Monthly Archives: October 2011

ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ระบุ “ปล่อยน้ำมีเจตนาแอบแฝง โดยหวังทำลายการบริหารรัฐบาล ผิดมหันต์”

ดร.สมิทธระบุว่า ถ้ามีคนศึกษาเอาข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยามา
การพยากรณ์ระยะไกล เหมือนอย่างที่สหรัฐทำ
ที่เรียกว่า Long Range Forecast และที่เขาทำมาตลอดคือ
ทั้งที่อเมริกา มีศูนย์ที่ฮาวาย ญี่ปุ่น จีนมีกรมอุตุฯ
ประเทศไทยก็มีการทำนาย เรื่องนี้ แต่ข้อมูลไม่มีใครเอาไปใช้
หรือเอาไปใช้ ถ้าไม่มีการอธิบายรายละเอียด คนเอาไปใช้ก็เอาไปใช้ไม่เป็น
พอส่งให้กรมชลประทาน ส่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็ไม่เชื่อถือ
คือ ถ้าข้อมูลนี้นำไปใช้ รู้เลยว่าปริมาณฝนที่ตกในฤดูนี้จะมากกว่าปกติ
ช่วงไหน ช่วงต้นฤดูฝนมีเท่าไหร่ กลางฤดูฝนมีเท่าไหร่ ปลายฤดูฝนมีเท่าไหร่
พายุจะเข้าต้น-กลาง-ปลายฤดูฝน พายุเข้ากี่ลูก
เพราะฉะนั้น ผู้บริหารน้ำต้องรู้ว่า ปริมาณฝนที่จะตกต้นฤดูฝนจะเก็บน้ำ
ในเขื่อนเท่าไหร่ ไม่ใช่ตกปุ๊บเก็บปั๊บ น้ำล้นเลย พอกลางฤดูฝนน้ำเต็มเขื่อนแล้ว
พอปลายฤดูฝน ฝนตกมาไม่รู้จะทำยังไง ตกใจ ปล่อยน้ำไหลออกมา
แล้วก็ปล่อยแบบไม่มีขั้นตอนการปล่อย อยากปล่อยก็ปล่อย
ปล่อยพรวดเดียว 3 เขื่อนพร้อมๆ กัน

“ขนาดปล่อยเขื่อนเดียวก็ตายแล้ว เขื่อนภูมิพลปล่อยทีเดียว 100 ล้าน
ลบ.ม.ต่อวัน แค่เขื่อนเดียว เราระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มภาคกลาง
จากแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน ระบายออก 500 ล้าน
ลบ.ม.ต่อวัน ปล่อยมาอย่างนี้มันก็ท่วมระบายออกไม่ทัน ยังมีเขื่อนสิริกิติ์
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนลำตะคอง พวกนี้ไม่มีติดต่อประสานงานกันเลย
จะปล่อยแล้วนะ คุณรับได้มั้ย ก็เก็บไว้ก่อนก็ได้”

ดร.สมิทธเล่าว่า ตนเคยคุยกับคุณปราโมทย์ ไม้กลัด ว่า การปล่อยน้ำ
แล้วน้ำท่วมแบบนี้ ควรต้องมีคนรับผิดชอบ ต้องมีการสอบสวน
ถือว่าเป็นการทำลายเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าปล่อยน้ำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ให้อภัยไม่ได้ แต่ปล่อยโดยหวังทำลายการบริหารรัฐบาล
หรือพรรคใดพรรคหนึ่ง ผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง มันผิดมหันต์

“ไม่มีเจตนาแอบแฝงได้ไง ปล่อยไม่หยุด ปล่อยยาว
ไปดูบันทึกของกรมชลประทาน หรือ กฟผ. ไม่เคยปล่อยน้อยลง
มาน้อยลงตอนหลัง ตอนฝนหยุดตกแล้ว อ้างฝนตกเข้าเขื่อนมากต้องปล่อยมาก
เขื่อนทำไว้ระบายน้ำโดยอัตโนมัติ ถ้าน้ำขึ้นมากๆ ไม่ให้ล้นสันเขื่อน
มีสปริงเวย์ให้น้ำระบายออกสันเขื่อนอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวเขื่อนรับน้ำไม่ได้
คนไม่รู้กลัวเขื่อนแตก แต่ไม่มีเขื่อนที่ไหนในโลกแตกเพราะน้ำท่วมเลย
ไม่มี สร้างมาแข็งแรงมาก เขื่อนใหญ่ๆ ไม่มีแตกเพราะน้ำล้นเขื่อน
มีแต่เขื่อนเล็กๆ ทำด้วยดินอัด หินอัดน้ำล้น แต่เขื่อนภูมิพลคอนกรีตไม่มีทาง
มีความปลอดภัย”

http://www.ryt9.com/s/tpd/1269909

1 Comment

Filed under Thaiuknews

“นวมทอง ไพรวัลย์” ประวัติศาสตร์ของสามัญชน: สัญลักษณ์ต้านอำนาจกองทัพ-รัฐประหาร

 

“แนวร่วมคนเสื้อแดง”

 

วันที่ 31 ตุลาคม เมื่อ 5 ปีที่แล้ว   สำหรับหัวใจของ “คนเสื้อแดง” “คนรักประชาธิปไตย” คงไม่มีใครลืมประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ของคนธรรมสามัญชน ผู้รักประชาธิปไตย ที่ชื่อ

“นวมทอง ไพรวัลย์”

แม้ว่าหลักสูตรการอบรมบ่มเพาะครอบงำทางประวัติศาสตร์ของชนชั้นปกครองอำมาตย์ ศักดินา มักจักให้ผู้คนในสังคมไทยจำในเรื่องในสิ่งที่พวกเขาอยากให้จำ   และลืมในเรื่องในสิ่งที่พวกเขาต้องการให้ลืม แต่นับจากนี้ไป  เราพบเห็นว่า   “คนเสื้อแดง” “คนรักประชาธิปไตย”  “ผู้ตาสว่าง”   ได้สร้างประวัติศาสตร์ของตนเองด้วยความภาคภูมิใจขึ้นมาแล้ว

เราจึงได้ยินการเอ่ยถึง  จิตร ภูมิศักดิ์  เตียง  ศิริขันธ์  ปรีดี พนมยงค์  กุหลาบ  สายประดิษฐ์   พระยาพหล พยุหเสนา  ถวัติ ฤทธิเดช  พ่อหลวงอินทา และอีกหลายคน ผู้มีความใฝ่ฝันถึง “เสรีภาพ  เสมอภาค  ภราดรภาพ  ความยุติธรรม   ความเท่าเทียม  ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

คืนวันที่ 31 ตุลาคม “นวมทอง ไพรวัลย์”  อดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย   ผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549  “นวมทอง ไพรวัลย์”   ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ โตโยต้า โคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กรุงเทพมหานคร ของบริษัท สหกรณ์แหลมทองแท็กซี่ จำกัด พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะปฏิรูปฯ (คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 )และได้รับบาดเจ็บสาหัส

ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ ที่ว่า

ตื่นเถิดเสรีชน                อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน

ดาบหอกกระบอกปืน      หรือทนคลื่นกระแสเรา

แผ่นดินมีหินชาติ            ที่ดาดาษความโฉดเขลา

ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา      ประโยชน์เข้าเฉพาะตน

กล่าวได้ว่า  การขับรถแท็กซี่ชนรถถังครั้งนั้นของ  “นวมทอง   ไพรวัลย์” เป็นการต่อสู้กับอำนาจนอกระบบของอำมาตย์ ที่ทำลายประชาธิปไตย และเป็นอุปสรรคขัดขางหนทางประชาธิปไตยในสังคมไทยมาหลายยุคหลายสมัย

การกระทำดังกล่าวของ “นวมทอง   ไพรวัลย์”   จึงเป็นสัญลักษณ์ต้านอำนาจกองทัพและรัฐประหารของระบบอำมาตย์  นั่นเอง

กระนั้นก็ตาม การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในช่วงเมษา –พฤษภา 53 อำมหิต กองทัพได้เป็นกลไกหลักในการล้อมปราบประชาชนครั้งนั้น  จึงต้องนำคนฆ่า คนสั่งฆ่าดำเนินการตามกฎหมายเพื่อสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชนผู้ ถูกกระทำด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากสังคมไทย ต้องการปลดเปลื้องพันธนาการที่ลดทอนการเติบโตของพลังประชาธิปไตย ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยหนึ่ง  “ต้องปฏิรูปกองทัพไทย” เหมือนเช่นประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกที่กระทำกัน

กล่าวสำหรับกองทัพไทย ภายใต้บริบทการเมืองไทย ภาวะ“รัฐซ้อนรัฐ” ดำรงอยู่ปัจจุบัน   ผู้เขียนมีข้อเสนอ 3 ประการ ในการปฏิรูปกองทัพ   คือ

1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องดำเนิกระบวนการ แก้ไขพรบ.สภากลาโหม เพื่อให้อำนาจในการบังคับบัญชากองทัพ กลับมาอยู่กับผู้นำพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

2. รัฐประชาธิปไตยต้องทำให้กองทัพมีขนาดเล็กลง   ไม่มีระบบการเกณฑ์ทหาร   งบประมาณก็ต้องลดลง  เพื่อนำงบประมาณใช้จ่ายด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมที่มีประโยชน์กว่า ท่ามกลางยุคที่หมดสมัยการทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน

3. รัฐประชาธิปไตย ต้องสร้างระบบการศึกษาและวัฒนธรรมกองทัพให้ทันสมัย เป็นประชาธิปไตยทั้งความคิดและการจัดองค์กร ที่ไม่เน้นระบบสายบังคัญชาแบบแบบสั่งการ โดยผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีส่วนร่วมแต่อย่างใด

การปฏิรูปกองทัพ คงเป็นความใฝ่ฝันหนึ่งของ “นวมทอง ไพรวัลย์”

ขอคารวะดวงวิญญาณ “นวมทอง ไพรวัลย์”

อุดมการประชาธิปไตย ของ “นวมทอง ไพรวัลย์” จงเจริญ

Leave a comment

Filed under ข่าวจากประชาไท

นายกฯปู กับปรากฏการณ์ ‘น้ำท่วมปาก’

Pic_212114

รัฐนาวา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงหนึ่งเดียวของไทย ที่กำลังอยู่ในอาการสำลักน้ำจำนวนมหาศาลที่พุ่งเข้าถล่มโจมตีพื้นที่เมือง หลวงอย่าง กทม. ที่ถือเป็นไข่แดงของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาล และกทม.ที่มี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกทม. ต้องร่วมมือร่วมใจกันปกป้องไม่ให้ก้อนน้ำไหลเข้าท่วม หรืออย่างน้อยก็ต้องทำให้เมืองหลวงของประเทศไทยได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ให้น้อยที่สุด

แต่เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ จับอาการแถลงข่าวของนายกรัฐมนตรี เหมือนกับออกมาบอกประชาชน ว่าให้ยอมรับสภาพที่จะเกิดขึ้น ไม่สามารถต้านมวลน้ำจำนวนมหาศาลที่มาจ่ออยู่หน้าบ้านด้านทิศเหนือของ กทม.ได้ ซ้ำต้องยอมปล่อยให้ท่วมกทม.บางพื้นที่  โดยครม.ประกาศให้เป็นวันหยุดราชการตั้งแต่ 27-31 ต.ค.นี้ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนคน กทม. ย้ายออกไปต่างจังหวัด

ส่วน ที่เหลือก็เหมือนรอให้หน่วยงานภาครัฐและเจ้าหน้าที่เข้าไปเยียวยาผู้ประสบ อุทกภัย หากรัฐบาลและ กทม.ป้องกันไว้ไม่อยู่ ซึ่งเค้าลางก็ปรากฏชัดขึ้นมาเป็นลำดับ ทั้งพื้่นที่ในเขตดอนเมือง สายไหม หลักสี่  บางพลัด จนถึงเขตเศรษฐกิจสำคัญอย่างเยาวราช เรื่อยไปถึงเขตลาดพร้าว วังทองหลางที่ถูกประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังพิเศษ  ทำให้เชื่อว่า กทม.คงมิอาจรอดพ้นจากน้ำท่วมไปได้ เพียงแต่จะหนักหนาสาหัสแค่ไหนเท่านั้น เพราะอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตก็เริ่มที่จะขาดแคลน ราคาพุ่งสูงขึ้นเสียแล้ว

กับ ปัญหาน้ำท่วมใหญ่กทม. หรือแม้แต่ปัญหาการบริหารงานของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบ อุทกภัย(ศปภ.) ที่เรียกได้ว่าประสบกับความล้มเหลว ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ส่งผลทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในข้อมูลของศปภ.ที่ผ่านมา หรือแม้แต่การระบุว่านายกรัฐมนตรีหญิงและรัฐมนตรี อ่อนด้อยประสบการณ์ ทั้งในด้านการเมืองหรือข้อมูลที่จะใช้บริหารแก้ปัญหา เรียกว่าเป็น”มือใหม่หัดขับ” ก็ยังถือว่าพอทำเนา

แต่กับกรณีการกั๊ก ของบริจาค ที่ประชาชนจากทั่วประเทศบริจาคให้กับผู้ประสบอุทกภัยที่ปรากฏเป็นข่าวมาหลาย วันนั้น คนส่วนใหญ่ไม่อาจยอมรับได้ เนื่องจากสิ่งของเหล่านั้น ผู้บริจาคต้องการให้รัฐบาลโดยเฉพาะ ศปภ.ที่มีหน้าที่หลักแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมโดยตรง ได้ส่งสิ่งของรับบริจาคเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าวสารอาหารแห้ง น้ำดื่ม สิ่งที่จำเป็นในภาวะน้ำท่วม รวมไปถึงเรือพาหนะจำเป็น ในยามต้องอพยพออกจากพื้นที่วิกฤติ หรือ ใช้สัญจรในยามที่น้ำท่วมสูง จะต้องไปถึงมือของผู้ประสบอุทกภัยโดยเร็วที่สุด

แต่ กลับปรากฏเป็นข่าวใหญ่โตว่า คนของรัฐบาล โดยเฉพาะมีการพุ่งเป้าไปที่แกนนำนปช. อย่างนาย ยศวริศ ชูกล่อม หรือ”เจ๋ง ดอกจิก” ที่ตอนนี้มีตำแหน่งเป็นถึงที่ปรึกษาของ รมว.มหาดไทย กั๊กของรับบริจาคจำนวนมากที่เอาไปเก็บไว้ที่ ศปภ.ดอนเมืองนานเป็นสัปดาห์ มีการใช้อำนาจเป็นคนของรัฐบาล

ทั้งนี้ไม่ว่าจะตั้งใจเก็บไว้เพื่อนำไป แจกให้ผู้ประสบภัยในเขตพื้นที่รับผิดชอบ หรือหนักกว่านั้นคือการกั๊กของที่ได้รับบริจาคให้กลายมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตน เอง หากเป็นความจริงก็ต้องถามว่า มีเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร  นี่ยังไม่นับรวมกรณี มีหญิงนิรนามคนหนึ่ง ไปอ้างชื่อของ”เจ๋ง” ไปขอเบิกของบริจาคที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ตั้งอยู่ที่สนามศุภ ชลาศัย

ตอน แรกข้อมูลที่ปรากฏเป็นข่าวก็ยังถือว่าคลุมเครือ ถึงแม้จะมีการขานรับมาจากนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รมว.มหาดไทย สั่งให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีการกระทำดังกล่าวก็พร้อมดำเนินการกับคนผิดอย่างเต็มที่ แต่จนถึงขณะนี้ข่าวการตรวจสอบก็ถูกกลบให้เงียบหายไป จากกรณีรัฐบาลออกมาสารภาพว่า กทม.คงต้องเตรียมรับวิกฤติมวลน้ำขนาดมหึมา รวมไปถึงน้ำทะเลหนุนสูง ที่จะเข้าถล่มในช่วงสิ้นเดือนต.ค.นี้

จะอย่าง ไรข้อมูลข่าวสารในโลกโซเชียลมีเดียก็ไปไกลกว่ามาก เมื่อปรากฏว่ามีประชาชนเข้าไปโพสต์แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางและหลาก หลาย ทั้งให้กำลังใจและในเชิงต่อว่าการทำหน้าที่ของศปภ. รัฐบาล รวมไปถึงแกนนำเสื้อแดงที่ตกเป็นจำเลยสังคมในแบบตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้ภาพพจน์ ศปภ.ยิ่งตกต่ำลงชนิดที่เรียกว่าน่าใจหาย

จน มาถึงกรณี นายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี เพื่อไทย ที่ต้องนับว่าเป็นคนกันเองกับกลุ่มนปช. ยังตัดสินใจออกมาโวยผ่านสื่อฯ ระบายความอัดอั้นในการทำงานของ ศปภ.ว่า “ตกลงตนเป็นส.ส.เพื่อไทยหรือนี่เป็นพรรคเสื้อแดงกันแน่ เพราะไปที่ศปภ.เพื่อขอถุงยังชีพให้กับชาวบ้านทั้งหมด 2,000 ชุด แต่ปรากฏว่าได้มาเพียงแค่ 500 ชุด ซึ่งไม่พอตนจึงคืนไป เพราะเมื่อขอแล้วได้เท่านี้สู้เอาเงินไปซื้อเองดีกว่า ต่างจากพวกเสื้อแดงที่ไปขอถุงยังชีพที่มีรถเอาไปส่งให้ถึงที่แถมยังได้ มากกว่าจำนวนที่ขอไปอีกด้วย ดังนั้นสงสัยว่าตกลงตัวเป็นส.ส.พรรคเพื่อไทยหรืออยู่พรรคเสื้อแดงกันแน่”

“วันนี้ เชื่อว่าการบริหารจัดการที่ไม่ทั่วถึงนั้นเกิดจากบางบุคคลเท่านั้น นายกฯคงจะไม่เกี่ยวข้องด้วย ส.ส.ไปขอของแต่กลับบอกให้เอารถไปขนเอง มีครั้งหนึ่งเคยไปขอตอนเที่ยงแต่ได้ของมาตอนสองทุ่ม ต่างจากพวกนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือนายยศวริศ ชูกล่อม เลขานุการรมช.มหาดไทย ที่มีรถขนของไปส่งให้ถึงที่ จัดรถให้ถึง 5 คันเอาถุงยังชีพไปให้ ทั้งนี้ที่ตนพูดในวันนี้พูดในนามส.ส.นนทบุรีอีก 3 คนด้วย ทุกวันนี้ต้องประสานไปยังอบต.นนทบุรี ซึ่งเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเอาถุงยังชีพมาช่วยเหลือประชาชน”นายฉลอง กล่าว…

ถ้า เป็นฝ่ายตรงข้ามออกมาให้ข้อมูลคงจะไม่มีผลกระทบต่อรัฐบาลมากนัก แต่นี่เป็นส.ส.จากพรรคเดียวกันอดรนทนไม่ได้ออกมาปูดเอง ก็ต้องยอมรับว่ามีมูลความไม่ชอบมาพากลไม่มากก็น้อย ไม่เช่นนั้นคงไม่ปรากฎข่าวจากที่ประชุมศปภ.หารือแนวทางต่อไปจะเปลี่ยนให้ ทหารคุมของบริจาคแทนออกมาหรอก

สุดท้ายต้องขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะต้องกล้าแสดงภาวะความเป็นผู้นำ กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำให้ความจริงกระจ่างออกมาให้ได้ว่ามีต้นสายปลายเหตุ ความเป็นมาอย่างไร พร้อมนำคนผิดมาลงโทษ หากทำไม่ได้ รัฐบาลและศปภ.ก็ต้องเผชิญกับวิกฤติความน่าเชื่อถือ ชึ่งขณะนี้เองก็ถือว่าตกต่ำมากอยู่แล้วจากเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ สะท้อนภาวะไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต่อไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ดัง นั้นขอเตือนว่าจากนี้ไปอย่ามัวแต่’เกรงอกเกรงใจ’กับผู้เคยมีอุปการคุณกับ รัฐบาล หรือเป็นเหมือนกับ”น้ำท่วมปาก”อยู่อีกเลย ไม่งั้นแม้จะเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กๆ แต่หากชะล่าใจ รัฐบาลปู1 ก็อาจพังแบบที่เรียกว่า”ไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็เป็นได้”

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ไทรัฐ

‘ดี-ชั่ว’ ที่ผูกติดกับ ‘รัก-เกลียด’

 

นักปรัชญาชายขอบ

 

หลายครั้งที่เราได้ฟังแกนนำมวลชน สื่อ นักวิชาการบางคนพยายามอธิบายว่า ความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในบ้านเราไม่เกี่ยวกับ “ความเกลียดชัง” ตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของการมีความคิดเห็นต่างกัน เนื่องจากยึดหลักการ อุดมการณ์ ต่างกัน

แต่เมื่อสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จะเห็นว่า มันมีเรื่องของ “ความรัก-ความเกลียดชัง” เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างสัมพัทธ์กับการเพิ่ม-ลด “ดีกรี” ของความขัดแย้งและความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ หมายความว่า มันมีการสร้างความเกลียดชังตัวบุคคล กลุ่มคน ฝ่าย หรือ “สี” ผ่านสื่อต่างๆ ในหลากหลายรูปแบบอยู่เสมอตลอดมา นับแต่การสร้างปีศาจทักษิณ เสื้อแดงนิยมความรุนแรง ขบวนการล้มเจ้า หมู่บ้านแดงคอมมิวนิสต์ ฯลฯ
กระทั่งปัจจุบัน ปรากฏการณ์ของ social media ในท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วม ก็มีแม้กระทั่งพระสงฆ์บางรูปโพสต์ข้อความว่า คนเสื้อแดงที่เคยด่า “ทหารเป็นฆาตกร” ไม่น่าจะยื่นมือมาขอรับความช่วยเหลือจากทหาร ไม่ต้องพูดถึงการโพสต์ด่านายกฯ ว่ามีมากเพียงใด อีกทั้งสื่อทีวีที่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามก็ตามกัดเป็นรายวัน เหมือนจงใจใช้ “วิกฤตมหาอุทกภัย” ทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลที่พวกตนเกลียดชัง โดยไม่ต้องสนใจเหตุผลว่า ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ทุกฝ่ายควรหันมาช่วยเหลือกันและกันอย่างไร
แม้กระทั่งเมื่อเช้านี้ (27 ต.ค.) ในรายการ “เก็บตกจากเนชั่น” กนก รัตน์วงสกุล กับ ธีระ ญัญญไพบูลย์ ก็ยังแสดงความเห็นว่า มีน้องๆ ที่ไปช่วยแพ็คของที่ ศปภ.ดอนเมือง บอกว่า มีคนบอกให้ใส่เสื้อแดง แล้วก็พูดตลอดว่า พวกเราคนเสื้อแดงต้องช่วยคนเสื้อแดงด้วยกัน มันเป็นบรรยากาศที่รับไม่ได้ เสียความรู้สึกมาก จนต้องหนีกลับมา กนกยังพูดอีกว่า มีนักการเมืองบางคนให้ติดชื่อตนเองบนห่อของที่รับบริจาคก่อนนำไปแจกชาวบ้าน ภายใน ศปภ.ตอนนี้มันเละจนรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ต้องขอนายกฯ ให้ทหารเข้าไปบริหารจัดการแทน
แล้วกนกก็เชลียร์ทหารต่อว่า “ทหารเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนเรื่องน้ำท่วมอย่างเต็มที่ ตอนนี้ทหารเป็นฮีโร่ของชาวบ้านไปแล้ว ที่จริงทหารเค้าก็เป็นฮีโร่มาตลอด แต่นักการเมืองนับวันจะตกต่ำลง ไม่รู้คิดได้หรือยัง ถ้าคิดได้ตอนนี้ก็ยังกลับตัวทัน”
ตัวอย่างที่ยกมาเป็นต้นนี้ สะท้อนว่าความเกลียดชังมันฝังลึก จนยากที่จะประสานรอยร้าวให้สนิทไม่ว่าจะเผชิญภาวะวิกฤตขนาดไหนก็ตาม จึงน่าคิดว่า ความเกลียดชังฝังลึกที่ส่งผลเป็นความแตกร้าวเกินเยียวยาเช่นนี้มันเกิดขึ้น ได้อย่างไร
หากพิจารณา “วาทกรรมความขัดแย้ง” ในบ้านเราอย่างตรงไปตรงมา จะเห็นว่าเป็นการเถียงกันเรื่องถูก-ผิด แต่ว่าความหมายของ “ถูก-ผิด” ที่สังคมเรานิยมใช้กันมันไม่ใช่เรื่องถูก-ผิดในเชิงการปฏิบัติตามนโยบายของ รัฐบาล ประสิทธิภาพในการทำงาน และมันไม่ใช่การเถียงกันอย่างจริงจังว่า หลักการ อุดมการณ์อะไรถูกหรือผิด ไม่ได้จริงจังด้วยซ้ำว่า มันเป็นเรื่องของกากระทำที่ถูกหรือผิดในทางกฎหมาย หลักความยุติธรรม หรือหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย
แต่ถูก-ผิดที่เราใช้ฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตายนั้น เป็นเรื่องของ “ความถูก-ผิดทางจริยธรรม” ทว่าปัญหาคือ “วัฒนธรรมความคิดทางจริยธรรม” ในบ้านเรา เป็นวัฒนธรรมความคิดที่มีอิทธิพลจากความเชื่อทางศาสนาซึ่งเป็นจริยธรรมเชิง ปัจเจก ไม่ใช่จริยธรรมภาคสาธารณะ (social morality) ฉะนั้น ถูก-ผิด ที่เราใช้ฟาดฟันกัน จึงไม่ชัดว่าเป็นเรื่องของถูก-ผิดตามหลักการของจริยธรรมภาคสาธารณะ คือหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม แต่เราขับเน้นถูก-ผิดในความหมาย “ดี-ชั่ว” ของตัวบุคคล แล้วก็นำเรื่องดี-ชั่วของตัวบุคคลไปผูกติดกับ “ความรัก-ความเกลียดชัง” และใช้ความรัก-ความเกลียดชังนั้นเป็นเงื่อนไขของการแบ่งฝ่าย และการต่อสู้ทางการเมือง
ภายใต้วัฒนธรรมความคิดทางจริยธรรมเช่นนี้ สังคมเราจึงสร้างกระแสความรักความศรัทธาในตัวบุคคลที่ถูกยกย่องกันว่าเป็น “คนดี” หรือเป็น “ผู้มีคุณธรรมจริยธรรมสูงส่ง” อย่างไม่ลืมหูลืมตา และสร้างกระแสความเกลียดชังตัวบุคคลที่ถูกสังคมพิพากษาว่าเป็น “คนเลว” หรือคนไม่มีคุณธรรมจริยธรรม อย่างสุดโต่ง
ฉะนั้น สำหรับคนที่ถูกยกย่องว่า เป็นคนดีมีคุณธรรมสูงส่งและเป็นที่รักของผู้คน เราจึงไม่สนใจวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ ขณะที่คนที่ถูกสังคมพิพากษาว่าเป็นคนเลว หรือเป็นพวกเดียวกับคนเลวและผู้คนเกลียด ไม่ว่าเขาจะขยับตัวทำอะไรก็ผิดไปหมด จะต้องถูกตรวจสอบ ถูกจับผิด ถูกวิจารณ์ ถูกด่าอยู่ตลอดไป  
วัฒนธรรมความคิดทางจริยธรรมที่เอาเรื่อง “ดี-ชั่วผูกโยงกับความรัก-ความเกลียดชัง” ดังกล่าว สะท้อให้เห็นว่า ความเชื่อทางจริยธรรม หรือความเชื่อเรื่องดี-ชั่ว ของสังคมเราไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความมีเหตุผลและหลักการเชิงสังคม แต่อยู่บนพื้นฐานของความรัก-ความเกลียด หรือความศรัทธา-ไม่ศรัทธาในตัวบุคคลเป็นหลัก
ฉะนั้น เวลาเราพูดถึง “ความดี” หรือการกระทำที่ดี เราจึงไม่มี “จินตภาพ” ของความดี หรือการทำดีในความหมายที่เป็นการกระทำเพื่อปกป้องหลักการเชิงสังคม ป้องคุณค่าความเป็นมนุษย์ หรือประโยชน์สุขเชิงสาธารณะ เช่นการกระทำตามหรือการปกป้องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม จึงไม่ใช่ความดีหรือการกระทำที่ดี ที่ภาครัฐ ระบบการศึกษา สื่อ ฯลฯ    โปรโมท กระตุ้นเตือน หรือรณรงค์ให้ประชาชนเห็นคุณค่า และถือเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ หรือยึดถือปฏิบัติเป็นวิถีชีวิต
แต่ความดีหรือการกระทำที่ดีที่สังคมนี้โปรโมท รณรงค์ให้คนทุกเพศทุกวัยกระทำคือ “ความดีเชิงปัจเจก” เช่น การ “ทำดีเพื่อพ่อ” ซึ่งหมายถึงคุณจะทำอะไรก็ได้ที่เกิดประโยชน์กับตัวคุณ(และทำให้คุณเพิ่มพูน ศรัทธาใน “พ่อ” มากขึ้น) เช่น ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ออกกำลังกาย กระทั่ง “อ่านหนังสือสอบเพื่อพ่อ” ร้องเพลงเพื่อพ่อ ถ้าเป็นการทำดีเชิงสาธารณะเพื่อพ่อก็มักจะเป็นเรื่องเก็บขยะ ปลูกป่า ฯลฯ แต่ไม่เคยมีการทำความดีด้วยการต่อสู้เรียกร้องเสรีภาพ ความเสมอภาค ประชาธิปไตย “เพื่อพ่อ” เลย (มีแต่การอ้างพ่อเพื่อจัดการกับคนที่ออกมาเรียกร้องเรื่องดังกล่าว)
นอกจากนี้ ก็เป็นเรื่องของการโปรโมทความดี หรือการทำดีตามความเชื่อทางศาสนา ซึ่งมักเน้นเรื่องทำบุญทำทาน การรักษาศีล ปฏิบัติธรรม เพื่อความสุขความเจริญของชีวิตในชาตินี้และชาติหน้า แต่มุมมองทางศีลธรรมศาสนานิยมปลูกฝังกัน ก็มักจะมองการกระทำหรือพฤติกรรมของมนุษย์ผ่าน “กรอบโลกทัศน์แบบขาว-ดำ” เป็นหลัก
ภายใต้บริบทของสังคมที่ถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมความคิดทางจริยธรรมดัง กล่าวนี้ ทัศนะทางการเมืองก็ถูกทำให้เป็น “ทัศนะแบบขาว-ดำ” ไปด้วย จึงทำให้การถกเถียงเรื่องปัญหาทางการเมืองกลายเป็นเสมือนเรื่องทางศาสนาเข้า ไปทุกที เพราะฝ่ายที่เห็นต่างกันไม่สามารถถกเถียงกันได้ด้วยเหตุผลอย่างถึงที่สุดภาย ใต้บรรยากาศของการมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง เนื่องจากทั้งตัวบุคคลและทัศนะของเขาง่ายที่จะ “ถูกจับยัด” เข้าไปใน “กรอบ” ของ “ดี-ชั่ว” อย่างสัมบูรณ์ (absolutely) ตาม concept ที่ว่า “คนดี” คือ “คนที่ต้องจงรักภักดี” ความดี หรือการกระทำที่ดี คือการกระทำที่สนับสนุน ส่งเสริม ปกป้องความจงรักภักดี และ “คนชั่ว” คือ “คนที่ไม่ (หรือถูกสงสัยว่าไม่) จงรักภักดี” ความชั่ว หรือการกระทำที่ชั่ว คือการกระทำที่ไม่สนับสนุน ไม่ส่งเสริม ไม่ปกป้องความจงรักภักดี รวมทั้งการกระทำที่เป็นการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบบุคคล หรือสถาบันที่สังคมจงรักภักดี
นี่คือปัญหาหลักอันเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมความคิด ที่ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองแทนที่จะเป็นเรื่องของการถกเถียงกันด้วย เหตุผลอย่างถึงที่สุด เพื่อแสวงหาอุดมการณ์ หลักการ กติกาที่ยุติธรรมที่สุดแก่สมาชิกของสังคมทุกคนอย่างเสมอภาคที่สุดเท่าที่จะ เป็นไปได้ กลับกลายเป็นเรื่องของการสร้างความเกลียดชัง สร้าง “มายาคติ” เรื่อง “ดี-ชั่ว” ของตัวบุคคลให้เป็นเงื่อนไขของความแตกแยก และความรุนแรงไม่สิ้นสุด
แม้กระทั่งในภาวะที่ประเทศต้องเผชิญ “วิกฤตมหาอุทกภัย” ร่วมกัน การสร้างความเกลียดชังก็ยังคงดำเนินต่อไป!

Leave a comment

Filed under ข่าวจากประชาไท

จำคุก 9 เสื้อแดงอุดร ยกฟ้อง 13 คน หลังขังยาวกว่าปี

 

ศาลอุดรสั่งจำคุกผู้ต้อง หาเสื้อแดงคดีเผาสถานที่ราชการ 9 คน ปล่อย 13 คน หลังขังยาวปีเศษเชื่อมีการวางแผนทำเป็นขบวนการ  แม่ผู้ต้องขังร่ำไห้ถามนายกยิ่งลักษณ์ลืมพวกเราแล้วหรือ??
28 ตุลาคม 2554 นายสุมิตร ดวงสีดา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลจังหวัดอุดรธานี และนายธีระโชติ ยอดไกรศรี ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวกับการวางเพลิงเผา สถานที่ราชการจังหวัดอุดรฯ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งมีการรวมสำนวน 4 คดี พิจารณาด้วยกัน ได้แก่ คดีเผาศาลากลางจังหวัด(คดีดำที่1154/53) คดี เผาสำนักงานเทศบาลเมือง(คดีดำที่1221/53) คดีพยายามเผาที่ว่าการอำเภอเมืองและจวนผู้ว่าฯ( คดีดำที่1155/53 ) และคดีเผาที่ว่าการอำเภอเมือง( คดีดำที่1374/53 ) มีจำเลยทั้งสิ้น 22 คน
ทั้งนี้ การอ่านคำพิพากษาเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. และสิ้นสุดประมาณ 14.00 น. รวมเวลา 3 ช.ม. โดยศาลตัดสินจำคุกจำเลยรวม 9 คน จำแนกได้เป็น ความผิดข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์มีโทษจำคุก 22 ปี 6 เดือน 2 คน แต่เนื่องจากจำเลยคนหนึ่งในขณะกระทำผิดยังเป็นเยาวชน ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 11 ปี 3 เดือน, ลงโทษจำคุก 20 ปี 6 เดือน 3 คน นอกจากนี้ ศาลยังได้สั่งให้จำเลยทั้ง 5 ชดใช้ค่าเสียหาย (จำนวนยังไม่ชัดเจน)     จำเลยอีก 4 คน มีความผิดข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำนวน 3 คน และจำคุก 4 ปี 6 เดือน 1 คน เนื่องจากปรากฏหลักฐานภาพถ่ายอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ 2 แห่ง
ในการตัดสิน ศาลพิจารณาหลักฐานภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเป็นสำคัญ ประกอบกับคำให้การของพยาน
ส่วนจำเลยที่เหลือ 13 คน ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากหลักฐานภาพถ่ายไม่มีพฤติกรรมว่าได้กระทำผิด     ทั้งนี้ จำเลยทั้ง 13 ถูกขังมาแล้วนานถึง 1 ปี 3 เดือน
เมื่อเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษา จำเลย 9 คน ที่ถูกตัดสินจำคุกได้ถูกควบคุมตัวไปที่เรือนจำกลาง จ.อุดรฯ  ท่ามกลางความเสียใจของบรรดาญาติ และจำเลยที่ไม่ถูกตัดสินลงโทษ ด้านนางขนิษฐา รัฐกาญจน์ ทนายความ ได้ยื่นเรื่องประกันตัวจำเลยทั้ง 9 ในทันที และก่อน 16.00 น. ศาลจังหวัดอุดรฯ ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย 3 คนที่มีโทษ 2 ปี 6 เดือน โดย ส.ส.อุดรฯ 2 คน ใช้ตำแหน่งยื่นประกัน ส่วนจำเลยอีกคนที่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ชื่อนายประชา โพนหลวง เนื่องจากเป็นคนหนองคาย จึงไม่มี ส.ส.อุดรฯ คนใดมาเป็นนายประกันให้   และกรณีจำเลยที่มีโทษหนัก ศาลจังหวัดอุดรฯ จะได้ยื่นคำร้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป
บรรยากาศโดยทั่วไปในศาลจังหวัดอุดรฯ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 150 – 200 นาย มารักษาความปลอดภัยโดยรอบ และมีการติดตั้งเครื่องตรวจอาวุธหน้าห้องพิจารณาคดี ผู้ที่เดินทางมาให้ กำลังใจจำเลยนอกจากญาติๆ แล้ว ก็มี ส.ส.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ และ ดร.ณัฐยศ  ผาจวง หรือ ดร.แดง แกนนำคน เสื้อแดงจังหวัดอุดรฯ  และเนื่องห้องพิจารณาคดีมีขนาดเล็ก ญาติบางส่วนจึงไม่สามารถเข้าฟังได้ ต้องลงมาดูการถ่ายทอดผ่านวงจรปิดที่ศาลจัดไว้ให้ด้านล่างแทน

ล่าสุดเวลา 21.59 น. มารดาของนายกิตติพงษ์ ชัยกัง ผู้ต้องหาวัย  19 ปี ที่โดนศาลตัดสินจำคุก 11ปี 3เดือน ได้ร้องไห้พร้อมกับกล่าวกับประชาไทว่า ตนอยากวอนขอให้ผู้ที่มีอำนาจทั้งหลายรวมถึงนายกยิ่งลักษณ์ให้ลงมาช่วยเหลือ และคืนความเป็นธรรมให้กับลูกชายของตนด้วย

Leave a comment

Filed under ข่าวจากประชาไท

Bangkok ‘fighting the forces of nature’

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Thailand’s Prime Minister Yingluck Shinawatra almost breaks down as she warns that Bangkok is “fighting against the forces of nature” amid heavy flooding.

CATCH UP Programme at 1900 weekdays, weekend timings see listings

Bangkok ‘fighting the forces of nature’

Thursday 27 October 2011

Thailand’s Prime Minister Yingluck Shinawatra almost breaks down as she warns that Bangkok is “fighting against the forces of nature” amid heavy flooding.

Thailand is dealing with its worst flooding for half a century, caused in part by unusually heavy monsoon rain, in which 373 people have died since mid-July. Around 2.5m people’s lives have been disrupted.

So far, Bangkok has escaped the worst of the flooding which has swamped the north and central provinces. But Prime Minister Yingluck Shinawatra, who only came to power in August, said the crisis was now at a critical point for Bangkok.

The authorities have declared a five-day holiday so people can leave the Thai capital.

It seems like we’re fighting against the forces of nature…what we can do now is manage it, otherwise everybody will suffer. Thai Prime Minister Yingluck Shinawatra

Prime Minister Shinawatra said: “It seems like we’re fighting against the forces of nature, massive floodwater that is causing damage to several of our dykes,” she said. “What we can do now is to manage it, so that it flows slowly, otherwise everybody will suffer.”

As Yingluck’s voice started to tremble, reporters asked if she was crying.

“No, I haven’t cried and I won’t. I’ll be strong to solve this problem for the Thai people. Right now we need to release floodwater to the sea as soon as possible and we need a quick rehabilitation plan,” she said.

Capital under threat

Bangkok, a city of at least 12 million people that accounts for 41 percent of GDP, is in danger from run-off water from the north coinciding with high tides on the Chao Phraya river, which is already at a record high level in places.

One of the city’s aiports and seven industrial estates around Bangkok have been forced to close.

Photo gallery of the worst floods to hit Thailand in 50 years

Bangkok governor Sukhumbhand Paribatra, who has said many parts of the capital could be in danger by the weekend, said not all of the city would be hit.

“As the person in charge of Bangkok, I believe that the water will not flood every district. Some districts might not be inundated,” he told reporters.

The defence ministry said 50,000 armed forces personnel were standing by with 1,000 boats and 1,000 vehicles to help evacuate people. The government crisis centre said there would soon be evacuation centres in eight provinces that could take in between 100,000 and 200,000 people.

And Prime Minister Yingluck has said floodwater could remain in the capital for up to a month, hitting the country’s economy and tourist trade.

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

อคติขึ้นสมอง


คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
สามขุม ผูกประเจียด

ดอนเมือง หมายถึง ที่สูงของเมือง ถูกน้ำท่วมถึงเรียบร้อย นั่นหมายความว่ากรุงเทพฯ ทั้งเมืองหนีน้ำท่วมไม่พ้น

ต้องยอมรับความจริง

ด้วยปัจจัยน้ำฝนมากเป็นประวัติศาสตร์ น้ำท่ามากเป็นประวัติการณ์ แล้วยังประเหมาะเคราะห์ร้ายเจอน้ำทะเลหนุนสูงสุดในรอบปีเข้าให้อีก

น้ำท่วมครั้งนี้จึงเป็นประวัติศาสตร์ เป็นประวัติ การณ์ ไม่เคยพบ ไม่เคยเห็น ไม่เคยเกิด

ต้องยอมรับความจริง

จากสถานการณ์จริง เหตุ การณ์จริงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ เข้าใจความจริงที่เกิดขึ้น และเป็นอยู่

การตั้งความหวัง หรือกล่าวโทษรัฐบาล เป็นไปตามสถานการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุ ด้วยผล

เพราะเวลานี้รัฐบาล โดยศปภ.ทุ่มเททำงานอย่างหนัก บรรดากูรูผู้รู้หลั่งไหลมาช่วยเหลืออย่างคึกคัก

เมื่อทำดีที่สุดแล้ว ได้แค่ไหนก็แค่นั้น

ต้องยอมรับความจริง

ท่ามกลางความจริงเรื่องน้ำท่วม ก็มีความจริงของบางคน บางกลุ่ม บางพรรค ที่เต็มไปด้วยอคติ แฝงไปด้วยความโกรธ เกลียด คับแค้น ชิงชัง

ไม่ยอมรับ ไม่สนใจความจริง

เพราะความจริงที่บางคน บางกลุ่ม บางพรรค ต้องการก็คือ

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องออกไป รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องอยู่ไม่ได้ ศปภ.ต้องล้มเหลว

เพราะเต็มไปด้วยอคติ โกรธ เกลียด คับแค้น ชิงชัง นี่เอง คน กลุ่ม พรรคเหล่านี้ จึงมืด บอด ใบ้ ไม่มีเหตุผล ไม่สนความจริง

ตัวอย่าง เล็กๆ ก็เช่น คนระดับด๊อกเตอร์ ตำแหน่งใหญ่ระดับคณบดี เชื่อข่าวปล่อยทางเฟซบุ๊ก เรื่อง “สวนจิตร” ไม่พอ ยังนำมาขยายความต่อหน้าตาเฉย

คนระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศ ถึงขนาดปล่อยข่าวทำลายศปภ. ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ

หรือคนที่สถาปนาตัวเองเป็นไฮโซผู้สูงศักดิ์ ระดับภริยา ครม.เงา ถึงขั้นจับ “ผีอีเม้ย” มาโพสต์ เพื่อเสียดสีนายกฯ หญิง

เมื่อปล่อยให้อคติครอบงำเสียแล้ว

ระดับด๊อกเตอร์ก็ยินดีเผยระดับปัญญาที่แท้

ระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ยินดีเปิดตัวตนที่แท้

ระดับไฮโซก็ยินดี แสดงส่วนลึกที่แท้

สกุลรุนชาติ ยศถาบรรดาศักดิ์ การศึกษา

ไม่มีผล ไม่มีค่า ไม่มีความหมาย

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

เขตพระนครป้อง “วัง” เชื่อรับมือได้-จับตา 31 ต.ค.น้ำทะเลหนุนสูงสุด

 วันที่ 27 ต.ค. ผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” รายงานว่า บริเวณ ถ.พระจันทร์ ข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึง ถ.มหาราช เขตพระนคร น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นพนังกั้นน้ำสูง 2.2 เมตรที่กทม.กั้นไว้ เข้าท่วมถนนสูงประมาณ 30 ซม. สาเหตุจากเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง ประกอบกับจำนวนน้ำเหนือที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยามีมากกว่าปกติ และปริมาณน้ำได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนลามไปถึงหน้าโรงละครแห่งชาติ โดยน้ำบนถนนขึ้นสูงสุด 50 ซม.

เวลา 18.00 น. เจ้าหน้าที่ กทม. นำกระสอบทรายมาวางบริเวณหน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร และหน้าตรอกมหาราช เพื่อกั้นน้ำไม่ให้เข้าพระบรมมหาราชวัง รวมถึงนำแผงเหล็กมากั้น ห้ามรถเล็กสัญจรผ่านไปมา เมื่อระดับน้ำเริ่มลดลง เจ้าหน้าที่จึงระดมสูบน้ำบนถนนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณท่าพระจันทร์ ท่าช้าง และท่าพระปิ่นเกล้า

นายสุวพร เจิมรังสี ผอ.เขตพระนคร กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ใช่เรื่องน่าวิตก เนื่องจากน้ำที่ล้นพนังกั้น เมื่อเอ่อบนถนนจะลงไปตามท่อระบายน้ำริมสนามหลวง และลงไปตามคลองต่างๆ โดยคันกั้นน้ำไม่ได้แตกพังเหมือนที่บางพลัด จึงไม่จำเป็นต้องอพยพประชาชนออก แต่หลังจากนี้ จนถึงวันที่ 31 ต.ค. ต้องเฝ้าระวังพื้นที่เป็นพิเศษ โดยเฉพาะวันที่ 31 ต.ค. ซึ่งน้ำทะเลหนุนสูงสุด ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ยืนยันว่า สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

อย่าลืมไฟใต้

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน

คน กรุงเทพฯและภาคกลาง อยู่ท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ แต่ที่ 3 จังหวัดใต้ ไฟการก่อ การร้ายยังลุกโชน ล่าสุดลอบวางระเบิดถึง 33 จุด ในวาระครบรอบ 7 ปีเหตุการณ์ตากใบ

ยังดีที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็มิได้ทุ่มเทอยู่กับน้ำท่วมอย่างเดียว จนลืมเรื่องอื่นๆ ไปเสียหมด

อย่างน้อยก็ยังรู้ว่า ไฟใต้ไม่ได้เงียบหายไปกับน้ำท่วม

เมื่อสัปดาห์ก่อนโน้น ครม.ยังมีมติแต่งตั้งพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการศอ.บต.

เป็นการปรับเปลี่ยนที่น่าสนใจ และน่าจะมีผลต่อนโยบายการดับไฟใต้ในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไม่น้อย

เพราะรู้กันดีว่า ศอ.บต.หรือศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น

ผู้บริหารระดับสูง ล้วนอยู่ในกรอบความคิดเดียวมาโดยตลอด!

เป็นคนดี คิดดี

แต่ก็ติดอยู่กับคำว่าลูกป๋าเท่านั้น

บางครั้งเมื่อกรอบความคิดเดิม ดำเนินไปสักระยะ แต่หากไม่ประสบความสำเร็จชัดเจน

ย่อมมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแบบผ่องถ่าย ระบบความคิดใหม่!

ก่อนหน้านี้ได้ยินเสียงวิจารณ์จากพลพรรคประชาธิปัตย์ต่อการปรับเปลี่ยนตัวเลขาฯศอ.บต. ซึ่งดูจะไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลนัก

เช่นบอกว่า เป็นมืออ่อนไม่มีประสบการณ์!??

ทั้งความจริง ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น พ.ต.อ.ทวี ลงมาทำคดีด้านความมั่นคงที่ 3 จังหวัดภาคใต้บ่อยๆ

แต่ก็มิใช่ทำงานด้านเดียว มิใช่ทำงานแต่ด้านสืบสวนจับกุม

เพราะในช่วงที่พ.ต.อ.ทวีดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ลงมาทำงานด้านอำนวยความยุติธรรมในพื้นที่นี้บ่อยๆ

จนน่าจะเข้าใจปัญหาความบีบคั้นบางประการ ที่ทำให้ขบวนการก่อการร้ายภาคใต้ ยังขยายตัวไปได้เรื่อยๆ!

ที่น่าสนใจก็คือ ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยเคยชูนโยบายเขตปกครองพิเศษเพื่อดับไฟใต้

แม้ จะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ก็สะท้อนว่า เริ่มมีนโยบาย ที่แตกต่าง และน่าจะเป็นนโยบายที่คนในพื้นที่เห็นด้วยเพราะได้มีส่วนร่วมมากขึ้น

แต่พูดแล้วหาเสียงไปแล้วทำจริงหรือไม่ ต้อง ดูกันต่อไป

กระนั้นก็ตามการปรับเปลี่ยนเลขาฯศอ.บต. น่าจะเป็นย่างก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆ

ถ้ายังนโยบายเดิมๆ ก็ยังระเบิดยังยิงกันเช่นเดิมต่อไป!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ดึงน้ำฆ่าปู! แผนแตก เจอม.31!

ในห้วงเวลาวิกฤต จะช่วยให้รู้ซึ้งถึงแก่นแท้ของคนแต่ละคน ว่าจริงๆแล้วเป็นเทพ หรือเป็นมาร ยึดมั่นผลประโยชน์ประชาชน หรือว่ามุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว
ยิ่งกับอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในรอบนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆที่จะช่วยให้บรรดา “อีแอบ”ทั้งหลาย ยังสามารถที่จะซ่อนหางได้อย่างมิดชิด ใครเป็นอย่างไรในวันนี้เชื่อว่าประชาชน คนไทยที่โดนน้ำท่วมต่างก็รู้กันดีมากขึ้น
เพราะความเดือดร้อนนั้นแผ่กระจายโดยตรงไปกว่าครึ่งค่อนประเทศ พลังของน้ำนั้นกวาดเรียบไล่มาจากภาคเหนือ ลงสู่ภาคกลาง เพื่อต้องการที่จะไหลลงสู่อ่าวไทย
แต่ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นก็คือ กรุงเทพฯซึ่งเป็นเมืองหลวง ซึ่งเป็นใจกลางของเศรษฐกิจที่สำคัญของคนไทยทั้งประเทศ ดันมาเป็นเมืองที่ขวางทางลงของมวลน้ำที่จะไหลลงสู่อ่าวไทย
ถ้ากรุงเทพฯท่วม ความเสียหายที่ว่ากันว่าขณะนี้อยู่ที่ 2-3 แสนล้านบาทนั้น จะทวีคูณความเสียหายขึ้นเป็น 4-5 แสนล้านบาทเลยก็เป็นได้ ถือเป็นความเสี่ยงสูงสุดสำหรับรัฐบาลในการตัดสินใจ
กรีดน้ำแหวกออกซ้ายขวา เพื่อให้กรุงเทพฯเป็นไข่แดงตรงกลาง ในทางปฏิบัติก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายอยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องเจอกับปัญหาจังหวัดรอบข้าง หรือเมืองบริวารของกรุงเทพฯที่กลายเป็นแหล่งรับน้ำแทน
วันนี้ด้านตะวันตก ปทุมธานี นนทบุรี โดยเฉพาะปากเกร็ด บางบัวทอง บางใหญ่ บางกรวย ไทรน้อย กลายเป็นเมืองล่มไปหมดแล้ว
แถมยังมีนครปฐม บางเลน ที่กำลังกลายเป็นทางผ่านของน้ำเพื่อป้องกันกรุงเทพฯ
ไม่แตกต่างกับด้านตะวันออกที่จะมีการผันน้ำเข้าสู่ 5 คลองหลัก ใน 4 เขต ได้แก่ มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง และคลองสามวา เพื่อให้ไหลลงสู่อ่าวไทย
แน่นอนว่าต้องผ่านรังสิต เฉียดกรุงเทพฯ ออกฉะเชิงเทรา กระทบกันอ่วมไปตามๆกัน
หนีไม่พ้นที่จะเป็นแรงกดดันสำหรับรัฐบาล ที่โดนตั้งคำถามว่า ตัดสินใจได้ถูก หรือเหมาะสมเพียงใด???
แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือประเด็นโจมตีทางการเมือง เป็นภัยแทรกซ้อนขึ้นมาในสภาวะวิกฤตอุทกภัยใหญ่
ไม่น่าเชื่อว่า จะมีพฤติกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นมาได้ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้
หัวจิตหัวใจของคนบางกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักการเมืองนั้นไม่รู้ว่าทำด้วยอะไร จึงอำมะหิตได้อย่างไม่รู้จักกาละเทศะเช่นนี้
ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีกลุ่มคในสังคมบางกลุ่มที่ไม่ได้มากมายอะไร เพราะพิสูจน์ให้เห็นชัดจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา… ชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคเพื่อไทย ด้วยจำนวนเสียงของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งกว่า 15 ล้านคน
เป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี ว่าขั้วการเมือง 2 ขั้ว รวมทั้งบรรดาตัวแทรกทางการเมือง ที่พยายามปลุกปั่นสร้างสาวกเอาไว้เป็นอำนาจใจการต่อรองทางการเมืองนั้น
ของจริง ของแท้ในมือของแต่ละขั้วนั้น มีเท่าไรกันแน่
แต่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองที่มุ่งหวัง แม้จะชัดเจนว่าเป็นแค่ชนกลุ่มน้อย แต่ก็พยายามทำตัวเป็นคนกลุ่มน้อยที่ขยันพูด ขยันวิจารณ์ ขยันปั่นกระแส และขยันโจมตี
พยายามทำทุกทางเพื่อที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้ได้ แม้ว่าจะรู้ทั้งรู้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างแท้จริง และก็ไม่ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารเลยสักนิด
ทุกวันนี้ในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กที่คนกลุ่มนี้เข้าถึงได้มีการพยายามปั่นประแส เพื่อหาเรื่องโจมตีรัฐบาลในทุกเรื่อง โดยไม่สนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ไม่สนว่าจะเป็นการบิดเบือน เป็นการกล่าวหาที่ไม่มีความจริงเลยสักนิด
หรือไม่ได้กังวลเลยสักนิดว่า จะเขียนข้อความโดยมีการกล่าวอ้างที่พาดพิงไปถึงสถาบันใดๆ
เห็นนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทำงานสู้น้ำท่วมเคียงคู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ตาร้อนผ่าวกลัวว่า หากยังร่วมมือทำงานไปด้วยกันเรื่อยๆ จะเกิดความเข้าใจกัน จะเกิดความร่วมมือกันแน่นแฟ้นขึ้น
พอถึงเวลาจะยุแยงตะแคงรั่วให้แตกกันลำบาก จะยุให้กองทัพทำการปฏิวัติรัฐประหารได้ไม่ง่าย ก็เลยต้องเสี้ยมเสียตั้งแต่ตอนนี้
แค่รัฐบาลตัดสินใจออกคำสั่งภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปี 2550 มาตรา 31 ในการเตือนภัยพิบัติร้ายแรง โดยให้ทุกหน่วยงานขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อการทำงานที่เป็นเอกภาพ
ก็เร่งแปลงสารว่า รัฐบาลรวบอำนาจ นายกฯปูอยากเป็นใหญ่ อยากเก่งคนเดียว
ทั้งๆที่มาตร 31 เป็นเรื่องการการรวมศูนย์ในการทำงานเพื่อให้เกิดพลังสามัคคี เนื่องจากที่ผ่านมาเจอทั้งพวกที่เข้าเกียร์ว่าง พวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ และพวกที่พยายามปัดแข้งปัดขาในการทำงานอย่างไม่ละอาย
ยิ่งในการปกป้องพื้นที่ กทม. ไม่น่าเชื่อว่ายังดันทะลึ่งมีการแบ่งขั้วการเมืองกันอยู่อีก รัฐบาลเป็นเรื่องของนายกฯปูกับพรรคเพื่อไทย ในขณะที่ กทม.ต้องเป็นเรื่องของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร และพรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้น
แต่เวรกรรมในพรรคประชาธิปัตย์เอง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ก็โดนเล่นกันเองแทงกันเอง เพราะบางกลไกในกทม. ดันถูกขีดเส้นแบ่งว่า นี่คือคนของผู้ว่าฯคนนี้ แต่อีกกลุ่มเป็นคนของอดีตผู้ว่าฯกทม.อีกคน
เล่นกันเละตุ้มเป๊ะ จนทำให้การระวังป้องกันและการระบายน้ำใน กทม. ไม่เป็นเอกภาพ
ทำเอาคน กทม.ต้องลุ้นระทึกว่า ฟังรัฐบาลอย่งหนึ่ง ฟังผู้ว่าฯ กทม.ก็อีกอย่างหนึ่ง ยิ่งถ้าฟังพรรคประชาธิปัตย์บางคนที่หวังเขย่าสถานการณ์ด้วยแล้วยิ่งไปกัน ใหญ่
ไม่รู้ว่า กรุงเทพฯจะรอดน้ำท่วมหรือไม่รอดกันแน่
คนกรุงเทพฯหลายคนบอกฟังข่าวของคนพวกนี้บางทีอยากจะเขวี้ยงให้โทรทัศน์พัง แต่นึกได้ว่าโทรทัศน์เป็นของตัวเอง พังไปนักการเมืองพวกนั้นก็ไม่รู้สึก สู้จดใส่บัญชีเอาไว้ว่า ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ขอเลือกคนพวกนี้เป็นเด็ดขาดน่าจะดีกว่า
เพราะมีอย่างที่ไหน พอเล่นงานเรื่อง ม.31 ไม่ได้ผล ก็หันมากดดันว่าจะต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเหมือนกับรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งใช้ตอนสลายการชุมนุมของประชาชน โดยหวังว่าจะได้เป็นข้ออ้างว่า เห็นหรือไม่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯนั้น รัฐบาลนายกฯปู ก็มีการประกาศใช้เหมือนกัน
ฟังแล้วนอกจากสมเพชแล้ว ยังอดนึกถึงนิทานอีสป เรื่อง หมาจิ้งจอกหางด้วนไม่ได้
ตัวเองหางด้วนตัวเดียวไม่พอ ต้องพยายามให้คนอื่นหางด้วนไปด้วย
นี่หรือคือการเมืองสร้างสรรค์???
แม้แต่ความสูญเสียของประชาชน ก็ยังเอามาเป็นประเด็นทางการเมืองได้อย่างหน้าตาเฉย ก็กรณีการเสียชีวิตอย่างน่าสลดของคนในชุมชนบางบัวทองจำนวน 8 ศพนั้น รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ฉวยโอกาสออกมากระตุ้นประชาชนให้ฟ้องศาลเล่นงานนายกฯยิ่งลักษณ์ โดยไม่รู้ ไม่มีข้อมูลความจริงเลยแม้แต่น้อย
เพราะคนที่ออกมาพูดเจื้อยแจ้ว ไม่ได้ไปลงพื้นที่บางบัวทองเลยสักนิด
จึงไม่รู้ว่า จริงๆแล้วการไฟฟ้าฯได้มีการตัดไฟไปแล้ว ก่อนเกิดโศกนาฏกรรม แต่หลังตัดไฟทำให้คืนนั้นตลาดบางบัวทองมืดมิด บรรดาสวะมนุษย์ที่ฉวยโอกาสซ้ำเติมผู้เดือดร้อน ได้ออกมาโจรกรรมลักขโมย งัดแงะบ้านเรือนในบางบัวทองเป็นจำนวนมากมาย
จึงทำให้คนบางบัวทองต้องไปร้องขอทางการไฟฟ้าฯให้ช่วยต่อไฟกลับมา เพราะทนถูกโจรกรรมไม่ไหว จนนำมาซึ่งโสกนาฏกรรมในที่สุด
ชาวบ้านบางบัวทองเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมีการเอาการตายของผู้คนซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า ให้กลายมาเป็นประเด็นทางการเมืองเยี่ยงนี้ ไม่รู้สึกอะไรเลยอย่างนั้นหรือ
ไม่รู้ว่าระหว่าง สวะมนุษย์ กับ สวะการเมือง ที่มากับน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ อะไรย่ำแย่กว่ากัน อะไรเป็นสวะที่สมควรจะถูกกำจัดให้หมดไปจากสังคมไทยมากกว่ากัน???
หรืออย่างกรณีของมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ศูนย์รังสิต ซึ่งอุทิศตัวอุทิศสถานที่รับใช้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ ประสบภัย ตามแนวอุดมการณ์ของธรรมศาสตร์ ของท่านผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์
แม้ว่าสุดท้ายธรรมศาตร์รังสิตเองจะต้องประสบชะตากรรมน้ำท่วมเสียเอง แต่ก็ยังไม่ทอดทิ้งประชาชน ไม่ปล่อยวางภารกิจ
ในขณะที่ที่อื่นๆนิ่งเงียบ แต่ที่แย่สุดๆก็คือบางที่กลับยังปั่นกระแสปล่อยข่าวไม่หยุด โดยไม่คิดจะทำภารกิจช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนเลยแม้แต่น้อย
ก็แบบนี้นี้แหละที่ทำให้ขณะนี้กระบวนการข่าวลือ ดูเหมือนจะมีออกมาเป็นลูกระนาดอย่างผิดปกติ เป้าหมายก็คือการมุ่งโจมตีรัฐบาลและนางสาวยิ่งลักษณ์
เพื่อหวังให้เกิดการพลิกขั้วทางการเมืองให้ได้
ทำกันเป็นกระบวนการ โดยที่มีสื่อบางสื่อ มีสถานีโทรทัศน์บางช่องออกมาเขย่าขวัญประชาชนตลอดเวลา พร้อมกับเสนอข่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า การช่วยเหลือล่าช้า การช่วยเหลือไม่ทั่วถึง
แต่ในขณะเดียวกันกลับมีสวะอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะลงทุนกลั่นแกล้งเพื่อขัดขวางการช่วยเหลือของภาครัฐ ขัดขวางการนำรถทหาร รถโดยสาร รถบรรทุก ที่จะเข้าไปขนคนออกมา ด้วยการโรยตะปูเรือใบ ไม่ให้เอารถเข้าไปช่วยคนได้สะดวก
ต้องการโจมตีทางการเมือง ถึงกับเอาความเดือดร้อนของผู้คนมาเป็นเครื่องมือ ใครที่ทำเรื่องเช่นนี้ได้ลงคอ ต้องถือว่า แย่ยิ่งกว่าสวะที่ลอยตามน้ำท่วมในเวลานี้เสียอีก
สภาพที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แทนที่ขั้วการเมืองต่างๆจะถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องช่วยกันกอบกู้ช่วยเหลือ ประชาชนโดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา เพื่อให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตให้ได้
แต่กลับกลายเป็นว่า ฉวยวิกฤตประชาชน เพื่อหวังผลทางการเมืองเสียนี่…..
น้ำท่วมรอบนี้ สวะลอยเกลื่อนเมืองเกลื่อนประเทศจริงๆ!!

2 Comments

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

สิ่งผิดปกติ เกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้

อันดับแรก- ขอหมุนเวลาย้อนไปนิดหน่อย

ต้องทบทวนความจำกันก่อน น้ำได้ท่วมตั้งแต่รัฐบาลก่อนแล้ว ถ้ายังไม่ลืมเลือนกันไป

จะเห็นภาพ อภิสิทธิ์ และ ยิ่งลักษณ์ ลุยน้ำหาเสียง ช่วยชาวบ้านกันอยู่

 

 

ลำดับที่2-  หยุดโทษกัน แล้วมามองความเป็นจริงกันก่อน

อยากให้ทุกคนดูภาพที่เกิดขึ้นกันก่อน จะเห็นได้ว่า ครั้งนี้ มันหนัก เข้าขั้นสาหัสจริงๆ

บริเวณที่น้ำท่วมขนาดนี้ถ้ามันไหลมาที่ กทม ต่อให้เป็นเทวดา ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้มากไปกว่านี้

 

 

ลำดับที่3 – มีการสั่งทำฝนเทียมตั้งแต่เดือน เมษายน 2554 จนถึงเดือน ตุลาคม 2554

หลักฐานตามภาพแนบท้าย   มาลองดูความเป็นจริง หน้าฝนเริ่มตั้งแต่เดือน มิถุนายน (แต่จริงๆ

ฝนก็ตกมาก่อนหน้านี้แล้ว) นอกจากนี้ นักวิจัยจากศูนย์พยากรณ์อากาศทั่วโลกต่าง ได้พยากร

เอาไว้ว่า ให้ระวังพายุที่จะเข้ามาในช่วงปี 2554 นี้ คัดมาบางส่วน

Link อ้างอิง  http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=052a3c8d9973822d

“วิเคราะห์จากข้อมูลตอนนี้เห็นชัดว่า หน้าร้อนปีนี้เป็นสภาพเผาหลอก แต่ช่วงฤดูร้อนของปีหน้า

หรือปี 2554 จะเจอหน้าแล้งแบบเผาจริง เพราะปีนี้ยังมีน้ำเหลือในเขื่อนหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ

จากปี 2552 ที่ยังพอมีฝนตก แต่เริ่มปี 2553 ฝนจะตกน้อย น้ำถูกดึงมาใช้อุปโภคบริโภคแทบหมด

เมื่อไม่มีน้ำธรรมชาติมาเติมลงไป แหล่งน้ำทั่วประเทศก็จะแห้งจนถึงหน้าร้อนปี 2554 จะเผชิญ

ทั้งอากาศร้อนและสภาพขาดแคลนน้ำ เหมือนในปี 2541 ไทยเจอ ‘เอลนีโญ่’ ขั้นรุนแรง

ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากหมดฤดูร้อนของปี 2554 ก็จะเข้าสู่ฤดูฝนที่ฝนจะตกหนัก คาดว่า

ต้องเจอพายุกระหน่ำหลายลูก เพราะเมื่อเกิดกระแสน้ำอุ่นจัดก็จะเกิดความชื้นมาก แล้วก่อตัว

เป็นพายุฝน หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องสนใจการคาดการณ์ปัญหานี้อย่างจริงจัง และ

เริ่มวางแผนใช้ทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะปีหน้าจะเจอทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม”   

หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก  11 กุมภาพันธ์ 2553

สรุปของสรุป ก็คือว่า รู้ทั้งรู้ว่าพายุจะเข้า หลังจาก เมษายน 2554 แล้ว จะทำฝนเทียม เติมน้ำ

ในเขื่อน ภูมิพล ทำไมกัน และจากคำสั่งให้ทำฝนเทียม (ตามภาพแนบ2) ดันให้ทำปลายฤดูร้อน

(เมษายน) เป็นต้นไปจนถึงเดือน ตุลาคม  จุดนี้ต่างหาก ที่ประชาชนต้องการคำตอบ

 

 

4) สำหรับคนที่โจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต่างๆ ว่าบริหารจัดการน้ำไม่ดี

ได้โปรดพิจารณาดูข้อมูล และรูปภาพนี้ก่อน จะลำดับเวลาให้เห็นเพื่อความชัดเจน

4.1 วันจันทร์ ที่ 8/8/54 รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้รับการโปรดเกล้าจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ตาม LINK นี้  http://www.suthichaiyoon.com/detail/13253

4.2 วันที่ 23-25 สิงหาคม รัฐบาลแถลงนโยบาย ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ถ้าไม่แถลงก่อนทำงาน

ก็ไม่ได้ผิดกฎหมายอีก)

ตาม Link นี้ http://www.manager.co.th/politics/viewnews.aspx?NewsID=9540000105602

ถ้าดูจากระยะเวลารัฐบาลเข้ามาทำงาน แค่ 1เดือนครึ่งเท่านั้น

อ่ะ จากนั้นลองมาดูภาพนี้

 

 

สรุปของสรุป ก็คือว่า ลองดูจากระยะเวลาที่รัฐบาลเริ่มทำงานครับ น้ำจากเขื่อนสิริกิตต์

และเขื่อนภูมิพล ไปถึงใหนกันแล้ว จากภาพจะเห็นได้ว่า ต้นเดือน กันยายน ความวินาศ

ของประเทศมันรออยู่แล้ว ใช่หรือไม่ ?

 

 

5) ผมไม่ได้บอกว่าใครผิด แต่ผมอยากให้เราทุกคน ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือเสื้อขาว

มาลองคิดกันหน่อยได้หรือเปล่าว่า การที่ มีเขื่อนเอาไว้ แต่ไม่ยอมปล่อยน้ำ ให้ประชาชน

เอาไปทำนาทำไร่ ช่วงฤดูร้อน แต่มาปล่อยซ้ำเติมประชาชนในฤดูฝน

มันสมควรแล้วหรือ เรามาช่วยหาคำตอบกันดีกว่า เพราะสาเหตุก็ทราบๆกันดีอยู่แล้ว ว่า

ปริมาณน้ำฝนในปีนี้ไม่ได้มากไปกว่าปีก่อนๆเท่่าไรเลย แต่ ประเทศเราถึงกับต้องสูญเสีย

อย่างที่ไม่ควรจะเป็นไม่ได้กล่าวลอยๆ หลักฐาน ตาม Link เลยครับ

http://www.google.co.th /#sclient=psy-ab&hl=th&source=hp&q=เขื่อนภูมิพล+งดทำ นาปรัง&pbx=1&oq=เขื่อนภูมิพล+งดทำนาปรัง&aq=f&aqi=& aql=&gs_sm=s&gs_upl=214143l217879l0l226124l1l1l0l0l0l0l117l117l0.1l1l0&fp=1&biw=1024&bih=653&cad=b&bav=on.2,or.r_gc.r_pw.,cf.osb

 

หรือให้เข้าไปที่ google แล้วพิมพ์คำว่า เขื่อนภูมิพล งดทำนาปรัง  ความจริงจะปรากฎ

กับท่านทันที มีข่าวมากมายดูจากวันที่ก็ยิ่งชัด

เช่น http://www.komchadluek.net /detail/20110407/94232/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A2.html

 

สุดท้ายนี้อยากบอกว่า   พวกเราทุกคน คือผู้เสียหาย พวกเราทุกคนคือผู้เดือดร้อน

ความจริง และหลักฐานมันชัดขนาดนี้แล้ว เอาเป็นว่าหลังจากน้ำลดลงแล้ว ทุกๆสี

มาช่วยกันค้นหาคำตอบกันดีกว่ามั้ย ว่า

-ทำไมไม่ปล่อยน้ำให้ประชาชนใช้ ตอนฤดูร้อน

-ทำไมไม่ทำฝนเทียมตอนฤดูร้อน

-ทำไมถึงมาทำฝนเทียมตอนฤดูฝน

-สถิติเก่าก็มีบอกเรื่องการเก็บกักน้ำ ทำไมไม่รีบปล่อย

-ศูนย์พยากรอากาศ ทั้งไทยและทั่วโลก ต่างก็บอกว่าจะแล้วว่าหลังจาก หมดหน้าแล้ง

แล้วจะมีพายุเข้ามา ทำไมไม่รีบปล่อยน้ำออกมา  แถมยังทำฝนเติมเข้าไปในเขื่อนอีก?

สิ่งเหล่านี้คือต้นเหตุทั้สิ้นแต่สื่อกระแสหลักไม่เล่นเลย มาเล่นแต่ข่าวให้คนทะเลาะกัน

 

สรุป คือต้องยอมรับกันทุกคนว่า ถ้าดูจากการเก็บน้ำของเขื่อน + พายุที่เข้ามาสารพัดลูก

ยังงัยก็ต้องท่วมแน่ เทวดาก็เอาไม่อยู่ และ รัฐบาลนี้มารับงานปลายสิงหาคม หรือ ต้นเดือน

กันยายน น้ำก็วิกฤติไปแล้ว แล้วพวกคุณจะไปฟังสื่อ ที่มันมายุให้คนไทยทะเลาะกันทำไม

มาช่วยกันแก้ไขวิกฤติให้มันผ่านพ้นไปก่อน และมาช่วยๆกัน ค้นหาคำตอยดีกว่า ว่ามีใคร

อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้หรือไม่ และปีต่อไปเราจะป้องกันไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก ได้อย่างไร!!!

Like

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

ปูด‘บิ๊กข้าราชการกต.’วางยารัฐบาล ดอง จม.UN ถึงรมต.-นายกฯช่วยน้ำท่วม

แฉข้าราชการระดับสูงในกระทรวงการต่างประเทศที่อิงเครือข่าย
อำนาจเก่าดองจดหมายองค์การสหประชาชาติที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแสดงเจตจำนงค์
ให้ความช่วยเหลือไทยฝ่าวิกฤตความเสียหายหลังน้ำลดโดยยืนยัน
องค์กรต่างชาติที่อยู่ในไทยพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนทุกด้าน
ทันทีที่ได้รับการร้องขอจากรัฐบาลไทย ระบุเก็บจดหมายไว้นาน 2 สัปดาห์
หลังเป็นข่าวจึงส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ทำให้เสียโอกาสในการขอรับความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
ของประชาชน

รายงานข่าวจากแหล่งข่าวในกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมาทางองค์การสหประชาชาติได้มีหนังสือ 2 ฉบับ
มายังกระทรวงการต่างประเทศตามขั้นตอนของระบบราชการ
โดยจดหมายฉบับหนึ่งมีถึงนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้ส่งจดหมายอีกฉบับหนึ่ง
ถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผ่านทางสำนักนายกรัฐมนตรี
เพื่อแสดงความเสียใจกับวิกฤตน้ำท่วมและเสนอความช่วยเหลือแก่
ประเทศไทย
แต่ปรากฏว่าหนังสือทั้ง 2 ฉบับไม่ถึงมือรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
การต่างประเทศและนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งระยะเวลาผ่านไปนาน
เกือบ 2 สัปดาห์ จึงปรากฏเป็นข่าว ทางกระทรวงการต่างประเทศจึง
ได้ส่งหนังสือดังกล่าวให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ข่าวดังกล่าวทำให้มีการตั้งข้อสังเกตจากแหล่งข่าวว่าถ้าเป็นเรื่องจริง
และเป็นการกระทำของข้าราชการระดับสูงในกระทรวงการต่างประเทศ
ก็เท่ากับเป็นการเอาการเมืองมาเล่นโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อน
ของประชาชน โดยการดึงหรือดองเรื่องดังกล่าว ซึ่งหนังสือของ
องค์การสหประชาชาติได้ดำเนินการตามขั้นตอนปรกติของระบบ
ราชการไทยที่ต้องผ่านข้าราชการระดับสูงที่รับผิดชอบ
แต่ข้าราชการดังกล่าวอยู่ในเครือข่ายของกลุ่มอำนาจเดิม
จึงไม่ดำเนินการตามขั้นตอนปรกติ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน
ซึ่งองค์การสหประชาชาติและองค์กรนานาชาติต้องการ
ให้ความช่วยเหลือต่อประเทศไทย

โดยจดหมายที่มีถึงนายกรัฐมนตรี เลขที่ RCO/052/11
ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2554 มีใจความว่า

“ในนามของทีมงานองค์การสหประชาชาติ เราขอแสดงความเสียใจ
กับสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย และแสดงความเห็นอกเห็นใจ
ต่อประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้

การเกิดอุทกภัยคราวนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจ
มนุษยชาติ และปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เราขอยกย่องภาวะ
การเป็นผู้นำของท่านในการเป็นผู้นำและประสานงานในการพยายาม
เพื่อฟันฝ่าช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

ในความเสียหายจากภัยธรรมชาติอย่างคาดไม่ถึง เราตระหนักอย่างมาก
ถึงความท้าทายของประเทศของท่านที่ต้องให้ความช่วยเหลือพลเมือง
ของท่านที่กำลังเผชิญกับความเดือดร้อนอย่างดีที่สุด
เรามีความปรารถนาดีที่จะช่วยเยียวยาในระยะยาวเพื่อให้ผ่านความ
สูญเสียครั้งนี้ไปให้ได้ ทั้งเราจะให้ความมั่นใจกับท่านว่าองค์กร
นานาชาติที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับกระทรวงต่างๆ
ที่รับผิดชอบเพื่อสนับสนุนและพร้อมให้ความช่วยเหลือทั้งด้านเทคนิค
และการปฏิบัติตามที่รัฐบาลของท่านได้ร้องขอ

และขอย้ำอีกครั้งว่าขอแสดงความเสียใจและให้ความมั่นใจอย่างสูงสุด
ที่เราจะทำได้”

อนึ่ง จดหมายที่มีถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เลขที่ RCO/053/11 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2554 มีใจความว่า

“ในนามของทีมงานองค์การสหประชาชาติ เราขอแสดงความเสียใจ
กับสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย และแสดงความเห็นอกเห็นใจ
ต่อประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้

เกี่ยวกับเรื่องนี้เราจึงขอให้มอบหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อเสนอ
ความช่วยเหลือและสนับสนุนให้แก่รัฐบาลของท่าน ในการดำเนินการ
ในความพยายามที่จะแก้ปัญหาของท่านนายกรัฐมนตรี และยินดี
อย่างมากหากท่านรัฐมนตรีจะส่งเรื่องต่อไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี
ตามความเหมาะสม

และขอย้ำอีกครั้งว่าขอแสดงความเสียใจและให้ความมั่นใจอย่างสูงสุด
ที่เราจะทำได้”

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

คำพยากรณ์ น้ำจะท่วม กรุงเทพ ?!

 


                                                                                                  โดย… “สว. นปช.”                                                                                                                                            
                คำพยากรณ์ที่น่าสยดสยอง ได้แก่การพยากรณ์ว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพ จมมิดไปทั้งเมืองหลวงมิใช่แต่เท่านี้ ยังมีคำทำนายว่า น้ำจะท่วมประเทศไทยครึ่งค่อนประเทศ ขนาดประเทศมาเลเซียและ อินโดนีเซีย จะจมหายไปกับท้องมหาสมุทรช่างไม่น่าเชื่อว่าจะร้ายแรงถึงขนาดนั้น
                ฟังแล้วไม่อยากเชื่อ ยิ่งเป็นตัวของผู้เขียน (สว. นปช.) ยิ่งไม่เชื่อเอาเสียเลย
                จะเชื่อหรือไม่เชื่อ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งขอรับพระคุณท่าน
                แต่ชาวโลกต่างก็ได้ยินเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นทำนายของ “นอสตราดามุส” หรือ ดร. อาจอง   ชุมสาย ณ อยุธยา (โหรวิทยาศาสตร์) ผู้ โด่งดังของไทย ซึ่งทำนายโลกเอาไว้ว่าโลกจะแตก  ซึ่งเป็นการทำนายที่แสนจะท้าทาย ? จริงหรือไม่จริง กระผมก็อยากเก็บคำทำนายของท่านผู้นี้เอามาให้อ่าน ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับภัยพิบัติน้ำท่วมกระหน่ำประเทศไทยอย่างรุนแรง
                 ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา – คือ นักคิด-นักวิทยาศาสตร์ ผู้คิดค้นระบบการ “ลงจอด” ยานอวกาศบนดาวอังคาร โดยได้ทำงานเป็นลูกจ้างขององค์การนาซา เพื่อทำการสำรวจ “โลกใหม่” ของมนุษยชาติ….แต่ อีกด้านหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก ดร.อาจองฯเท่าที่ควร ก็คือท่านผู้นี้เป็นผู้ปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนามาเป็นเวลานานต่อเนื่องยาวนานประมาณ 30 ปี จนอาจกล่าวได้ว่า ท่านเข้าถึงธรรมขั้นสูงระดับหนึ่งไปแล้ว
เรื่องนี้เป็นเหตุให้ท่านปฏิเสธองค์การนาซาที่จะเพิ่มเงินเดือนให้อีก 20 เท่า  เพราะไม่เห็นว่าแนวทางของนาซาจะแก้ปัญหาของมนุษย์ได้ ท่านได้บินกลับเมืองไทย  เปลี่ยนมาสอนหนังสือเด็กๆในชนบท สร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาจากอายุ 6 ขวบ เพื่อให้เป็นอนาคตของประเทศไทยต่อไป
ปัจจุบันท่านเป็นผู้บริหารโรงเรียนสัตยาไส ที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี พร้อมกับได้รับเชิญไปบรรยายสอนเรื่องการอบรมพัฒนาจิตของเยาวชนด้วยการเดินทางไปทั่วโลก
ขณะนี้ ชีวิตของท่านเต็มไปด้วยความเสียสละ สมถะ และบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน และเพื่อประเทศชาติเป็นที่น่าสรรเสริญมาก
บทสัมภาษณ์ ดร.อาจองฯ เมื่อ 16 ตุลาคม 2548 เกี่ยวกับอนาคตของเมืองไทยและโลกในอีก 12 ปีข้างหน้า จะพบกับเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ มีการสูญเสียไม่ใช่น้อย
ยังไม่ทันถึง ๑๒ ปี ก็ได้พบเห็นน้ำท่วมใหญ่ก่อนการทำนาย
ดร. อาจองกล่าวว่า เมื่อประมาณ 15 ปีก่อนหน้ามนุษย์เริ่มวางแผนที่จะไปสำรวจดาวอังคาร แล้วก็เริ่มส่งยานอวกาศ ออกไปสำรวจจนได้ข้อมูลเพียงพอ เพราะที่นั่น มันมีบรรยากาศใกล้เคียงกันกับโลก คือ มีอากาศเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์ ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาในทางร้ายกับร่างกายของมนุษย์ แล้วถ้ามีคาร์บอนไดออกไซด์ มีน้ำ มีแสงแดด ต้นไม้ก็จะโต เพราะต้นไม้จะเป็นตัวดูดเอาคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป เพื่อคายออกซิเจนออกมา ทำให้มีบรรยากาศใกล้เคียงกับโลก
ดูจากหลักฐานที่เราได้มาจากก้อนหิน หรือจากการสำรวจ ทำให้เราพบว่า ครั้งหนึ่งในอดีต ดาวอังคารเคยถูกน้ำท่วม ถูกน้ำซัดผ่านบริเวณผิวขอบของดาว ก็แสดงว่า ที่นั่นต้องมีน้ำเยอะ แม้ว่าแสงแดดจะน้อยกว่าโลก จนทำให้อุณหภูมิลดลงถึง -35 องศาเซลเซียส แต่ก็ถือว่า มันมีบรรยากาศใกล้เคียงกับโลกมากที่สุด แต่การที่มนุษย์ จะขึ้นไปอยู่บนดาวอังคารได้จริงๆ ก่อนอื่น คือ เราจะต้องสร้างเรือนกระจกครอบขึ้นมา เพื่อเข้าไปอยู่ในนั้น แล้วก็ต้องปลูกต้นไม้ให้ได้มากที่สุดเพื่อให้เกิดออกซิเจนหนาแน่นขึ้น
                กระผมขอพับเรื่องดาวพระอังคารไว้ก่อน ขอกล่าวถึงการทำลายโลกว่าปัญหาเกิดจาก
จากภาวะ เรือนกระจก ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น วิกฤตอันนี้ มันเกิดจากภาวะความเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะเปลือกโลกมันลอยอยู่กับของเหลวข้างใน ซึ่งของเหลวข้างใน มันมีความร้อนสูง เปลือกของโลก มันก็เริ่มเคลื่อนไหวเพราะขาดสมดุล แล้วตัวน้ำทะเลที่มันสูงขึ้น ก็จะทำให้โลกข้างที่อยู่ทางมหาสมุทรแปซิฟิกมีน้ำหนักมากขึ้น จนโลกเริ่มจะแกว่ง
                สรุปแล้ว เป็นเพราะโลกมันแกว่งนี้แหละครับ จะทำให้น้ำท่วมไปหลายประเทศ และจะลามมาถึงกรุงเทพ ซึ่งการทำนายของ ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา จะไปเกิดเหตุร้ายในปี ๒๐๒๒ คืออีก ๑๒ ปีข้างหน้า
                แต่ได้มีนักทำนายหลายท่าน ทำนายว่าจะเกิดเหคุร้ายในปี ค.ศ. ๒๐๑๒ (๒๕๕๕) ซึ่งเหลืออีกไม่นานก็จะขึ้นปีใหม่แล้ว หากจะเกิดเหตุร้ายในปีใหม่ข้างหน้า นี้จริง ก็ไม่อยากเรียกว่าปีใหม่ดอกครับ เพราะคำว่า “ปีใหม่” เป็นปีแห่งการส่ง ส.ค.ส.
                ท่านเหล่านั้นที่ทักทายปีใหม่ (๒๕๕๕) ว่าจะเกิดเหตุร้าย ประกอบด้วย นพ. ประสาน ต่างใจ พ.อ.อ. สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา และ ดร. สมิทธ ธรรมสโรช
                จะเกิดเหตุร้ายจริงหรือไม่จริง ยังไม่อาจทราบได้ แต่ในปีนี้ เราก็ได้เห็นน้ำท่วม ๒๖ จังหวัด นี้เป็นภัยพิบัติน้ำท่วมเบาะๆของภัยธรรมชาติอย่างหนึ่งเท่านั้น หาใช่เป็นภัยน้ำท่วมแบบ “โลกพลิก” แต่ประการใดไม่
                ความจริงมีนักทำนายเกี่ยวกับโลกจะแตกมีมากมายหลายคน กระผมไม่อยากนำเอามาเขียนให้ปวดหมอง แต่เมื่อได้เขียนแล้วก็อยากจะให้ได้รู้จักกับชาวบราซิล ชื่อ “อูเซลีนโย่” เกิด ปี พ.ศ. 2503 (คาดว่าปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่) ? เป็นผู้ทำนายเหตุการณ์ในอนาคตมามากมาย ซึ่งหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วเกิดขึ้นจริงตามที่เขาทำนายเสียด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอาน่า
         ทั้งนี้ ฮูเซลีนโย่ เล่าว่า เขาเห็นอนาคตในฝันของเขาซึ่งสามารถทำนายได้ 3-9 คำทำนายต่อวัน โดยเมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็จะรีบบันทึก และส่งเตือนผู้คนที่เกี่ยวข้องทันที ถ้าหากเหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นกับคนใดคนหนึ่ง เขาก็จะเขียนจดหมายไปเตือนคนผู้นั้น หรือ หากเกิดขึ้นกับคนมีชื่อเสียง เช่น คนดัง  นักการเมือง หรือเป็นเรื่องของอนาคตที่เกี่ยวข้องกับสาธารณชน เขาก็จะส่งจดหมายเตือนไปยังเอเย่นต์ที่เกี่ยวข้อง รัฐบาล และตามสื่อต่างๆ โดยฮูเซลีนโย่ พยายามกระตุ้นให้มีการเผยแพร่คำทำนายของเขาออกไป แต่ก็มักได้รับการปฏิเสธด้วยเกรงว่าจะทำให้ผู้คนเกิดความตระหนก
          ดังเช่น เขาทำนาย จะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่น เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นสึนามิสูง 30 เมตร ก็เกิดขึ้นจริง
ทำนายว่าวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๑
 จะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดประมาณ 9.1 ริกเตอร์ที่ประเทศจีน ในขณะเดียวกันก็เกิดคลื่น สึนามิสูง 30 เมตร มีคนตายจากเหตุการณ์นี้มากกว่า 1 ล้านคน แม้ว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นหลังกีฬาโอลิมปิกจบได้ไม่นาน ก็อาจจะมีแผ่นดินไหวขนาดย่อมเกิดขึ้นเป็นระลอกๆ ในจีนก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุด รัฐบาลจีนยังคงสนใจกับการประสบความสำเร็จของกีฬาโอลิมปิก จนเพิกเฉยต่อมาตรการเตือนภัย ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตที่สูงมาก หากรัฐบาลจีนไม่ประกาศถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและทำการอพยพผู้คน จำนวนผู้เสียชีวิตก็จะเป็นไปตามที่ทำนาย
                นักทำนายคนเดียวกันนี้ได้ทำนาย “ล่วงหน้า” เอาไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะได้ทำนายโลกเอาไว้อย่างน่ากลัวว่า ในปี พ.ศ. 2557 (ค.ศ. ๒๐๑๔) คืออีก ๓ ปีข้างหน้าดาวเคราะห์ขนาดเล็กดวงหนึ่งที่ได้เคลื่อนที่เข้าใกล้โลกเรื่อยๆ นั้น จะชนกับโลกในที่สุด ซึ่งการชนกันครั้งนี้ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ทั้งปวง
ปี พ.ศ. 2558:  ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน โลกจะมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงถึง 59 องศา
เซลเซียส หลายคนจะตายจากสภาวะอากาศที่ร้อนเกินไป และความยุ่งเหยิง หรือ ความหวาดกลัวต่างๆจะตามมา จากการทำนายเหตุการณ์ต่างๆ ในอนาคตครั้งนี้ นายฮูเซลีนโย่ หวังเพียงให้ผู้คนสนใจคำเตือนของเขา เพื่อที่ว่า อาจช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงหายนะเหล่านั้นได้
ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2559: พายุไต้ฝุ่นขนาดยักษ์จะบุกรุกประเทศจีน ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ประธานาธิบดีคนที่ 43 ของสหรัฐอเมริกา นายจอร์จ วอคเกอร์ บุช จะเข้าโรงพยาบาลและเผชิญหน้ากับสถานการณ์ระหว่างความเป็นและความตาย
ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569: เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในซานฟรานซิสโก ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ”The Big One” ส่งผลให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่ต่อพื้นที่รอบข้าง ภูเขาไฟหลายลูกจะติดขึ้นอีกครั้ง และ เกิดคลื่น สึนามีสูงกว่า 150 เมตร  
                กระผมอาจจะเขียนเลอะเทอะ ไร้แก่นสาร อ่านแล้วอาจจะสับสน
                ลองอ่านดูอีกรอบ…อาจจะเกิดปัญญาว่าทำอย่างไร น้ำจึงจะไม่ท่วมกรุงเทพ ?!
                                                                                                                “สว. นปช.”

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

แกะรอย“ธนวัฒน์ วันสม”หุ้นส่วนธุรกิจ “ชินวัตร” โตยุคปชป. ตายยุคเพื่อไทย

แกะรอย“ธนวัฒน์ วันสม”จากยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ “สาทิตย์” เป็นรมต. ถึงยุคเพื่อไทย “กฤษณา”กุมบังเหียน พบสัมพันธ์ลึกธุรกิจพล.อ. ชัยสิทธิ์ ชินวัตร กลับถูกปลดพ้นเก้าอี้บิ๊ก อสมท. ในยุคยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ

หากไม่มีภัยพิบัติน้ำท่วมกลบข่าว ปัญหาความขัดแย้งระหว่างระหว่าง นายธนวัฒน์ วันสม  ผอ.อสมท. กับบอร์ด อสมท. น่าจะเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์มากกว่านี้?

ล่าสุดฝ่ายแรกถูกปลดไปเรียบร้อยข้อหารวมๆ “บริหารงานไร้ประสิทธิภาพ” เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2554

รวมเวลานั่งเก้าอี้ประมาณ 2 ปี

ภูมิหลังของเขาน่าสนใจ

นายธนวัฒน์เคยเป็นรองประธานภูมิภาค บริษัท สตารส์ทีวี เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ในเครือนิวส์คอร์ปอเรชั่น  ,เป็นกรรมการผู้จัดการ แชลแนลวี ประเทศไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ท็อปคอร์ป อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ปรึกษาอาวุโส  Lumina-Looque Internation Pte Ltd (Singapore) และที่ปรึกษาอาวุโส บมจ.กันตนา กรุ๊ป

จากการตรวจสอบพบว่าประกอบธุรกิจส่วนตัว 2  บริษัท

1.บริษัท อาร์วัน คลับ จำกัด ให้บริการสื่อโฆษณาทาง โทรทัศน์,วิทยุ,สื่อสิ่งพิมพ์ และ

2.บริษัท โมส โมเดล จำกัด บริการจัดงานเปิดตัว แสดงสินค้า และงานที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความบันเทิงทุกประเภท

บริษัท อาร์วัน คลับ จำกัด(เดิมชื่อ บริษัท ลุคอินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย จำกัด)ก่อตั้งวันที่  2 มีนาคม 2548  ทุนจดทะเบียนปัจจุบัน 4 ล้านบาท  ที่ตั้ง เลขที่  119 ซอยพหลโยธิน 34 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

นายธนวัฒน์ ถือหุ้น 81.%  ,พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร12.5 % , พล.อ.ชาตรี พัธนพันธุ์6.25%  ผู้ถือหุ้นคนอื่น  MR. CHRLES MITCHELL POLLARD  ,นายจำริต นุชนารถ  นางพัชรี นุชนารถ วันสม  ,นายมาร์ค แอนโทนี บีกิน นายพัฒนะพงศ์ เอี่ยมชื่น(เจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็น.พี.แลนด์ แอนด์ คอนซัลท์)   เป็นกรรมการ

 

  บริษัท โมส โมเดล จำกัด  (เดิมชื่อ บริษัท เอ็มโอเอสเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด)ก่อตั้งวันที่ 11 ธันวาคม 2545 ทุนจดทะเบียนปัจจุบัน   1 ล้าน ที่ตั้งเดียวกัน  นายธนวัฒน์ ถือหุ้น 56 %  นางปิยะดา เพ็ญจินดา 37 %  นายมนูญ โตเขียว 2%  นางสาวอารีรัตน์ พินชัย 2 % นายเทวราช ยุติธรรม 1%  นางสาวพัชรินทร์ พวงสมบัติ 1% นายมาร์ค แอนโทนี่ ปิกิน 1% นายพัฒนะพงศ์ เอี่ยมชื่น  น.ส.พัชรินทร์ พวงสมบัติ  นางปิยะดา เพ็ญจินดาเป็นกรรมการ

ทั้งสองบริษัทเลิกกิจการเมื่อที่ 9 พฤศจิกายน 2552

นายธนวัฒน์นั่งเก้าอี้ใหญ่ผู้อำนวยการ บริษัท อสมท.จำกัด ( มหาชน) เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2552

เมื่อครั้งรับตำแหน่งใหม่ๆยุคประชาธิปัตย์เขาถูกรับน้องว่าด้วยกรณีสถานี วิทยุคลื่น 100.5  เมกกะเฮิร์ตช อสมท. รายการ “เอกซ์คลูซีฟ” ดำเนินการรายการโดยนายจอม เพชรประดับ ได้สัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อตอนสายวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2552

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง เนื่องเพราะสถานะของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือนักโทษที่หลบหนีคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาซึ่งศาลฎีกาแผนกคดี อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินจำคุก 2 ปี

ขณะนั้นมีคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณถูกออกหมายจับอีก 3 คดีคือ ให้พม่ากู้เงิน 4,000 ล้าน ของเอ็กซิมแบงก์ คดีหวย 3 ตัว 2 ตัว คดีแปลงสัมปทานภาษีสรรพสามิต

ครั้งนั้นนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯซึ่งกำกับดูแล อสมท. เดือดปุดๆ เหมือนถูกตบหน้า สั่งให้ผู้บริหาร อสมท.สอบสวนข้อเท็จจริงทันทีว่ามีความผิดพลาดหรือบกพร่องอย่างไรหรือไม่?

แน่นอนว่า นายจอม ผู้ดำเนินรายการ ถูกถล่มไม่เลี้ยงว่าใช้วิจารณญาณไม่เหมะสมเปิดพื้นที่สื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่รับผิดชอบผลกระทบที่จะตามมา  แม้เจ้าตัวชี้แจ้งเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนรับฟังข้อมูลรอบด้านก็ตาม

กระทั่งวันที่ 7 กันยายน นายจอมชิงถอดปลั๊กออกแถลงการณ์ยุติการจัดรายการอ้างว่าเพื่อแสดงความรับผิด ชอบ และเพื่อมิให้ผู้บริหารและพนักงาน อสมท.ต้องได้รับผลกระทบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

นายสาทิตย์ตั้งข้อสงสัยว่าคนใน องค์กร อสมท.มีความเชื่อมโยงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่มิได้ระบุตรงๆว่าเป็นใคร

 ทว่านายธนวัฒน์ก็ประคองตัวเองรอดมาได้ กระทั่งมาถูกปลดในยุคคนตระกูลชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่นางกฤษณา สีหลักษณ์ ผู้คุม อสมท.นั่งมองตาปริบๆ

Leave a comment

Filed under Thaiuknews