น เป็นกระบวนการที่ถูกต้องจริงๆ หรือ???

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายระบุว่า การขายผ้าเอาหน้ารอด ด้วยการให้ พล.ต.ท.สมคิด เป็นผู้เสียสละนั้น กำลังจะเป็นปมทางด้านกฎหมายที่ร้ายแรงอย่างยิ่งสำหรับระบบราชการ

เพราะมติ ก.ตร. นั้นมีสถานะเป็นเหมือนกฎหมาย จะเห็นได้จากตอนที่มีการพิจารณาตำแหน่ง ผบ.ตร. ของ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ปรากฏว่า เมื่อ ก.ตร. มีมติไม่เห็นด้วย แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ยังไม่สามารถที่จะดำเนินการขัดแย้งกับ มติของ ก.ตร. ได้

นายอภิสิทธิ์ จึงทำได้เพียงแค่แต่งตั้งให้ พล.ต.อ.ปทีป เป็นรักษาราชการแทน ผบ.ตร. ลากยาวเป็นเวลาถึง 1 ปี จนกระทั่งเกษียณอายุราชการไป

แต่ในครั้งนี้ กลายเป็นว่า พล.ต.ท.สมคิด กลับสามารถทำให้ ก.ตร. ต้องมีมติใหม่ได้ด้วยการสละสิทธิ์

จึงเกิดคำถามว่า หากบรรดาผู้กำกับทั่วประเทศ เกิดมีผู้ประกาศแถลงข่าวขอสละสิทธิ์ ไม่รับตำแหน่งที่ ก.ตร. พิจารณาแต่งตั้งบ้าง จะเกิดอะไรขึ้น

ก.ตร. จะพิจารณาหาตำแหน่งให้ใหม่เหมือนกรณี พล.ต.ท.สมคิด หรือไม่?

จะปั่นป่วนวุ่นวายหรือไม่ โดยเฉพาะหากนายตำรวจที่ได้รับแต่งตั้งให้ไปดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดไม่ต้องการซ้ำรอย “จ่าเพียรขาเหล็ก” พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ประกาศสละสิทธิ์บ้าง แล้ว ก.ตร. จะว่าอย่างไร

รวมทั้งหากในครั้งนี้ พ.ต.อ.สมเพียร ไม่เลือกที่จะใช้วิธีขึ้นมาร้องทุกข์ที่กรุงเทพฯ แต่เลือกที่จะใช้วิธีสละสิทธิ์แทน เช่นนั้นแล้ว ก.ตร. จะพิจารณาแต่งตั้งใหม่หรือไม่… หากพิจารณาแต่งตั้งใหม่บางที พ.ต.อ.สมเพียร ก็อาจจะได้เกษียณอายุและไปจิบน้ำชายามบ่าย ได้อยู่กับครอบครัวตามความฝันก็ได้

แต่อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่า โดยหลักการที่ มติ ก.ตร. มีสถานะเป็นกฎหมาย ที่แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอำเภอใจนั้น ในทางกฎหมายหากจะมีการแก้ไขมติ ก.ตร. ให้มีการพิจารณาใหม่ใดๆ ก็ตาม

จะต้องมีเรื่องของการร้องเรียนว่าไม่ถูกต้อง ว่ามีปัญหาในการพิจารณา ของผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือเสียหายจากการพิจารณาของ ก.ตร.เสียก่อน นั่นแหละทาง ก.ต. จึงจะสามารถ นำเข้าที่ประชุมเพื่อพิจารณาข้อร้องเรียน ว่าจะเห็นด้วยกับเหตุผลและหลักฐานของข้อร้องเรียน จนยอมเปลี่ยนมติ ก.ตร.

หรือว่าจะยืนกรานตามมติ ก.ตร. เดิมก็ได้

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ จะต้องมีผู้ร้องเรียนขึ้นมาก่อน ซึ่งในครั้งนี้ไม่มีผู้ร้องเรียนใดๆ ขึ้นมา เป็นเพียงแค่ พล.ต.ท.สมคิด แถลงข่าวสละสิทธิ์ แล้วนายสุเทพ ก็เรียกประชุม ก.ตร. พิจารณาแต่งตั้งใหม่เลยทันที

ประเด็นนี้แหละที่จะทำให้เกิดเป็นกรณีตัวอย่างที่น่ากลัวให้เกิดขึ้นกับระบบราชการของไทย

เพราะหากมีการเทียบเคียงกรณีนี้ แล้วลุกลามไปยังคณะกรรมการการข้าราชการพลเรือน หรือ กพ. โดยเมื่อ กพ. มีมติแต่งตั้งแล้ว ปรากฏว่า สละสิทธิ์ไม่ยอมรับตำแหน่งกันขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้น

ที่สำคัญในแง่ของกระบวนการตามกฎหมาย การที่จู่ๆ ก.ตร. มีการทบทวน กลับมติ โดยที่ไม่มีต้นเรื่อง ในทางกฎหมายจะกลายเป็นว่า มติ ก.ตร. ครั้งแรกที่ถูกทบทวนและกลับมตินั้น แสดงว่าได้กระทำหรือได้พิจารณาไปโดยไม่เหมาะสมหรือไม่ หรือไม่เป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่

และแม้กระทั่งอาจจะมองได้ถึงว่ามีการโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบระมัดระวังอย่างเพียงพอหรือไม่?

ซึ่งหากเกิดมีการตรวจสอบในภายหลังขึ้นมาเกี่ยวกับทางกลับมติ ก.ตร. ในครั้งนี้ ก็อาจจะเข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิหน้าที่ของเจ้าพนักงานรัฐ ตาม ม.157 ประมวลกฎหมายอาญาได้เช่นกัน

ซึ่งมาตรา 157 ระบุว่า… “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สอบพันบาทหรือสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”

ทั้งนี้มาตรา 157 ถือเป็นความผิดต่อแผ่นดิน เป็นคดีอาญา ไม่มีการไกล่เกลี่ย

และนอกจากความเสี่ยงต่อ มาตรา 157 แล้ว การกลับมติ ก.ตร.โดยไม่มีต้นเรื่องร้องเรียน ยังมีสิทธิที่จะเข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ด้วยเช่นกัน

เพราะคณะกรรมการ ก.ตร. นั้นมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอยู่ในข่ายของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วยเช่นกัน

ยิ่งการที่พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเปิดเผยผลการประชุมก.ตร. โดยยืนยันว่า ก.ตร. ได้พิจารณาตามความเหมาะสมแล้ว โดยไม่ได้นำประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบีย มาร่วมพิจารณา

ก็ยิ่งกลายเป็นว่าการทบทวน มติ ก.ตร. ครั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขสถานการณ์ระหว่างประเทศด้วย แต่เป็นการทบทวน แก้ไขมติเพราะมีการสละสิทธิ์นั่นเอง

จึงเท่ากับว่า หากมีผู้ยื่นร้องเรียนให้มีการพิจารณาตรวจสอบการกลับ มติ ก.ตร. ในครั้งนี้ ก็แปลว่า ก.ตร. มีสิทธิ์ที่จะโดนได้ทั้ง ม.157 และทั้ง พ.ร.บ.ความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2502 ด้วยเลยทีเดียว

งานนี้นอกจากจะเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กันอื้อึงในหมู่ข้าราชการตำรวจแล้ว ยังทำให้ ก.ตร. บางคนไม่สบายใจ บางคนใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ

เพราะทำไปทำมา เรื่องนี้อาจจะเป็น Deadlock ของ ก.ตร. ชุดนี้ก็เป็นได้!!!!

แต่สำหรับรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เรื่องนี้ คงแค่ “จิ๊บๆ” เท่านั้น

เพราะสารพัดเรื่องราวใหญ่โตกว่านี้… ยังเฉยๆ เลย!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

คนเสื้อแดง

เป็นเรื่องพูดยากทายลำบาก…สำหรับคำถามที่ว่า…คนเสื้อแดงต้องการอะไร…

แต่ที่แน่ๆ นั้น…ปรากฏการณ์ของ “คนเสื้อแดง” จะเป็นเรื่องราวของประเทศไทย…ที่ปรากฏออกไปต่อสายตาชาวโลก

ต่างก็เดาต่างก็ทายกันไปต่างๆ นานา…เกี่ยวกับคนเสื้อแดง…ในประเทศไทย…แต่ไม่มีคำตอบคำเดียวอย่างแน่นอน…

เพราะคนเสื้อแดง…มาจากหลากหลายมวลชนมาจากหลากหลายความรู้สึกนึกคิด

บ้าง…ก็เพราะไม่ชอบการยึดอำนาจของกองทัพเมื่อ 19 กันยายน 2549 เมื่อฝ่ายปฏิวัติ…สร้างรัฐธรรมนูญจากปากกระบอกปืนขึ้นมา…และนำมาสู่การทำประชาพิจารณ์…

เสื้อแดงที่มีคำว่า…วี โหวต โน…จึงปรากฏขึ้น…

นั่นน่าจะเป็น…เสื้อแดง…ตัวแรกที่ปรากฏขึ้นมา…

เสื้อแดง…มาเติบใหญ่กลายเป็นมวลมหาประชาชนขึ้นมา…ก็เมื่อประกบคู่กับพันธมิตรฯเสื้อเหลือง…ในการเมืองข้างถนนของประเทศไทย…เสื้อเหลืองเติบโตอย่างไร…เสื้อแดงก็เติบใหญ่ไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในปริมาณที่ท่วมท้นกว่ากัน

และต่างกันที่มุมยืนในประเทศไทย…กลายเป็นความต่างในความเหมือน…จนมีคำปรากฏบนผิวเสื้อ…กูทำอะไรก็ผิด…

รัฐบาลประชาธิปัตย์อาจจะขาดอิสระในเรื่องการเผชิญหน้ากับคนเสื้อแดง…และถูกกำกับในเรื่องของคนเสื้อเหลือง…

ยิ่งกลายเป็นการเติมเชื้อเพิ่มไฟให้กับ… “คนเสื้อแดง”

ถึงแม้ว่า…แกนนำส่วนใหญ่จะติดคุก…บางส่วนล้มหายตายจาก…แต่ “เสื้อแดง” กับ “คนเสื้อแดง” ยังไม่หายไปไหน…รัฐบาลกำลังจนด้วยเกล้า…ในขณะที่ทหารใหญ่ในกองทัพ…กำลังมีความเห็นต่างกัน

เสื้อแดงที่ไร้แกนนำ…เป็นปรากฏการณ์ที่…น่าตื่นตะลึง…เป็นเหมือนการเกิดของพายุทอร์นาโด…ที่เติบโตกันขึ้นมาจากความต่างศักดิ์ของอากาศ…แต่เสื้อแดงคือ ความต่างของความเป็นคน…คนไทยกับคนไทย

มองเสื้อแดงว่า ทักษิณ จ้างมา…ข้างหน้าจะมืดมน

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ภาพไฟใหม้ บ้านคุณจักรภพ เพ็ญแข

ขอแสดงความเสียใจกับคุณจักรภพ เพ็ญแข และครอบครัว

This slideshow requires JavaScript.

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

FW: สตีฟ จ๊อบ คุยกับ บิลล์ เกตส์ 3G เรื่องตลกของเมืองไทย


Leave a comment

Filed under Thaiuknews

ผู้บริสุทธิ์


เหล็กใน

กระบวนการนิรโทษกรรมขับเคลื่อนโดยเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย

กับกระบวนการปรองดอง ผลักดันโดยเสธ.หนั่น กุนซือใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา

ซึ่งกำลังคึกคัก โครมคราม ต่างก็เน้นจุดขายประเด็นเดียวกัน

ช่วยเหลือ ‘ผู้บริสุทธิ์’ ให้พ้นมลทิน ความผิด

ผู้บริสุทธิ์?

นักการเมืองใหญ่ระดับชี้เป็น ชี้ตายรัฐบาล ออกมาเคลื่อนไหวเต็มตัวขนาดนี้

ย่อมยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่า มีผู้บริสุทธิ์ถูกจับกุม คุมขัง จากการชุมนุมทางการเมืองช่วงที่ผ่านมา

ในเมื่อเป็น ‘ผู้บริสุทธิ์’ ถูกละเมิด ได้อย่างไร?

และในเมื่อเป็น ‘ผู้บริสุทธิ์’ ก็ต้องไม่มีมลทิน ความผิด มาตั้งแต่ต้น

แล้วจะนิรโทษกรรมให้ใคร ทำไม อย่างไร ไม่ทราบ?

เพราะนิรโทษกรรม ความหมายมันชัดเจน

คือได้กระทำความผิดสำเร็จ เสร็จสิ้นแล้ว แต่ได้รับยกเว้นโทษ ไม่ถูกลงโทษ

ถ้ายอมรับนิรโทษกรรม ก็เท่ากับยอมรับความผิด!

นำมาสู่คำถามข้อต่อไป ในเมื่อไม่ได้กระทำผิดแต่ถูกละเมิด จับกุม คุมขัง แล้วอยู่ๆบอกปรองดองกันดีกว่า

มันเอาเปรียบ เหยียบย่ำ ซ้ำเติมกันเกินไป!!

ทั้งๆที่สิ่งที่ ‘ผู้บริสุทธิ์’ ควรจะได้รับโดยเร็วที่สุด

ก็คือ การช่วยเหลือ เยียวยา ชดเชย

ควบคู่กับดูแลขบวนการต่อสู้กับความอยุติธรรม ความไม่เป็นธรรมที่ได้รับ

ภายใต้ข้อเท็จจริง ไม่มีมลทิน ความผิด มาตั้งแต่ต้น

บุคคลใด หน่วยงานไหน กระทำกับ ‘ผู้บริสุทธิ์’ ต้องเอาผิด และลงโทษ อย่างตรงไปตรงมา

ยิ่งถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานรัฐ กระทำผิดเสียเอง ยิ่งต้องเอาผิด และลงโทษสถานหนัก

บุคคลพิเศษระดับ เนวิน เสธ.หนั่น

หรือพรรคการเมืองระดับ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา

หากจริงจัง จริงใจ อยากช่วยเหลือจริงๆ

ด้วยปัญญา ความสามารถ ศักยภาพ ช่วยได้อยู่แล้ว

เพียงแต่ไม่ใช่ นิรโทษกรรม ให้ ‘ผู้บริสุทธิ์’

หรือเรียกร้อง ‘ผู้บริสุทธิ์’ ปรองดอง กับผู้กระทำละเมิดพวกเขา

สิ่งควรทำก็คือ ช่วย ‘ผู้บริสุทธิ์’ ต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม อยุติธรรม

ต่อสู้กับบุคคล หน่วยงาน ที่จับกุม คุมขัง ‘ผู้บริสุทธิ์’

นำตัวมาลงโทษ!?

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน