Monthly Archives: January 2012

10 นักธุรกิจแดนมังกรผู้กุมโลกไว้ในกำมือ

เผยโฉม 10 นักธุรกิจจีนชนชั้น“แบล็ก คอลลาร์”ผู้ทรงอิทธิพลซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนและกุมอำนาจโลก

สำนัก ข่าวต่างประเทศเผยนักธุรกิจชนชั้น“แบล็ก คอลลาร์”ของเมืองจีน พวกเขาสวมสูทสีเข้ม ขับรถหรูสีดำ มีกระแสข่าวว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจมืดในโลกใต้ดิน และเป็นผู้ที่มีอิทธิพลหลักต่อเศรษฐกิจของจีนที่ถือเป็นเศรษฐกิจโลก แม้ในขณะที่เศรษฐกิจหลายชาติกำลังเผชิญกับปัญหาล้มละลาย แต่นักธุรกิจกลุ่มนี้กลับกำลังก้าวเข้าไปกุมบังเหียนของบริษัทตะวันตกได้ อย่างมั่นคง

เริ่มต้นที่“นายจาง ชิ่งเว่ย”อดีต ประธานของบริษัทอากาศยานเชิงพาณิชย์แห่งประเทศจีน หรือ“โคแมค”ซึ่งเป็นผู้นำพาโคแมคให้ต่อสู้กับบริษัทผลิตเครื่องบินพานิชย์ ระดับโลกอย่างแอร์บัสและโบอิ้ง เพื่อกลับมาเป็นเจ้าน่านฟ้าจีน

ด้วย อิทธิพลและความมีอำนาจของนายจาง ทำให้เขาได้รับการเลือกให้เป็นผู้ประกอบการของรัฐที่มีแนวโน้มจะได้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองให้เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยการดำรงตำแหน่งผู้ว่า ราชการจังหวัดในมณฑลเหอเป่ย์

ส่วนใครที่เคยใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศจีนอาจเคยใช้บริการของบริษัท “ไชน่าโมบาย” โดยการบริหารงานของ “นายหวัง เจี้ยนโจ้ว” ซึ่ง เป็นบริษัทให้บริการด้านโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศจีนที่มีโครงข่ายกว้าง ไกล ใช้ได้แม้ในพื้นที่ห่างไกล เช่น ยอดเขาเอเวอเรสต์ และเป็นโครงข่ายที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดในโลกถึง 650 ล้านเลขหมาย

บริษัทไชน่าโมบายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีพนักงานกว่า 230,000 คน และมีการจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลอดหลักทรัพย์นิวยอร์คและฮ่องกง

ต่อด้วย“นายจาง กัวชิง” ประธาน บริษัทไชน่า นอร์ธ อินดัสตรีส์ คอร์ปอเรชั่น หรือที่รู้จักกันในนาม“นอรินโก้” ผู้ผลิตรถยนต์ รถถัง และอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กองทัพจีน รวมถึงส่งออกทั่วโลก

ด้าน“นายโจว หย่งคัง”สมาชิก อันดับ 9 ของโปลิตบูโร ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการปกครองประเทศจีน นอกจากจะเป็นผู้มีอิทธิพลและอำนาจสูงด้านการเมืองแล้ว นายโจวยังเป็นผู้บริหารของไชน่าเนชันแนลปิโตรเลียม ซึ่งเว็บไซต์ชื่อดัง“วิกิลีกส์”ระบุว่านายโจวเป็นผู้ควบคุมผลประโยชน์ด้าน น้ำมันในจีน ทำให้เขาเป็นผู้มีอิทธิพลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนด้วย

สำหรับนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลอีกหนึ่งคนของจีนคือ “นายซู ชู่หลิน”ประธาน บอร์ดบริหารของ“ซิโนเปค กรุ๊ป” หรือบริษัท ไชน่า ปิโตรเลียม แอนด์ เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของจีนและใหญ่ที่สุดในเอเชีย นอกจากนี้ยังเป็นบริษัทที่ทำรายได้สูงสุดในประเทศจีน กว่า 3.08 แสนล้านดอลลาร์เมื่อปีก่อน

ต่อด้วย“นายเฉิน หยวน”นาย ธนาคารผู้เป็นลูกชายของ“เฉิน หยุน”หนึ่งในแปดอมตะของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ปัจจุบันเฉิน หยวนดำรงตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งชาติจีนหรือซีดีบี ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่ปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการพลังงาน คมนาคมและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานหลายแห่งในประเทศจีน เช่น การก่อสร้างสนามบินแห่งชาติเซี่ยงไฮ้ พูตง การสร้างเส้นทางน้ำจากภาคใต้สู่ภาคเหนือหรือโครงการรถไฟความเร็วสูงจาก เซี่ยงไฮ้-เฉินตู

นายธนาคารผู้ทรงอิทธิพลอีกรายหนึ่งคือ“นายเสี้ยว กัง”ประธาน คณะกรรมการของธนาคารแห่งประเทศจีน จำกัด ซึ่งเป็นผู้ปล่อยกู้รายใหญ่ของจีน โดยธนาคารแห่งประเทศจีน จำกัด เป็นธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับแปดของโลกเมื่อประเมินจากมูลค่าหุ้นตามราคาตลาด และกำลังพัฒนาเป็นกลุ่มธนาคารข้ามชาติขนาดใหญ่ รวมถึงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศจีน (ฮ่องกง) จำกัดมหาชนอีกด้วย

หนึ่งในเจ้าสัวจีนไม่กี่คนที่จบการศึกษาจากประเทศอังกฤษคือ“นายกัว ซู่ชิง” ซึ่ง สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด นายกัวเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารสำนักงานบริหารเงินตราต่างประเทศ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารเพื่อการก่อสร้างจีน ผู้ปล่อยกู้สำหรับผู้ซื้อบ้าน ซึ่งถือเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่เป็นอันดับสองในจีน

สำหรับธุรกิจด้านยานยนต์ขนาดยักษ์ในจีนมี“นายจู เหยียนเฟิง”ประธาน บริษัทไชน่า เอฟ เอ ดับเบิลยู กรุ๊ป คอร์เปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นของอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนเมื่อปี 1953 จนกลายมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนในปัจจุบัน ทั้งยังเป็นผู้เริ่มต้นการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานทางเลือกเป็นบริษัท แรกในจีนอีกด้วย

ปิดท้ายด้วยนักธุรกิจสาวหนึ่งเดียว “หลี่ เสี่ยวหลิน” ด้วย ภายนอกที่ดูสวยและบอบบาง ทำให้เธอดูไม่ต่างจากแม่บ้านทั่วไปในจีน แต่แท้จริงแล้วเธอเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแดนมังกร

พื้นเพของเสี่ยวหลินไม่ธรรมดา เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของ“หลี่ เผิง”อดีตนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนและอดีตประธานสภาประชาชนแห่งชาติ จีน ซึ่งเป็นผู้ควบคุมอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าจีนในนามบริษัทไชน่าพาวเวอร์ อินเตอร์เนชันแนลดีเวลลอปเมนท์ โดยเสี่ยวหลินก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอของบริษัทนี้แทนผู้เป็นพ่อและบริหารงาน ร่วมกับ“เสี่ยวเผิง”ผู้เป็นพี่ชายซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการ ของซานซี

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

 

http://www.dailynews.co.th/article/823/10118

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

บทความวิเคราะห์: การปลอบใจตนเอง กับคำว่า “ลับ ลวง พราง”

by Doungchampa Spencer on Saturday, 28 January 2012 at 17:00

มีเพื่อนท่านหนึ่งส่งข้อความมาให้หลังไมค์ ให้ความเห็นต่างๆ และบอกว่า “อย่าไปห่วงอะไรเลย เพราะพรรคเพื่อไทยกำลังเล่นเกมส์ ‘ลับลวงพราง’ กับฝ่ายอำมาตย์อยู่ รออีกสักพักกับความหวังที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะเราจะได้เห็นกันเองว่า ที่แท้จริงแล้ว เขากำลังต่อรองเพื่อประชาชน”

 

ดิฉัน อ่านแล้ว ก็พยายามใช้วิจารณญาณถามตนเองว่า พรรคที่ประชาชนเขาเลือกเข้าไปปฎิบัติหน้าที่นั้น คนส่วนใหญ่เลือกเพื่อให้เข้าไปเล่นเกมส์ต่อรองกันหรือ? ไปๆ มาๆ ผู้แทนราษฎร กลายเป็น broker แบบตลาดหุ้นไปเสียแล้ว

 

ท่านผู้ที่ส่งข้อความมานี้ ยังได้อธิบายถึงตำราในเรื่องสามก๊ก เกี่ยวกับ ตัวละครชื่อ อุยเอี๋ยน รวมทั้งแผนการต่างๆ ในตำราพิชัยสงคราม ฯลฯ

 

จะ ขอตอบท่านใน Notes ฉบับนี่้ว่า ท่านผู้ที่ส่งข้อความมาให้ เป็นผู้มีความจงรักภักดีและยึดตัวอยู่กับพรรคที่ท่านสังกัดอยู่เป็นอย่าง ยิ่ง ท่านสามารถแก้ต่างให้กับพรรคและตัวแกนนำ (หรือผู้นำ) ในทุกๆ เรื่องได้ ท่านเป็นฐานเสียงอย่างซื่อสัตย์ของพรรคที่แท้จริง รวมไปถึงทัศนคติของการมองโลกในแง่ดีและการใช้เวลาโดยการ “รอความหวังที่กำลังจะเกิดขึ้น” (ซึ่งทางฝ่ายอำมาตย์ชอบมากๆ ที่ประชาชนไม่ต้องไปทำอะไรกัน)

 

ดิฉันจะถามกลับไปถึงท่านว่า การ “รอ” ปล่อยเวลาให้ผ่านไปนั้น มันเป็นประโยชน์กับตัวท่านเองหรือเปล่า? ท่าน สามารถทำอะไรให้กับสังคมและประเทศชาติได้บ้าง เพื่อการพัฒนาบ้านเมืองไปสู่รูปแบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชน บริหารโดยประชาชน และ เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง?

 

การ พัฒนาจะเกิดขึ้นได้เพราะการสื่อสารและการกระทำสองทาง คือ ท่านต้องสื่อสารกับรัฐบาล และรัฐบาลต้องสื่อสารกลับมาถึงตัวท่าน มันถึงประสบความสำเร็จได้ ถ้าเป็นแบบ one-way มันก็เหมือนกับปรบมือข้างเดียว

 

คำว่า “รออีกสักพัก” สักพักของท่านนั้น อาจจะใช้เวลาอีกเป็นปีๆ ก็ได้  รถไฟขบวนที่ท่านต้องการจะโดยสารไปด้วยนั้น อาจจะไม่เดินทางมาจอดที่สถานีของท่านเลย  ท่านปล่อยให้เวลาผ่านไปจริงๆ โดยการ “รออีกสักพัก”

 

 

——————————————————————————————————————

 

ถ้าถามความคิดเห็นส่วนตัวของดิฉัน เรื่องลับลวงพราง หรือ เกมส์ต่างๆ นั้น ดิฉันขอยืนยันว่า มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเราไม่ได้อยู่ในโลกสมัยสามก๊ก 

 

ความ คิดเรื่อง “ลับลวงพราง” เป็นความคิด ที่พวกเรา “คิดกันเอง” มากกว่า เป็นเรื่องของการปลอบใจเพื่อบอกกับตนเองว่า “เราไม่ได้ถูกต้มตุ๋น หรือ ถูกหลอกลวง”  พยายามบอกกับตัวเองว่า “เราเรียนสูงขนาดนี้ มีความรู้ขนาดนี้ จะมาเสียโง่ ได้อย่างไร?” นั่นคือ การสร้างกลไกทางจิตใจเป็นเกราะกำบังขึ้นมา อย่างทางจิตวิทยาเรียกว่า defense machanisms เพื่อปกป้องกับความรู้สึกอันแท้จริงที่ว่าเสียใจหรือชอกช้ำใจนั่นเอง

 

บางทีเราต้องยอมรับว่า มันเป็นไปได้และเกิดขึ้นแล้ว  เหมือนกับความรัก

 

ความรักทำให้คนตาบอด อะไรก็ตามที่คนรักพูด ก็เชื่อว่าเป็นจริงได้หมด เพราะหัวใจบอกไว้ก่อน เรื่องเหตุผลตามมาทีหลัง

 

กว่า จะรู้ว่า คนที่เราเคยรักนั้น เขาหรือเธอทำตัวแท้จริงอย่างไร เมื่อเราทำตัวเป็นกลาง ไม่นำเอาความรักมาเป็นปัจจัย เมฆหมอกที่เคยปกคลุมสายตาให้พร่ามัวเริ่มเจือจางลง  เราจะได้เห็นหรือยอมรับรู้กับเหตุผลที่ดีขึ้นว่าอะไรเป็นอะไร ภาษาอังกฤษกล่าวว่า เปลี่ยนจาก Subjective (เอาความคิดตนเองเป็นหลัก) มาเป็น Objective (เอาเรื่องจุดประสงค์หรือเหตุผลเป็นหลัก) แทน

 

สมัย นี้ โลกการสื่อสารต่างๆ เป็นเรื่องที่ไร้พรมแดน การพูดอะไรหรือให้สัมภาษณ์จากตัวแทนพรรคการเมือง โดยเฉพาะที่อยู่ในตำแหน่งระดับสูง เป็นเรื่องที่่สามารถเอามาอ้างอิงได้ในการเลือกตั้งคราวต่อๆ ไป

 

และเรื่องที่ “ฆ่าตัวตาย” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะเป็นแบบ ปลาหมอตายเพราะปาก จริงๆ  เนื่องจากมีการบันทึกทุกอย่างแล้วว่า เคยพูดอะไรไว้, เมื่อไร, ที่ไหน ย้อนหลังไปได้เท่าไร ไม่ลืมกันง่ายๆ หรอก (ตัวอย่างเช่น อภิสิทธิ์พูดว่า คนๆ เดียว หรือ หนึ่งแสนคน… คงไม่มีใครลืมกัน..)

 

และ อีกอย่างหนึ่งคือ การพูดออกมาหรือประกาศตัวตนออกมาว่า มันเป็นนโยบายของพรรคที่จะไม่ทำอย่างนู้นอย่างนี้ แถมไปด่ากราดกระทบผู้คนที่เขาเสนอความคิดเห็นอีกรูปแบบหนึ่ง (ในระบอบประชาธิปไตย) มันไม่ได้กระทบอยู่กับประเทศไทยแต่เพียงประเทศเดียว

 

สังคม ในศตวรรษที่ 21 เป็นสังคมโลก ข่าวต่างๆ ที่พวกนี้ พูดออกมา มีการแปลความหมายและคำพูดออกไปทั่วทุกมุมโลกว่านโยบายตนเองเป็นอย่างไร  คำกล่าวและการกระทำของรัฐบาลจะมากลับกลอกหลอกลวงกับประชาคมโลกไม่ได้

 

ที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ดิฉันมั่นใจว่า เรื่องการเล่นเกมส์ต่างๆ รวมไปถึง เรื่องลับลวงพราง โดยทางรัฐบาลฝ่ายพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นเรื่องของการปลอบใจต่อบุคคลที่มีศรัทธาต่อพรรคที่ตนเองชื่นชอบ เพราะมันเป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาด

 

การให้สัมภาษณ์จากผู้คนในระดับสูงของรัฐบาลนั้น จะมาพูดเล่นๆ ลวงหลอกกันไม่ได้ค่ะ

 

และอยากถาม ท่านทั้งหลายว่า ครั้ง สุดท้ายที่ท่านเห็น พรรคการเมือง ออกมาเล่นเกมส์ ลับลวงพราง เพื่อช่วยเหลือประชาชนจริงๆ ครั้งสุดท้ายน่ะ มันเกิดเมื่อไร? ขอยกตัวอย่างให้ทราบด้วย เพราะดิฉันจำไม่ได้ค่ะ

 

เรื่อง การเล่นลับลวงพราง เป็นการทำให้ทางฝ่ายรัฐบาลเอง ต้องเสียเครดิทและความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก รวมทั้งถูกประชาชนตำหนิในสายตาทั่วทุกมุมโลกโดยเฉพาะกับทางการเมืองระหว่าง ประเทศ ไม่ใช่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น

 

การ ที่ฝ่ายรัฐบาลจะปฎิบัติอะไรก็ตามแต่ ต้องเป็นตามที่กล่าวและยืนยันไว้ ไม่อย่างนั้น จะถูกตราหน้าว่า ทำการปลิ้นปลอกหลอกลวง เพราะไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน 

 

ในขณะนี้ สื่อต่างประเทศทั่วโลก ได้รายงานถึงจุดยืนของรัฐบาลไทย ในเรื่องการปฎิเสธการแก้ไขกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน  ลองไป search ดูใน Googleได้ว่า เขารายงานในลักษณะไหนกัน หรือว่า ไมต้องแคร์ก็ได้ เพราะพวกนี้ ไม่รู้ดีในเรื่อง “ความเป็นไทย” เหมือนกับที่ทางฝ่ายอนุรักษ์นิยมหลายๆ ท่านได้กล่าวถึง

 

จุด ยืนเหล่านี้ จะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่วิถีทางการเมืองของประเทศไทย โดยเฉพาะทางพรรคเพื่อไทยเองว่า ตัวพรรคจะพยายามฉุดและดึงประชาชนให้อยู่กับตนเองหรือเปล่า เพราะประชาชนมีแนวคิดที่ล้ำหน้าไปมากกว่านั้นแล้ว

 

บทเรียนคือ ถ้า ตนเองไม่ยอมก้าวล้ำหน้าเข้ามาสู่กระแสโลกาภิวัฒน์ ส่วนหนึ่งของประชาชนที่สนับสนุนหรือเคยสนับสนุนก็คงจะต้องเดินทางไปกันเอง หรือไม่ก็หาขบวนรถไฟที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับสภาวการณ์ของเขา

 

ประชาชน ที่มีความคิดแบบแนวก้าวหน้าเกิดขึ้นได้ภายใน 2 ปีที่ผ่านมา มันมีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่จะมีการตั้งกลุ่มหรือพรรคของประชาชนที่ยึดถือ นโยบายในรูปแบบโลกาภิวัฒน์เกิดขึ้น ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปีข้างหน้าเป็นอย่างช้าที่สุด (ตัวดิฉันเอง คาดว่า จะเกิดการก่อตัวจัดตั้งพรรคการเมืองแนวที่สามภายในหรือภายนอกประเทศไทยอย่าง แน่นอนค่ะ)

 

——————————————————————————————————————–

 

ดิฉันขอกล่าวไว้ ณ ที่นี้ก่อนเลยว่า การ หาเสียงเลือกตั้งคราวหน้าและในคราวต่อๆ ไป จะใช้ระบบ Online และ Social Networks มากขึ้นในการเข้าถึงประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง การ หาเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม สามารถแสดงให้ประชาชนเห็นทันทีเลยว่า ตัวแทนของรัฐบาลเคยพูดและกล่าวอะไรไว้บ้างในแง่ลบ ด้วยการ Replay จากคลิปต่างๆ ได้ตลอด  การโจมตีด้วยคำพูดที่ตนเองเคยกล่าวไว้ มีประสิทธิภาพมาก เพราะเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงจุดอ่อนที่อีกฝ่ายสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างความ ได้เปรียบ

 

การสร้างเวปไซค์ออนไลน์โดยพรรคการเมืองแบบแนวที่สาม สามารถขึ้นมาต่อสู้กับพรรคการเมืองใหญ่ๆ ได้ทุกเรื่อง ถึงแม้ว่าเงินทุนจะน้อยกว่าก็ตาม เพราะว่าในโลกของ Internet นั้น เวปไซค์ทุกเวป มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันหมด เพราะคนจะเข้าไปอ่านได้ จะต้องคลิ๋กเข้าไปก่อนทั้งสิ้น

 

พรรค การเมืองแบบแนวที่สามไม่ต้องไปจัดคอนเสริ์ทหรือปรากฎตัวกับประชาชนในที่ สาธารณะอย่างบ่อยครั้ง สามารถตอบคำถามที่ประชาชนส่งให้ทางออนไลน์ได้หมด จะทำแบบ Town Hall Meetings ได้ทันที เพียงแต่นัดกันว่า จะพบกับประชาชนเมื่อไร สามารถ phone-in และเชิญวิทยากรผู้มีความรู้ความสามารถมาร่วมรายการได้เช่นเดียวกัน

 

การบริจาคเงินช่วยเหลือสามารถทำได้ ในรูปแบบของการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร แม้กระทั่ง PayPal ซึ่งใช้กันอยู่ทั่วทุกมุมโลก

 

นอกไปจากนั้น ประชาชนสามารถส่งหรือถามคำถามผู้สมัครเกี่ยวกับนโยบายหลักของพรรคตนเองที่ทำ สัญญาไว้กับประชาชน โดยใช้ระบบ instant message (chat) หรือ SMS แบบ Skype / Window Messenger ไม่ต้องออกไปไหนมาไหน ผจญกับปัญหารถติดหรือเสียเวลา จะไปหาเพื่อนๆ แล้วรับฟังรับชมด้วยกันที่บ้านก็ได้ หรือแม้แต่จะบริจาคเงินก็ทำได้ทุกอย่าง จาก SmartPhone นี่เอง  จะอยู่ต่างจังหวัดก็ไม่เป็นปัญหา เพราะสามารถร่วมการแสดงความคิดเห็นได้ เพราะทุกอย่างเป็นแบบ Virtual Meeting หรือการพบปะกันออนไลน์  ท่านจะอยู่ที่กรุงเทพฯ, อุบลราชธานี, ประเทศเยอรมัน, ประเทศในทวีปยุโรป, อัฟริกา, ประเทศบราซิล หรือ ประเทศออสเตรเลีย มีค่าเท่าเทียมกันทั้งหมดในสังคม Virtual Online Meeting

 

(อย่าคิดว่า ประชาชนที่อยู่นอกกรุงเทพฯ จะใช้ไม่เป็นนะคะ นั่นคือความประมาทอันแท้จริงเพราะท่านไม่ได้สำรวจอะไรเลย)

 

เมื่อ ประชาชนมีความเป็นส่วนตัว ไม่ต้องออกไปแสดงให้คนทราบว่า ตนเองสังกัดพรรคไหน (เพื่อความปลอดภัยของตนเอง), กำลังคิดอะไรอยู่ หรือ จะเลือกพรรคไหนดี เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากสำหรับพรรคการเมืองที่ชอบหว่านเงินซื้อเสียงหรือ พรรคใหญ่โตของฝ่ายอำมาตย์  (แม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยเอง ก็ควรจะ “หนาว” ด้วย) เพราะเรื่องนี้ คือ “คลื่นใต้น้ำ” อันแท้จริงที่ทุกๆ ฝ่ายไม่สามารถคาดคะเนได้ว่า จิตใจของประชาชน กำลังจะกาหรือลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองใดบ้าง

 

ความปลอดภัย กับชีวิตและทรัพย์สินของตัวผู้สมัครย่อมมีมากขึ้น อาจจะออกไปปราศรัยอย่างพอสมควร แต่สามารถใช้ระบบ online และ virtual meeting นี้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นโดยตรง

 

เรื่องจะเอาเงินมาหว่านหรือพูดจากล่อมผู้คนคงจะยากในการเลือกตั้งคราวหน้า และ คราวต่อๆ ไปในอนาคต

 

อย่าลืมว่า เมื่อปีที่แล้ว มีสำนวน “รับเงินหมา กาเบอร์หนึ่ง”  บางทีคำกล่าวแบบนี้ อาจจะย้อนกลับเข้ามาหาพรรคตัวเองได้เหมือนกัน….

 

และ ในปัจจุบัน ประชาชน 99% เขาได้เลือกข้างไปเรียบร้อยแล้วว่า เขาอยู่ฝ่ายไหน สีไหน ฐานเสียงไม่เปลี่ยนแปลงแน่ ถ้ายังมีการสาดโคลนโจมตีตัวบุคคลกันอยู่ แทนที่จะเสนอนโยบายแบบสร้างสรรค์ ประชาชนก็คงจะเอือมระอาที่จะลงคะแนนให้

 

เพราะ คะแนนเสียงลงไป ไม่สามารถแก้ไขอะไรจริงๆ จังๆ ได้  ถ้าต้องการเปลี่ยนคะแนนเสียงจากฐานเสียงเดิม คุณจะต้องใช้นโยบายสร้างสรรค์ว่า คุณสามารถทำประโยชน์อะไรให้กับประชาชนเขาได้บ้าง นโยบายคุณเป็นอย่างไร แทนที่จะไปประชดว่า “ไอ้พรรคนี้มันรับเงินนายใหญ่จากที่่นั่นที่นี่” ถ้าเป็นจริง คุณก็น่าจะยื่นเรื่องฟ้อง แต่ถ้าไม่เป็นจริง คุณก็ไม่ได้สร้างอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันกับประชาชนเขาได้เลย…

 

สำหรับ ตอนนี้ มันอยู่ที่ตัวของท่านเองว่า ท่านมีความเชื่อมั่นในขบวนรถไฟสายนี้ขนาดไหน หรือว่า น่าจะลองขึ้นขบวนรถไฟที่สนับสนุนการดำเนินการของทางฝ่ายนิติราษฎร์เขาบ้าง เพราะขบวนที่ท่านโดยสารอยู่ในขณะนี้  มันดูเหมือนกับว่า เขาไม่ต้องการจอดส่งผู้โดยสารที่สถานีจังหวัดเชียงใหม่ แต่กำลังพาท่านไปสู่จุดหมายอันแท้จริงซึ่งอยู่ประมาณ 4 กิโลเมตรเศษๆ จากวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ต่างหาก….

 

 Doungchampa Spencer

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

2011ถือเป็นปีชัยชนะแห่งการลุกฮือ__อาหรับสปริง

กระแสการลุกฮือต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหมู่ประเทศอาหรับ หรือที่เรียกกันว่า “อาหรับ สปริง” คือท้องเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบปี 2011 ถึงแม้บรรยากาศความเคลิบเคลิ้มเปี่ยมสุขในช่วงแรกๆ ของความพลิกผันใหญ่หลวงคราวนี้ กำลังหลีกทางให้แก่ความกังวลหวั่นไหวเกี่ยวกับความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และการเพิ่มอิทธิพลบารมีมากขึ้นเรื่อยๆ ของพวกอิสลามิสต์ แต่กระนั้นพวกผู้สังเกตากรณ์ที่มองโลกแง่ดีก็ยังเชื่อว่า กระบวนการมุ่งสู่ความเป็นประชาธิปไตยยังจะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ช่วงเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา โลกอาหรับได้เกิดการพลิกผันเปลี่ยนแปลง มากยิ่งกว่าที่เคยประสบพบเห็นในรอบหลายสิบปี โดยที่ ตูนิเซีย และ อียิปต์ กำลังอยู่ระหว่างจัดการเลือกตั้งที่ฝ่ายตะวันตกเชื่อถือเป็นมาตรวัดความเป็นประชาธิปไตยที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง

เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม กระแสการลุกฮือของประชาชนจำนวนมากในตูนีเซีย จนกระทั่งสามารถโค่นล้ม ซีน เอล อาบีดีน เบน อาลี ผู้นำที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนาน กลายเป็นการส่งกระแสคลื่นช็อกแผ่กระจายออกไปทั่วทั้งแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง

ในอีก 1 เดือนถัดมา ผู้ประท้วงก็สามารถขับไล่ ฮอสนี มูบารัก ประธานาธิบดีอียิปต์จอมรวบอำนาจ ให้ตกลงจากแท่น ขณะที่ชาวลิเบียลุกขึ้นจับอาวุธ และในที่สุดด้วยความช่วยเหลือของกองกำลังนาโต้ โดยเฉพาะฝรั่งเศส,อังกฤษ, และสหรัฐฯ ก็สามารถล้มล้างผู้เผด็จการ มูอัมมาร์ กัดดาดี รวมทั้งสังหารผลาญชีวิตเขาไปในเดือนตุลาคม

สำหรับที่เยเมน ภายหลังเกิดความไม่สงบนองเลือดต่อเนื่องกันเป็นเดือนๆ ชาวเยเมนก็ทำท่าจะสามารถพลิกหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ จากการที่ผู้นำจอมเผด็จการซึ่งครองเก้าอี้มายาวนานของพวกเขา ได้ยินยอมลงนามในข้อตกลงสละอำนาจภายในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ โดยที่มีพวกสมาชิกรัฐริมอ่าวอาหรับเป็นตัวกลางคอยผลักดัน

ส่วนชาวซีเรียก็อาจจะมองเห็นแสงสว่างจากปลายอุโมงค์กับเขาบ้างในที่สุด จากการที่สันนิบาตอาหรับและประชาคมระหว่างประเทศใช้ความพยายามเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ทางการซีเรียยุติการปราบปรามอย่างนองเลือดมุ่งเล่นงานพวกที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ซึ่งดำเนินมาเป็นเวลาเกือบ 9 เดือนแล้ว

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

เหยื่อกระสุนสไนเปอร์ ที่…ทรมานกว่า “ตาย” และ ภาพชีวิตของครอบครัวผู้ต้องขังเสื้อแดง

เหยื่อกระสุนสไนเปอร์ ที่…ทรมานก

 

เหยื่อกระสุนสไนเปอร์ ที่…ทรมานกว่า “ตาย” และ ภาพชีวิตของครอบครัวผู้ต้องขังเสื้อแดงมุกดาหาร

นี่คือ เหยื่อกระสุนสไนเปอร์ ที่…ทรมานกว่า “ตาย”

ลุงฐานุทัศน์ เหยื่อกระสุนสไนเปอร์ที่บ่อนไก่ ถูกยิงตัดกระดูกไขสันหลังทะลุปอด และที่บ่าใกล้หัวไหล่

วันนี้ผม พี่Kaekai Ing และAugust Songkiatthana แวะเข้าไปเยี่ยมให้กำลังใจลุงฐานุทัศน์

พี่อ้อ ภรรยาของลุงบอกว่าตอนนี้ทานอะไรไม่ได้แล้ว ต้องให้อาหารเหลว และหายใจเองไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา หลังจากที่เพิ่งอาการทรุดเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา ในตอนแรกเป็นอัมพาตแค่ครึ่งล่าง ตอนนี้เป็นอัมพาตทั้งตัว แต่ยังสามารถพูดคุยสื่อสารกับพวกเราได้อยู่บ้าง

ปล.ขอขอบคุณออกัสที่เก็บภาพมาให้เราจนได้ในรอบเยี่ยมรอบที่สองหลังจากผมพลาดโอกาสในรอบแรก และขอขอบคุณพี่วีร์(Suckasem Nathavee) ที่โอนเงินผ่านออกัสมาช่วยสมทบทุนช่วยเหลือครอบครัวลุงฐานุทัศน์ 1,000 บาทเมื่อเช้านี้ครับครับ

Posted Image

เครดิต https://www.facebook…3&type=1&ref=nf

00000000000000000000000000000000000000000

ครอบครัวผู้ต้องขังเสื้อแดงมุกดาหาร

ภาพชีวิตของครอบครัวผู้ต้องขังเสื้อแดงมุกดาหาร ในวันที่พวกเขาขาดเสรีภาพ ในวันที่ครอบครัวไร้ผู้นำและในวันที่ลูกขาด”พ่อ”

Posted Image

ครอบครัวของทวีศักดิ์สามชีวิต
Posted Image

ครอบครัวที่ไร้พ่อ…นายแก่น หนองพุดสา
Posted Image

เมีย ลูก หลาน และแมว ขาดก็แต่พ่อ…นายทองดี
Posted Image

ย่า..หลาน ประคับประคองกันไป ไม่มีพ่อชื่อณัฐวุฒิ
Posted Image

พ่อของพระนมวัย 70 กว่าเป็นโรคหัวใจและหอบหืด

ออกวิ่งสามล้อรับจ้างเลี้ยงตัวเอง
Posted Image

สองแม่ลูก(ในท้อง)ตะลอนไปขายลูกชิ้นเตรียมพร้อม

วันลูกลืมตา แม้ไม่มีพ่อ(นายพระนม กันนอก)
Posted Image

เขียนโปสต์การ์ดส่งกำลังใจให้พ่อ…สู้เพื่อประชาธิปไตย
Posted Image

โอบอุ้มกันไว้
Posted Image

ไม้ใกล้ฝั่ง หากยังรอ ลูกพ่อกลับมา
Posted Image

ในวันที่ไม่มีพ่อ ไก่ต้องรับงานมาทำหารายได้เลี้ยงครอบครัว
Posted Image

อ้างว้างเหลือใจ บ้านที่ไร้พ่อ

(ครอบครัวของนายนพชัย)
Posted Image

พ่อครับ ผมรอพ่ออยู่(ลูกของนายจันที)
Posted Image

พ่อของสมคิดวัย 60 ยังต้องออกไปดูแลนาด้วยตัวเอง
Posted Image

พ่อของไมตรี กับหนังสะติ๊กที่รอเจ้าของ
Posted Image

พ่อของจันทีที่ป่วยเป็นหอบหืดและแม่วัย 70กว่า

ที่ยังต้องหาของป่าไปขาย
Posted Image

ภรรยาและลูกสาววัย 3 ขวบของณัฐพล

เฝ้ามองพ่ออยู่นอกห้องขัง
Posted Image

ทองมากป่วย เมียก็ป่วย ลูกก็ป่วย

แต่ก็ยังไม่ได้อยู่พร้อมหน้า
Posted Image

นานเท่าไหร่??? ที่พ่อจะกลับมา.

ครอบครัวต่อไปอาจเป็นคุณ

หากความเป็นธรรมยังไม่มีในสังคม

นักโทษการเมืองคือเหยื่อของการเมืองการคิดต่าง

ทางการเมือง…พวกเขาเป็นประชาชน…

ไม่ใช่ อาชญากร”

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

1 มกราคม วันปีใหม่

ความหมายของ วันขึ้นปีใหม่

ความหมายของวันขึ้นปีใหม่ ตามพจนานุกรม ฉบับราชตบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า ” ปี” ไว้ดังนี้ ปี หมายถึง เวลา ชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน : เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ

ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่

ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน

การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก

การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์

ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป

เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ
1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ
2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา
3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก
4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย

กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ได้แก่
1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ
2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร
3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ
วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น

กิจกรรมใน วันขึ้นปีใหม่

วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ฟังเทศน์ ปล่อยปลา ปล่อยนก อวยพรซึ่งกันและกัน หรืออาจจะส่งการ์ดบัตรอวยพร ของขัวญไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรับพร และสรงน้ำพระพุทธรูป ประดับธงชาติ และจะเตรียมทำความสะอาดบ้าน และที่พักอาศัย

Leave a comment

Filed under Thaiuknews