Monthly Archives: January 2011

กรณีตัวอย่างที่สถาบันกษัตริย์ สามารถปฏิเสธรัฐประหาร และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐประหารพ่ายแพ้ได้ : “กบฏยังเติร์ก” 2524 [มี pdf]

ประเด็น สถาบันกษัตริย์ กับการรัฐประหารในประวัติศาสตร์ไทย เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน พวกรอยัลลิสต์ มักจะเสนออย่างง่ายๆว่า เมื่อเกิดการรัฐประหาร พระมหากษัตริย์ทรงไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากต้องทรงรับรองการรัฐประหารนั้นในทางใดทางหนึ่ง (การแต่งตั้งหัวหน้าคณะรัฐประหาร, การประกาศรัฐธรรมนูญจากการรัฐประหาร) เรียกตามภาษาฝรั่งว่า การรัฐประหารเป็น fait accompli (สิ่งที่สำเร็จไปแล้วแก้ไขไม่ได้)

 

แต่ ความจริงของประเด็นนี้ ห่างไกลจากคำอธิบายง่ายๆเช่นนี้มาก ยกตัวอย่างเช่น ปรีดี พนมยงค์ เป็นคนหนึ่งที่เสนอว่า พระมหากษัตริย์ทรงมีพันธะที่จะต้องคัดค้าน ไม่รับรองการรัฐประหาร (ดูบทความของผมเรื่อง “สาร” (message) จากปรีดี พนมยงค์ ถึง ในหลวงภูมิพล เมื่อปี 2516: “พระราชปิตุลาทรงให้สัตยาธิษฐานไว้แล้วว่า พระราชปิตุลาและพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีองค์ต่อๆไปทุกพระองค์ จะต้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และไม่ลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากการยึดอำนาจที่ขัดกับรัฐ ธรรมนูญ” http://www.prachatai.com/journal/2010/12/32177 )

 

ยิ่ง กว่านั้น หากศึกษารายละเอียดของการรัฐประหารสำคัญๆ เช่น รัฐประหารของสฤษดิ์ ในปี 2500 หรือรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 ก็จะเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับการรัฐประหาารในประเทศไทย ไม่ได้เป็นไปอย่างที่พวกรอยัลลิสต์กล่าวอ้าง

 

เมื่อ 30 ปีก่อน (จะครบรอบภายใน 1 เดือนนี้) ได้เกิดการทำรัฐประหาร โดยกลุ่มที่เรียกว่า “ยังเติร์ก” (แต่ให้ พล.อ.สันต์ จิตรปฏิมา เป็นหัวหน้า – พล.อ.สันต์ เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก และกล่าวได้ว่ามี “ประโยชน์ได้-เสีย” จากการรัฐประหาร เพราะการต่ออายุเปรมในปีก่อนหน้านั้น ทำให้เขาหมดโอกาสเป็นผู้บัญชาการทหารบก) การรัฐประหารครั้งนั้นถูก พล.อ.เปรม ปราบปรามให้พ่ายแพ้ไป โดยมี พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ที่เป็นแม่ทัพภาค 2 ขณะนั้น เป็นหัวหน้าในการดำเนินการปราบปราม

 

ไฟล์ pdf ข้างล่างนี้ ผมทำขึ้นจาก การถอดเทปคำบรรยาย ของ พล.อ.อาทิตย์ ซึ่งตีพิมพ์ใน สยามใหม่ ของชัชรินทร์ ไชยวัตน์ ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2524 การบรรยายแบบ “ปิดลับ” ของอาทิตย์ ครั้งนั้น มีขึ้นเพียง 1 สัปดาห์หลังจากเขานำการปราบ “กบฏยังเติร์ก” ได้สำเร็จ เป็นคำบรรยายที่น่าสนใจ และหาได้ยากมาก (ไม่มี นสพ.ฉบับใดในขณะนั้นตีพิมพ์หรือกล่าวถึง)

 

ประเด็นที่ผมอยาก ให้สนใจเป็นพิเศษ คือในส่วนที่ อาทิตย์ เล่าเกียวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งสนับสนุนข้อเสนอ (ของปรีดีเป็นต้น) ที่ว่า สถาบันกษัตริย์ มีบทบาทในเชิง ปฏิเสธ หรือ ทำให้การรัฐประหารล้มเหลวได้ (ในแง่มุมที่กว้างออกไป เรื่องนี้ยังเป็นการปฏิเสธ “มายา” [myth] ของพวกรอยัลลิสต์ที่ว่า “สถาบันกษัตริย์เป็นกลาง-อยู่เหนือการเมือง”) โดยอาทิตย์ ได้เล่าว่า

 

– พระราชินี ทรงมีบทบาทสำคัญในการช่วย เปรม ให้หลุดพ้นจากการกักตัวของพวกยังเติร์ก โดยทรงโทรศัพท์ไปบอกพวกยังเติร์กว่า “ถ้าภายในครึ่งชั่วโมงนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ยังออกจากบ้านมาเข้าเฝ้าไม่ได้ ฉันจะออกไปรับด้วยตัวฉันเอง” (หน้า 14 ในนิตยสารดังกล่าว หรือหน้า 4 ของไฟล์ pdf และดูหน้าก่อนนั้นด้วย) การรอดพ้นการกักตัวของเปรม เป็นจังหวะก้าวทีสำคัญมากๆ ที่นำไปสู่การที่รัฐประหารครั้งนั้นล้มเหลว

 

– ในหลวงและพระราชินี ทรงรับคำเชิญของอาทิตย์ ให้เสด็จออกจากกรุงเทพพร้อมเปรม ไปโคราช ที่ตั้งกองบัญชาการปราบกบฏ

 

– เดิมในหลวงจะทรงเสด็จต่อไปยังพระตำหนักภูพาน ทีสกลนคร (ซึ่งย่อมจะทำให้พระองค์อยู่ห่างออกจากทั้งฝ่ายเปรมและฝ่ายกบฏ ในลักษณะ “เป็นกลาง” ได้)  แต่ทรงเปลี่ยนพระทัย ประทับอยู่ที่โคราชกับกองบัญชาการปราบกบฏ (“ท่านก็ว่า ท่านจะอยู่ทีนี่แหละ” หน้า 15 ในนิตยสาร หน้า 5 ของไฟล์ pdf)

 

สอง ประเด็นหลังนี้ เป็นปัจจัยสำคัญอย่างใหญ่หลวงที่ทำให้ฝ่ายกบฏสูญเสียความชอบธรรม และสนับสนุนฝ่าย พล.อ.เปรม และความสำเร็จของการปราบกบฏ

 

ดาวน์โหลด pdf คำบรรยายของ อาทิตย์ ได้ที่นี่

http://www.mediafire.com/?ruwg3eu0i3prino

 

 

Leave a comment

Filed under บทความ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

หลัง สฤษดิ์ ตาย เรื่องอื้อฉาว ออกมาเป็นพรวน

by Phoenix Griffins
จอมพลสฤษดิ์มองว่ารัฐบาลควรมีอำนาจเหนือ
ฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาผู้แทน ระบบพรรคการเมือง
ไม่เหมาะสมกับสังคมไทย
พรรคการเมืองและการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง
มิใช่สิ่งที่มีความจำเป็นต่อระบบการเมืองไทย
(ทุกวันนี้ ลูกพี่ ก็ยังคิดแบบนี้อยูเรย) 

พวกผู้แทนเป็นพวกไร้สมรรถภาพ ไม่มีวินัย
และพวกนักหนังสือพิมพ์ก็มักจะยึดผลประโยชน์ของตน
โดยใช้วิธีการและเล่ห์กลที่สกปรกและขายตัว

ไม่พิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
มีแต่จะนำไปสู่ความวุ่นวาย ไร้เสถียรภาพทางการเมือง

สรุปคือ ระบบการเลือกตั้งและระบบพรรคการเมือง
ไม่เหมาะสมกับประเทศไทย เพราะจะทำให้เกิดการแตกแยก
ความสามัคคีและนำไปสู่ความวุ่นวายไร้ระเบียบ
และทางออกของปัญหานี้ก็คือต้องให้อำนาจกับรัฐบาลมากขึ้น
ให้รัฐบาลกำหนดว่า อะไรคือเจตนารมณ์ของชาวไทยทั้งประเทศ
โดยมีเป้าหมายสำคัญที่ความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง

จอมพลสฤษดิ์เชื่อว่า การปกครองเป็นเรื่องของกษัตริย์
ของเจ้านายผู้มีบุญวาสนา ขอเพียงแต่ให้ผู้นำมีความเที่ยงธรรม
และสุจริตใจตั้งอยู่ในศีลธรรม คือ ทศพิธราชธรรม
ผู้นำคือนายกรัฐมนตรี ต้องมีอำนาจเด็ดขาดที่ตั้งอยู่บนความเป็นธรรม

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจอมพลสฤษดิ์ อสัญกรรม มีการเปิดเผยว่า
สฤษดิ์สะสมทรัพย์สมบัติไว้ถึง 2,800 ล้านบาท กับที่ดินอีก 20,000 ไร่
โดยยักยอกจากรัฐบาลและงบช่วยเหลือจากต่างประเทศ
จอมพลสฤษดิ์ได้เลี้ยงผู้หญิงไว้คอยปรนเปรอมากกว่า 100 คน
เมื่อ สฤษดิ์ ตาย

หลัง สฤษดิ์ ตาย เรื่องอื้อฉาว ออกมาเป็นพรวน
ไม่ว่าจะ เงินกว่า 2000 ล้าน (ในปี 2502)
(ขนาด ดอกดิน กัญญามาลย์ เมื่อปี 2515 หนังทำเงินสักเรื่อง
ยังต้องออกมาโฆษณาว่า “ล้านแล้วจ้า”)
ไหนจะวิมานสีชมพู 

หรืออย่างบิ๊กจ๊อด 3000 กว่าล้าน

นี่แค่ลูกน้องเท่านั้นนะ
ถ้าลูกพี่ตายเมื่อไหร่ จะมีอะไรเด็ด ๆ ให้ประชาชนชื่นชมบ้างนะ

หนึ่งเดือนหลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว
ทายาททั้งหลายต่างก็เริ่มวิวาทแก่งแย่งทรัพย์มรดกมหาศาล
ของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507
บุตรทั้ง 7 คนของจอมพลสฤษดิ์ได้ฟ้องท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์
ที่พยายามจะตัดสิทธิในส่วนแบ่งอันถูกต้องของทายาท

เนื่องจากเป็นเรื่องอื้อฉาวมาก ประชาชนจึงต่างให้ความสนใจ
เป็นอย่างยิ่งในคดีนี้และสื่อมวลชนก็ยกให้เป็นคดีที่อื้อฉาว
ที่สุดในเมืองไทยปัจจุบัน การที่ประชาชนให้ความสนใจใน
การพิจารณาคดีนี้ จึงเป็นการบังคับให้รัฐบาลจอมพลถนอม
ต้องเข้าแทรกแซงและสอบสวนเบื้องหลังความมั่งคั่งของ
จอมพลสฤษดิ์

ได้มีการเปิดพินัยกรรมของจอมพลสฤษดิ์ที่บ้านของ
จอมพลถนอม ต่อหน้าทนายความและนายทหารคนสำคัญๆ
ที่เป็นผู้ใกล้ชิดจอมพลสฤษดิ์ ตัวพินัยกรรมเองลง
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 หลังจากจอมพลสฤษดิ์ได้ขึ้น
เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงเล็กน้อย

ข้อสำคัญในพินัยกรรมกล่าวว่าทรัพย์สินทั้งหมดของ
จอมพลสฤษดิ์ให้ตกแก่ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์แต่เพียง
ผู้เดียว โดยมีข้อแม้ว่าท่านผู้หญิงต้องให้ลูกเลี้ยง
คือพันตรีเศรษฐา ธนะรัชต์และร้อยโทสมชาย ธนะรัชต์
คนละ 1 ล้านบาท พร้อมทั้งบ้านหนึ่งหลังที่เหมาะสมกับ
ฐานะของบุคคลทั้งสอง อย่างไรก็ตาม จะเป็นไปตาม
เงื่อนไขนี้ก็ต่อเมื่อทรัพย์สินทั้งหมดที่เป็นเงินสดมีมากกว่า
10 ล้านบาท

นอกจากนี้ที่นาของจอมพลสฤษดิ์จะต้องแบ่งให้แก่
บุตรชายคนโตทั้งสองคนจำนวนเท่าๆ กัน
โจทย์ร้องเรียนว่าจอมพลสฤษดิ์ได้เขียนพินัยกรรมขึ้นอีก
ฉบับหนึ่งซึ่งถูกท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ทำลายไปแล้ว
หลังจากที่เข้าบุกบ้านส่วนตัวของจอมพลสฤษดิ์ใน
ค่ายกองพลที่ 1 บุตรชายทั้งสองกล่าวหาท่านผู้หญิงวิจิตราว่า
ได้พยายามจะรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดของจอมพลสฤษดิ์
ไว้โดยอ้างว่ามีเงินจำนวนถึง 2,874,009,794 บาท รวมกัน
อสังหาริมทรัพย์อีกมากมายที่ไม่สามารถจะประมาณได้
ตรงกันข้ามท่านผู้หญิงวิจิตรากลับกล่าวว่าตนรู้เพียงว่ามีเงิน
เพียง 12 ล้านบาทเท่านั้น

ขณะที่รอคอยผลการตัดสินจากศาล บุตรของจอมพลสฤษดิ์
ก็ได้ร้องเรียนจอมพลถนอมให้ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 17
แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502
ในการสอบสวนเรื่องราวนี้ทั้งหมด หลังจากที่พิจารณาอย่าง
คร่าวๆ แล้ว รัฐบาลรู้สึกว่าหากมิได้ลงมือกระทำการอย่าง
รวดเร็วแล้ว ก็จะทำให้ฐานะของรัฐบาลไม่ดีในสายตาของ
ประชาชน ดังนั้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2507
จอมพลถนอมจึงออกประกาศว่าตนจะได้นำมาตรา 17 มาใช้
ในการยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์และตั้งคณะกรรมการสอบสวน
ขอบข่ายการฉ้อราษฎร์บังหลวงของจอมพลสฤษดิ์

จากงานของคณะกรรมการคณะนี้ ปรากฏว่าจอมพลสฤษดิ์ได้
ใช้เงินแผ่นดินเพื่อเลี้ยงดูนางบำเรอและลงทุนในธุรกิจ
เงินผลประโยชน์ที่สำคัญๆ 3 แหล่งที่รัฐบาลสนใจคือ
เงินงบประมาณ 394 ล้านบาทที่เป็นเงินสืบราชการลับของ
สำนักนายกรัฐมนตรี เงิน 240 ล้านบาทจากกองสลากกินแบ่ง
รัฐบาล และประมาณ 100 ล้านบาทซึ่งควรที่จะให้แก่กองทัพบก
ซึ่งได้เปอร์เซนต์จากการขายสลากกินแบ่ง

ในระหว่างการสอบสวน อธิบดีกรมทะเบียนการค้าเปิดเผยว่า
จอมพลสฤษดิ์และท่านผู้หญิงวิจิตรามีผลประโยชน์จากบริษัทต่างๆ
ถึง 45 แห่ง การถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งก็คือใน
บริษัทกรุงเทพกระสอบป่าน ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 20 ล้านบาท
ต่อมาสมาชิกผู้หนึ่งในคณะกรรมการบริษัทได้ให้ปากคำว่า
หุ้นส่วน้เหล่านี้ได้โอนไปให้น้องชายจอมพลสฤษดิ์สองคน
ซึ่งทั้งนี้ก็หมายความว่า จอมพลสฤษดิ์ได้ผลประโยชน์มหาศาล
จากอุตสาหกรรมข้าว ซึ่งกฎหมายบังคับให้ซื้อกระสอบป่านจาก
บริษัทนี้ นอกจากจำนวนหุ้นและบัญชีเงินฝากในธนาคารจำนวน
มากมายแล้ว จอมพลสฤษดิ์ยังมีที่ดินอีกจำนวนมหาศาล
ดังที่อธิบดีกรมที่ดินกล่าวว่า จอมพลสฤษดิ์มีที่ดินมากกว่า 20,000 ไร่
ในต่างจังหวัด และที่ดินอีกนับแปลงไม่ถ้วนทั้งในและทั่วพระนคร
ส่วนเงินสดที่เก็บไว้ในธนาคารต่างๆ นั้น จอมพลสฤษดิ์มีอยู่
ประมาณ 410 ล้านบาท ซึ่งถูกยึดไว้เพื่อพิจารณาว่าเงินส่วนใด
เป็นของรัฐบาลหรือไม่

ในที่สุดศาลก็ได้พิจารณาคดีวิวาทเกี่ยวกับทรัพย์สินของ
จอมพลสฤษดิ์ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2507
ศาลแนะนำให้ประนีประนอมกันโดยที่ให้ท่านผู้หญิงวิจิตราและ
พันโทเศรษฐาเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน และให้ตกลงกันเอง
ต่อเมื่อปรากฏผลขั้นสุดท้ายของการสอบสวนของรัฐบาลแล้ว

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

กระชากหน้ากากฆาตกร สู่สายตาโลก โดยโรเบิร์ต อัมสเตอร์อัม

 

31 ม.ค.54 โรเบิร์ต อัมสเตอร์อัม แถลงข่าวสดจากญี่ปุ่น โดยมีสื่อมวลชนญี่ปุ่นเข้าฟังอย่างคึกคัก ถ่ายทอดทั้งภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่นและไทยซึ่งคาดว่าจะมีสื่อมวลชนจากทั่วโลกนำไปแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี เกาหลี และอื่นๆ ต่อจากนี้ เนื้อหาในการแถลงข่าว สรุป
@ เมื่อคืนนี้ 31 ม.ค.54 สนง.ทนายความอัมสเตอร์ดัมได้ส่งคำฟ้องไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศแล้ว โดยมีรายละเอียดชัดเจนว่า ระหว่างการประท้วงของคนเสื้อแดงเมื่อเดือน เม.ย.และ พ.ค.ปีที่แล้ว ได้มีการใช้กระสุนจริงในการสลายการชุมนุมอย่างชัดเจนและมีการยิงฆ่าอย่างมีหลักฐานชัด โดยได้แบ่งความผิดเป็นข้อๆ ดังนี้
1.กองทัพจงใจสลายการชุมนุมเข่นฆ่าประชาชน โดยเฉพาะแกนนำ เมื่อ 10 เมษายน
2.กองทัพจงใจสลายโดยเข้าสลายจากทุกจุดพร้อมกัน จงใจปิดล้อมจงใจฆ่าหมู่ไม่มีช่องทางให้หนีออกไปได้
3.เมื่อไม่สำเร็จก็ใช้สไนเปอร์ิยิงจากระยะไกล มีการใช้สไนเปอร์อย่างเป็นทีมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีคำสั่งให้ใช้สไนเปอร์เป็นทีมตั้งแต่ 10-19 พ.ค.
4.การใช้อาวุธต่างๆ ได้มีหลักฐานวิดิโอทั้งหมด ซึ่งเป็นวิดิโอจากกองทัพ
5.กรณีชายชุดดำ รัฐบาลพยายามบอกว่าชายชุดดำคือคนเสื้อแดง แต่ไม่เคยจับชายชุดดำได้เลยแม้แต่คนเดียวทั้งที่มีภาพข่าวและหลักฐานทางโทรทัศน์มากมาย
6.มีหลักฐานและพยานมากมายว่าผุ้ชุมนุม ชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ
7.การทำลายล้างโดยทหารและ ศอฉ. เกิดขึ้นจริง และมีการทำลายหลักฐานในสถานที่เกิดเหตุทั้งหมดโดยรัฐฯ (เช่นที่วัดปทุมฯ ทีทุบพื้น เทปูรอบโบสถ์ลบรอยกระสุนทิ้งทั้งหมด)
8.มีหลักฐานในมือแล้วว่าคนเผาตึกเซ็นทรัลเวิร์ล ไม่ใช่คนเสื้อแดง เป็นชายชุดดำที่เตรียมการ ทั้งชุดและอุปกรณ์อย่างดี โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐให้การช่วยเหลือ
9.การพิจารณาคดีในประเทศไทยนั้น ยาวนานเกินไป และหยุดนิ่งมานานเกินควรแล้ว
http://www.go6tv.com/

@ ดูการถ่ายทอดสด ได้ที่ช่อง Asia Update
http://www.asiaupdate.tv/live

@ อ่านรายละเอียดการคำบรรยายฟ้องได้ที่นี่ค่ะ
http://www.scribd.com/doc/47833346/Red-Shirts-Application-to-the-International-Criminal-Court-to-Investigate-Crimes-against-Humanity-in-Thailand

In this photo: Robert Amsterdam (Photos)

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

ม็อบจิ๊บๆ

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ

รัฐบาลอภิสิทธิ์อาศัยทักษะทางการเมือง

ฝ่าด่านพรรคร่วมรัฐบาลที่ร่วมกันตีกรอบ กระชับวงล้อมวิกฤตแก้ไขรัฐธรรมนูญมาได้อีกครั้ง

นั่นเพราะประชาธิปัตย์จับจุดถูก นาทีนี้ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลใดพร้อมลงสนามเลือกตั้งตามกติกาเดิม คือแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์

แต่ที่เป็นทีเด็ดมัดใจพรรคร่วมจนอ่อนระทวยเหมือนงูเจอเชือกกล้วย

คือการให้หลักประกันว่าทุกพรรคจะกลับมาร่วมรัฐบาลกันอีกครั้งหลังเลือกตั้งครั้งหน้า ในโควตากระทรวงและเก้าอี้รัฐมนตรีตัวเดิม

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของงบประมาณกลางปีแสนล้าน และงบประมาณประจำปี 2555 อีก 2.25 ล้านล้าน ที่ยั่วน้ำลายจนพรรคร่วมไม่กล้าแข็งข้อ

ละครการเมืองเลยจบลงแบบละครน้ำเน่า

พระเอก-นางเอกที่ทำตัวเป็นพ่อแง่แม่งอนกันมาเกือบตลอดทั้งเรื่อง

ถึงฉากจบกลับมายืนจูบปากกอดกันกลม

สงสารแต่ม็อบพันธมิตรฯ แฟนเก่าพระเอกที่เคยอุ้มชูกันมา ตอนนี้กลับถูกเฉดหัวแบบไม่เหลือเยื่อใย

พยายามปลุกกระแส“คลั่งชาติ”มานานนับเดือน

ลงทุนส่งคนของตัวเองเดินดุ่ยๆ ไปเข้าคุกเขมรก็แล้ว ลาก“ท่านพ่อ”มาขึ้นเวทีก็แล้ว “จำลอง”ก็แล้ว “สนธิ”ก็แล้ว มากันครบ

แต่ก็ยังจุดไม่ติด

คิดแล้วก็ใจหายแทน ม็อบเรือนหมื่นเรือนแสนที่เคยร่วมสร้างวีรกรรมบุกยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน มาวันนี้ไม่รู้หายไปไหนหมด

ปล่อยให้”เทพเทือก”เยาะเย้ยถากถาง

ม็อบข้างทำเนียบบวกกับม็อบสะพานมัฆวานฯ วันแรกมากันครึ่งหมื่น

พอวันถัดมาก็ลดวูบ ขนาดสื่อในเครือข่ายเดียวกันยังไม่กล้าระบุลงไปตรงๆ

บางฉบับด้วยความเกรงใจระบุแบบคลุมๆ ใช้คำว่าจำนวนมาก แต่บางฉบับไม่พูดถึงเลย หรือบางฉบับอวยกันสุดๆ ยังให้แค่ 3 พัน

ไม่ได้คิดดูถูกดูแคลน

แต่พูดกันตามตรง ด้วย”ต้นทุน”ขนาดนี้

เทียบ กับ 3 เงื่อนไขที่ยื่นคำขาดให้รัฐบาลต้องปฏิบัติ คือ 1.ถอนตัวจากกรรมการมรดกโลก 2.ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ 3.ขับไล่คนกัมพูชาออกจากพื้นที่พิพาท

ออกจะค้ากำไรเกินไปมาก

ส่วนข่าว”ปฏิวัติ”ที่สะพัดออกมาว่าคือหมุดหมายแท้จริงของกลุ่มพันธมิตรฯ ในการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองโดยวิธีลัด

จากสถานการณ์ตอนนี้ เห็นทีจะแค่ฝันกลางวันเสียแล้ว

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ยามราชวงศ์ตกอับ นี่น่าสมเพช

By.Phoenix Griffins’s
เจ้าชาย Ali Reza Pahlvi มกุฏราชกุมารอิหร่าน ฆ่าตัวตาย,
เจ้าชาย Paras Shah มกุฏราชกุมารเนปาล โดนดูถูก
ยิงปืนขึ้นฟ้า โดนตำรวจจับ
หมดอำนาจวาสนา เป็นคนธรรมดา กดดัน เจ้าชายรับไม่ได้

ซ้าย เจ้าชาย อลี เรซาห์ ปาห์เลวี อดีตมกุฏราชกุมารแห่งอิหร่าน
อายุ 44 ปีแล้ว เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ
ทั้ง Princeton Columbia Harvard ผ่านโลกมามาก มีวุฒิภาวะ
ยังเกิดรับกับชีวิตตัวเองไม่ได้ ฆ่าตัวตาย ไปเสียแล้ว
พี่ชายบอกว่า เพราะสูญเสียพ่อ น้องสาว
และคิดถึงบ้านเกิดที่อิหร่าน ก็ว่ากันไป

ขวา เจ้าชายปาราส อดีตมกุฏราชกุมารแห่งเนปาล
ทะเลาะกับญาติรองนายกฯ เนปาลปัจจุบัน บันดาลโทสะ
ยิงปืนขึ้ันฟ้าระบายอารมณ์ โดนตำรวจจับ

อ่านข่าว สอง ข่าว แล้ว ก็ทำให้เห็นสัจธรรมโลก
อำนาจวาสนา ไม่คงทน มีขึ้นถึงจุดสุดยอด
ก็ตกลงมาเป็นดินได้เหมือนกัน

อ่านแล้วก็ได้แต่เป็นห่วงใครบางคน อีกไม่กี่วัน ไม่กี่เดือน ไม่กี่ปี
ก็คงตกลงมาเป็นคนธรรมดา (ถ้าไม่ตายเสียก่อน)
จะทำใจยอมรับได้แค่ใหน กับที่เคยมีอำนาจวาสนาบารมี
ขนาดที่จะย้ายนายทหารคนใหนในประเทศก็สั่งได้

หรือบางคน อยากเอาเครื่องบินพาณิชย์มาขับเล่นพาหมาเที่ยว
ไปลงสนามบินใหนในประเทศก็ได้ ประชาชนต้องรอให้ท่านเล่น
สนามบินให้เสร็จก่อน นั่งใจสั่นรอ อยู่บนเครื่อง

หรือใครอยากไปเที่ยวใหน ก็ปิดถนน ปิดห้าง ปิดแหล่งท่องเที่ยว
กันประชาชนผู้เสียภาษีสร้างถนน

หรืออยากได้ลูกเขาเมียใคร ผัวใคร ก็เอาได้หมด

วันหนึ่งหมดอำนาจวาสนาบารมี
จะรอดูว่า จะเอาตัวรอด ทนอดสูด้วยวิธีใด

In this photo: Chalermrach Poolparp

1 Comment

Filed under Thaiuknews

Mark ถูก CNN เชือดโชว์ชาวโลก

 

 

 

1. มาร์ค ถูก CNN เอาคืน เชือดโชว์ให้อายคนทั่วโลก ยังไม่รู้ตัวอีก (มีใครจำ Dan River ได้ไหม แดนเป็นผู้สื่อคนแรกที่กล้า

รายงานสดความจริงให้โลกรู้ว่าทหารไทยใช้สไนเปอร์ยิงใส่ผู้ชุมนุม แต่ผู้สัมภาษณ์ต้องเขยิบตาให้แดนว่า I จะต้อน Mark โชว์ให้ You ดู ก็แล้วกันนะ Dan)
@ มติชน 29 ม.ค.54 “โอบามาร์ค” ไทย อยู่ในอำนาจ 2 ปี เปิดคอรส์สอนแบบติวเข้ม “มูบารัค” ผู้นำอียิปต์ ที่อยู่ในอำนาจนานกว่า 30 ปี ให้รู้จักอดทนอดกลั้น “ซีเอ็นเอ็นระบุว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ได้ส่งกองกำลังเข้าปราบปรามการชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาส่งผลให้มีประชาชน91คน เสียชีวิต และอีกหลายร้อยรายได้รับบาดเจ็บ”
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1296318750&grpid=01&catid&subcatid

2.หลังจากมาร์คให้สัมภาษณ์สื่อ เอพี เกี่ยวกับกัมพูชาและพม่าแล้ว, CNN ได้สัมภาษณ์กรณีการลุกฮือประท้วงในอียิปต์ เพื่อเทียบเคียงกับประเทศไทย เหมือนจงใจจะย้ำให้มาร์คนึกย้อนเหตุการณ์ไปในเดือน เม.ย.-พ.ค.53 ที่สั่งให้ทหารยิงใส่ผู้ชุมนุม จะได้คายคำโกหกออกมาโชว์ชาวโลก @ ไทยรัฐ 30 ม.ค.54 CNN รายงานว่า มีการปะทะกันหว่าง จนท.รัฐกับผู้ชุมนุมชาวอียิปต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย ณ เวลานั้น ความจริงวันนี้ตายกว่า 100 คนแล้ว (ส่วนไทยตาย 91 ราย) อ่านคำให้สัมภาษณ์ใน Capture ข้อความในภาพที่ 2
http://www.thairath.co.th/content/oversea/145039

3.- ตูนีเซีย ปธน.วัย 73 ปี อยู่ในอำนาจ นานกว่า 23 ปี ปชช.ตายกว่า 53 คน
– อียิปต์ ปธน.วัย 83 ปี อยู่ในอำนาจ นานกว่า 30 ปี ปชช. (วันที่มาร์คให้สัมภาษณ์ CNN ตายแค่ 6 คน) ณ วันนี้ตายมากกว่า 90 คนแล้ว
– ไทย นายกฯ วัย 47 ปี อยู่ในอำนาจ นานกว่า 2 ปี ปชช.ตายกว่า 91 คน
(ภาพที่ 3 เป็นภาพเหตุการณ์ที่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเขารายงานข่าวไปทั่วโลกนะคุณอภิสิทธิ์ ว่า ที่ประเทศไทยมีผู้ชุมนุมตายด้วยฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ)

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

เปิดพินัยกรรมหลวงตามหาบัว

Pic_145187

เมื่อเวลา 03.53 น.วันที่ 30 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า”หลวงตามหาบัว”ญาณสัมปันโน(พระธรรมวิสุทธิมงคล) เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี  พระเกจิอาจารย์ชื่อดังอีสานละสังขารอย่างสงบ สิริอายุรวม 98 ปี

นาย แพทย์พิชาติ ดลเฉลิมยุทธนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เปิดเผยคำชี้แจงคณะแพทย์ วันที่ 30 มกราคม เวลา 02.49 น. ว่า หลวงตามีอาการทรุดลง อยู่ในภาวะวิกฤติ ระดับความดันโลหิตเริ่มต่ำลง ตรวจพบสมองหยุดทำงาน เวลา 03.25 น. ตรวจพบม่านตาขยาย ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า เวลา 03.40 น. ชีพจร 54 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิต 38/49 มิลลิเมตรปรอท ออกซิเจนในเลือดมีค่าเท่ากับศูนย์ เวลา 03.50 น. ชีพจร 49 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิต 38/16 มิลลิเมตรปรอท ออกซิเจนในเลือดมีค่าเท่ากับศูนย์ เวลา 03.53 นาที หัวใจหยุดเต้นและหยุดหายใจ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบทั่วกัน

ทั้ง นี้ หลวงตามหาบัวเข้ารับการรักษาอาการอาพาธ ณ โรงพยาบาลศิริราช มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา ตามคำนิมนต์ของคณะแพทย์โรงพยาบาลศิริราช รวมทั้งโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น และโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ที่ได้ให้การรักษามาก่อนหน้านี้ ก่อนจะเดินทางกลับมาพักรักษาตัวที่วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ 3 ม.ค.

ต่อ มา เวลา 10.05 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พระอุดมญาณโมลี หรือหลวงปู่จันศรี จันททีโป เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ พระอารามหลวง จ.อุดรธานี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นิมนต์เคลื่อนสรีระหลวงตามหาบัว จากกุฏิปลอดเชื้อ มายังชั้นสองศาลาการเปรียญ และทำพิธีขอขมา

จาก นั้นหลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสัสโก เจ้าอาวาสวัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี ได้เปิดอ่านพินัยกรรมของหลวงตามหาบัว เขียนไว้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2543 มีใจความสรุปดังนี้ 1.ทองคำที่ได้รับบริจาคมาให้นำไปหลอม เงินสดที่ได้รับบริจาคมาให้นำไปซื้อทองคำนำมาหลอมรวมมอบให้ธนาคารแห่งประเทศ ไทย เพื่อเป็นทุนสำรอง 2.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อจัดงานศพ และดูแลทรัพย์สิน ทั้งทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนและทรัพย์สินที่ได้รับศรัทธาจากญาติโยมในงานศพ โดยให้คณะกรรมการดำเนินงานอย่างเปิดเผยตามเจตนารมณ์ 3. ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล 9 คน ประกอบด้วย 1.อาจารย์ฟัก สันติธรรมโม ขณะนี้มรณภาพแล้ว 2.หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสัสโก 3.อาจารย์ปริญญา วัฒโธ 4.อาจารย์วันชัย วิจิตโต 5.ดร.เชาว์ ณ ศีลวันต์ องคมตรี 6.นายศิริ คูสกุล คหบดี จ.อุดรธานี 7. ม.ร.ว.ทองศิริ ทองแถม 8 พ.ต.อ.กฤษดา บูรณะพานิชย์ และ 9.พ.ต.ปัจจัย นารินรักษ์

4.ตั้งให้พระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน รองเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด เป็นผู้จัดการมรดก สำหรับพินัยกรรม ได้จัดทำขึ้น 3 ฉบับ มีใจความเหมือนกัน เก็บรักษาไว้ 3 แห่ง ที่วัดป่าบ้านตาด ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จ.อุดรธานี และ ธนาคารกสิกรไทย จ.อุดรธานี โดยพินัยกรรมดังกล่าวมี พระอาจารย์ปัญญา วัฒโธ เป็นพยาน และมีพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน เป็นพยานและผู้พิมพ์

ด้านพระครูอรรถกิจ นันทคุณ หรือ พระอาจารย์นภดล นนทะโน เจ้าอาวาสวัดป่าดอยลับงา จ.กำแพงเพชร แจ้งให้ญาติโยมที่มาร่วมงานว่า หลังจากพระสงฆ์ได้สรงน้ำกราบบูชาหลวงตาแล้ว จะอนุญาตให้พุทธศาสนิกชนขึ้นสงฆ์น้ำและกราบบูชา จนกว่าประชาชนจะบางตา จึงจะบรรจุสรีระหลวงตาลงในหีบไม้ กราบนิมนต์ไปที่ศาลาใหญ่ด้านหน้าวัด สำหรับโกศพระราชทาน ตามสมณศักดิ์จะตั้งอยู่ด้านหลัง

ขณะ ที่ วันนี้ เวลา 18.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีถวายน้ำหลวงสรงศพหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน และทรงวางพวงมาลาหลวง พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพวงมาลาส่วนพระองค์ ในการนี้พระราชทานโกศโถ และทรงรับพิธีธรรมไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ 3 วัน

สำหรับ ประวัติ”หลวงตามหาบัว”กำเนิด ในครอบครัวชาวนา ณ บ้านตาด อุดรธานี  วันเกิด 12 ส.ค.2456 มีพี่น้องทั้งหมด 16 คน สมัยเด็ก เคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา โดยได้ร่วมทำบุญตักบาตรกับผู้ใหญ่อยู่เสมอ วัยหนุ่ม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว ขยันขันแข็ง ทำงานอะไรทำจริงๆ จังๆ เป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ในการงานทั้งปวง คู่ครอง เดิมไม่เคยคิดจะบวช เพราะอยากมีครอบครัว แต่มักมีอุปสรรคให้แคล้วคลาดทุกทีไป

เหตุที่ บวช เมื่ออายุครบ 20 ปี พ่อแม่ขอร้องให้บวชตามประเพณีอยู่หลายครั้ง ท่านก็ทำเฉย ๆ ตลอดมา ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด ในครั้งสุดท้ายนี้ ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า หวังพึ่งใบบุญจากการบวชของลูกให้ได้ ถึงกับทำให้พ่อแม่น้ำตาร่วง ครั้งนี้ท่านรู้สึกสะเทือนใจและเห็นใจพ่อแม่มาก จึงตัดสินใจ และยอมบวชตามประเพณี เพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่ โดยตั้งใจไว้ในตอนต้นนี้ว่า จะบวชเพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น

วันบวช 12 พ.ค.2477 ณ วัดโยธานิมิตร อุดรธานี พระอุปัชฌาย์ ชื่อ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูม พันธุโล) วัดโพธิสมภรณ์.

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ไทรัฐ

แก๊ส-กระสุนยาง ผบ.ตร.ฮึ่ม ขู่พธม.บุกทำเนียบ

‘เทือก’ยื่นศาล ให้สั่งเลิกม็อบ ‘ธิดา’ย้ำไม่ร่วม ชายแดนเครียด เขมรเคลื่อนทัพ


พร้อม– พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ตรวจเยี่ยมแถวตร.ปราบจลาจลที่อารักขาทำเนียบ ทั้งสาธิตวิธีมัดแขนผู้ก่อจลาจล โดยผบ.ตร.ประกาศให้ตร.ใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางได้ทันที หากม็อบพันธมิตรฯบุกทำเนียบ

‘จำลอง’ กร้าวใส่รัฐบาลอย่าคิดขอคืนพื้นที่การชุมนุม ลั่นถ้าอยากจะไล่ให้ไปไล่เขมรแทน ‘ธิดา’ ย้ำไม่มีทางที่เสื้อแดงจะไปร่วมขบวนกับกลุ่มพันธมิตร เพราะคน ละแนวทางกัน ยกเว้นในอนาคตพันธมิตรจะเป็นนักปชต.แบบคนเสื้อแดง ‘เทพไท’ ชี้เหลืองกับแดงผนึกกำลังกันไม่ได้ เพราะเป็นน้ำกับน้ำมัน ด่าศิษย์เก่าปชป. ที่ไปร่วมไล่มาร์ค ให้คิดถึงบุญคุณกันบ้าง เผยเช็กข่าววงในแล้ว มั่นใจไม่มีปฏิวัติ ‘มาร์ค’ ให้สัมภาษณ์สื่อนอก ยอมรับสัมพันธ์ไทย-เขมรมีปัญหา “เสธ.อ้าย” ประธานมูลนิธิเตรียมทหารฯ ฟันธง มีปฏิวัติแน่นอน ผบ.ตร.สั่งเตรียมพร้อมบุกทำเนียบเมื่อไหร่จับเมื่อนั้น

พันธมิตรชุมนุมบางตา

เมื่อ วันที่ 29 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยา กาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนินนอก ว่า บรรยากาศในช่วงเช้า ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ก็ยังคงปักหลักอยู่ภายในเต็นท์ของตัวเองหลายร้อยคนอย่าง สงบ บางรายก็มานั่งตัดผมอยู่ในเต็นท์กองทัพธรรม ส่วนบนเวทีปราศรัยใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางสะพานก็เป็นการจัดรายการข่าวเช้า มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติภารกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีการช่วยเหลือ 7 คนไทย ที่ถูกจับกุมในประเทศกัมพูชา มีผู้ชุมนุมนั่งฟังหน้าเวทีบางตา ส่วนใหญ่จะทยอยมาร่วมชุมนุมในช่วงเย็นเพื่อฟังแกนนำพันธมิตรปราศรัย นอกจากนี้ เป็นการสลับจัดรายการธรรมะของกลุ่มสันติอโศก ส่วนการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณทำ เนียบรัฐบาล มีกำลังตำรวจปราบจลาจลหลายร้อยนาย พร้อมโล่ กระบอง เข้ามาประจำการอยู่โดยรอบทำเนียบทั้งภายในและภายนอก เพื่อป้องกันผู้ชุมนุมบุกเข้ามายึดเหมือนครั้งที่ผ่านมา

แกนนำเปิดแถลง-จวก’มาร์ค’เละ

จาก นั้นเวลา 10.00 น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชา ธิปไตย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ และนายประพันธ์ คูณมี ตั้งโต๊ะแถลงข่าวบริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ โดยนายปานเทพ แถลงเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เร่งแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกับประเทศกัมพูชากรณีเขตแดน และปลดธงชาติกัมพูชาบริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ซึ่งพันธมิตรฯ ได้เรียกร้องมาแล้ว 2 วัน แต่ยังไม่มีการดำเนินการ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ แสดงความรับผิดชอบ หากในวันที่ 1 ก.พ.นี้ ศาลกัมพูชาพิพากษาลงโทษนายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ทั้งที่เรามีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าคนไทย 7 คน ถูกจับกุมในพื้นที่ประเทศไทย

‘จำลอง’กร้าว-อย่าหวังสลายม็อบ

นาย ปานเทพกล่าวต่อว่า การที่ทางการกัมพูชาไม่ยอมนำธงชาติของกัมพูชาลงจากวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ว่ามีนัยสำคัญคือ เป็นการทำให้แผนที่มาตรา 1:200,000 ที่กัมพูชายึดถืออยู่ ครบสมบูรณ์ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะต้องรับผิดชอบและระบุมาให้ชัดเจนว่าจะใช้เวลากี่วันในการแก้ปัญหา ในเรื่องนี้ และขณะนี้เหลือเวลาอีก 4 วันในการตัดสินคดีของนายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ หากมีอะไรเกิดขึ้นรัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม การที่พันธมิตรฯ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกเอ็มโอยู 2543 เพื่อให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มกำลัง โดยใช้วิธีการทางทหารผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ พร้อมยืนยันการชุมนุมครั้งนี้ เพื่อผลักดันให้รัฐบาลปกป้องดินแดน ไม่มีสิ่งใดแอบแฝง และไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง

ด้าน พล.ต.จำลอง กล่าวเสริมว่า ส่วนกรณีที่รัฐบาลประกาศจะขอคืนพื้นที่จากกลุ่มพันธมิตรฯที่ยึดสะพานมัฆวาน รังสรรค์ เพื่อให้การจราจรผ่านไปมาได้สะดวกนั้น ขอให้รัฐบาลเลิกความคิดนี้เสีย และก็ไม่ต้องกังวลว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะบุกยึดทำเนียบ หรือไม่ ขอยืนยันตามเดิมว่าการยกเลิก MOU 43 เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพทางทหารของไทย

‘จตุพร’อย่าบล็อกแดงร่วมเหลือง

วัน เดียวกัน เวลา 11.00 น. บริเวรหน้าประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ นำโดยนายทศพล แก้วทิมา ม.ล.วัลวิภา จรูญโรจน์ นายโชคพิสิฐ วรพัฒนชัย และนางมาลีรัฏฐ์ เอี้ยวสกุล แกนนำกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณี นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เรียกร้องให้คนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงมาร่วมกันชุมนุมขับไล่รัฐบาล โดยนายทศพล แถลงยืน ยันว่า เป็นเพียงความคิดของนายไชยวัฒน์คนเดียว ไม่ได้เป็นของมติกรรมการเครือข่ายฯ แต่เครือข่ายฯ ก็เห็นด้วยกับแนวคิดของนายไชยวัฒน์ และเห็นว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ รองประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นั้น ไม่มีสิทธิที่จะมาบล็อกไม่ให้คนเสื้อแดงมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลกับคนเสื้อ เหลือง เพราะนายจตุพร ไม่ได้เป็นเจ้าของมวลชนเสื้อแดง หรือเป็นผู้นำแต่เพียงผู้เดียว ยังมีแนวร่วมคนเสื้อแดงหลายคนที่มีความคิดอยากอภิวัฒน์ประเทศ เช่นเดียวกับพวกเรา ดังนั้น คนเสื้อแดงมีสิทธิที่จะคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง

นายทศพลกล่าวต่อ ว่า ในส่วนความเคลื่อน ไหวของกลุ่มเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติหลังจากนี้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ จะมีการประชุมกรรมการบริหารเครือข่ายทั้งหมด เพื่อกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหว และการช่วยเหลือนายวีระ สมความคิด ในกรณีการขอประกันตัวให้ออกมาจากเรือนจำกัมพูชาโดยเร็ว เพราะขณะนี้เราเกิดความไม่มั่นใจว่านายวีระจะมีความปลอดภัยอีกหรือไม่ เนื่องจากมีความพยายามสกัดขัดขวางจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ให้ทีมที่ปรึกษากฎหมายของเครือข่ายฯ เข้าไปหาหลักฐานเพิ่มในจุดที่นายวีระ ถูกจับ และไม่ให้เข้าเยี่ยมนายวีระ เป็นครั้งสอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้จัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเอกสารให้ตามความเหมาะสมแล้ว

ตร.ซ้อมรับมือเหลืองบุกทำเนียบ

จาก นั้นเวลา 14.00 น. พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว รอง ผบช.น. เดินทางมาตรวจเยี่ยมกำลังพลที่มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณทำเนียบ รัฐบาล พร้อมทั้งสั่งให้มีการฝึกซ้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินหากมีกลุ่มผู้ชุมนุมบุก เข้ามายึดทำเนียบ โดยการฝึกดังกล่าวได้ใช้พื้นที่บริเวณหน้าประตู 1 มีกำลังปจ.กว่า 500 นาย พร้อมโล่ กระบอง มารับการฝึกในครั้งนี้ ขณะเดียวกับบริเวณหัวมุมทำเนียบ ด้านถนนพิษณุโลก ก็มีกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ต่างพากันตกใจที่เห็นกำลังตำรวจตั้งแถวอยู่จำนวนมาก โดยได้ช่วยกันยกหลักเขต 47 จำลองที่สร้างขึ้นมาเอง นำมาตั้งอยู่กลางสะพานด้านถนนพิษณุโลก และยืนสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่มีเหตุ การณ์รุนแรงเกิดขึ้น ใช้เวลาซ้อมประมาณ 20 นาที จึงเสร็จสิ้น ด้านกลุ่มผู้ชุมนุมก็กลับไปยังที่ตั้งของตัวเอง

‘ธิดา’ย้ำแดงกับเหลืองต่างกัน

ส่วน ทางด้านท่าทีของกลุ่มคนเสื้อแดงในกรณีถูกทาบทามให้ร่วมขับไล่รัฐบาล วันเดียว กันนี้ นางธิดา โตจิราการ แกนนำนปช. เปิดเผยว่า ยืนยันว่าตนหรือแกนนำเสื้อแดง ไม่เคยมีการพูดคุยกับแกนนำพันธมิตร หรือนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ใดๆ ทั้งสิ้น อาจเป็นไปได้แค่ว่านายไชยวัฒน์ไปเจอกับใครบางคนในเรือนจำ เรื่องที่จะไปชุมนุมหรือต่อสู้ร่วมกันต่างๆ กรณีนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อกลุ่มอื่นมีแนวทางเดียวกันกับกลุ่มคนเสื้อแดง แต่เท่าที่ดูจากจุดยืนของพันธมิตรฯแล้ว ไม่น่าจะร่วมมือกันทางการเมืองได้กับคนเสื้อแดง เรียกว่ายังอยู่กันคนละขั้ว ยกเว้นก็แต่ในอนาคต พันธมิตรจะเป็นนักประชาธิปไตยเหมือนอย่างคนเสื้อแดง ถึงจะอาจเป็นไปได้ และขอปฏิเสธอีกครั้งว่าตนหรือแกนนำนปช. ไม่เคยหารือใดๆ กับฝ่ายพันธมิตร

‘เทพไท’ไม่เชื่อแดงจะร่วมเหลือง

ด้าน นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรี ธรรมราช ในฐานะโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มคน ไทยหัวใจรักชาติออกมาเคลื่อน ไหวขับไล่รัฐบาลว่า ไม่อยากจะให้กลุ่มที่เคยเคลื่อนไหวหรือมีแนวความคิดในทางเดียวกัน มาสร้างความแตกแยกในหมู่กลุ่มผู้สนับสนุน การใช้วิธีการชุมนุมโดยการกดดัน ไม่มีประ โยชน์ใดๆ ที่จะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ การใช้วิธีการพูดคุยทำความเข้าใจน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และการปฏิบัติต่อประเทศเพื่อนบ้านก็ควรจะใช้วิธีทางการทูต ดีกว่าการใช้กองกำลังไปกดดัน ถ้าหากเกิดสงครามขึ้นก็จะเป็นความสูญเสียของทั้งสองประเทศ

นายเทพไท กล่าวว่า การเรียกร้องของแกนนำผู้ชุมนุมให้ใช้ทหารกดดันประเทศกัมพูชา ขับไล่คนกัมพูชา ถือว่าเป็นการปฏิบัติการทางการทหาร ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะด้านกำลังทหาร ซึ่งถือเป็นหนทางสุดท้ายที่ประเทศไทยควรจะเลือก ในขณะนี้ยังมีช่องทางทางการทูตที่จะพูดคุยเจรจา โดยยึดเอาประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลักจะดีกว่า ส่วนที่แกนนำกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติออกมาประกาศจะจับมือกับคนเสื้อแดงเพื่อ ขับไล่รัฐบาล ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เพราะเชื่อว่ามวลชนของทั้งสองฝ่ายไม่ยอมรับ จุดยืนของทั้งสองกลุ่มต่างกันเหมือนน้ำกับน้ำมัน ที่ไม่สามารถผสมกันได้ แต่ที่แกนนำบางคนออกมาพูดเรื่องนี้ น่าจะเป็นการแสดงออกเพื่อความสะใจของตัวเองมากกว่า จึงอยากจะให้แกนนำพันธมิตรและคนไทยหัวใจรักชาติ ได้ใคร่ครวญไตร่ตรองให้ดี ว่าการเอาศัตรูมาเป็นมิตรและผลักมิตรให้เป็นศัตรู จะสร้างความเสียหายให้กับกระบวนการต่อสู้ภาคประชาชนของกลุ่มพันธมิตรฯหรือ ไม่

เหน็บส.ส.เก่ายุม็อบเกลียดปชป.

ส่วนที่แกนนำ หลายคนเคยอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์และออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และพรรคประชาธิปัตย์อย่างหนักนั้น นายเทพไทกล่าวว่า คนเหล่านั้นได้ลาออกจากสมาชิกพรรคไปก่อนหน้านี้ เพื่อไปเคลื่อนไหวในแนวทางการเมืองภาคประชาชน ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ กับพรรค การไปเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน อาจมีอิสระมากกว่าการเคลื่อนไหวกับพรรคการเมือง ซึ่งมีข้อบังคับและมติของพรรคควบคุมอยู่ แต่การออกไปของสมาชิกพรรคหลายคนที่ผ่านมา บางคนอาจจะเห็นด้วยหรือสนับสนุนแนวทางของพรรค แต่บางคนอาจจะขัดแย้งและมีพฤติกรรมทำลายพรรค ก็เป็นเรื่องของจิตสำนึกของแต่ละบุคคล ว่ามีความสำนึกในข้าวแดงแกงร้อนของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

นายเทพ ไทกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันการเมือง เปรียบเสมือนบ้าน อาจจะมีสมาชิกในบ้านออกจากบ้านไป โดยไม่ได้กลับมาปาบ้านหรือเผาบ้านตัวเอง หรือบางคนอาจจะออกไปแล้วมาทำลายล้างบ้านของตัวเอง เป็นเรื่องที่สังคมจะต้องพิจารณาพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆ ขณะนี้ในสภาผู้แทนราษฎรมีส.ส.จำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ที่เคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และเคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์มา แล้ว และก็จากไป พรรคไม่รู้สึกไหวหวั่นใดๆ ดังนั้นสมาชิกพรรคกลุ่มนี้ที่ออกไปเคลื่อนไหว ก็อยากจะให้พูดถึงข้อเท็จจริงที่พาดพิงมายังพรรคหรือคนของพรรคมากกว่าการ กล่าวโดยไม่มีเหตุผล เพื่อหวังผลทางการเมืองหรือขึ้นบนเวทีปราศรัยพูดด้วยความมันปากหรือคึกคะนอง ก็ย่อมจะไม่มีผลกับตัวเอง เป็นการทำร้ายตัวเองมากกว่า

นปช.อย่ากุข่าวรัฐประหาร

นาย เทพไทกล่าวถึงกรณีส.ส.เพื่อไทยและแกนนำกลุ่มนปช. ออกมาระบุว่าจะมีการทำรัฐ ประหาร ว่า อยากจะถามถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการกระพือข่าวดังกล่าว เพราะจะไม่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใดทั้งสิ้น ถ้าหากมีการรัฐประหารจริงก็คงไม่มีข่าวคราวรั่วไหลออกมาถึงหูของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มนปช.ว่าจะมีการปฏิวัติในวันที่ 10 ก.พ. ใช้เวลา 4 ชั่วโมง และใช้กำลังจำนวน 3,000 นาย ซึ่งล้วนแต่เป็นการพูดเองทั้งสิ้น ส่วนการที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุชื่อว่ามี พล.อ. (ด) เป็นผู้วางแผนรัฐประหาร น่าจะเป็นการใส่ร้ายให้สมอ้างตามที่ตัวเองปูกระแสการรัฐประหาร โดยพุ่งเป้าไปที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ซึ่งเป็นเสนาธิการทหารบก ไม่น่าจะอยู่ในฐานะที่จะทำการรัฐประหารได้ และพล.อ.ดาว์พงษ์เป็นนายทหารประชาธิปไตยคนหนึ่ง การออกข่าวเป็น การดิสเครดิตพล.อ.ดาว์พงษ์มากกว่า เพราะคนเหล่านี้เจ็บแค้นกับการปฏิบัติหน้าที่ของพล.อ.ดาว์พงษ์ที่เป็นตัว หลักในการกระชับพื้นที่ของคนเสื้อแดงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

ลั่นเช็กแล้วไม่มีปฏิวัติแน่นอน

นาย เทพไทกล่าวว่า ถ้าตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบแล้วไม่มีเหตุผลใดที่จะนำมาเป็นข้ออ้างในการยึด อำนาจ เพราะ 1.รัฐบาลเองก็ไม่มีจุดอ่อนในการบริหารประเทศ 2.ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพมีความแนบแน่นมากกว่าทุกยุคทุกสมัยที่ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล 3.ส่วนตัวในฐานะเป็นนักศึกษาวปรอ. และเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับผู้บัญชาการกองพล 5 กองพลที่มีส่วนสำคัญกับการรัฐ ประหารทุกครั้ง ตรวจสอบไปยังเพื่อนร่วมรุ่นแล้วก็ยังไม่มีข้อมูลใดๆ หรือสัญญาณในการเคลื่อนไหว ดังนั้น ที่ส.ส.เพื่อไทยออกมาเรียกร้องให้ส.ส.ทั้งหมดร่วมมือการต่อต้านการรัฐประหาร นั้น ก็อยากจะให้ส.ส.เพื่อไทยกลับไปดูพฤติกรรมคนของตัวเอง ว่ากำลังสร้างเงื่อนไขให้มีการรัฐประหารหรือไม่

โฆษกประจำตัวหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่อว่า ถ้าส.ส.เพื่อไทยและกลุ่มนปช. หยุดเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อทำลายประทศ ก็จะเป็นการต่อต้านการรัฐประหารโดยปริยาย จึงไม่จำเป็นต้องออกมาเรียกร้องหาความร่วมมือจากส.ส.ทั้งหมดแต่ประการใด ขอให้คนที่ออกมาปูดข่าว หยุดสร้างกระแส เพราะพูดไปประชาชนก็เหม็นขี้ฟันเปล่าๆ ขอยืนยันว่า บ้านเมืองขณะนี้กำลังเดินไปด้วยดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้สูงถึง 7.8 เปอร์เซ็นต์ เกินกว่าที่ประมาณการเอาไว้ ถ้าหากยังมีการสร้างกระแสในลักษณะดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของประเทศ ก็ถือว่าเป็นการทำลายชาติบ้านเมืองทางอ้อม

‘เสธ.อ้าย’ยันมีปฏิวัติแน่

วัน เดียวกัน พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการศิษย์เก่า ร.ร.เตรียม ทหาร และประธานเตรียมทหารรุ่น 1 ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “ลับลวงพราง” ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ถึงกระแสข่าวการปฏิวัติ ว่า คิดว่ามีแน่นอน ยืนยันว่ามีแน่นอน แต่ไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นวันที่เท่าใด หรือเมื่อใด เพราะความยุ่งวุ่นวายเกิดจากนักการเมือง เหมือนคนเป็นโรคไม่ผ่าตัดก็เรื้อรัง นักการเมืองหน้าเก่าๆ เรื่องเก่าๆ ทุจริต ข่มเหงรังแกข้าราชการและประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ต้องรักษา ต้องผ่าตัด ปล่อยให้เรื้อรังไม่ได้ ต้องล้างไพ่ไปเลย แล้วทหารก็ต้องดูแลสักระยะ การปฏิวัติจำเป็นต้องทำ เพื่อชาติบ้านเมือง ไม่ต้องห่วงว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง เพราะการเมืองไม่มีถอยหลังหรือเดินหน้า การเมืองมันเป็นเรื่องผลประโยชน์ แล้วเป็นผลประโยชน์ของใคร ถ้าเป็นของชาติก็ดี เป็นของประชาชนก็ดี แต่ของตัวเองไม่ดี ดังนั้น เมื่อปฏิวัติแล้วจะต้องจัดให้เข้าระบบ เพื่อชาติและประชาชน” พล.อ.บุญเลิศกล่าว

มั่นใจทหารพาชาติพ้นวิกฤต

เมื่อ ถามว่า มั่นใจแค่ไหนหากผู้นำทหารชุดนี้จะก่อการปฏิวัติ พล.อ.บุญเลิศกล่าวว่า ดูรูปมวยแล้วน่าจะปฏิวัติแล้วไปต่อได้ โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ที่ตนเองเชียร์ท่านอยู่ เพราะว่าสิ่งที่ตรงใจตนมากคือท่านออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเราเป็นทหารรักษาพระองค์ คนที่เป็นศิษย์เก่าเตรียมทหารต้องมีความจงรักภักดี แต่คนรอบข้างหรือคนที่เกี่ยวข้องอาจคิดไม่ดี และหรือไม่แสดงความจงรักภักดีและปกป้อง อย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะศิษย์เก่าเตรียมทหาร ก็ควรจะหันมาดูตัวเอง ว่าทำถูกต้องหรือไม่ เขาควรอยู่เฉยๆ รับรู้ความผิดพลาด แล้วมาเริ่มต้นใหม่ น่าจะยังไม่สาย แต่ถ้าคิดว่าตัวเองทำถูกต้องก็ทำต่อไป

แขวะ’ทักษิณ’ไม่จงรักภักดี

เมื่อ ถามว่า แนวคิดที่จะปลดพ.ต.ท.ทักษิณออกจากศิษย์เก่าเตรียมทหาร ตท.10 นั้น พล.อ.บุญเลิศกล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะตนต้องหารือคณะกรรมการทั้งหมดก่อน ตนรู้สึกผิดหวังกับพ.ต.ท.ทักษิณ รู้สึกผิดหวังกับอาการที่ตัวเขาและพวกเขาแสดงในทางที่ไม่จงรักภักดี สำหรับการปฏิวัติต้องมีคณะปฏิวัติ ไม่ใช่โดยแค่ 1-2 คน จะทำอะไรก็ต้องปรึกษาหารือกันทั้งคณะ ไม่ใช่ฟังแค่คนสองคน และต้องเห็นแก่บ้านเมืองเป็นหลัก อย่าเห็นแต่เรื่องส่วนตัว จะไปไม่รอด เพราะมีบทเรียนมาแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพล.อ.บุญเลิศเป็นประธานมูลนิธิศิษย์เก่าร.ร.เตรียมทหาร เป็นประธานเตรียมทหาร รุ่น 1 โดยมีเพื่อนร่วมรุ่น อาทิ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมน ตรี พล.อ.สำเภา ชูศรี อดีตผบ.สส. พล.อ.ธวัช เกษอังกูร อดีตปลัดกลาโหม พล.ร.อ.ทวีศักดิ์ โสมาภา อดีตผบ.ทร. พล.อ.วัธนชัย ฉาย เหมือนวงศ์ อดีตรองผบ.ทบ. เป็นต้น นอกจากนี้ พล.อ.บุญเลิศยังดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการราชตฤณมัยสมาคม และเคยร่วมปฏิวัติ วันที่ 26 มี.ค.2520 ที่นำโดย “เสธ.หลาด”พล.อ. ฉลาด หิรัญศิริ รอง ผบ.ทบ.ขณะนั้น

‘ปู่ชัย’มั่นใจทหารไม่โง่ปฏิวัติ

ด้าน นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าอาจจะมีการปฏิวัติรัฐประหาร โดยพลเอก “ด” ว่า พรรคเพื่อไทยเป็นคนประโคมข่าว ก็มีแต่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค เพื่อไทย และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน เท่านั้น คนอื่นไม่เห็นมีใครพูด ตนเชื่อว่าสถานการณ์วันนี้ทหารเขาไม่โง่ปฏิวัติกันแล้ว เรื่องอะไรเขาจะเหนื่อย เขาอยู่คุมรัฐบาลไม่ดีกว่าหรือ

ผู้สื่อข่าว ถามว่า ในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสทางการเมือง มองว่าวันนี้หรือในอนาคตข้างหน้า ยังมีโอกาสที่จะเกิดปฏิวัติหรือไม่ นายชัยกล่าวว่า จะวันไหนก็ไม่มีปฏิวัติ ถ้าเป็นยุคปัจจุบันนี้ เมื่อถามว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร หรือนปช. จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการปฏิวัติขึ้นหรือไม่ นายชัยกล่าวว่า ไม่มี ตรงนี้เป็นเพียงการระบายอารมณ์ของ 2 ฝ่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจของตัวเอง ให้มีบทบาทสำคัญ ให้สังคมรับรู้

“พวกนี้อยากทำลายเศรษฐกิจของประเทศ ขอความกรุณาว่าจะทำอะไรก็ขอให้เป็นเรื่องส่วนตัว อย่าทำให้บ้านเมืองวุ่นวายจะดีที่สุด เพราะตอนนี้เศรษฐกิจเดินไปข้างหน้าอยู่แล้ว” นายชัยกล่าว

‘มาร์ค’รับไทยมีปัญหากับเขมร

ขณะ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพี ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างการร่วมประชุม Word Economic Forum ถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรในการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ให้รัฐบาลยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก หรือ MOU ปี 2543 เพื่อยุติข้อขัดแย้งชายแดน ให้ถอนตัวออกจากการเป็นภาคีองค์การยูเนสโก และให้ผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ข้อพิพาท ว่า ยอมรับว่า ความสัมพันธ์กับกัมพูชายังคงน่าเป็นห่วง สิ่งที่ดีที่สุดคือ ต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในวิถีทางที่สงบ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันเอาไว้ และต้องให้แน่ใจว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติเอาไว้ได้ ดังนั้นสิ่งที่สามารถทำได้ในตอนนี้คือการอธิบายให้กลุ่มพันธมิตรเข้าใจว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นวิธีที่ดี เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน แต่ตนก็จะเลือกวิธีที่ดีที่สุด ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

‘พนิช’รุดแจงพธม.-ปรับข้อมูล

ด้าน นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ว่า ทางพรรคไม่ได้ขอร้องให้ไปเจรจาอะไร แต่เป็นหน้าที่ของตนในฐานะคนที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งคุณแซมดิน เลิศบุศย์ ก็เป็นคนในพื้นที่บึงกุ่ม และไปเผชิญชะตากรรมกันมา นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสไปคุยและกราบท่านโพธิรักษ์ อธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่กัมพูชา และหวังว่าจะเอาจุดยืนของรัฐบาลไปอธิบายให้เข้าใจ ทำข้อ มูลให้ตรงกัน

เมื่อ ถามว่า ขณะนี้ยังพบว่ากลุ่มพันธมิตรใช้ข้อมูลขัดกับรัฐบาลอยู่ และยืนยันว่าจะชุมนุมต่อ นายพนิชกล่าวว่า ถือเป็นเอกสิทธิ์ที่สามารถทำได้ โดยในกลุ่มพันธมิตรเองก็มีอยู่หลายกลุ่มที่เป็นกลุ่มย่อยๆ ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับทุกกลุ่ม แต่ในแต่ละกลุ่มรัฐบาลสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ เช่น วันพฤหัสฯ ที่ผ่านมาในการประชุมกรรมาธิการวิสามัญ ที่ดูเรื่องบันทึก 3 ฉบับ ก็มีการตกผลึกชัดเจนว่าจุดยืนของคณะกรรมการคือไม่ยอมรับในแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ซึ่งหากมีโอกาสก็จะทำความเข้าใจกับทุกกลุ่มเพื่อทำความเข้าใจ

“แน่ นอนว่าไม่อยากให้มีการนำข้อมูลต่างๆ ซึ่งมีอีกหลายข้อมูลที่อาจยังไม่ตรงกันมาพูดคุยกันอย่างเป็นทางการและไม่ เป็นทางการ หวังว่าจะมีการปรับข้อมูลให้ตรงกัน ไม่เชื่อว่ามีใครคิดจะขายชาติ เพราะทุกคนก็อยากปกป้องแผ่นดินไทย ปกป้องอธิปไตยของไทย แต่ข้อมูลบางเรื่องยังไม่ตรงกันเท่านั้น วันนี้ต้องเอาข้อมูลความจริงมาคุยกัน ตนก็มีหน้าที่ทำความเข้าใจในฐานะประชาชน ส.ส. กรรมาธิการวิสามัญ หรือในฐานะคนที่ไปในพื้นที่มา ได้สัมผัสกับสิ่งที่คนกัมพูชาคิด เช่น การยึดแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ซึ่งตนไม่เคยยอมรับและยืนยันว่าต้องใช้แผนที่ 1 ต่อ 5 หมื่น หรือกรณีเอ็มโอยูปี 2543 ก็ต้องคุยว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร จะปรับได้หรือไม่ หรือใช้แนวทางเจรจาเพื่อแก้ปัญหา อาจไม่จำเป็นต้องยกเลิก” นายพนิชกล่าว

ยอมรับเบรกม็อบไม่ได้

ต่อข้อถามว่า จะมีการข้อร้องให้ยุติการชุมนุมก่อนหรือไม่ นายพนิชกล่าวว่า การขอคงไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือทำความเข้าใจเอาข้อมูลและจุดยืนไปให้ดู การพูดคุยกันเป็นเรื่องสำคัญ การชุมนุมก็เป็นสิทธิ ถ้าไม่มีความรุนแรง และหากไม่ไปละเมิดเรื่องกระบวนการยุติธรรมของใคร เพราะอาจไปกระทบรูปคดีของคนไทยที่ยังต้องช่วยเหลือกลับมา รัฐบาลยังต้องการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ต่อเนื่อง

ต่อข้อถาม ว่า กังวลว่าประเด็นการโจมตีของกลุ่มพันธมิตรจะกระทบต่อคดีของนายวีระ นางราตรีหรือไม่ นายพนิชกล่าวว่า ตนเป็นห่วงทั้งสองคน แต่การปราศรัยบนเวทีนั้นคงห้ามไม่ได้ แต่ไม่อยากให้กระทบต่อรูปคดี หรือความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา เพราะต้องยอมรับว่า สถานการณ์ของ 2 คนไทยต้องใช้การเจรจา จึงไม่อยากทำอะไรให้คดีนี้มีความสับสนหรือความยากขึ้น

ชี้มัวทะเลาะกันเขมรได้เปรียบ

“หลังจากการลงพื้นที่ยอมรับว่าต้องหาข้อยุติ มิฉะนั้นเรื่องก็จะไม่จบ ซึ่งต้องหาวิธีให้ใช้ข้อมูลที่มีพื้นฐานตรงกัน ซึ่งเชื่อว่าแต่ละฝ่ายก็มีข้อมูลอยู่ อาจยังไม่ตรงกันบางจุด แต่ควรนำมาหารือพูดคุยกัน เพราะวันนี้หากเรามัวแต่พูดโจมตีกัน ทางกัมพูชาก็เอาข้อมูลที่เรามีอยู่ไปใช้ต่อสู้ในเวทีอื่นๆ ขณะนี้ควรก้าวข้ามเรื่องของพื้นที่ไป และร่วมกันเตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน รัฐบาลอยู่แล้วก็ไป แต่ปัญหายังคงเป็นปัญหาเดิม ทุกภาคส่วนที่มีข้อมูลก็ต้องร่วมมือกันทำให้เรื่องนี้จบ ซึ่งไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ต้องถูกถามถึงการแก้ปัญหานี้ แต่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ก็จะยึดว่าเราไม่ยอมรับเรื่องแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ถือเป็นจุดยืนที่จะใช้ในอนาคตเช่นกัน วันนี้ผู้ใหญ่หลายคนก็เข้าใจถึงจุดยืนดังกล่าว แต่ข้อมูลอาจแตกต่างกันไปบ้าง ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกัน” นายพนิชกล่าว

และว่า ตนยินดีไปให้ข้อมูล และยังมีอีกหลายคนไปให้ข้อมูล ถ้าตนสามารถช่วยเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจได้ก็ยินดี คงไม่ถึงขนาดไปขอให้ยุติ แต่ไปให้ข้อมูลให้ตรงกัน คงไม่ถึงเจรจา เพราะในกลุ่มพันธมิตรขณะนี้ก็มีถึง 3-4 กลุ่ม แต่เรื่องสำคัญคือทำให้สิ่งที่รัฐบาลต้องการถ่ายทอดเกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

‘เทือก’ลั่นพธม.ไม่ควรปิดถนน

นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐ มนตรี เปิดเผยถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีการปราศรัยว่าหากรัฐบาลจะเจรจาหลังจากนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับจากดาวอ ส สหพันธรัฐสวิส คงสายเกินไป ว่า ก็ต้องใช้ความพยายามไปเรื่อยๆ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องอดทนและนายกฯ ประสงค์จะพูดคุยกับทุกฝ่าย เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย ส่วนกรณีที่พันธมิตรมีทีท่าว่าจะไม่ญาติดีกับรัฐบาลนั้นก็ไม่เป็นไร แต่อยากให้ฟังเหตุผลบ้าง ต่อข้อถามถึงสถาน การณ์การชุมนุม นายสุเทพกล่าวว่า ขณะนี้ ผบ.ตร.พยายามเจรจา เพื่อให้กลุ่มพันธมิตรเปิดเส้นทางการจราจร เนื่องจากพบว่าในช่วงกลางวันมีปริมาณผู้ชุมนุม ประมาณ 200-300 คนเท่านั้น ส่วนช่วงกลางคืนมีประมาณ 2,000 คน ดังนั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดถนนทั้งสาย เพราะทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้เส้นทางตามปกติได้ ซึ่งมีการเจรจาแล้ว แต่ยังไม่ได้ผล ต่อข้อถามว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะทำอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่าจะไม่ลดความพยายามและขอดูสถานการณ์ 2-3 วัน อยากขอร้องว่าหากปริมาณผู้ชุมนุมมีจำนวนเท่าปัจจุบันก็ไม่ควรปิดถนน และใช้ถนนเพียงซีกใดซีกหนึ่งเท่านั้น เพื่อให้การจราจรเป็นไปได้ตามปกติ

เมื่อ ถามว่า มีความเป็นไปได้ในการใช้กฎหมายจัดการหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า หากประชาชนเกิดความเดือดร้อนก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการฟ้องศาลปกครอง ซึ่งก็ต้องรอให้ถึงช่วงเวลาดังกล่าว และระหว่างนี้เจ้าหน้าที่ก็จะทำหน้าที่ในการเจรจา แต่ไม่อยากให้คาดคั้นกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะช่วงกลางวันแดดร้อน เดี๋ยวจะกลายเป็นการท้าทาย แต่อย่างไรก็ตาม การปิดถนนถือว่าไม่สมควรทำ

ชี้เงื่อนไข’จำลอง’เข้าใจยาก

ผู้ สื่อข่าวถามถึงสถานการณ์ชายแดนซึ่งมีกระแสความห่วงใยสถานการณ์จากต่างประเทศ นายสุเทพกล่าวว่า จะไม่ทำอะไรให้ชายแดนเกิดความตึงเครียด โดยการรักษาสถานการณ์ปัจจุบันเอาไว้ ไม่ต้องกังวล การอยู่กับเพื่อนบ้านก็ต้องรักษาบรรยากาศไม่ให้มีปัญหาต่อกัน

ต่อข้อ ถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับปัญหาชายแดนและให้นำ ธงที่ประดับบนวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระลง นายสุเทพกล่าวว่า ต้องค่อยๆ แก้ปัญหากันไป ไม่อยากให้แสดงท่าทีที่บังคับข่มขู่ประเทศเพื่อนบ้าน ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดว่าปัจจุบันนายฮุนเซน ก็ถูกสื่อและประชาชนในประเทศวิจารณ์และตำหนิเช่นกัน อยากส่งข้อความไปถึงนายฮุนเซนว่าสถานการณ์ปัจจุบันสิ่งที่กลุ่มพันธมิตรพูด ก็ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน และจากการสอบถามแม่ทัพภาคที่ 2 ธงดังกล่าวเป็นเพียงธงสัญลักษณ์ ที่ติดเวลา มีงานวัด เป็นเหมือนธงศาสนา ไม่อยากให้กังวลใจ ส่วนการที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เรียกร้องให้จัดการปัญหาชายแดนนั้นคงเป็นเรื่องเข้าใจยาก

สื่อเขมรตีข่าวเคลื่อนกำลังทหาร

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสถานการณ์ตามแนวชายแเดนไทย-กัมพูชา วันเดียวกันนี้ มีรายงานว่าชาวเขมรฝั่งปอยเปต เริ่มแตกตื่นกับกระแสข่าวลือต่างๆ ที่ดังหนาหู เพราะเกรงว่าจะเกิดการรบกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา โดยหนังสือพิมพ์เดิมอัมปรึล ของกัมพูชา ได้รายงานข่าวการให้สัมภาษณ์ของนายเขียว กัญญาฤทธิ์ รมว.โฆษณา ระบุคำพูดว่า เรารู้ว่าไทยอยากรุกรานหลายแห่ง แต่สำหรับกัมพูชา หากพูดโดยรวม แนวพรมแดน 800 ก.ม.ของกัมพูชา ทหารเราพร้อมรบตลอดแนวชายแดนหากไทยอยากทำสงคราม ถ้าไทยอยากทำสงครามตามแนวชายแดน กองทัพกัมพูชาก็เตรียมพร้อมรักษาเขตแดน จะไม่ให้สูญเสียแม้แต่หนึ่งมิลลิเมตร ทั้งนี้ สื่อเขมร ยังรายงานคำกล่าวของนายเขียวอีกว่า ขณะนี้สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหารกำลังตึงเครียด เพราะทหารไทยต้องการเข้ามาในพื้นที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ซึ่งฝ่ายไทยเคยถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2553 สำหรับฝ่ายกัมพูชาได้ตั้งเป้าหมายไม่ให้ทหารไทยเข้ามาในเขตแดนกัมพูชาได้อีก และได้รอคำสั่งจากผู้นำรัฐบาลกัมพูชาอย่างระมัดระวัง รถถัง รถหุ้มเกราะ จรวด และกำลังทหาร ฝ่ายกัมพูชาได้นำมาเตรียมพร้อมตอบโต้การรุกรานของไทย ดังนั้น ถ้ารัฐบาลไทยยังอยากส่งทหารเข้ามาในพื้นที่วัดแก้วฯ อีก ฝ่ายกัมพูชาจะใช้สิทธิ์ในการป้องกันตัว เพื่อไม่ให้ฝ่ายไทยสามารถกระทำตามความประสงค์ที่ไม่ดีได้สำเร็จ สื่อเขมร ยังระบุด้วยว่า ขณะนี้กองทัพกัมพูชา ได้สั่งเคลื่อนรถถัง และอาวุธหนักหลายชนิดขึ้นไปเตรียมพร้อมรับสถานการณ์บริเวณชายแดน ด้านตรงข้ามกับ จ.สุรินทร์ และ จ.ศรีสะเกษ หากมีการรุกรานดินแดน

ผบ.ตร.รุดตรวจทำเนียบฯ

เวลา 18.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยา กาศการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ กับกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ที่ปักหลักชุมนุมอยู่ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ และบริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาลมีประชาชนทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุมตลอด โดยมีกำลังตำรวจปราบจลาจล พร้อมกระบองและโล่ ยืนรักษาการณ์อยู่ทั้งด้านในและด้านนอกทำเนียบรัฐบาล

ต่อมาเวลา 19.00 น. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. เดินทางมาตรวจเยี่ยมกำลังพลภายในทำเนียบฯ และเป็นประธานประชุมนายตำรวจระดับสูงเพื่อรับมือกับสถานการณ์ หากม็อบพันธมิตรบุกเข้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมทั้งนำสายรัดแบบพลาสติกมาแจกจ่ายกำลังพล เพื่อใช้รัดข้อมือหากจับกุมผู้ชุมนุมที่บุกรุกเข้ามาในทำเนียบฯ

ลั่นใช้กระสุนยาง-แก๊สน้ำตา

พล.ต.อ. วิเชียร กล่าวว่า ภารกิจหลักในวันนี้คือการรักษาศูนย์กลางอำนาจรัฐ คือทำเนียบรัฐบาลแห่งนี้ ห้ามไม่ให้ผู้ใดบุกรุกเข้ามาในสถานที่ราชการเด็ดขาด หากมีใครฝ่าฝืนปีนกำแพงรั้วเข้ามา 1-2 คน ให้จับกุมดำเนินคดีทันที โดยจับกุมอย่างละมุนละม่อม หรือหากบุกเข้ามาเป็นร้อยเป็นพันก็คงต้องปะทะกัน ตำรวจจำเป็นต้องใช้กระบอง แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง ยกเว้นลูกกระสุนจริง เพราะคงไปใช้มือเปล่าจับคงไม่ได้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาที่ผู้ชุมนุมบุกยึดทำเนียบรัฐบาลได้ เพราะกำลังพลมีไม่เพียงพอ และอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน รวมทั้งการฝึกฝนในการรับมือกับผู้ชุมนุมยังน้อย เพราะส่วนใหญ่ฝึกแค่ระดับกองร้อย แต่ระดับกองพันยังไม่เคยฝึก แต่ครั้งนี้ได้มีการฝึกมาแล้วและพร้อมรับสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว

พล.ต.อ. วิเชียร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่แกนนำพันธมิตรฯ ให้สัมภาษณ์ว่าการซ้อมของตำรวจในทำเนียบรัฐบาลเพื่อเตรียมมาสลายการชุมนุม ไม่เป็นความจริง ที่ซ้อมก็เพื่อไว้ป้องกันและรักษาสถานที่ราชการ คือทำเนียบรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่ซ้อมไปสลายการชุมนุมตามที่เข้าใจ ทั้งนี้ ส่วนประชาชนที่เห็นว่าตัวเองได้รับความเดือดร้อนกรณีถูกปิดเส้นทางจราจร ก็สามารถดำเนินการฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย

บนเวทียังปลุกระดมต่อเนื่อง

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศบนเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ พล.ต.อ.มนัส ครุฑไชยันต์ อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ และเป็นรุ่นพี่ที่ร.ร.นายร้อย จปร. ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ขึ้นปราศรัยสนับสนุนชุมนุมเรียกร้องปกป้องอธิปไตยของชาติ และการเรียกร้องให้ยกเลิก MOU 2543 รวมถึงการช่วยเหลือ 2 คนไทยที่ยังอยู่ในประเทศกัมพูชา โดยระบุว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ นี้ ทำเพื่อชาติบ้านเมือง แม้จะมีเสียงบ่นจากประชาชนในเรื่องรถติด ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น คนที่มาร่วมชุมถือเป็นวีรบุรุษผู้กล้า ผู้เสียสละ ขอเชิญชวนประชาชน โดยเฉพาะเพื่อนตำรวจ ทหาร ทุกรุ่น มาร่วมชุมนุมกันเพื่อทำงานให้ประเทศชาติ ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับกัมพูชานั้น ยืนยันว่าต้องยกเลิกบันทึกความตกลงหรือ MOU ปี2543 เพราะเป็นบันทึกที่มัดมือมัดเท้า ทหาร ตำรวจ ข้าราชการของไทยไม่ให้ดำเนินการใดๆ กับพื้นที่พิพาท ขณะนี้ผู้นำประเทศกัมพูชา ซึ่งตนเองขอเรียกว่า “จิ้งจอกเจ้าเล่ห์” ค่อยๆ คืบคลานเข้ามายึดดินแดนของเรา ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องรีบจัดการเรื่องเขตแดนให้เร็ว และยื่นคำขาดให้ปล่อยตัว 2 คนไทย

พล.ต.อ.มนัส กล่าวต่อว่า กรณีที่มีกระแสข่าวการปฏิวัติที่ออกมาหนาหูในขณะนี้ ตนเองมั่นใจว่า ทหารจะอดทนถึงที่สุด แต่หากบ้านเมืองเสียหาย ล่มจม ทหารจะทนไม่ได้ แม้จะถูกสั่งให้ทำก็ทำไม่ได้ เพราะถูกสอนให้มีวินัย แต่ถ้าเมื่อไรที่ชาติบ้านเมืองล่มจม เสียหาย มีปฏิวัติอย่างแน่นอน แม้ผู้ใหญ่ไม่ทำ ทหารเด็กๆ ก็จะทำเอง ซึ่งพล.ต.จำลอง ก็เคยทำมาแล้วในช่วงที่เรียกว่า เมษาฮาวาย ขอเรียกร้องให้เพื่อน จปร.ทั้งหลายสมัครสามัคคีกันปกป้องบ้านเมือง ปกป้องแผ่นดินและเกียรติยศศักดิ์ศรี

‘มหา’ท้าไล่พธม.ไม่สำเร็จ

ต่อ มาพล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายปานเทพ พัวพงศ์พันธุ์ โฆษกพธม. และนายประพันธ์ คูณมี ร่วมแถลงข่าวอีกครั้ง ยืนยันว่า ธงเขมรที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ไม่ใช่ธงงานวัด แต่เป็นธงแสดงกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ เพราะว่าทางกัมพูชาได้เตรียมเส้นทางในการเดินทางเข้าสู่วัดแก้วสิกขาคีรีสวา ระ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเดินทางไปยังปราสาทเขาพระวิหารได้ โดยไม่ต้องผ่านไทย ดังนั้น จึงไม่ยอมลดธงชาติกัมพูชาอย่างเด็ดขาด การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ออกมาระบุว่า ธงชาติที่ปักที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ เป็นแค่ธงประดับงานวัดนั้น ขอปฏิเสธว่าไม่ใช่ แต่เป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์กรรมสิทธิ์ในพื้นที่ เป็นการบิดเบือน เพราะวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ อยู่ในพื้นที่ประเทศไทย อีกทั้ง กัมพูชาได้แถลงข่าวยืนยันแล้วว่าวัดและพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา

พล.ต.จำลอง กล่าวต่อว่า กรณีที่นายสุเทพ เตรียมฟ้องศาลปกครองเพื่อให้พันธมิตรฯ เปิดการจราจรรอบทำเนียบฯ นั้น เห็นว่า นายสุเทพ อยากจะฟ้องศาลก็ทำไปแต่อย่ามาขู่ นายสุเทพ ควรจะใช้อำนาจกระบวนการยุติธรรมกับทางกัมพูชามากกว่า ไม่ใช่มาใช้กับคนไทยด้วยกัน หากจะสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันว่าไม่สำเร็จ เพราะไล่เมื่อไรก็จะกลับมาอีก

เผยยอดผู้ชุมนุมแค่ 2 พันคน

ขณะ ที่ นายประพันธ์ คูณมี กล่าวถึงกรณีนายพนิช ได้ทำความเข้าใจกับกลุ่มย่อยของพันธมิตร 2-3 กลุ่ม ว่า ตนยืนยันว่ายังไม่ได้มีการประสานมากับทางกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ยินดีรับประชาชนที่มีความเห็นตรงกัน ทั้งนี้ การที่นายพนิช ระบุว่าการชุมนุมนั้นไม่ควรกล่าวโจมตีถึงกระบวนการยุติธรรมของศาลเขมร พันธมิตรฯ ยืนยันไม่ได้กล่าวโจมตีศาลเขมร แต่มองว่าคนไทยที่ถูกจับไม่ควรต้องขึ้นศาล เพราะถูกจับในแผ่นดินไทย นอกจากนี้ ในวันที่ 30 ม.ค. กลุ่มพันธมิตรฯ ในนครลอสแองเจลิส สหรัฐ จะมีการชุมนุมเพื่อประท้วงที่บริเวณหน้าสถานทูตไทยในนครลอสแองเจลิสด้วย

ต่อ มานายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ ได้นำภาพถ่ายทางดาวเทียมที่อยู่ในแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารที่ กัมพูชาเตรียมจะยื่นในการประชุมกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบาห์เรน โดยนายเทพมนตรี แถลงว่า หลักฐานนี้แสดงเส้นพรมแดนในแผนที่ 1 : 200,000 จะกินพื้นที่เขาสัตตโสม ปราสาทพระวิหารและภูมะเขือ แต่กลับเป็นสิ่งที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปกปิด ห้ามเผยแพร่ แต่ตนนำมาจากกัมพูชาจึงนำมาเผยแพร่ได้ ส่วนวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระนั้น ต่อไปจะต้องถูกรื้อทิ้ง แต่กัมพูชาต้องเอาไว้ก่อน เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำให้เสมือนว่าทหารของเราจะไปฆ่าพระ ซึ่งเป็นแผนของกัมพูชาที่ต้องการให้ศาสนิก ชนทั่วโลกประณามเรา ทั้งนี้ เมื่อนำหลักฐานใหม่นี้รวมกับหลักฐานของฝ่ายไทย อาจทำให้ไทยได้ตัวปราสาทพระวิหารคืนโดยไม่ต้องฟ้องศาลโลก เพราะไทยได้เคยขอสงวนต่อสหประชาชาติไว้เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2505

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าส่วนผู้ชุมนุม ทางเจ้าหน้าที่ตํารวจได้ประเมินว่าในวันนี้มีผู้ชุมนุมอยู่ในพื้นที่ทั้ง 2 กลุ่ม ประมาณ 2,200 คน

‘สนธิ’ขึ้นเวที-ขู่แฉรัฐบาล

เวลา 21.00 น. วันเดียวกัน นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประ ชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัยบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่กล่าวโจมตีการบริหารงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่บริหารงานล้มเหลวอย่างรุนแรง อาทิ ปัญหาการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ที่ต้องจ่ายให้กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างน้อย 2-3 ล้านบาท แล้วแต่ว่าจะขอไปประจำที่พื้นที่ไหน รวมทั้งปัญหาสินค้าราคาแพง ฯลฯ นอกจากนี้ นายสนธิ ยังกล่าวถึงประเด็นที่ทาง ผบ.ตร. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี จะรื้อฟื้นคดียิงตนเองขึ้นมาทำใหม่ ก็เพราะว่าสำนวนคดีดังกล่าวมีชื่อคนในรัฐบาลนี้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย และอีก 2 วัน จะนำเอาหลักฐานการโกหกรัฐบาลนี้มาเปิดเผย และรัฐบาลชุดนี้มีจุดขายเพียงแค่ความหล่อ และความกะล่อนของนายอภิสิทธิ์ เท่านั้น

นายสนธิ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. สั่งตำรวจเตรียมพร้อมหากผู้ชุมนุมปีนเข้าทำเนียบฯ ใช้กระสุนยาง และแก๊สน้ำตายิงได้ทันทีนั้น ยืนยันว่าไม่บุกเข้าไปแน่นอน เพราะทำเนียบฯ ในตอนนี้ไม่ใช่ทำเนียบประชาชน แต่เป็นทำเนียบเขมรจะบุกเข้าไปทำไม

ผบ.ตร.ย้ำคุมม็อบห้ามเกียร์ว่าง

ตร.ใต้วอนย้ายออกนอกพื้นที่

วัน ที่ 29 ม.ค. ที่รัฐสภา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานกล่าวเปิดการปาฐกถา โครงการสัมมนาการเสริมสร้างและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในทางการเมืองการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมปาฐกถาในหัวข้อ “บทบาทรัฐสภาในการสนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตย” แก่ข้าราชการตำรวจ รุ่นที่ 9 จังหวัดชลบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จำนวน 705 คน เข้าร่วมสัมมนา โดยมีพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. เข้าร่วมด้วย

นายชัยกล่าว ว่าขณะนี้มีการเสนอร่างพ.ร.บ.เกี่ยวกับการชุมนุม จำนวน 3 ฉบับ โดย 2 ฉบับแรกอยู่ในระเบียบวาระแล้ว คือร่างพ.ร.บ.จัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ และร่างพ.ร.บ.การส่งเสริมการใช้สิทธิชุมนุมในที่สาธารณะ อีก 1 ฉบับ คือร่างพ.ร.บ.การบริหารการใช้สิทธิในที่ชุมนุม กฎหมายนี้จะเป็นเครื่องมือในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมการ ชุมนุม หลังจากนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับจากประชุมเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส สหพันธรัฐสวิส อยากให้ผบ.ตร.หารือกับนายกรัฐมนตรีให้รีบผ่านกฎหมายเหล่านี้

“กฎหมายดังกล่าวมีเนื้อหาสาระสำคัญว่าเวลาใครจะจัดม็อบต้องแจ้ง รายละเอียดให้เจ้าพนักงานทราบว่าจะชุมนุมเรื่องอะไร ใช้สถานที่ไหน และใช้เวลาชุมนุมกี่วัน สถานที่ต้องห้ามในการชุมนุม อาทิ ใกล้วัด ใกล้สถานที่ราชการ ใกล้โรงเรียน กฎหมายฉบับดังกล่าวจะทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้สะดวกขึ้น และควบคุมสถานการณ์ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” นายชัยกล่าว

ด้าน พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการสัมมนาว่า ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเน้นการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการดูแลการชุมนุมในช่วงที่มีความขัดแย้งสูงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจะโดนตำหนิทั้งขึ้นทั้งล่องเวลามีม็อบเสื้อแดงมาชุมนุมก็ โดนว่า เมื่อมีม็อบเสื้อเหลืองมาชุมนุมก็โดนว่า หากกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะมีผลบังคับใช้ตำรวจจะต้องปฏิบัติหน้าที่ใช้ อำนาจที่มีอยู่ให้ดี ไม่ควรจะมีเกียร์ว่าง

ในช่วงท้ายวิทยากรเปิด โอกาสให้ผู้สัมมนาซักถาม ปรากฏว่ามีตำรวจชั้นผู้น้อยลุกขึ้นสะท้อนปัญหาการทำหน้าที่ของตำรวจ โดยสอบถามนายตำรวจระดับสูง รวมถึงนักวิชาการว่าไม่ว่ารัฐ บาลชุดไหนหรือนายกฯคนไหนรับตำแหน่งก็บอกว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาหนี้สินครู หนี้สินเกษตร กร แต่ไม่เห็นมีนายกฯคนไหนบอกว่าจะแก้ปัญหาหนี้สินให้ตำรวจ

“วันนี้ ตำรวจชั้นผู้น้อยมีหนี้สินกันทุกคน คนเหล่านี้ไม่เครียดกันหรือ แต่พวกเราก็ต้องออกไปปราบโจร อยากให้พวกท่านเมตตาตำรวจชั้นผู้น้อยทั่วประเทศที่มีหนี้กันทั้งนั้น อยากให้รัฐบาลและนักวิชาการมาแก้ปัญหาตรงนี้ให้ก่อน เพราะพวกผมมั่นใจว่าถ้าให้ตำรวจปลอดหนี้ บ้านเมืองจะเข้าสู่ความสงบสุขได้ เพราะเราจะมีขวัญและกำลังใจทำงานมากขึ้น” นายตำรวจชั้นผู้น้อยกล่าว

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า คำถามดังกล่าวทำให้บรรดาตำรวจชั้นผู้น้อยปรบมือเห็นด้วยลั่นห้องประชุม ขณะที่บรรดานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่มีสีหน้าเคร่งเครียด นอกจากนั้นมีตำรวจชั้นผู้น้อยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แสดงความน้อยใจที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากตำรวจชั้น ผู้ใหญ่ รวมถึงที่ผ่านมาทำเรื่องขอย้ายออกนอกพื้นที่หลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธ จนต้องสมัครใจอยู่ในพื้นที่ต่อไปทั้งที่มีสิทธิ์ขอย้ายได้ เพราะอยู่ในพื้นที่มาหลายปี ส่วนเพื่อนตำรวจที่ไม่ได้ย้ายก็ต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

หลวงตามหาบัวละสังขารแล้วเวลา03.53น.สิริอายุ98ปี

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปัณโณ เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ละสังขารแล้ว เมื่อเวลา 03.53 น. สิริ อายุ 98 ปี

ทั้งนี้ หลวงตามหาบัวมีอาการอาพาธ จึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อช่วงปลายปี 2553 กระทั่งกลับไปจำวัด ที่วัดป่าบ้านตาด เมื่อช่วงต้นเดือน มกราคม 2554 ซึ่งคณะแพทย์ ได้เฝ้าดูแลอาการอย่างใกล้ชิด กระทั่งได้ละสังขารแล้วเมื่อเวลา 03.53 น. โดยคณะแพทย์เตรียมแถลงอย่างเป็นทางการเช้าวันนี้

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

กระแสปฏิวัติแรง‘อภิสิทธิ์’ระทึกบินร่วมประชุมWEFที่สวิส

กระแสข่าวปฏิวัติ ยังแรงแม้หลายฝ่ายจะเรียงหน้าออกมาปฏิเสธ “อภิสิทธิ์” ลุ้นระทึกต้องบินร่วมประชุม World Economic Forum ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่วันที่ 28-31 ม.ค. จะได้กลับหรือไม่ เรียก “สุเทพ” เข้ารับนโยบายทำงานช่วงนั่งรักษาการนายกฯ โฆษกวอร์รูมพรรคเพื่อแผ่นดินระบุสถานการณ์ขณะนี้ผิดปรกติหลายอย่าง ทั้งการชุมนุมของหลายกลุ่มและการจับคนร้ายพร้อมอาวุธเตรียมป่วนเมือง แนะนายกฯชิงตัดหน้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่ก่อนถูกครหาได้อำนาจเพราะทหารและต้อง ลงจากตำแหน่งเพราะทหาร “จาตุรนต์” เชื่อมีกลุ่มคนพยายามใช้ความรุนแรงบีบให้เปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยวิธีการ ที่สลับซับซ้อน ขณะที่ “ประวิตร-อภิสิทธิ์-สุเทพ” ประสานเสียงยืนยันไม่มีปฏิวัติแน่

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงเรื่องการประชุมเตรียมปฏิวัติของนายทหารระดับ สูง โดยระบุว่า “ผมไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน หากพวกคุณอยากรู้ให้ไปถามนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่าไปเอาข่าวนี้มาจากไหน”

ซัด “จตุพร” ใส่ร้ายกองทัพ

พล.อ.ประวิตรกล่าวอีกว่า นายจตุพรชอบใส่ร้ายกองทัพและพูดอะไรโดยไม่คิด ไม่มีความรับผิดชอบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า จะไม่มีการปฏิวัติ เพราะทหารคงไม่คิดเรื่องนี้

“มาร์ค” ยังมั่นใจในตัว “ประวิตร”

ผู้สื่อข่าวถามว่ายังมั่นใจในตัว พล.อ.ประวิตรอยู่ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มั่นใจ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องการปฏิวัติอยู่ๆก็มีข่าวลือออกมา ไม่รู้ไปเอากันมาจากไหน

“สุเทพ” เชื่อไม่มีปฏิวัติแน่

“ไม่มีหรอกครับ ทำไม่ได้หรอกครับ ผมไม่บ้าไปด้วย ไม่รู้เอามาจากไหน” นายสุเทพกล่าว

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์มีกำหนดการเดินทางไปร่วมประชุมประจำปี World Economic Forum (WEF) ครั้งที่ 41 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 28-31 ม.ค. นี้ โดยนายกฯได้เรียกนายสุเทพที่จะนั่งรักษาการนายกฯเข้าพบเพื่อมอบหมายภารกิจ และนโยบายในการดูแลสถานการณ์การเมือง

“จำลอง” ไม่สนทหารจะปฏิวัติหรือไม่

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืนยันว่า พันธมิตรฯออกมาชุมนุมเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ไม่ได้หวังเรื่องอื่น

“ใคร จะปฏิวัติ ใครจะมาเป็นรัฐบาลเราไม่ได้สนใจ แต่ถ้ามาแล้วทำไม่ถูกต้องเราก็ต้องออกมา เราไม่ได้ชุมนุมให้มีปฏิวัติ เรามีเป้าหมายเดียวคือกดดันให้รัฐบาลออกมาทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินตามรัฐ ธรรมนูญ มาตรา 77” พล.ต.จำลองกล่าว

พผ. ชี้สถานการณ์ชักแปลกๆ

นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ โฆษกวอร์รูมพรรคเพื่อแผ่นดิน ยอมรับว่า เวลานี้มีกระแสข่าวการปฏิวัติออกมาอย่างต่อเนื่อง มีการพูดถึงขั้นว่าปีนี้จะไม่มีการเลือกตั้ง

“สถานการณ์การเมืองเวลา นี้ค่อนข้างแปลกๆหลายเรื่อง ทั้งการชุมนุมที่ออกมาพร้อมกันหลายกลุ่มและการจับกุมผู้ที่เตรียมอาวุธก่อ ความไม่สงบ สถานการณ์ทุกอย่างดูจะเชื่อมโยงกัน ทางที่ดีนายกรัฐมนตรีควรพิจารณาให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็ว จะได้ไม่ต้องให้คนอื่นเขาพูดดูถูกว่าเป็นรัฐบาลได้ก็เพราะทหาร พ้นจากตำแหน่งก็เพราะทหาร” นพ.ภูมินทร์กล่าว

“จาตุรนต์” ระบุมีความคิดเปลี่ยนแปลง

นาย จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยและอดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ให้ประชาชนจับตาการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะเชื่อว่าไม่เพียงต้องการให้ไทยกับกัมพูชาขัดแย้งกันมากยิ่งขึ้นเท่า นั้น แต่อาจแฝงความพยายามที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รุนแรงด้วย วัตถุประสงค์ที่ลึกลับซับซ้อนแบบที่หาเหตุผลตามปรกติไม่ได้

“เทพไท” ย้ำไม่มีข้ออ้างให้ปฏิวัติ

นาย เทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กระแสเรื่องการปฏัวัติเป็นเพียงการสร้างข่าว เพราะขณะนี้ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิวัติ

“คนที่ พูดเรื่องปฏิวัติเป็นการคิดเอาเอง และเป็นพวกที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาลด้วยวิธีการใดก็ได้จึงออกมาพูดเรื่อง ปฏิวัติ” นายเทพไทกล่าวและว่า นอกจากไม่มีเหตุผลที่จะทำการปฏิวัติแล้วรัฐบาลยังได้รับการสนับสนุนจากหลาย ฝ่าย พรรคประชาธิปัตย์จึงไม่วิตกกังวลใดๆต่อกระแสการปฏิวัติ มั่นใจว่าทั้งหมดเป็นเรื่องของข่าวลือ อยากให้คนปล่อยข่าวนี้ยุติเสียที

นาย เทพไทกล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนแล้วว่าจะยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนภายในเดือน เม.ย. หรือ พ.ค. นี้ จึงไม่จำเป็นอะไรที่ต้องปฏิวัติ

**********************************************************************

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

แกะรอยข่าวลือ “รัฐประหาร” ไม่ใช่ “ควัน” ที่ไม่มีไฟ แต่เป็นการ “ก่อกองไฟ” กับ”ฟืนเปียก”

ก่อนที่จะสรุปว่าข่าว “รัฐประหาร” ของ “จตุพร พรหมพันธุ์” เป็นเพียงการปล่อย “ข่าวลือ”

ต้องย้อนเวลากลับไป 2 ช่วงเวลา

ครั้งแรก คือ การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549
ถามว่าพล.อ.สนธิ  บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในวันนั้นอยากทำ “รัฐประหาร” หรือไม่

คำตอบคือ “ไม่”

แต่แรงกดดันจาก “มือที่มองไม่เห็น” ทำให้พล.อ.สนธิต้องเคลื่อนกองทัพออกมา “รัฐประหาร”

และการรัฐประหารครั้งนั้น การนัดชุมนุมของ “ม็อบพันธมิตร” คือ เงื่อนไขหนึ่งของการรัฐประหาร

มีการเลื่อนการชุมนุมขึ้นมาก่อนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางกลับจากต่างประเทศ

ที่สำคัญ หลังการรัฐประหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการ “รอบวันทันเหตุการณ์” ทางเอเอสทีวีว่าดีใจที่มีการรัฐประหารเพราะจะช่วยสร้างความสามัคคีและความรักชาติที่หายไปในยุครัฐบาล “ทักษิณ”

2 “สนธิ” จะรู้กันกับปฏิบัติการครั้งนั้นหรือไม่  ไม่มีใครรู้

ครั้งที่สอง เกิดขึ้นเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว

ถ้าจำกันได้ว่าการนัดชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2553  “อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ” เป็นคนที่ออกมาเปิดประเด็นเรื่อง “รัฐประหาร” เอง

เริ่มต้นจากคนในพรรคประชาธิปัตย์ออกมาปูดเรื่องนี้

เป็นเรื่องที่ “อภิสิทธิ์” พูดในที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่15 พฤศจิกายนว่าการยุบสภาดีกว่าการปฏิวัติ

“กลุ่มคนเสื้อเหลืองที่จะมาชุมนุมในวันที่ 11 ธันวาคม  จะมาชุมนุมเพื่ออะไร ตอนนั้นสภาฯปิดไปแล้ว  แต่เขาตั้งเป้าชุมนุมเพื่อให้ทหารออกมาควบคุมสถานการณ์ และนำไปสู่การปฏิวัติ”

หลังจากข่าวนี้ออกมา “อภิสิทธิ์” ไม่ได้ปฏิเสธข่าวนี้เลย

มีแต่การอธิบายเพิ่ม

18 พฤศจิกายน  “อภิสิทธิ์” ให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่ได้ระบุว่าเป็น “กลุ่มพันธมิตร” แต่บอกว่ามีบางกลุ่มบางคนอยากให้มีการปฏิวัติ  และอิงแอบอยู่กับพันธมิตรเท่านั้น

และ 21 พฤศจิกายน “อภิสิทธิ์” ย้ำอีกครั้งว่า “เขาไม่ได้ก่อการ เขามีความประสงค์”

เน้นคำว่า “ประสงค์”

ซึ่งหลายฝ่ายตีความว่าเป็นการส่งสารถึงคนชื่อ “ประสงค์”

ไม่รู้ว่าจะหมายถึง “น.ต.ประสงค์สุ่นศิริ” หรือไม่ ??

น.ต.ประสงค์ ที่มีคนสนิทชื่อ “ประพันธ์ คูณมี”

และเป็นอดีตเลขาธิการ “นายกรัฐมนตรี” คนหนึ่งในอดีต

……………

ถ้าดูจากคำพูดของ “อภิสิทธิ์” เมื่อ2 เดือนก่อน แสดงว่าเขาเชื่อว่า “ควัน” ของการรัฐประหารมีจริง

ดังนั้น การเปิดประเด็นเรื่อง “รัฐประหาร” ของ “จตุพร” ในวันนี้จึงไม่สามารถมองผ่านได้


“จตุพร” ปูดข่าวการประชุมกันของนายทหารระดับสูงเมื่อวันที่25 มกราคม โดยจะอ้าง 4 เหตุผล คือ 1.ความแตกแยกในชาติอย่างรุนแรง 2.การเสียดินแดนให้กัมพูชาและการบริหารด้านการทูตที่ล้มเหลว 3.สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้  4.การสลายการชุมนุม “คนเสื้อแดง” เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553

และจะมีการตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ขึ้นมา

ล่าสุด นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยก็ออกมาปล่อยข่าวชื่อ นายพล “ด” เป็นคนดำเนินการเรื่องนี้

แม้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ “เสธ.อู” ออกมาปฏิเสธข่าวนี้

แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ไว้วางใจ

และเมื่อตรวจสอบไปยัง “ชนชั้นสูง” บางคนที่เคยร่วมประชุมที่บ้าน “ปีย์มาลากุล ณ.อยุธยา” ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  พบว่าคนกลุ่มนี้ยังให้การสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ

ความรู้สึก “ชาตินิยม” ของเขารุนแรงมาก

ผู้ใหญ่ในแวดวงตุลาการคนนั้นไม่พอใจ “อภิสิทธิ์” ที่อ่อนข้อให้กับ “กัมพูชา”

อย่าลืมว่าการรัฐประหาร19 กันยายน 2549  พล.อ.สนธิ ไม่ได้อยากทำ แต่มีแรงกดดันจากกลุ่ม “ชนชั้นสูง” บางคน
พล.อ.สนธิ จึงจำใจต้อง “รัฐประหาร”

ซึ่งวันนี้  อำนาจของ “มือที่มองไม่เห็น”ยังคงพลานุภาพอยู่

และมีนายทหารระดับสูงบางคนรู้สึกว่าภารกิจการจัดระเบียบประเทศหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ยังไม่เสร็จสิ้น

ปัญหาของการต่อ “จิ๊กซอว์” ครั้งนี้จึงอยู่ที่ปริมาณ “ม็อบพันธมิตร” ที่น้อยเกินไป

เหมือน “ฟืน” ที่เปียกน้ำ

ย่อมจุดติดยาก

ดังนั้น การเพิ่มปริมาณ “ม็อบพันธมิตร” จึงเป็นเรื่องสำคัญ

คืนวันศุกร์ และวันเสาร์-อาทิตย์ จึงเป็นห้วงเวลาสำคัญที่ต้องแก้ “จิ๊กซอว์” ตัวนี้ให้ได้

ถ้าจำได้ว่า “ม็อบพันธมิตร” ช่วงยึดสนามบินสุวรรณภูมินั้น มีกลุ่ม “สีเขียว” แทรกตัวอยู่

พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในช่วงนั้นถึงกับหลุดคำว่า “ม็อบมีเส้น” ออกมา   เพราะรู้ดีว่า “การ์ดพันธมิตร” นั้นเป็นพวกไหน

ฟืน” ที่เปียกชื้น  จะกลับมาเป็น “ถ่านไม้โกงกาง” ที่แห้งสนิทได้หรือไม่

นี่คือ ประเด็นที่น่าจับตามองในช่วงสุดสัปดาห์นี้

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

“เพื่อไทย”ยัน”ปฏิวัติ”ไม่ใช่ข่าวปล่อย ปูดแผนจตุรทิศพิชิตเมือง คล้ายบันได 4 ขั้นล้มรัฐบาล ทรท.

 

ที่ พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรค พท. แถลงว่า คณะที่ปรึกษาด้านการเมือง ความมั่นคง ของพรรค พท. ได้หารือกันถึงกระแสข่าวการเตรียมปฏิวัติว่า ท้ายที่สุดอาจจะไม่ใช่การปล่อยข่าว เพราะที่ผ่านมาคณะที่ปรึกษาพรรค พท. ซึ่งมีเครือข่ายเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาทั่วประเทศ ส่งรายงานแผนการตามความต้องการของผู้มีอำนาจ แต่เกลียดการเลือกตั้ง โดยมีชื่อว่า “แผนจตุรทิศพิชิตเมือง” โดยจะมีลักษณะคล้ายบันใด 4 ขั้นที่ล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย คือมีการชุมนุม สุดท้ายก็ออกมาปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แผนนี้ใช้มาต่อเนื่องจนล้มรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และมาเข้มข้นในช่วงปี 2552-2553


นายจิรายุกล่าวว่า แผนดังกล่าวคือ 1.ทิศแห่งพลัง คือการสร้างพลังให้แข็งแรงกับเครือข่ายของตัวเอง ด้วยการให้มือไม้และแขนขาทำงานได้อย่างแข็งแรง เช่น การใช้ตุลาการภิวัฒน์เพื่อให้เกิดความไว้วางใจและมั่นคง เห็นได้จากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ทั้ง 2 คดี 2.ทิศแห่งเงินตรา มีการทำคุณให้คนใกล้ชิดด้วยการใช้เงินมหาศาลในทุกระบบ โดยมีรายงานว่าอาจใช้เงินมากกว่างบประมาณของประเทศบางปีด้วยซ้ำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย อาทิ ให้เงินพรรคการเมืองซื้อตัวข้าราชการ ซื้อตัว ส.ส.พรรคอื่นไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลในสมัยหน้าและพร้อมจะคืนกลับให้ในรูปแบบใช้ เงินงบประมาณประเทศ
นายจิรายุกล่าวว่า 3.ทิศแห่งกฎเกณฑ์ คือการวางกฎเกณฑ์เพื่อให้คู่ต่อสู้อ่อนแอทุกรูปแบบ และพ่ายแพ้ไปในที่สุดด้วยการเขียนกติกาต่างๆ ในสังคมเอง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรค ปชป.ยอมกลืนน้ำลายตัวเองให้แก้รัฐธรรมนูญ และแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลต่างก็โดนแผนนี้จนอ่อนระทวย ต้องหันไปสนับสนุนสูตร ส.ส. 375+125 และ 4.ทิศแห่งอำนาจ ซึ่งหลังมีการจุดประเด็นการปฏิวัติ ก็มีชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งเป็นแผนกันเหนียวหากรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลเบี้ยวข้อตกลงข้างต้น และรวมไปถึงการเตรียมการไว้สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป หากไม่ประสบความสำเร็จก็จะมีการโค่นล้มประชาธิปไตย ด้วยการปั่นกระแสความวุ่นวายในบ้านเมืองแล้วลากรถถังออกมายึดอำนาจ
“แผนจตุรทิศพิชิตเมือง เป็นแผนแม่บท ต้นแบบในการทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ เห็นได้มาตลอด 2 ปีที่ซึ่งยิ่งใกล้โหมดเลือกตั้ง ก็มีการแก้รัฐธรรมนูญ ทำให้ดูเข้าเค้าตามแผนนี้มากขึ้น เพราะแม้กระทั่งนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ยืนยันตลอดว่าจะให้ลูกพรรคโหวตสูตร 400+100 ก็ยังต้องยูเทิร์นแบบไม่เปิดไฟเลี้ยว ซึ่งมีข่าวว่านายบรรหารยังได้เอ่ยปากขอโทษกับแกนนำพรรคเพื่อไทยด้วยว่า “ขอโทษครับ ผมก็ถูกหักหลัง” ” นายจิรายุกล่าว
นายจิรายุกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ การออกมาปะทะคารมกันของพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำกลุ่มพันธมิตรอย่างรุนแรงนั้น น่าสังเกตว่าเป็นการขยิบตาเหยียบเท้าช่วยกันเรียกรถถังหรือไม่ แต่หากมีการยึดอำนาจรอบนี้อาจจะไม่ง่าย จะเกิดการต่อต้านอย่างหนัก ข้าราชการและประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจะลุกขึ้นมาสู้ อาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองได้

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

หนูนากับป้าแจ่ม

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ที่นี่น่าวิตก

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

สับไก กระสุนธรรม

ป้ายเขียนข้อความเป็นสื่อสำคัญอย่างหนึ่งในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ที่ปรากฏในข่าวใหญ่ๆ ได้แก่ “ที่นี่มีคนตาย” ส่วนล่าสุดคือ “ที่นี่กัมพูชา”

ป้าย แรกนั้น มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ในม็อบเสื้อแดงที่ชุมนุมเรียกร้องความรับผิดชอบให้คนตายในเหตุการณ์ปราบปราม ผู้ชุมนุมเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค.2553

ส่วนอีกป้าย กัมพูชาสลัก ข้อความบนหินอ่อนใกล้วัดแก้วสิขาคีรีสวาระ เพื่อบอกกล่าวว่า เป็นพื้นที่ที่ไทยเคยรุกล้ำรุกรานดินแดนเข้าไป

เมื่อฝ่ายไทยท้วงติงว่า ไม่ควรเขียนอย่างนี้ ทางกัมพูชาเลยไปแก้ไขใหม่

เขียนว่า “ที่นี่กัมพูชา” ดูแล้วหนักยิ่งไปกว่าเก่า

แต่สุดท้ายก็ยอมทุบทำลายไป

กรณีนี้คล้ายกับที่รัฐบาลญี่ปุ่นกับรัสเซียงัดข้อชิงหมู่เกาะคูริล

ตอนที่ผู้นำรัสเซียบุกไปย่ำบนเกาะดังกล่าว ฝ่ายญี่ปุ่นก็ส่งรัฐมนตรีต่างประเทศไปบ้าง

รัสเซียเลยแสดงความเป็นเจ้าของ ด้วยวาทะ “ไม่เป็นไรหรอก รัสเซียต้อนรับผู้มาเยือนอยู่แล้ว”

เหมือนได้ปักป้ายบนเกาะว่า “ที่นี่รัสเซีย” ไปโดยปริยาย

เรื่องราวชิงเกาะคูริลนั้นยังไม่จบ แต่ก็ไม่เห็นจะมีม็อบในทั้งสองประเทศขู่ยึดทำเนียบ

เพราะรู้กันอยู่ว่า กรณีพิพาททางดินแดนในโลกล้วนต้องจบที่โต๊ะเจรจาต่อรอง

ตรง กับที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอก กล่าวกลุ่มเสื้อเหลือง ว่าความขัดแย้งชายแดนไทย- กัมพูชาต้องไปพูดคุยกันในนามคณะกรรมาธิการร่วม ปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา หรือเจบีซี ที่ตั้งขึ้นมาตามบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา หรือเอ็มโอยู เมื่อปี 2543

แต่กลุ่มเสื้อเหลืองก็ยังชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลล้มเอ็มโอยู พาลไปถึงถอนตัวจากคณะกรรมการมรดกโลก

ที่น่าวิตกคือ มีข่าวสะพัด ขึ้นมาว่า อาจเกิดการรัฐประ หารโดยโยงเรื่องการเสียดินแดนให้กัมพูชาเข้าไปด้วย

เพราะเกิดมีขึ้นมาจริงๆ ก็เหมือนติดป้ายให้ประเทศไทยอีกรอบว่า “ที่นี่มีรัฐประหาร”

ได้อายคนทั้งโลกแน่

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

“ลายจุด”เชื่อมีปฏิวัติ-แนะถอนเงินระดมต้าน

เหยื่อปืน โผล่ร้อง ได้ชดเชย 200บาท


รำลึก – คน เสื้อแดงรวมตัวชุมนุมบริเวณลานดินทางเข้าวัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อรำลึกเหตุการณ์ปะทะกับทหาร บริเวณสถานีไทยคมช่วงเดือนเม.ย.ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 28 ม.ค.

คอ ป.ประชุมนัดสุดท้าย หลังเก็บข้อ มูลความขัดแย้งทางการเมือง ระบุตร.-ดีเอสไอไม่ให้ความร่วมมือเรื่องหลักฐานเท่าที่ควร ขออะไรไม่เคยได้ พร้อมเปิดรับฟังข้อมูลสลายม็อบแดง ทั้ง ที่แยกคอกวัว ราชประสงค์ วัดปทุมฯ ราช ปรารภ ยิงช่างภาพญี่ปุ่น-อิตาลี ฯลฯ ตั้งแต่ 1 ก.พ.-19 เม.ย. แต่เตรียมส่งสรุปเบื้องต้นให้นายกฯ ก่อนในสัปดาห์หน้า แม่น้องเกดนำญาติเหยื่อกระชับพื้นที่ตรวจรายชื่อผู้ได้รับเงินชดเชยจากรัฐ เผยผ่านพิจารณาแล้วชุดแรก 64 ราย แต่ได้รับเงินงวดแรก 39 ราย บางรายได้แค่ 200 บาท ส่วนคนตายเฉลี่ย 50,000-100,000 บาท หากใครไม่พอใจยื่นอุทธรณ์ได้ใน 30 วัน ส่วนที่จะเดินทางไปพบ กก.สิทธิอังกฤษ ต้องรอวีซ่าก่อน ซึ่งจะมีทนายความตัวแทนของโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม มารอรับ ขณะที่ “บ.ก.ลายจุด” ชี้เป็นไปได้ที่จะมีปฏิวัติรัฐประหาร ชวนแต่งชุดดำไปเบิกเงินออกจากแบงก์มาต่อต้านปฏิวัติ ด้านอธิบดีดีเอสไอระบุกรณีนปช.ฟ้องรัฐบาลกับศาลอาญาโลก อาจไม่เข้ากรอบเพราะไม่เข้าข่ายและไม่ได้เป็นสมาชิก

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 28 ม.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่ง ชาติ (คอป.) นายคณิต ณ นคร ประธาน คอป. กล่าวก่อนเข้าประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ว่า ในที่ประชุมจะหยิบยกเรื่องการทำงานครบ 6 เดือน โดยจะรายงานการรวบรวมข้อมูลที่ คอป.ลงพื้นที่พบประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ในต่างจังหวัด โดยจะรวบรวมผลที่ประชาชนต้องการเรียกร้องต่อรัฐบาล รวมทั้งแนวทางความคิดเห็นต่อการปรองดองให้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบภายในสัปดาห์หน้า

นายคณิตกล่าวว่า อุปสรรคการทำงานที่ผ่านมาพบว่าขาดความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร รวมทั้งข้อเรียกร้องที่เสนอต่อรัฐบาลกรณี ยกเลิกการตีตรวนผู้ต้องหาและการปล่อยตัวแกนนำนปช. ก็ไม่มีการตอบรับ ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่ากรณีของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และนายสมบูรณ์ ทองบุราณ แกนนำกลุ่มพันธมิตร ผู้ต้องหาในคดีก่อการร้าย ได้รับประกันตัวชั่วคราว แต่แกนนำกลุ่ม นปช.ซึ่งมีความผิดในลักษณะเดียวกันกลับไม่ได้รับการประกันตัว ซึ่งรัฐควรเข้าไปตรวจสอบว่ามีสาเหตุอะไรจึงให้มีการปล่อยตัว

นายคณิต กล่าวต่อว่า ตนเห็นว่าสำนักงานอัยการสูงสุดน่าจะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องดังกล่าวให้ มากกว่านี้ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่ได้ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่องที่ประสานงานขอข้อมูล รูปถ่าย คลิปวิดีโอ และหลักฐานเอกสารต่างๆ ก็ไม่เคยได้รับความร่วมมือ

ต่อ มาเวลา 18.30 น. นายคณิตเปิดเผยภายหลังการประชุมว่า หลังจากได้รับรายงานข้อมูล 3 ด้าน คือ 1.ด้านการตรวจสอบความจริง 2.ด้านการเยียวยา และ 3.ด้านการวิจัยแล้ว โดยทั้งหมดจะมีการปรับแต่งและแจ้งให้คณะกรรมการแต่ละเรื่องสรุป ซึ่งหลังจากนี้ คอป.จะไม่มีการประชุมอีกแล้ว โดยจะส่งรายงานนี้ให้นายกรัฐมนตรีภายในสัปดาห์หน้า และจะมีการแปลเอกสารชุดเดียวกับที่ส่งให้นายกรัฐมนตรีเป็นภาษาต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ทั้งในและต่างประเทศทราบต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทาง คอป.กำหนดให้มีโครงการรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบ จากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อให้รับรู้ข้อมูลอย่างครบถ้วนจากผู้ที่เกี่ยวข้อง มีโอกาสชี้แจงหลักฐานตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ถึง 19 เม.ย. ที่สำนักงานคอป. ศูนย์ราชการฯ โดย คอป.จะเชิญผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ไม่สงบ เช่น ผู้ชุมนุม คู่ขัดแย้ง เจ้าหน้าที่ของรัฐ สื่อมวลชนหรือองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน มาร่วมให้ข้อมูลทุกวันอังคาร โดยในวันที่ 1 ก.พ.จะเป็นการรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้ง วันที่ 15 ก.พ.จะรับฟังข้อมูลกรณีการปะทะบริเวณสี่แยกคอกวัว วันที่ 22 ก.พ.จะรับฟังข้อมูลกรณีการเสียชีวิตของช่างภาพชาวญี่ปุ่น วันที่ 10 เม.ย.2553 วันที่ 22 มี.ค.จะรับฟังข้อมูลเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง-รางน้ำ ช่วงวันที่ 13-19 พ.ค.2553 วันที่ 29 มี.ค. จะรับฟังกรณีการเสียชีวิต 6 ศพในวัดปทุมวนาราม วันที่ 5 เม.ย. จะรับฟังการเสียชีวิตของช่างภาพชาวอิตาลี และวันที่ 19 เม.ย.จะรับฟังกรณีการเผาสถานที่ต่างๆ ใน กทม.และสถานที่ราชการในจังหวัดต่างๆ

วันเดียวกัน ที่กระทรวงยุติธรรม นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาน.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม พร้อมญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม เมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ที่ผ่านมา เดินทางมายังกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อติดตามความคืบหน้า และตรวจสอบรายชื่อคนเสื้อแดง ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนและค่าชดเชยแก่ผู้เสียหาย ในคดีอาญา หลังจากที่ยื่นคำร้องไว้เมื่อหลายเดือนก่อน

นางพะเยาว์ กล่าวว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะกรรมการชุดดังกล่าวลงมติให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ จ่ายเงินค่าชดเชยให้กับญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จากการสลายการชุมนุมจำนวน 64 ราย โดยกรมคุ้มครองสิทธิฯ จะทยอยมอบเงินชดเชยให้กับญาติผู้เสียหายชุดแรก ในวันที่ 3 ก.พ.นี้ 39 ราย จากการตรวจสอบรายชื่อผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บพบว่าผู้บาดเจ็บบางรายที่ถูกยิง ได้รับเงินค่าชดเชยเพียง 200 บาท ส่วนผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ได้รับเงิน 50,000-100,000 บาท ซึ่งผู้เสียหายสามารถ ยื่นขออุทธรณ์เพื่อให้พิจารณาใหม่ได้ภายใน 30 วัน

นางพะเยาว์กล่าว ต่อว่า ขณะนี้ตนและนายณัทพัช อัคฮาด ลูกชาย และนายสันติพงษ์ อินทร์จันทร์ หรือน้องเบิร์ด ที่ถูกกระสุน ปืนยางของเจ้าหน้าที่ยิงตาขวาแตกจนต้องใส่ตาปลอม อยู่ระหว่างรอวีซ่า เพื่อเดินทางไปประเทศอังกฤษตามคำเชิญของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของอังกฤษ โดยมีนักวิชา การของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งนำไปพบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของอังกฤษ โดยมีทนายความที่เป็นตัวแทนของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม รอรับ ส่วนจะให้ปากคำกับกรรมการสิทธิฯ ชุดใดของอังกฤษ ยังไม่ขอเปิดเผย เพราะเกรงว่าจะส่งผลให้วีซ่าไม่ผ่าน

“จะใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จ จริงที่เกิดขึ้นกับผู้เสียชีวิตทั้ง 91 ราย รวมทั้งผู้บาดเจ็บกว่า 2,000 ราย โดยจะมอบภาพถ่าย คลิปวิดีโอเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงของรัฐบาล ทั้งบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ดินสอ ศาลาแดง สี่แยกราชประสงค์ และในวัดปทุมวนาราม ซึ่งเป็นจุดที่ลูกสาวถูกยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ให้กับอังกฤษด้วย” มารดาน้องเกดกล่าว และว่า การออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับลูกสาว และกลุ่มผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บที่ผ่านมา เป็นการออกมาเคลื่อนไหวในภาคของประชาชนไม่เกี่ยวกับการเมือง ข้อมูลที่ได้ทั้งหมดเป็นการรวบรวมมาจากญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งสิ้น

ด้าน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ก่อรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง ซึ่งตนได้หารือกับเครือข่ายทั่วประเทศเพื่อรับมือหากมีการรัฐ ประหารขึ้นจริงๆ ตามที่สันนิษฐานไว้ ขอให้ทุกคนสวมเสื้อสีดำ และไปถอนเงินที่ธนาคารออกมาทันที จากนั้นออกมาร่วมต่อต้านการทำรัฐประหารทันที ไม่ว่าจะเป็นวันไหนภายในปีนี้ และหากกลุ่มใดในรัฐบาลนี้รวมทั้งตัวรัฐมนตรี มีแนวคิดที่จะทำรัฐ ประหารขึ้นต้องถูกประณาม และถูกต่อต้านจากประชาชนอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และหากประชาชนช่วยกันต่อต้าน การทำรัฐประหารนี้สำเร็จ ต่อไปในอนาคตจะ ไม่มีใครกล้าทำอีก

วันเดียวกัน เวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบ สวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แต่งตั้งให้นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม และคณะ จากสำนักทนายความอัมสเตอร์ดัม แอนด์ เปรอฟ เป็นตัวแทนยื่นฟ้องรัฐบาลต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ จากกรณีสลาย การชุมนุมจนทำให้มีคนเจ็บตายจำนวนมาก ว่า เรื่องนี้คงไม่ใช่หน้าที่ของดีเอสไอ เข้าใจว่าเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ เนื่อง จากเป็นเรื่องระหว่างประเทศ ดีเอสไอเป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมายภายใต้กรอบเท่านั้น แต่มีการติดตามสถานการณ์อยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ในฐานะนักกฎหมายเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ควรดำเนินการในศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะไม่อยู่ในกรอบที่ศาลอาญาระหว่างประเทศจะพิจารณาได้ ไม่ว่าจะกรณีที่เราไม่ได้เป็นสมาชิก และลักษณะของการกระทำความผิดก็ไม่อยู่ในขอบข่ายที่จะทำได้ด้วย

ผู้ สื่อข่าวถามว่าหากมีการดำเนินการจริง ต่างประเทศมีโอกาสเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในได้หรือไม่ นายธาริตกล่าวว่า มันเป็นหลักสากลอยู่แล้วว่าอำนาจอธิปไตยของแต่ ละประเทศจะต้องได้รับการยอมรับ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความวุ่นวาย เพราะหน่วยงานใดๆ จะเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในได้

นายธาริตกล่าวถึง ความคืบหน้าคดีการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ดีเอสไอจะดำเนินการสอบสวนต่อไป เพื่อคลี่ คลายให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ทำงานอีกระยะหนึ่ง ส่วนเรื่องที่ส่งไปยังกองบังคับการตำรวจ นครบาล ต้องติดตามต่อจากบช.น. ทางดีเอส ไอจะไปก้าวล่วงไม่ได้

นายมานิตย์ สุขอนันต์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวถึงกรณีที่นางธิดา โตจิราการ ประธานนปช. ระบุว่า แกนนำ นปช.ที่ถูกคุมขังเตรียมทำจดหมายเปิดผนึกชื่อ “จดหมายปรับทุกข์” ส่งถึง 1,300 ผู้พิพากษาทั่วประเทศว่า ยังไม่ได้รับจดหมายดังกล่าวแต่อย่างใด และไม่ทราบว่าผู้พิพากษาท่านอื่นจะมีใครได้รับจดหมายแล้วหรือไม่ จึงไม่ทราบว่าจะมีการส่งจริงหรือไม่ เพียงแต่ทราบจากการดูข่าวทีวีเท่านั้น

นาย มานิตย์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามหากได้รับจดหมายดังกล่าวจริงก็คงแต่เพียงอ่านไว้เพื่อทราบ เหมือนอ่านหนังสือพิมพ์ คงไม่มีผลกับการพิจารณาคดี เพราะผู้พิพากษาเรามีกฎเกณฑ์ กติกา รวมทั้งระเบียบเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องประเด็นการเมือง คงไม่มีผู้พิพากษาคนใดตอบกลับหรือแสดงความเห็น ยกเว้นจะเป็นการเขียนบทความทางวิชาการ “เขาจะส่งจดหมายก็เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ผู้พิพากษาทั่วประเทศมีกว่า 4,000 คน หากส่งอะไรมาก็ดูไว้เท่านั้น ไม่มีผลอะไร”

วันเดียวกัน เวลา 16.30 น. บริเวณลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกทม. กลุ่มเสรีปัญญา ชน นำโดยนักศึกษาแนวร่วมคนเสื้อแดง จัดงาน “อนาคตนักศึกษาไทยบนความเปลี่ยน แปลงทางการเมือง” เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย โดยจะมีอาจารย์นักศึกษาสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นเวที แต่ปรากฏว่ากลุ่มเสื้อแดงที่ทราบข่าว ประมาณ 200 คนต่างพากันเดินทางมาจับจองพื้นที่ด้านหน้าเวที เพื่อรอฟังการปราศรัยของบรรดาแกนนำนักศึกษา

นายอัคพง กำแพงทอง แกนนำกลุ่มเสรีปัญญาชน กล่าวว่า ทำหนังสือขอใช้สถานที่และได้รับอนุญาตจาก กทม.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อมีกลุ่มเสื้อแดงเข้ามาร่วมกิจกรรม ด้วย ทำให้ทาง กทม.ไม่อำนวยความสะดวกเรื่องไฟฟ้าให้ ทำให้การปราศรัยต้องล่าช้าออก ไป เพราะต้องรอเครื่องปั่นไฟ ขณะเดียวกันมีข่าวว่า กทม.ขอให้รื้อเวที ทั้งนี้ การปราศรัย จะสิ้นสุดในเวลา 22.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของกทม. มอบหมายให้นายกระมล โอฬารวัตร ผอ. สำนักเทศกิจ (สนท.) เข้าไปเจรจา เพื่อกันไม่ให้ผู้ค้าเข้ามาค้าขาย ซึ่งสร้างความไม่พอใจ จนมีการโห่ไล่ ส่วนการรักษาความปลอดภัย กทม.ได้เตรียมเทศกิจ 50 นายจากเขตพระ นคร และตำรวจปราบจลาจล ตำรวจบก.น.6 รวม 100 นาย มาดูแลความเรียบร้อย พร้อมทั้งจัดรถสุขาเคลื่อนที่อำนวยความสะดวกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า หลังจากที่กลุ่มเสรี ปัญญาชนเริ่มตั้งเวทีปราศรัย ปรากฏว่าได้มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเสื้อแดง ต่างทยอยเข็นรถพร้อมทั้งตั้งแผงจำหน่ายของที่ระลึก เช่น รูปภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เสื้อผ้าแสดงสัญลักษณ์ของกลุ่มเสื้อแดง ร้านนวดไปจนถึงของกินและน้ำดื่มให้กับ ผู้ที่มาร่วมฟังการปราศรัยด้วย

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด