Monthly Archives: June 2010

)))))))) รหัสลับ “ดอยตุง” ))))))))

by หมอตำแย


….. ถ้าเอ่ยถึง”ดอยตุง” จ.เชียงราย ใครๆก็ต้องนึกถึงสวีทเซอร์แลนด์ของเมืองไทย ที่ท่านสมเด็จย่าเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา

เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของภาค”เหนือสุดแดนสยาม” ที่มีพันธ์ไม้นาๆชนิดมีกระทั่ง”ซากุระ” ซึ่งแต่ก่อนนี้จังหวัดอื่นๆยังไม่มี

….. ณ.ที่ตั้ง”ดอยตุง”นั้นไม่ไกลไปจาก”สามเหลี่ยมทองคำ”ที่ใกล้ชิดกับเพื่อนบ้าน ลาว,พม่า,จีน จึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยยาเสพติด

หลากหลายชนิดให้เลือก อีกทั้งราคายังถูกจาก”ร้อยกลายเป็นล้าน”ได้ภายในพริบตา ถ้าคุณมีเส้นมีสายใหญ่พอที่จะไปสู้กับ”ยนคุ”ได้

….. เมื่อ”ดอยตุง”เป็นชัยภูมิที่เหมาะสมแก่การเป็นศูนย์รวม”ยาเสพติด” ซื้อง่ายขายคล่องกับ”ว้าแดง”มาแล้วหลายปี จึงเป็นเหตุให้พวก

“อำมาตย์”กลุ่มหนึ่งฉวยโอกาสนี้ใช้”ดอยตุง”เป็นเครื่องมือในการลำเลียงยาเสพติดตลอดมา จนในที่สุด”สานวัง”และเชื้อเทพอสูร

ก็ไปไม่รอดเพราะฟ้าดินลงโทษถึงกับขาย”แวงดัง”ไปเป็นที่ทำงานของสำนักงาน…..ไปแล้ว

….. ส่วนเส้นทางภาคพื้นดินมี”เผส สะดี”เป็นคนคอยเคลียร์พวกทหาร, ตำรวจ, กอรอมนอ, ให้ผ่านได้ทุกท้องที่ จนกระทั่งทุกวันนี้

ยาเสพติดที่”อึ่งอ่าง” ให้”หนังหน้าไฟ”หิ้วไป”อั่งม้อ”นั้นก็มาจากที่นี่ ส่วนรายละเอียดอื่นๆก็ไม่ต้องบอกเพราะรู้กันหมดแล้ว

images by uppicweb.com
Thanks: seo รายได้เสริม

ภาพนี้เครดิดของคุณ TAN007 เจ้าค่ะ

Advertisements

1 Comment

Filed under ยายเมี้ยม บางปลาร้า

บันทึกสีแดงจากที่คุมขังถึงมาร์ค


ที่มา กระดานสนทนาประชาไท
30 มิถุนายน 2553

นาย สมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย อดีตผู้ถูกคุมขังคดีฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน เปิดเผยว่า ในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ จะไปยื่นหนังสือต่อสำนักงาน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้ดำเนินการเคลื่อนไหวปล่อยตัว”บก.ลายจุด” นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ซึ่งถูกควบคุมตัวข้อหาฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งให้ยกเลิกประกาศฉุกเฉินด้วย

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่เข้า เยี่ยมนายสมบัติเปิดเผยภาพถ่ายบันทึกลายมือของนายสมบัติเขียนด้วยปากกาสีแดง หลายฉบับ ระหว่างถูกควบคุมตัวในที่คุมขัง ค่ายตชด.ปทุมธานี ซึ่งมีเนื้อหาบางตอน ดังนี้

เบื้องบนมีเพดาน
เบื้องล่างมีพื้นปูน
เบื้องหน้ามีลวดหนาม
เบื้องลึกยังมีความคิดจักยังต่อสู้

ยุงกินเลือดเราแต่น้อยเพื่อมันดำรงอยู่
กระสุนกินเลือดเราหมดร่างเพื่ออำนาจผู้สั่งการดำรงอยู่

ห้ามฉันพูด ฉันก็จะพิมพ์
ห้ามฉันพิมพ์ ฉันก็จะเขียน
ห้ามฉันเขียน ฉันก็จะคิด
หากห้ามฉันคิด ก็ต้องห้ามลมหายใจฉัน

ขอบคุณที่อภิสิทธิ์พาฉันมาปรองดองที่ค่ายตำรวจตระเวณชายแดน วันหนึ่งคุณคงได้มีโอกาสมานอนปรองดองที่นี่บ้าง ฉันจะรอ

ฉัน คว้าปากกาสีแดง แล้วเดินไปที่ป้ายที่ติดไว้บนตึกนอน หาพื้นที่ว่างบนป้ายนั้น แล้ววาดรูปพระอาทิตย์หกแฉกลงไป ข้างๆตัวอักษรเขียนว่าประกาศ

ฉันหยิบเสื้อแดงตัวเก่าที่ยังไม่ได้ซัก มาใส่ เพื่อต้อนรับคนเสื้อแดงที่มาเยี่ยม มันคงไม่สกปรกไปกว่ามือที่เปื้อนเลือดของใครบางคนที่ล้างไม่มีทางออก

นาย ตำรวจยศพล.ต.ต.ท่านหนึ่งขอนั่งคุยกับผมในฐานะหัวหน้าชุดอะไรสักอย่าง เขาเป็นผู้ฟังที่ดีมากคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย เขาเรียกการสนทนานี้ว่า”การซักถาม”ไม่ใช่การสอบสวน ส่วนผมบอกกับเขาว่า ผมเรียกสิ่งนี้ว่า”การสนทนา” เพียงแต่ว่าบทสนทนานี้จะถูกเขียนเป็นรายงานให้กับผู้บังคับบัญชา

อย่ามาบอกผมว่า ผมมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิอะไร
สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ผมมีมาตั้งแต่เกิด
แต่สิ่งที่คุณต้องพูดคือ คุณละเมิดสิทธิของผมอย่างไรต่างหาก

ความคิดที่เสรีบนพื้นฐานสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกควบคุม
ความคิดและการกระทำในการละเมิดสิทธิของประชาชนต่างหาก ที่ต้องถูกควบคุม

via;@สมบัติ บุญงามอนงค์


ทนายยื่นคำร้องปล่อยตัวบก.ลายจุด ศาลนัดไต่สวน 2 ก.ค.

ประชาไท รายงาน ว่า นายอานนท์ นำภา ทนายความของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด หรือหนูหริ่ง นักกิจกรรมซึ่งถูกคุมตัวตามหมายควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อยู่ที่บก.ตชด. คลอง5 ปทุมธานี ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอปล่อยตัวเนื่องจากการควบคุมตัวไม่ชอบ ศาลนัดไต่สวนในวันที่ 2 ก.ค.นี้ เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดา อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทนายความได้ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำร้องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจร้อง ต่อศาลเพื่อขอหมายควบคุมตัวนายสมบัติ แต่ศาลไม่อนุญาตให้ดูหรือคัดถ่ายสำเนาดังกล่าว

คำร้องขอปล่อยตัว ระบุว่า วันที่ 26 มิ.ย.เวลาประมาณ 17.20 น.ตำรวจได้เข้าควบคุมตัวผู้ร้องที่ทำกิจกรรมผูกผ้าแดงรำลึกถึงผู้เสียชีวิต จากการสลายการชุมนุมอยู่ที่แยกราชประสงค์ โดยแสดงหมายควบคุมตัวตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ 116/2553 ลงวันที่ 21 พ.ค.53 อ้างว่าผู้ร้องเป็นผู้ต้องสงสัยตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีความจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้กระทำการหรือร่วมกระทำการอันจะทำให้เกิด เหตุการณ์ร้ายแรง ให้นำผู้ร้องไปควบคุมตัวที่ บก.ตชด. ซึ่งการควบคุมตัวดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการ เพราะการออกหมายดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นเท็จและบิดเบือน ผู้ร้องมิได้มีพฤติการณ์ที่จะกระทำการหรือร่วมกระทำการอันจะทำให้เกิด เหตุการณ์รุนแรงดังที่เจ้าพนักงานกล่าวอ้าง

นอกจากนี้การควบคุมตัว ดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจโดยไม่สุจริต มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง เพราะตั้งแต่มีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลได้กระทำการอันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรงหลาย ประการอย่างไม่เคยมีมาก่อน เช่น การปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 45 ซึ่งมิได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้แต่อย่างใด, การห้ามมิให้ประชาชนชุมนุมทางการเมืองอันเป็นสิทธิพื้นฐาน โดยรัฐบาลพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงให้การชุมนุมเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย, มีการใช้กำลังสลายการชุมนุมอย่างอำมหิต ไร้มนุษยธรรม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก, มีการจับกุม ควบคุมตัวประชาชนผู้เห็นต่างกับรัฐอย่างกว้างขวาง รวมทั้งมีการคุกคามประชาชนผู้เห็นต่างกับรัฐบาล ใช้กฎหมายกลั่นแกล้ง พยายามดำเนินคดีโดยตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งล้วนเป็นการใช้อำนาจไปตามอำเภอใจของรัฐบาล ขัดต่อหลักนิติธรรม เป็นการลุแก่อำนาจซึ่งศาลทราบดีอยู่แล้ว

คำร้องระบุอีกว่า คำร้องขอควบคุมตัวผู้ร้องนั้น มิได้เป็นดังที่เจ้าพนักงานกล่าวอ้าง เพราะรัฐบาลได้สลายการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 14-19 พ.ค.โดยใช้กำลังทหารทั้งที่การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากซึ่งข้อเท็จจริงทั้งหลายเหล่านี้ศาลทราบ ดีอยู่แล้ว ผู้ร้องเป็นประชาชนคนหนึ่งที่ไม่อาจนิ่งดูดาย ในวันที่ 21 พ.ค.ผู้ร้องและประชาชนจำนวนหนึ่งจึงนัดพบปะทำกิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร นำภาพถ่ายมาแสดงในเชิงนิทรรศการโดยมิได้ก่อความรุนแรงแต่อย่างใด และการแสดงความคิดเห็นก็เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ การจงใจใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาควบคุมตัวผู้ร้องจึงเป็นการใช้กฎหมายโดยไม่สุจริต

นอกจากนี้การจะจำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นก็ต้องทำเท่าที่จำ เป็นและจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธินั้นไม่ได้ ซึ่งอำนาจตุลาการเป็นองค์กรเดียวที่สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร และอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้ร้องได้ จึงขอศาลได้โปรดมีคำสั่งเรียกและเบิกตัวผู้ร้องมาไต่สวนต่อหน้าศาล ไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง และมีคำสั่งปล่อยตัวผู้ร้องเนื่องจากเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานของสังคมและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่ผู้ร้อง และประชาชนผู้ถูกจับและควบคุมตัวอีกเป็นจำนวนมากสืบไป

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

ไม่เอา”ยูเอ็น”



คอลัมน์ เหล็กใน

การเรียกร้องทวงความยุติธรรมให้ผู้สูญเสียชีวิต 90 ศพ บาดเจ็บนับพันคนจากเหตุการณ์สลายม็อบแดงยังคงมีอย่างต่อเนื่อง

แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่กระจ่างจากรัฐบาลว่าใครเป็นคนฆ่า ใครเป็นคนยิง

ทำเหมือนกับชีวิต 90 ศพและผู้บาดเจ็บไร้ค่าไร้ราคา

แต่กลับไปให้ความสำคัญกับการตาม”เช็กบิล”คนเสื้อแดง

ศอฉ.ก็วุ่นอยู่กับการสอบนักธุรกิจท่อนำเลี้ยงนปช.

ดีเอสไอที่มีหน้าที่ในการสืบสวนติดตามหาตัว”สไนเปอร์”ที่เข่นฆ่าประชาชน

กลับให้ความสำคัญกับการถอนประกัน ลากนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายการุณ โหสกุล เข้าคุกให้ได้

คดีที่ญาติผู้เสียชีวิตแจ้งความดำเนินคดีนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองนายกฯนายสุเทพ เทือกสุบรรณ สั่งสลายม็อบจนมีผู้บาดเจ็บล้มตาย

ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย

คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่นายกฯแต่งตั้งให้นายคณิต ณ นคร ประธาน

ยังรำลูกเดียว

นอกจากยังหากรรมการไม่ได้แล้ว ยังไม่เป็นที่ยอมรับของคนอีกจำนวนไม่น้อย

องค์กรต่างประเทศก็จับตาเรื่องนี้

แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้สัมภาษณ์ว่า “เราคงไม่ยอมให้องค์กรต่างประเทศได้เข้ามาล่วงละเมิดในอธิปไตยของไทย เพราะเรามีระบบของเราอยู่ เราต้องรักษาอำนาจอธิปไตยของเราไว้”

และยังแสดงความไม่พอใจว่าทำไมตอนนั้นสื่อไม่สนใจกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยประกาศว่ายูเอ็นไม่ใช่พ่อ ไม่พอใจจะเข้ามาสอบสวนการฆ่าตัดตอนยาเสพติด

นายสุเทพคงหลงๆ ลืมๆ เพราะตอนนั้นหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับพาดหัวข่าว”ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ”ครึกโครม

หากไปอ่านคำสัมภาษณ์ให้ดี พ.ต.ท.ทักษิณพูดว่า “อย่ามาห่วง ยูเอ็นไม่ใช่พ่อผม เราเป็นสมาชิกยูเอ็นก็ว่ากันไปตามกติกาโลก คุณอย่าไปถามมาก ไม่มีปัญหา มาก็มา สอบก็สอบ”

แสดงว่าไม่พอใจที่โดนก้าวก่ายจริง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการจะเข้ามาสอบสวนของยูเอ็น

และหากย้อนไปดูสาเหตุที่ยูเอ็นจะเข้ามาสอบสวนการฆ่าตัดตอน เป็นเพราะน.พ.ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในยุคนั้น นำปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากนโยบายของพ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไปหารือในเวทียูเอ็น

จึงมีคำถามขึ้นมาว่าแล้วการเข่าฆ่าประชาชนและคนเสื้อแดง 90 ศพ บาดเจ็บอีกนับพันคนในตอนนี้

ทำไมกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดปัจจุบัน ไม่ออกมาเคลื่อนไหวอะไรเลย

ไม่ประณามการละเมิดสิทธิของผู้ชุมนุม ไม่ทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิต

หรือคนเปลี่ยนหลักก็เปลี่ยนด้วย!?

วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7153 ข่าวสดรายวัน

Leave a comment

Filed under สื่อกระแสหลัก

แผลเป็นหรือตาย?



คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

กระสา มันเสมอ

แผลเป็นลึกๆ ของรัฐบาลผสมเทียมชุดนี้อีกแผลหนึ่ง คือตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

เดิม นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งไปคุมตำรวจ

ถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ นายกฯ ก็โดดลงไปงับเอง ด้วยความปรารถนาดีกับชาติบ้านเมือง ด้วยความปรารถนาดีต่อวงการตำรวจ และหรือด้วยความสะใจกับปัญหาที่ท้าทายทุกเรื่อง

ผลก็คือ ซากตำรวจรายหนึ่งติดพันนายกฯ สลัดไม่ออกจนถึงป่านนี้

อย่างน้อยก็ 9 เดือนเต็ม รอเวลาอีก 3 เดือน ตำแหน่งผู้รักษาการตำรวจแห่งชาติจะหมดอายุตามเกษียณ

จะตั้งก็ไม่ได้ จะคายก็ไม่ออก แผลถลอกก็เลยไม่หาย กลายเป็นแผลเป็นประจานผู้รับผิดชอบตลอดเวลา

ตำรวจนั้น ได้ชื่อว่าเป็นมือตีนของรัฐที่ใกล้ชิดราษฎรท่านมากที่สุด ไม่สับมือลงส้นจนเกินกว่าเหตุ อาณาประชาราษฎร์ที่เป็นสุข นายกรัฐมนตรีน่าจะรู้ปัญหาส่วนรวมนี้ดี

ทว่าน่าเสียดาย ตรงไม่รู้ปัญหาตำรวจแบบง่ายๆ

ห้วงรัฐบาลผสมเทียมครองอำนาจรัฐชั่วคราวที่ผ่านมา งานตำรวจกับประชาชนจึงลากถูลู่ถูกังไปลมๆ แล้งๆ

แน่นอน ผลเสียตกอยู่กับประชาชนมโหฬารที่สุด สังคมเริ่มฟอนเฟะด้วยอำนาจรัฐ จากฤทธิ์การเมือง พิษเศรษฐกิจ เพราะรัฐเทียมจัดการไม่ได้ บริหารไม่เป็น

ถามว่า 3 เดือนที่เหลืออยู่ของตำแหน่งรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเสมือนซากฟอสซิลติดพันนายกฯ ควรทำอะไร อย่างไรทั้ง 2 ราย

คำตอบไม่ใช่ผงซักฟอกที่กำลังหมดอายุแล้วนายกฯ เอามาแกล้งช่วยงาน

หากควรรู้จักตำรวจอย่างง่ายๆ เสียก่อน

ไม่ว่าจะเรื่องจ่าเพียรขาเหล็ก หรือทุกเรื่องของตำรวจ 3 จังหวัดภาคใต้, เรื่องราวซับซ้อนของตำรวจนครบาล, และหรือเรื่องความเป็นธรรมของตำรวจเองทั่วราชอาณาจักร

ผลการสัมมนาของสำนักงานป.ป.ช.เกี่ยวกับตำรวจหมาดๆ ก็เข้าเป้าตรงเผง ปัญหามิได้อยู่ที่นายกรัฐมนตรีอ่านหรือยัง อยู่ที่เข้าใจแจ่มแจ้งหรือไม่มากกว่า

ลองลงมือทำเรื่องยาวเป็นเรื่องสั้น เรื่องยากเป็นเรื่องง่ายดู โดยมีประโยชน์ส่วนรวมเป็นตัวตั้ง

แต่ถ้ายังตั้งตนเป็นหัวหน้าชุมอยู่ 3 เดือนหรืออีกกี่เดือน สังคมไม่หายนะไปกว่านี้ ให้ถือว่าเคราะห์น้อย

วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7153 ข่าวสดรายวัน

Leave a comment

Filed under สื่อกระแสหลัก

พ.ร.ก.เผด็จการ



คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน

เป็น การใช้อำนาจอย่างหน้ามืดตามัว และเป็นเหตุ การณ์ประจานความเลวร้ายของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่าเป็นเครื่องมืออันตรายต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนคนไทยในยุครัฐบาล อภิสิทธิ์อย่างแท้จริง

กรณีการจับกุมนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด อดีตประธานมูลนิธิกระจก เงา นักเคลื่อนไหวทางสังคม ที่แวดวงเอ็นจีโอ นักคิดทางสังคมรู้จักกันมายาวนาน

ด้วยความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตามหมายจับศอฉ.

นายสมบัติถูกจับขณะเอาผ้าแดงไปผูกป้ายถนนราชประสงค์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ไว้อาลัยต่อความรุนแรงและการเสียชีวิตของประชาชน

ขณะนี้สูญสิ้นอิสรภาพ ถูกคุมตัวไปขังที่ค่ายตชด. คลอง 5

ต้องขอเตือนรัฐบาลและศอฉ.ว่า กำลังใช้อำนาจอย่างเหวี่ยงแห!!

เพราะแม้นายสมบัติจะมีกิจกรรมที่เกี่ยวพันกับชาวเสื้อแดง

แต่ก็เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายหลังชาวเสื้อแดงถูกรัฐบาลและทหารใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม

นายสมบัติมิใช่แกนนำนปช.ในการชุมนุม

แต่ในฐานะนักกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเดินแนว ทางสิทธิมนุษยชนมาตลอด

เข้า มาเกี่ยวพัน เมื่อเห็นว่ามีการใช้ความรุนแรงกับประชาชน และพยายามจะใช้แนวทางสันติวิธีของเขา เข้ามาร่วมเยียวยาความรู้สึกของคนเสื้อแดง

เท่านี้ก็โดนหมายจับตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และโดนจับขณะผูกผ้าแดงที่ป้ายถนน!?!

นี่หรือคือผู้กระทำผิด ไม่รู้สุดท้ายจะยัดข้อหาก่อการร้ายให้ด้วยหรือเปล่า

ก่อการร้ายเพราะถือผ้าแดงไปผูกป้ายราชประสงค์

กรณีนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงภยันตรายแห่งอำนาจเผด็จการภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างแจ้งชัด

นายสมบัติคือคนคิดต่างกับรัฐบาล แต่ไม่เคยก่อม็อบ ไม่เคยใช้ความรุนแรงต่อต้านรัฐ!

คิดต่างอย่างนักคิด อย่างนักสิทธิมนุษยชน

ถ้า คิดไม่เหมือน แล้วโดนพ.ร.ก.จับไปขังที่ค่ายตชด. เช่นนี้แล้ว แปลว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีความเป็นประชา ธิปไตยหลงเหลืออยู่แล้วแม้แต่น้อยนิด

ล่าสุดเริ่มมีความเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลรีบปล่อยตัวนายสมบัติโดยเร็วที่สุด

พร้อมกับเรียกร้องไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกทาง

หลายคนบอกว่าถ้ากรรมการสิทธิฯไม่รู้จักตัวตนของนายสมบัติและยังเฉยๆ

ก็รีบลาออกหรือยุบกก.สิทธิฯไปได้แล้ว!

วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7153 ข่าวสดรายวัน

Leave a comment

Filed under สื่อกระแสหลัก

เปิดคำชี้แจง4นายพล เบื้องหลังเผาศาลากลาง ความแค้นของมวลชน




คอลัมน์ สดจากสนามข่าว

ยังคงค้นหาความจริงกันต่อไปสำหรับเหตุความไม่สงบของบ้านเมืองในช่วงเดือนพฤษภามหาโหด

สังคมต้องการตัวคนทำผิดมาลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อการร้ายหรือนักฆ่าในเครื่องแบบที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในขณะนี้

ไม่นานความจริงจะปรากฏ!!?

เมื่อ วันที่ 28 มิ.ย. ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมืองวุฒิสภา มี นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา รองประธานคณะกรรมการ เป็นประธานการประชุม ได้เชิญ พล.ต.ต.ศักดา เตชะเกรียงไกร รองผบช.ภาค 4 รักษาการผบก.ภ.จว. ขอนแก่น พล.ต.ต.ปราโมทย์ เอี่ยมทัศน์ ผบก. ภ.จว.มุกดาหาร พล.ต.ต.เดชา ชายบุญชม ผบก. ภ.จว.อุดรธานี และ พล.ต.ต.สมพงษ์ ทองวีระประเสริฐ ผบก.ภ.จว.อุบลราชธานี มาร่วมชี้แจงเหตุการณ์ ซึ่งทั้งหมดโดนย้ายมาช่วยราชการที่สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังจากที่ทั้ง 4 จังหวัด มีการเผาศาลากลางเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา

พล.ต.ต. ปราโมทย์ ชี้แจงว่า คนเสื้อแดงในจังหวัดมุกดาหารส่วนใหญ่เป็นอดีตผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และเป็นกลุ่มแดงนิรนามซึ่งเป็นชาวญวนที่เพิ่งได้สัญชาติไทย ที่น่าสนใจคือ ไม่มี ส.ส. พรรคเพื่อไทยในจังหวัด สำหรับสถาน การณ์การเผาศาลากลาง ผู้ชุมนุมเริ่มรวมตัวตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. และขอใช้พื้นที่ข้างศาลากลางจังหวัดชุมนุม ซึ่งเช้าวันที่ 19 พ.ค. วิทยุชุมชนคนเสื้อแดงแห่งหนึ่งประกาศตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึงสถานการณ์ที่ราชประสงค์ ว่าทหารล้อมสลายชุมนุมแล้ว และมีคนบาดเจ็บ จึงให้มารวมตัวกันที่ข้างศาลากลางจังหวัด ซึ่งจำนวนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นพันคน ส่วนตำรวจที่อุดรฯ ทั้งหวัดมี 700 กว่านาย แต่ขณะนั้นก็เพิ่งส่ง 1 กองร้อยมาผลัดที่สน.ลุมพินี ทำให้เหลือกำลัง 3 กองร้อย ประมาณ 500 นาย จึงเอาไม่อยู่ ประกอบกับพื้นที่กว้าง เมื่อคนเฮเข้ามาจึงทำอะไรไม่ได้ และตอนนั้นยังไม่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่จังหวัด ทำให้ตำรวจทำอะไรรุนแรงไม่ได้ เครื่องมือสำหรับดำเนินการตามหลักสากล 7 ขั้นตอนในการสลายการชุมนุมก็ไม่มี มีแค่รถฉีดน้ำ และยังถูกสั่งห้ามใช้ปืนจน กว่าจะประกาศพ.ร.ก.จึงไม่สามารถระงับเหตุได้

พล.ต.ต. สมพงษ์ กล่าวว่า ที่อุบลราชธานีมีคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวมาโดยตลอด แต่พอมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน ก็ไม่มีการชุมนุมจนเมื่อวันที่ 16 พ.ค. เริ่มมีการเคลื่อนไหว เช่น ปิดสะพานเชื่อมเขตอำเภอ เผายางหลายจุด แต่ผู้ว่าฯ ก็ให้นโยบายว่าให้เจรจา ตอนนี้มีแค่เผายางยังรับได้ แต่เมื่อข่าวออกไปที่ส่วนกลาง ภาพคงกลายเป็นว่า สถานการณ์เริ่มหนัก ส�วนกลางจึงประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อคืนวันที่ 16 พ.ค. ซึ่งคืนวันที่ 18 พ.ค. มีหน่วยคุมฝูงชนอยู่ 2 กองร้อย ส่วนอีก 1 กองร้อย ส่งมากทม. แต่เมื่อเห็น ส.ว. เป็นคนกลางเจรจากับแกนนำนปช.และรัฐบาล ก็เห็นสัญญาณที่ดี และฝ่ายทหารยืนยันว่าถ้าจะสลายชุมนุมจะแจ้งล่วงหน้ามาที่อุบลราช ธานีก่อน 12 ชั่วโมง ซึ่งตนก็เห็นว่าพอเตรียมกำลังในพื้นที่ดูแลความเรียบร้อยได้ทัน เพราะระดมกำลังตำรวจทุกอำเภอมาที่ส่วนกลางของจังหวัดได้ภายใน 4 ชั่วโมง แต่ปรากฏว่า เช้าวันที่ 19 พ.ค.ก็เกิดเหตุฝ่ายปกครองทุกคนตกใจ จึงเอาตำรวจไปเตรียมในศาลากลางจังหวัด 300 นาย แต่เมื่อตอนเที่ยง มีข่าวออกมาว่าแกนนำนปช.ที่กทม.จะมอบตัวที่อุบลฯ ก็หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และชะลอการไปปิดวิทยุชุมชนตามที่ส�วนกลางสั่งการมาเมื่อวันที่ 18 พ.ค. แต่เช้าวันที่ 19 พ.ค. จะได้หมายค้นแล้วก็ตาม เพราะผู้ว่าฯเห็นว่า ไม่ควรสร้างประเด็นให้ประชาชนโกรธเคืองเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม สุดท้ายในเวลาประมาณ 13.00 น. ก็มีการเผาศาลากลางเกิดขึ้น

พล.ต.ต. สมพงษ์ กล่าวว่า เมื่อมีการเผา ตำรวจมีเพียงโล่และหมวก และก็มีไม่ครบคน และแต่ละคนก็อายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้ชุมนุมมีหนังสติ๊กยิงหิน หัวนอต ตำรวจจึงถูกผลักดันให้ล่าถอยไปข้างหลังศาลากลางแทน ส่วนพนักงานดับเพลิงก็ไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่ เพราะเข้ามาฉีดน้ำก็เจอหนังสติ๊ก และรถดับเพลิงก็โดนกักและเผา การจะให้ทำตาม 7 ขั้นตอนสากลในการสลายการชุมนุม ความเป็นจริงคงทำยากมาก เพราะคนเฮโลเข้ามา ตำรวจที่นี่ไม่เคยใช้ความรุนแรงกับมวลชนเลย ด้านหนึ่งถามว่า ถ้าตำรวจใช้ความรุนแรงแล้วสุดท้ายมีความผิด คนสั่งการระดับที่สูงกว่าก็จะบอกว่า ให้แนวทางชัดเจนในการใช้อาวุธไปแล้วว่าให้ยิงต่ำกว่าเข่า ระยะไม่เกิน 35 เมตร ถามว่าตอนเกิดเหตุจริงไม่มีใครทำได้แน่ และตำรวจที่นี่ก็ไม่เคยฝึกแบบนี้มา แต่พอตำรวจไม่ดำเนินการ ส่วนกลางก็มองว่าเราเป็นตำรวจมะเขือเทศ ซึ่งความเป็นจริงเราไม่มีสี แต่เราต้องทำงานกับประชาชนในพื้นที่ มันก็เลยรู้จักกันดีแล้วจะให้ทำอย่างไร และเขาก็ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ไม่เหมือนทหารที่ส่งเข้ามา ทำเสร็จแล้วก็กลับกรมกอง ไม่ต้องสัมผัสประชาชนอีก

“ถามว่าวันนั้นถ้าผมสั่งยิงจริงๆ เพื่อป้องกันศาลากลางจังหวัด แล้วมีคนตาย ตำรวจก็กลายเป็นจำเลยอีก สรุปคือ เราลำบาก เพราะถูกคนที่มีอำนาจรังแกตลอด พอไม่ได้ดั่งใจเขาก็เล่นงานเรา ผมเสนอว่าเมื่อประชาชนมีสิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ต่อไปก็ตั้งตำรวจปราบจลาจลมาเป็นหน่วยต่างหากไปเลย และไม่ต้องให้ทำงานแบบตำรวจปกติ ให้เขาฝึกรอเหตุการณ์ไป ไม่เช่นนั้น ใช้ตำรวจปกติจะทำอะไรก็ยาก” พล.ต.ต.สมพงษ์ กล่าว

เมื่อ หมดประเด็นของพล.ต.ต.สมพงษ์ มีส.ว. หลายคน ลุกขึ้นถามถึงอนาคตของสถานการณ์ในแต่ละจังหวัดว่าจะเป็นอย่างไร จะเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉินได้หรือไม่ และคนในพื้นที่มั่นใจกรรมการอิสระ 4-5 ชุดที่รัฐบาลตั้งขึ้นหรือไม่

พล.ต.ต.เดชา ชี้แจงว่า การเลิกพ.ร.ก. หรือไม่คงแนะนำไม่ได้ เพราะตำรวจเป็นฟันเฟืองของการบริหาร แต่จะมีหรือไม่มีพ.ร.ก.ที่อุดรฯ ก็บังคับใช้กฎหมายไปตามปกติ แต่การมีพ.ร.ก.แล้วจะสนธิกำลังเร็วกว่าหรือไม่นั้น อยู่ที่การสนับสนุนของหน่วยที่เกี่ยวข้องมากกว่า ส่วนเรื่องการปรองดอง ตนเปรียบเทียบว่า เหมือนรถโดนชน แม้จะซ่อมแล้วแต่ความรู้สึกในใจก็ยังมีอยู่ จึงขึ้นกับระยะเวลาและการแสดงออกของภาครัฐที่ต้องจริงใจจริงจัง เสมอต้นเสมอปลาย แต่ถ้ารถไม่ชนเลยจะดีที่สุด

ด้านพล.ต.ต.สมพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มจากนี้ต่อไป คนเสื้อแดงน่าจะมีการเคลื่อนไหว ตนได้ลงพื้นที่ตั้งแต่แรก ตอนแรกๆ ผู้ชุมนุมอาจมาด้วยสินจ้างบ้าง แต่พอมากันเรื่อยๆ คนก็คล้อยตาม มากันด้วยใจ เพราะอยากฟังข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ทั้งนี้ ต่างฝ่ายต่างเสนอข้อมูลด้านเดียว แต่รัฐบาลไม่สามารถเอาใจจูงใจคนในพื้นที่ได้ สรุปแล้วคือไม่มีใครดีกว่าใคร แต่จะไปโทษใครก็คงไม่ได้ ส่วนพ.ร.ก.จะให้ประกาศใช้อยู่หรือไม่นั้น ถึงจะมีหรือไม่มี การเคลื่อนไหวมีแน่ เพียงแต่ตอนนี้ที่นิ่งอยู่ เพราะผู้ชุมนุมเจอเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนชีวิตและจิตใจอย่างรุนแรง ส่วนกรรมการอิสระชุดต่างๆ เท่าที่ตนได้ไปสอบถามคนเสื้อแดงที่อุบลฯ คนที่นี่ไม่มั่นใจ ซึ่งถ้าเป็นตนเป็นคนตั้ง ตนจะไม่เลือกบุคคลที่เป็นเป้าหมายของคนเสื้อแดงเลย มีคนพูดกันว่าคนเก่งกว่าอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ก็มีเยอะทำไมไม่เอามา หรือบางคนก็ประชดว่า ถ้าตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ครบชุดเลย ส่วนกรรมการชุดนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ และ น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส คนที่นี่ไม่ได้พูดถึง ทั้งนี้ ตนคิดว่า ฝ่ายรัฐปากบอกว่าปรองดอง แต่อีกด้านไล่ล่า ถ้าตอนนี้ฝ่ายรัฐหยุดและทอดเวลาออกไปให้คนที่เห็นตรงข้ามมีที่ยืนบ้าง น่าจะดีขึ้น เพราะตอนนี้คนรู้สึกว่าแทบไม่มีที่ยืนบนแผ่นดินแล้ว

พล.ต.ต. ปราโมทย์ เสริมว่า ที่จ.มุกดาหาร การเลิกพ.ร.ก.หรือไม่เลิกพ.ร.ก.ไม่มีผล เพราะคนที่นี่ตัดสินใจตามแกนนำที่กทม. ส่วนการสรุปบทเรียนของฝ่ายตำรวจ ทราบว่าฝ่ายอำนวยการที่มีพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นประธาน ได้สรุปบทเรียนของฝ่ายอำนวยการแล้ว แต่ฝ่ายปฏิบัติ แบบที่พวกตนในพื้นที่ทำงานยังไม่มีการสรุป

ขณะที่ พล.ต.ต. ศักดา ชี้แจงว่า ที่จ. ขอนแก่น จากการที่ตนไปสอบถาม ผู้ชุมนุมบอกว่า “ไม่มีใครคิดล้มสถาบัน” ซึ่งตนไปสังเกตการณ์การชุมนุม พบว่าการปราศรัยก็ไม่มีการพาดพิงสถาบัน และเมื่อชุมนุมกันเสร็จเขาก็ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่เมื่อรัฐบาลโจมตีว่าผู้ชุมนุมคิดล้มล้างสถาบัน เขาจึงรู้สึกว่าถูกปรักปรำ ตอนนี้ตนกลัวว่าการปิดช่องทางทุกช่อง เช่น วิทยุชุมชนจะทำให้มีการไหลลงใต้ดินซึ่งน่ากลัว ส่วนตอนนี้จะมีพ.ร.ก.หรือไม่มีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตนคิดว่าไม่แตกต่าง เพราะยังไงคนก็ชุมนุม ฉะนั้นถ้าให้คนเคลื่อนไหวทาง การเมือง โดยเปิดเผยน่าจะดีกว่าเพราะจะได้รู้เขารู้เรา ส่วนเรื่องการตั้งกรรมการอิสระเพื่อปรองดองและปฏิรูปประเทศ 4-5 ชุดนั้น คนเสื้อแดงที่นี่บอกว่า ไม่เชื่อมั่น และบอกว่ามีคนอื่นตั้งเยอะแยะทำไมไม่ตั้ง ทำไมตั้งคนที่ดูแล้วเป็นพวกของตนเอง ตนคิดว่าตอนนี้ฝ่ายรัฐไม่ควรทำอะไรที่เป็นการผลักให้คนที่ไม่เห็นด้วยเป็น ฝ่ายตรงข้าม แต่ควรเปิดเผยให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นอย่างเสมอภาค

สรุป ภาพรวมของการชี้แจง ผู้บังคับการตำรวจทั้ง 4 นาย ระบุว่า ไม่คาดคิดว่าสถานการณ์จะบานปลายเพราะวันที่ 18 พ.ค. วุฒิสภาไปเจรจากับแกนนำนปช.และรัฐบาลมีสัญญาณที่ดี แต่เมื่อเช้าวันที่ 19 พ.ค. ฝ่ายรัฐเข้าปฏิบัติการจึงรู้สึกผิดหวัง ส่วนการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ทั้งกำลังและอุปกรณ์ไม่พร้อม มีกำลังน้อยกว่าผู้ชุมนุม 10 เท่า เพราะต้องแบ่งกำลังมาที่ กทม. อย่างไรก็ดี ได้เน้นการเจรจาและไม่ใช้อาวุธกับประชาชน เพราะต้องทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่ต่อไปอีกนาน และยังมีปัญหาการประสานกับส่วนกลาง ทำให้ไม่มีใครทราบว่าเช้าวันที่ 19 พ.ค. ฝ่ายรัฐจะเข้าสลายการชุมนุม จึงเตรียมความพร้อมในพื้นที่ได้ไม่เต็มที่ แต่ได้บันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ และตามจับกุมผู้ก่อเหตุในภายหลัง เพราะช่วงเกิดเหตุไม่สามารถไปจับกุมได้ นอกจากนี้ ฝ่ายตำรวจยังระบุตรงกันว่า ได้ไปสอบถามชาวบ้านที่มาชุมนุมที่ศาลากลางจังหวัด ได้รับคำตอบว่า ชาวบ้านต้องการมาเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง และรู้สึกโดนดูถูก ไม่พอใจกับปัญหาการบังคับใช้กฎหมายสองมาตรฐาน และไม่พอใจที่โดนกล่าวหาว่าเป็นพวกล้มสถาบัน

หลังเสร็จสิ้นการฟังคำ ชี้แจงของนายตำรวจทั้งหมด ที่ประชุมมีมตินัดประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 5 ก.ค. ซึ่งจะเชิญนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ กำกับดูแลฝ่ายความมั่นคง มาร่วมชี้แจงเพื่อหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อไป

เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ!?!

วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7153 ข่าวสดรายวัน

Leave a comment

Filed under สื่อกระแสหลัก

ไอพีเอส: รัฐบาลไล่ขยี้เสื้อแดงหนักมือด้วยกฎหมาย และการล้างสมอง

Government Targets Red Shirts with Harsh Law, Propaganda
June 26, 2010
By Marwaan Macan-Markar
ที่มา – IPS
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

กรุงเทพ – ด้วยอำนาจ พ.ร.บ.ฉุกเฉินในกำมือรัฐบาลไทยของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำมาใช้บีบบังคับการเคลื่อนไหวประท้วงของฝ่ายตรงข้าม หากใช้ไม่ถูกวิธี จะต้องชำระด้วยบทเรียนราคาแพงทางการเมือง

วัน ที่ ๒๘ มิถุนายน กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ซึ่งมีอำนาจล้นฟ้าจะเริ่มสอบสวนตัวบุคคล และบริษัทจำนวน ๘๓ ราย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนทางการเงินต่อผู้ประท้วง ซึ่งใช้สัญลักษณ์ในการประท้วงด้วยสี “เสื้อแดง” และได้เข้ายึดพื้นที่สัญลักษณ์ของกรุงเทพนานเกินสองเดือน จนกระทั่งถึงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม

ธา ริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งกำลังวางแผนจะออกหมายเรียกตัว ญาติของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อดีตรัฐมนตรีต่างๆ นายทหารระดับสูงของกองทัพที่ปลดเกษียณ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ และแกนนำเสื้อแดงนั้น ได้ยอมรับว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินซึ่งมีอำนาจในวงกว้างใช้เป็นเครื่องมือเพื่อติดตามการหมุน เวียนของเงิน ที่โยงไปถึงการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง ทักษิณ ซึ่งถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหารปี ๒๕๔๙ และกำลังลี้ภัยเพื่อเลี่ยงโทษจำคุกในข้อหาทุจริต เสมือนผู้คอยบงการทางการเมืองของ น.ป.ช. ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงที่สงบลงไปในเวลานี้ ได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชนหลายหมื่นคนที่มารวมตัวกันเพื่อกดดันรัฐบาล อภิสิทธิ์ให้ยุบสภา และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น

การ ปราบปรามอย่างรุนแรงระหว่างกองทัพไทยด้วยอาวุธหนักพร้อมมือ และ น.ป.ช.ฝ่ายติดอาวุธในเดือนเมษายน และกลางเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ๘๘ ศพ ซึ่งเป็นชาวบ้าน ๘๐ ศพ และได้รับบาดเจ็บประมาณ ๑,๘๐๐ กว่าคน ในช่วงที่กองทัพได้รับคำสั่งให้เคลียร์พื้นที่ถนนในกรุงเทพ

พ.ร.ก. ฉุกเฉินถูกประกาศใช้ครั้งแรกในต้นเดือนเมษายน เพื่อใช้รับมือกับกลุ่มต่อต้านเสื้อแดงในกรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียง และได้ขยายเวลาออกไปอีกหลายอาทิตย์เพื่อครอบคลุมถึงต่างจังหวัดซึ่งมีอาชีพ ทำนา ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และเป็นจังหวัดที่ น.ป.ช.ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างล้นหลามที่สุด

ปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล อ้างความชอบธรรมของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า “เราต้องการให้แน่ใจว่าสถานการณ์ได้กลับสู่ความสงบ ซึ่งต้องให้มั่นใจว่า ทั้งปัจจัยเสี่ยง และความวิตกในด้านความมั่นคงซึ่งเป็นกุญแจหลักได้รับการดูแล” “เรากำลังจับตาดูเงินซึ่งใช้สนับสนุนการเคลื่อนไหวอย่างผิดกฎหมายนี้ การใช้สื่อเพื่อยุยงให้เกิดการประจันหน้ากัน และการใช้อุปกรณ์อาวุธ”

เขา กล่าวกับไอพีเอสว่า “การสอบสวนการโอนถ่ายเงินนั้นเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยในด้านความมั่นคง” “พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้เราสามารถใช้อำนาจจากทุกองค์กรมาร่วมทำงานกัน ก่อนที่ทุกคดีจะถูกส่งฟ้องศาล”

พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งมีผลควบคุมในสามเดือน ให้อำนาจรัฐบาลที่จะจัดการโหมทำสงครามโฆษณาชวนเชื่อด้วยความลำเอียงใส่ความ ผู้ต่อต้าน เพื่อให้แน่ใจว่าสื่อหลักจะเน้นเสนอแต่แง่มุมของรัฐบาลอภิสิทธิ์เท่านั้น

ตัวอย่าง เช่น ในการรับมือเรื่องเงินสนับสนุน แรกเริ่ม รัฐบาลประกาศรายชื่อบุคคลและรายชื่อบริษัทต้องสงสัย ๑๗๐ รายชื่อ ที่เดาว่าให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินจำนวนหลายสิบล้านบาทกับกลุ่มเสื้อ แดง และสุดท้ายถูกตัดเหลือเพียง ๘๓ รายชื่อ หนังสือพิมพ์ต่างตีปีกขานรับโดยการแฉข้อมูลส่วนตัวในบัญชีธนาคารของบุคคล เหล่านี้ ที่ทำได้ก็เพราะอำนาจอันล้นฟ้าของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงกฎหมายอื่นๆที่ถูกนำมาร่วมบังคับใช้

และ ยังสื่อถึงประชาชนตามบ้านด้วยเนื้อหาที่ว่า เสื้อแดงสนใจเพียงต้องการสร้างความรุนแรงบนท้องถนนในเมืองหลวงของไทย แกนนำหลัก น.ป.ช. ๓๙ คนถูกคุมขังด้วยข้อหาผู้ก่อการร้าย ทักษิณ ซึ่งกำลังลี้ภัย ถูกยัดข้อหาคล้ายคลึงกันเพื่อทำให้เรื่องที่รัฐบาลแต่งขึ้นมีความสมจริงสม จัง – ที่ว่าเสื้อแดง ต้องรับผิดแต่ฝ่ายเดียวในการเผาตึกอย่างน้อย ๓๐ หลัง และเป็นผู้เดียวที่ใช้อาวุธในระหว่างการเผชิญหน้ากับกองทัพ

สื่อ เสื้อแดง – สร้างเครือข่ายอันกว้างไกลทั้งสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุชุมชน นิตยสารจำนวนหนึ่ง และเว็บไซต์ต่างๆ – แต่ยังไม่สามารถแก้มือการใช้วาทศิลป์โฆษณาชวนเชื่อของรัฐ ซึ่งออกมาอย่างถี่ยิบไม่ยั้งมือตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติ สื่อหลายแขนงได้ถูก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำการปิดปาก ในขณะที่ผู้ดำเนินการของสื่อเสื้อแดงที่เหลือต่างยอมรับกับไอเอสพีว่า พวกเขาได้ถูกบังคับให้ต้องเงียบมิฉะนั้นจะเสี่ยงกับการถูกจับกุม

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า “พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นตัวปัญหา เป็นตัวปิดกั้นเสรีภาพของสื่อ” “กฎหมายช่วยสร้างภาพพจน์ของผู้ประท้วงว่าเป็นผู้ใช้ความรุนแรง”

นั่น เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องยึดสายการปฏิบัติที่รุนแรงดังกล่าว ในขณะเดียวกันรัฐบาลออกมาสัญญาว่า จะรักษาความแตกแยกทางการเมืองแห่งราชอาณาจักรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ด้วยการเริ่มต้นวิธีสมานฉันท์ จะเป็นการเปิดทางให้กับข้อกล่าวหาต่างๆที่ว่า แท้จริงรัฐบาลเป็นตัวบ่อนทำลาย ในขณะที่รัฐบาลเองอ้างซ้ำซากว่า เป็นผู้รักษามาตรฐานแห่งคุณค่าทางเสรีประชาธิปไตย

นัก วิจารณ์ต่างๆกล่าวว่า รัฐบาลอายุ ๑๘ เดือนของอภิสิทธิ์ได้พิสูจน์แล้วในสิ่งที่ผู้ประท้วงเสื้อแดงเคยกล่าวมาแล้ว ทั้งหมด – ว่าเป็นรัฐบาลที่ได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ และบิดพลิ้วไม่ยอมให้เกิดการเลือกตั้งในการจะประกันความเป็นรัฐบาลที่ชอบ ด้วยกฎหมาย มุมมองข้อหลังนี้เกิดขึ้นจากบทบาทของผู้นำกองทัพอันทรงพลังของประเทศ ที่เป็นตัวบงการชักใยอยู่เบื้องหลังในค่ายทหารเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๒ เพื่อประกันว่าอภิสิทธิ์จะได้เสียงจากพรรคร่วมพอที่จะนำมาซึ่งชัยชนะในการ ออกเสียงในสภา

จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ และเป็นผู้พูดบนเวทีชุมนุมเสื้อแดงโดยเสมอกล่าวว่า รัฐบาลพูดเรื่องการสมานฉันท์ แต่ประเทศกำลังเป็นพยานกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนับตั้งแต่มีการปราบ ปราม ว่ากำลังส่งสัญญาณการมุ่งหน้าไปสู่ “การปกครองแบบเผด็จการ” “มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลพลเรือน กองทัพ ศักดินา และสื่อหลัก”

แม้ หนังสือพิมพ์ต่างๆซึ่งเข้าข้างรัฐบาลอภิสิทธิ์โดยสันดานได้เริ่มส่งเสียง เตือนถึงการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในปัจจุบัน – ที่ให้อำนาจล้นฟ้าในกำมือของกองทัพ ตำรวจ และดีเอสไอ เพื่อไล่ล่าเสื้อแดง – อาจกลายเป็นดาบสองคม

ความ เห็นจากบรรณาธิการใน “บางกอกโพสต์” หนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษกล่าวว่า “การยังคงใช้ (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ซึ่งในเวลานี้การชุมนุม (ของเสื้อแดง) ได้สลายตัวไปแล้ว คำถามจึงผุดขึ้นมาว่า รัฐบาลเจตนาจะกุมอำนาจอันล้นฟ้า เพียงเพื่อจะทำการขยี้ “ศัตรู” และหาประโยชน์ทางการเมืองใส่ตัวให้หนักมือขึ้นใช่หรือไม่”

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

“ดีเจแดง”ร้อง ขวานจามหัว



“ลุงเหยื่อปืน”โอด ศอฉ.เรียกสอบ


เช็กบิล – นายเมธี เมธาสุข ดีเจ.เสื้อแดงภาคเหนือ ถูกคนร้ายบุกใช้ขวานจามหัวในบ้านพัก จ.พะเยา ได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เจ้าตัวสงสัยถูกตามเช็กบิล จนญาติต้องพาหนีภัยเข้ามารักษาตัวในกรุงเทพฯ

เปิด ตัวเหยื่อเสื้อแดงอีกราย เป็นนักจัดรายการวิทยุชื่อดังภาคเหนือรู้จักกันในนาม “ดีเจ.ปี้น้อย” เผยก่อนหน้านี้มาร่วมชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า-แยกราชประสงค์ พอม็อบเลิกกลับไปอยู่บ้านที่พะเยา ขณะอยู่ในบ้านถูกมือมืดบุกเข้าไปใช้ขวานฟันหัวแบะ อาการสาหัส ต้องย้ายเข้ามารักษาตัวในกทม. เจ้าตัวเปิดใจไม่เคยมีศัตรูที่ไหน สงสัยถูกตามเช็กบิลย้อนหลัง เหยื่อปืนขอนแก่นอีกราย ได้รับจดหมายจากศอฉ.ให้ไปรายงานตัวทั้งๆ ที่ถูกยิงปางตาย

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ข่าวสด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีญาตินายเมธี เมธาสุข อายุ 40 ปี อดีตดีเจ.ชื่อดังในพื้นที่ภาคเหนือ เป็นที่รู้จักกันในนามของ “ดีเจ.ปี้น้อย” หรือ “ดีเจ.น้อยหน่า ตะหานเก่า ศิลปะล้านนา” จัดรายการสถานีคลื่น 92.5 และ 105 ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแเดง เดินทางเข้าร้องเรียนกับผู้สื่อข่าว เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้นายเมธี เนื่องจากภายหลังเหตุการณ์สงบนายเมธีได้เดินทางกลับบ้านจ.พะเยา แล้วถูกคนร้ายบุกใช้ขวานจามหัวขณะทำงานอยู่ในที่พัก ขณะนี้นอนพักรักษาตัวอยู่ที่ร.พ.แห่งหนึ่งในกทม. อาการ สาหัส

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังได้ข้อมูลเบื้องต้นญาติคนดังกล่าวได้พาผู้สื่อข่าวเข้าพบนายเมธี ซึ่งนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลทันที พบนายเมธีนอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงคนไข้ ศีรษะมีผ้าก๊อซพันไว้ ซึ่งเจ้าตัวบอกมีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ข้างเตียงคนไข้พบญาติพี่น้องคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ เนื่องจากผู้บาดเจ็บขยับตัวลำบาก แต่พูดจาโต้ตอบได้

นายเมธี เผยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า ตนเดินทางมาร่มชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงภาคเหนือ ตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุมทางภาคเหนือ กระทั่งมาชุมนุมที่กรุงเทพฯ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ และสะพานผ่านฟ้าฯ สาเหตุที่มาชุมนุมเนื่อง จากต้องการมาช่วยนปช.ที่ราชประสงค์ และต้องการนําข่าวสารต่างๆ ที่บรรดาแกนนําขึ้นปราศรัยบนเวทีใหญ่ ไปกระจายข่าวให้กับพี่น้องในพื้นที่ภาคเหนือที่ตนเองเป็นดีเจ.อยู่ ประ กอบด้วย จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และน่าน ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่แท้จริง เพราะรัฐบาลปิดหูปิดตาประชาชน ไม่ทราบข่าวสารที่เกิดขึ้น และผู้ที่มาร่วมชุมนุมทุกคนมีความคิดดี อยากช่วยชาติบ้านเมืองให้เกิดความยุติธรรม ไม่เป็นสองมาตรฐานอย่างนี้ และทุกคนที่มาไม่มีค่าจ้าง ขอเพียงข้าว 1 กล่องเท่านั้น

นายเมธี กล่าวต่อว่า พี่น้องเสื้อแดงทุกคน มีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ใครเจ็บไข้ได้ป่วยจะช่วยหายามาให้กัน เมื่อมีขโมยเข้ามาขโมยของภายในเต็นท์ที่ชุมนุมก็จะช่วยกันดูแล ยืนยันว่าทุกคนไม่มีอาวุธที่จะนํามาต่อสู้กับรัฐบาล มีแต่ตีนตบ ทั้งนี้ ในส่วนของการปรองดองของรัฐบาล อยากให้รัฐบาลจริงใจในการปรองดอง ควรถามประชาชนที่รักประชาธิปไตย ว่าพวกเขาต้องการอะไร ตอนนี้รัฐบาลต้องการปรองดอง แต่ปรากฏว่าไม่รู้ไปแก้อะไรหลายๆ อย่าง ขัดความรู้สึกประชาชน สิ่งที่ประชาชนคลางแคลงใจ คือความเจ็บปวดที่ได้รับจากรัฐบาลคือเรื่องสองมาตรฐาน ต้องไปแก้จุดนั้นถึงจะถูก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายเมธี ให้สัมภาษณ์อยู่นั้นเริ่มมีอาการปวดศีรษะมากขึ้น พยาบาลต้องนํายาแก้ปวดมาให้รับประทาน

จากนั้น นายเมธี กล่าวถึงอาการบาดเจ็บของตนเองว่า ถูกกระทบกระเทือนที่ศีรษะรุนแรงจนกะโหลกยุบ สมองบวม ส่งผลให้ระบบประสาทซีกซ้ายทั้งร่างกายไม่ตอบสนอง ไม่มีแรง มีอาการชาตามแขนและขา และแขนเริ่มลีบเล็กลง นอนหลับยาก ปวดศีรษะตลอดเวลา ทุกวันนี้ต้องทํากายภาพบำบัด 2 เวลาเช้า-เย็น

ดีเจ.เหยื่อกระชับพื้นที่ กล่าวต่อว่า ระหว่างร่วมชุมนุมอยู่และทางรัฐบาลสั่งกระชับพื้นที่ราชประสงค์ มาตั้งแต่ก่อนวันที่ 19 พ.ค.ขณะนั้นตนโดนทั้งแก๊สน้ำตา โดนไล่ยิงทั้งกระสุนยางและกระสุนจริง หลังจากเข้าไปช่วยพี่น้องภาคเหนือที่ถูกเจ้าหน้าที่กระทํา หลังจากอยู่จนถึงวันสุดท้าย 19 พ.ค. ก็ได้เดินทางกลับเชียงใหม่ ในวันที่ 23 พ.ค .และไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ หมอบอกว่าปอดและระบบทางเดินหายใจอักเสบและมีปัญหาสายตา ตอนนี้อยู่ระหว่างการรักษา

นายเมธี กล่าวถึงวันที่ถูกทําร้ายร่างกายหลังจากเดินทางกลับภาคเหนือ ว่า ตนเองมีอาชีพขายส่งเสื้อผ้ามือสองด้วยเป็นอาชีพเสริมจากการเป็นดีเจ. โดยร้านดังกล่าวเปิดที่ จ.พะเยา ส่วนสถานีวิทยุ อยู่เชียงใหม่ ขณะเกิดเหตุเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา ขณะกำลังนั่งทําบัญชีอยู่ที่โต๊ะทํางานที่ จ.พะเยา ลูกน้องกำลังแยกคัดเสื้อผ้าอยู่ชั้นบน ตนได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์มาจอด และได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา คิดว่าเป็นลูกค้าจึงไม่ได้คิดอะไร เพราะเราไม่มีศัตรูที่ ไหน โดยเฉพาะศัตรูทางการค้าไม่มีแน่นอน เพราะไม่เคยขายตัดราคาใคร คิดว่าน่าจะมาจากเรื่องการเมืองที่ตามมารังควานแน่นอน จากนั้นตนก็ถูกตีจนเลือดอาบและสลบไป มาทราบภายหลังว่าเป็นแผลฉีกขาดฉกรรจ์และสมองยุบ แพทย์บอกว่าดูบาดแผลแล้วคล้ายถูกขวานจาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณหัวเตียงของนายเมธี พบว่านายเมธีได้แต่งกลอนไว้ 1 ฉบับ แต่งเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา หลังจากฟื้นไข้และสามารถพูดจารู้เรื่อง โดยนายเมธี หยิบกลอนดังกล่าวมาอ่านให้ฟัง พร้อมกับน้ำตาคลอเบ้าว่า

“สายตาที่กร้าวกล้า บ่งบอกว่าใจยังสู้ จะบอกให้เจ้ารู้ ใจของกูเจ็บปวดร้าว น้ำตารินในอก ดั่งนรกร้อนและหนาว เสียงปืนที่เกรียวกราว ยังแตกร้าวในมโน รอวันเสียงปืนแตก เห็นรอยแรกใหญ่อักโข ดวงไฟอันใหญ่โต จะลุกโชนทั่วแผ่นดิน”

นอกจากกรณีที่เกิดขึ้นกับนายเมธี ยังมีอีกกรณีเกิดกับนายกิตติชัย แข็งขัน อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 21 ม.7 บ้านหินลาด ต.พังทุย อ. น้ำพอง จ.ขอนแก่น ซึ่งถูกยิงที่ท้องได้รับบาดเจ็บ แล้วยังถูกศอฉ.เรียกไปรายงานตัวในวันที่ 28 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ สร้างความงวยงงให้กับนายกิตติชัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากถูกยิงแล้วอาจต้องตกเป็นผู้ต้องหาอีกด้วย

โดยในวันเดียวกันนี้ นายกิตติชัย ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้รับหนังสือจาก ศอฉ. เมื่อตอนบ่ายของวันที่ 26 มิ.ย. ให้ไปรายงานตัวในวันที่ 28 มิ.ย. โดยมีชายคนหนึ่งนำหนังสือมาให้เซ็นรับทราบ อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเป็นหนังสือจาก ศอฉ. เมื่อตนเซ็นแล้วชายดังกล่าวได้ฉีกกระดาษที่เป็นส่วนท้ายเอาไป

นายกิตติชัย กล่าวต่อว่า เมื่อตนเองนำหนังสือฉบับดังกล่าวมาดู ปรากฏว่า หนังสือลงวันที่ 7 เม.ย. แต่หนังสือทำไมเพิ่งจะมาถึงวันนี้ เวลาผ่านมาแล้วตั้งเดือนกว่า ตนดูแล้วก็ยังงงๆ เพราะไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ก็จะไปรายงานตัวตามที่ศอฉ. ส่งหนังสือมาตาม แต่จะไปขอคำปรึกษาที่พรรคเพื่อไทยก่อน

นายกิตติชัย ย้อนเหตุการณ์วันถูกยิงว่า ตอนนั้นตนออกจากสตช. หลังจากไปช่วยหลานชายเดินสายไฟในสตช. คิดว่าจะไปหากลุ่มผู้ชุมนุมชาวขอนแก่นเพื่อแวะกินข้าว ในฐานะคนบ้านเดียวกัน ตอนนั้นเป็นเวลาค่ำแล้ว และแกนนำก็มีการมอบตัวกันหมดแล้ว คิดว่าคงจะไม่มีเหตุการณ์อะไร พอมาถึงแยกราชประสงค์ มีคนตะโกนบอกให้หลบเข้าไปในวัดปทุมฯ เพื่อความปลอดภัย พอเข้าไปในวัดพักผ่อนอยู่นานพอสมควร ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น และรู้ตัวว่าถูกยิงเข้าที่หลังและฝ่ามือขวา

“ตอนนั้นผมพยายามวิ่งหนีกลับเข้าไปหาพยาบาลเพื่อทำแผล โดยมีทหารร้องบอกให้ถอดเสื้อแล้วยกมือขึ้น ผมก็ทำตามแล้วก็วิ่งไปหาพยาบาล ผมงงจริงๆ เพราะไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ผมถูกยิงวันที่ 19 พ.ค. แล้วทำไมหนังสือลงวันที่ 7 เม.ย. แล้วเพิ่งจะมาถึงในวันที่ 27 มิ.ย. และให้ไปรายงานตัวในวันที่ 28 มิ.ย. หนังสือกว่าจะมาถึงใช้เวลาตั้งเดือนกว่า” นายกิตติชัย กล่าว

วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7151 ข่าวสดรายวัน

Leave a comment

Filed under สื่อกระแสหลัก

การ์ตูน หนูนา กับ ป้าแจ่ม



วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7151 ข่าวสดรายวัน


Leave a comment

Filed under Uncategorized

ความจริงที่มาร์คควรรู้



เหล็กใน

หนังสือ “บันทึกพฤษภา”53 ความจริงจากข่าวสด ความตาย 90 ศพ” กลายเป็นหนังสือเบสต์เซลเลอร์อยู่ในขณะนี้

สาเหตุหลักที่ประชาชนให้ความสนใจหนังสือเล่มนี้

เป็นเพราะการตีแผ่ “ความจริง” จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่ครบถ้วน ครอบคลุม และตรงไปตรงมา

เจาะเบื้องลึกเบื้องหลังทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์สลายม็อบแดง

“ความจริง” ที่ว่านี้เป็นผลจากการทำงานของนักข่าวและช่างภาพในภาคสนาม และกองบรรณาธิการ

ผู้สื่อข่าวไฟแรงเสี่ยงอันตราย เกาะติดข่าวในที่เกิดเหตุ ได้เห็นได้ยินได้สัมผัสเหตุการณ์แล้วรายงานข่าวเข้ามา

เช่นเดียวกับช่างภาพที่หอบอุปกรณ์ สวมเสื้อเกราะ ล้มลุกคลุกคลานบันทึกภาพไว้ทุกเหตุการณ์ความรุนแรง ความสูญเสีย และความสะเทือนใจ

ภาพข่าวหลายร้อยหลายพันภาพที่ปรากฏ เป็น “ความจริง” ที่ไม่สามารถ “บิดเบือน” ได้เลย

โดยเฉพาะเหตุการณ์สุดสลดสังหารหมู่ 6 ศพในวัดปทุมวนาราม พระอารามหลวง ซึ่งเป็นเขตอภัยทาน

คำ ให้การของบรรดาผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ ผู้บาดเจ็บ และผู้ชุมนุมที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นละเอียดยิบ

การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมเสื้อแดง 3 ศพ และอาสาพยาบาล-เจ้าหน้าที่กู้ชีพอีก 3 ศพถูกบันทึกไว้ทั้งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ

ปริศนา หัวกระสุนที่ศพ “น้องเกด”น.ส.กมนเกด อัคฮาด อาสาพยาบาลที่โดนสไนเปอร์กระหน่ำยิงเสียชีวิตภายในเต็นท์กาชาดขณะเข้าไปช่วย เหลือผู้บาดเจ็บ

ทั้งหมดเป็น “ความจริง” ที่สะเทือนใจ

แต่รัฐบาล หรือศอฉ.กลับยังไม่พิสูจน์ให้กระจ่างว่าใครเป็นคนยิง บอกแค่ว่าคนชุดพรางบนรางบีทีเอสเป็นโจรผู้ร้าย

หรือแม้แต่พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าหัวกระสุนหายไปไหน?

“ความ จริง” ยังรวมถึงเรื่องญาติผู้เสียชีวิตหลายสิบศพจากเหตุการณ์ถูกสไนเปอร์ซุ่มยิง ออกมาทวงความยุติ ธรรม และเรียกร้องให้รัฐบาลออกมารับผิดชอบความสูญเสียที่เกิดขึ้น

คำบอกเล่าของเหยื่อปืนที่โดนยิงบาดเจ็บ บางรายเป็นอัมพาต บางรายตาบอด บางรายสูญเสียแขนขา

แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล!!

เป็นอีก “ความจริง” ที่หนังสือเล่มนี้ตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้ถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ความจริงส่วนหนึ่งจากหนังสือความจริงจากข่าวสด ความตาย 90 ศพ

เป็น “ความจริง” ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรจะรับรู้รับฟัง และให้ความสำคัญ

และต้องพิสูจน์ความจริงให้กระจ่าง คืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่สูญเสีย

ไม่ใช่รับข้อมูลเพียงจากฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล

หรือปลื้มกับเฟซบุ๊กเพียงอย่างเดียว

วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7151 ข่าวสดรายวัน

Leave a comment

Filed under สื่อกระแสหลัก

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล :ความอับจนทางภูมิปัญญาของเสื้อแดง

“คลื่น” การเคลื่อนไหว 3 “ระลอก” ของ “เสื้อแดง” ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการอภิปรายถกเถียง ในแง่ทิศทาง จังหวะก้าว ความผิดพลาด ฯลฯ พิสูจน์ให้เห็นอย่างแน่นอนว่า นี่ไมใช่การมี “สุขภาพดี” ของขบวนการทางการเมือง และขบวนการนี้ ขึ้นต่อการตัดสินใจ และกำหนดของกลุ่มคนเล็กน้อยเพียงหยิบมือเดียว

[1] ระลอกที่ 1

22 กรกฎาคม 2550 นี่คือช่วง “ก่อนประวัติศาสตร์” (pre-history) ของขบวนการเสื้อแดง การก่อรูปขึ้นจากการยุบพรรคไทยรักไทย การเข้าแทนที่ (take-over) การเคลื่อนไหวต้านรัฐประหารของกลุ่มย่อยอื่นๆที่ดำเนินไปก่อนหน้านั้น (โดยเฉพาะของ “คนวันเสาร์”, รองลงมาคือ “เครือข่าย 19 กันยา” และ “พลเมืองภิวัฒน์” ก่อนหน้านั้น “พีทีวี” จัดชุมนุม 2-3 ครั้ง แต่ประเด็นไม่แหลมคมอะไร เช่น ไม่ยอมชูประเด็น เปรม เลย เป็นต้น) แต่แล้ว ไม่ถึง 2 เดือนดี (ต้นมิถุนายน ถึง 22 กรกฎาคม) ก็ “ลงเอย” ด้วยการไปปะทะหน้าบ้านเปรม (ซึ่งความจริง หลีกเลี่ยงได้) และที่ irony คือ ขณะที่กลุ่มย่อยก่อนหน้านี้ เคลื่อนไหวมา ครึ่งปีกว่า ไม่เคยถึงขั้นปะทะ กลุ่ม พีทีวี เคลื่อนไหวเพียงเดือนเศษ ก็ลงเอยที่ปะทะ

ผลคือ เกิดการชะงักชั่วคราว และ “ถอย” ลงชั่วคราวระดับหนึ่ง แกนนำถูกจับครั้งแรก และการชุมนุมยุติไป พอดีมีการเคลื่อนไหวเรื่องรับรองรัฐธรรมนูญ ก็เลยกลายเป็นการรณรงค์ในเรื่องนั้นแทน

การลงมติรัฐธรรมนูญแพ้ แต่พอดีเลือกตั้งชนะ ขบวนการเคลื่อนไหวมวลชนจึงหายไป (มีออกมาในรูปรายการทีวี “ความจริงวันนี้” แทนบางส่วน)

[2] ระลอกที่ 2

เมษายน 2552 การเคลือนไหวครั้งใหญ่ครั้งแรกของ “เสื้อแดง” โดยตรง (เกิด ตุลาคม 2551 ในท่ามกลางกระแสชุมนุมพันธมิตร และกรณี “น้องโบว์”) ชุมนุมใหญ่สิ้นปี 2551 และเริ่มรณรงค์ มีนาคม 2552 ตามจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะทางภาคเหนือ ทักษิณ ประกาศเปิดโปง เปรม (และ ปีย์ ฯลฯ) โดยตรง เป็นครั้งแรก “เสียงตบมือกึกก้อง” ให้กับการปราศรัยของจักรภพ, ก่อแก้ว

แต่ลงเอย ที่ สงกรานต์ 2552 ที่แกนนำถูกจับอีก และการชุมนุมถูกสลายไป พร้อมการตกเป็นฝ่ายรับทางการเมืองจากกรณีพัทยา มหาดไทย ยึดรถเมล์ รถน้ำมัน ในกรุงเทพ ฯลฯ

เดือนมิถุนาย-สิงหาคม 2552 มีการปรากฏตัวรณรงค์ใหม่อีก แต่คราวนี้ กลายเป็นเรื่อง “ล่าลายชื่อภวายฎีกา” ซึ่งเปรียบเทียบกับสิ่งที่ทำในช่วง ตุลาคม, ธันวาคม และ มีนาคม-เมษายน แล้ว ถือเป็นการ “ก้าวถอยหลัง” อย่างเห็นได้ชัด

[3] ระลอกที่ 3

มีนาคม – พฤษภาคม 2553

คราว นี้ ลงเอย ด้วยการถูกปราบหนักหน่วง และเสียหายทางการเมือง หนักหน่วง ยิ่งกว่า ระลอกที่ 2 หลายเท่า (ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคนตาย ที่ผมยืนยันวา คือการพ่ายแพ้ที่สำคัญที่สุด) เครือข่าย กลไกต่างๆ ที่สะสมขึ้นมาในระยะ 2 ปีเศษ ถูกทำลายเกือบหมด (ทีวี, วิทยุชุมชน, นิตยสาร ฯลฯ) ขณะนี้ ยังบอกได้ยากว่า จะสามารถฟื้นตัวขึ้นได้หรือไม่

การเคลื่อน ไหวทีแต่ละระลอก ลงเอยด้วยการแพ้ ด้วยการตกเป็นฝ่ายรับ และด้วยความเสียหาย (ที่มากขึ้นกว่าครั้งก่อน) เช่นนี้ ถ้าเป็นขบวนการทางการเมือง ที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ในประเทศอื่น (หรือในประเทศในอดีต) คงตามมาด้วยการอภิปราย ถกเถียง อย่างกว้างขวาง ถึงประเด็นทิศทาง จังหวะก้าว ความผิดพลาด ฯลฯ แล้ว

แต่ปรากฏว่า ไม่มีเลย

บรรดา กองเชียร์เสื้อแดง มักจะภูมิใจว่า ขบวนการของตนเป็นขบวนการ”ประชาธิปไตย” เรียกว่าเป็นขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมืองในลักษณะ “โครงสร้าง” หรือในลักษณะ “ระบอบ” เลยทีเดียว (โค่น “ระบอบอำมาตย์” เป็นต้น)

แต่ มีขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมลักษณะนี้ ในประเทศไหนหรือ ที่ช่าง อับจน ยากไร้ ในแง่ของการถกเถียงกันภายใน (internal debate) เกี่ยวกับเรื่องทิศทาง จังหวะก้าว ยุทธวิธี ความผิดพลาด ฯลฯ อย่างขบวนการเสื้อแดง ในระยะ 3 ปีที่ผานมา? ทั้งๆที่เห็นได้ชัดว่า การเคลื่อนไหวแต่ละระลอก ล้วนลงเอยที่การล้มในเวลา หรือ ถอยหลัง ในเวลาส้ันๆ หลังการเคลื่อนไหวเสมอ

เอา ตัวอย่างง่ายๆ อย่างกรณี ยื่นฎีกา เห็นได้ชัดว่า เป็นอะไรบางอย่างที่ “เป็นปัญหา” แน่ (problematic) แต่มีการอภิปราย ถกเถียงหรือ? โดยเฉพาะในแง่ของภาพรวม ต่อการต้องการเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบประชาธิปไตย

เอา เข้าจริงแล้ว การกำหนดกรณีอย่าง ถวายฎีกา หรือแม้แต่ กรณีเรื่อง “ยุบสภา” ครั้งล่าสุด (ไม่ต้องพูดถึงในเชิงยุทธวิธี ที่มุ่ง “ชน” การยึดราชประสงค์ การไม่ยอมลง ไม่ยอมเจรจา เป็นต้น) เป็นผลมาจากการระดม กลั่นกรอง ขึ้นมาจาก การถกเถียงภายในของขบวนการ ของมวลชน และคนสนับสนุนทั้งหลาย ฯลฯ หรือมาจากการกำหนด ของคนไม่กี่คน พูดง่ายๆคือ ของคนไม่กี่คนบรรดาที่ใกล้ชิดกับทักษิณ?

บรรดากองเชียร์เสื้่อ แดง มักจะไม่พอใจ เมื่อถูกพวกผู้จัดการ พวก “อำมาตย์” โจมตีว่า เป็น “ขบวนการเพื่อทักษิณ” โดยพยายามโต้แย้งว่า มวลชน หรือ เสื้อแดง ได้ “ก้าวข้าม” “ก้าวพ้น” ทักษิณ ไปแล้ว (แม้แต่ทักษิณเอง ก็ออกมาพูดเช่นนี้) หลังๆ บรรดานักวิชาการที่หันมาเชียร์เสื้อแดงกันมากขึ้นก็พยายามอธิบายทำนองเดียว กัน ด้วยการยกเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลงในชนบทไทย” ฯลฯ มาสนับสนุน

แต่ ถามจริงๆว่า มีขบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมือง- สังคม ที่ไหน ที่มีลักษณะอับจน ในแง่ของชีวิตทางภูมิปัญญาภายใน (internal intellectual life) ในแง่ของการขาดแคลนการดีเบต ในเรื่องทิศทาง จังหวะก้าว ความผิดพลาด อย่างเด่นชัดมากๆ อย่างที่เสิ้อแดงเป็นอยู่ในระยะ 2-3 ปีมานี้? มีขบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมือง- สังคม ที่อ้างเป้าหมายใหญ่โต (โค่น “ระบอบอำมาตย์”) ขนาดนี้ แต่ยังขึ้นต่อ การตัดสินใจ ในแง่ทิศทาง ประเด็น จังหวะก้าว ของคนเพียงไม่กี่คน หรือกระทั่ง ผูกติดอยู่กับ คนๆเดียว (ทักษิณ) ในระดับที่มากขนาดนี้?

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้แสดงให้เห็นลักษณะ “การมีสุขภาพดี” (healthy) ของขบวนการ แต่อย่างใด

การ พ่ายแพ้ครั้งหลังสุดนี้ เป็นการพ่ายแพ้ที่รุนแรง และเสียหายอย่างมาก (เฉพาะเรื่องชีวิตคนเรื่องเดียวก็ประเมินค่าไม่ได้) โดยไม่เพียงแต่ไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้น (วันยุบสภาตามที่เรียกร้อง) แต่ยังเสียหายในแง่กลไกต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้น อีกมหาศาล (ทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์)

ถ้าพ่ายแพ้ และเสียหายถึงขั้นนี้ แล้วยังไม่สามารถ “ก่อให้เกิด” (generate) การอภิปราย แสวงหา สรุป ในแง่ความผิดพลาด ในแง่แนวทาง ทิศทาง ไปถึงในแง่บุคคลากรอีก (คือยังคง อับจนในเรื่องเหล่านี้อีก เช่นที่ผ่านๆมา)

ปล. สำหรับ ผู้ที่คิดจะโต้แย้ง ในส่วนที่ผมเขียนถึงขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ “สุขภาพดี” ในประเทศอื่นๆ ที่ไมขึ้นต่อผู้นำคนเดียว แบบกรณี เสื้อแดง กับทักษิณ ว่า แล้วในกรณีรัสเซีย หรือ จีน ล่ะ?

ขอตอบว่า

ทั้ง ความสำเร็จของการปฏิวัติรัสเซีย และการปฏิวัติจีน หาได้ ขึ้นต่อ หรือผูกติดกับ เลนิน หรือ เหมา ในลักษณะที่ถูกโฆษณาภายหลังปฏิวัติแล้ว แต่อย่างใด

และที่สำคัญ ขอให้ดูว่า เวลาพูดถึง การนำของเลนิน หรือ ของเหมา หมายถึงอะไร?

ใน ขบวนปฏิวัติของประเทศเหล่านั้น ก่อนการปฏิวัติสำเร็จ ที่สำคัญคือ งานเขียนเป็นร้อยๆชิ้นของคนเหล่านี้ คือ การนำในเชิงความคิด ในเชิงไอเดียต่างๆ

ทักษิณ นี่มีงานเขียนอะไร หรือ แม้แต่ สปีช ก็ได้ ที่เรียกได้ว่า มีลักษณะมีเนื้อหาในเชิงนำทางด้านความคิด จริงๆ? มีงานเขียน หรือ สปีช ใด ที่อธิบาย อภิปราย ในแง่จุดมุ่งหมาย วิธีการ ยุทธวิธีการต่อสู้ สรุปข้อผิดพลาด ฯลฯ อย่างที่เห็นเต็มไปหมดในงานเขียนของเลนิน หรือของ เหมา?

คือ ยิ่งเปรียบเทียบ ก็น่าจะยิ่งเห็นปัญหา “ความอับจนทางภูมิปัญญา” ทีกล่าวถึงในกระทู้ได้

ที่มา : http://thailiberal.com/index.php?showtopic=48794&s=f2d777d8a87995b42a91924aa58c0d4e

Leave a comment

Filed under บทความ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ใบตองแห้งออนไลน์ : ภูเขาสามเหลี่ยม

แล้วเราก็ได้เห็นเครื่องมือ “ปรองดอง” ของระบอบอภิสิทธิ์อย่างชัดเจนเต็มรูป ประกอบด้วยคณะกรรมการสอบแล้วเราก็ได้เห็นเครื่องมือ “ปรองดอง” ของระบอบอภิสิทธิ์อย่างชัดเจนเต็มรูป ประกอบด้วยคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงพฤษภาอำมหิต คณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุด 18+1 อรหันต์ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศชุด “คนคู่” อานันท์-ประเวศ

นี่หรือคือการปรองดองกับ 90 ศพ มองมุมไหนก็ไม่เห็นทางเป็นไปได้ มันก็แค่การสร้างภาพ ให้คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่หลงเชื่อว่ามีการปรองดอง เพื่อโดดเดี่ยวทั้งคนเสื้อแดงและไม่แดง ที่เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง

รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาทำไม ในเมื่อยังไม่ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ปิดกั้นสื่อที่ไม่ใช่พวกของตัว    ไม่ยอมให้เผยแพร่ภาพเหตุการณ์และการให้ข้อมูลจากทุกฝ่าย นอกจากฝ่ายของตัวฝ่ายเดียว คณะกรรมการจะเอาใครมานั่ง    หัวหงอก หัวดำ หัวใส ก็ไร้ประโยชน์ เพราะปราบเอง ตั้งเอง แล้วก็ยังปิดปากฝ่ายตรงข้าม ฉะนั้น การที่เสื้อแดงไม่ยอมเข้าร่วมคณะกรรมการชุดนี้จึงถูกต้องแล้ว

คณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุด 18+1 อรหันต์ยิ่งตลก คือไม่มีเครดิตตั้งแต่แรกแล้วที่เอาสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ บุคคลผู้ตกถังข้าวสารทางประวัติศาสตร์ (บังเอิญเป็นเลขาศูนย์นิสิตตอน 14 ตุลา เลยมีเครดิตติดตัวตลอดชาติ) มาเป็นประธาน ยิ่งเมื่อเห็นชื่อคณาจารย์อย่าง สมคิด เลิศไพทูรย์, วุฒิสาร ตันไชย, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, จรัส สุวรรณมาลา ยิ่งหัวร่อกลิ้ง

อ้าว เฮ้ย ก็พวกทั่นเป็น สสร.กันมาทั้งนั้น 3 ท่านแรกเป็นกรรมาธิการยกร่าง รธน.50 อ.สมคิดเป็นเลขานุการ พูดได้ว่าร่างมากับมือ

แล้ววันนี้ทั่นจะมาแก้ รัฐธรรมนูญที่ทั่นเคยบอกว่าดีที่ซู้ดในโลก อย่างนั้นหรือครับ ยังไม่ต้องกล่าวถึงว่าท่านมีทัศนะอย่างไร เอียงข้างไหน แต่เอาแค่ร่างเองแก้เอง ก็ต้องถามกันแล้วว่าทั่นยังมีจุดวางหัวแม่ทีนอยู่หรือไม่ เป็นนักวิชาการต้องมีหลักนะครับ ไม่ใช่วันหนึ่งตวัดลิ้นทางซ้ายบอกว่าอย่างนี้ถูก แล้วอีกวันตวัดลิ้นทางขวาบอกว่าไม่ถูกซะแล้ว แบบนี้จะสอนลูกศิษย์อย่างไร

อ้อ ลืมไป บางทั่นเคยเขียนหนังสือยกย่องการปฏิวัติ 2475 แล้วกลับมาสดุดีรัฐประหาร 2549 แต่ทั่นก็ยังสอนลูกศิษย์อยู่ได้   ไม่น่าแปลกใจอะไร

ผมเพียงอยากรู้ว่าถ้าอดีต สสร.4 ทั่นเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 แล้ว ทั่นจะชี้แจงอย่างไร หรือไม่ต้องชี้แจง สมมติทั่นเห็นสมควรให้แก้ไขมาตรา 237 ทั่นต้องไปค้นบันทึกการประชุม สสร.ปี 50 มาให้ดูนะครับว่าทั่นเคยสงวนคำแปรญัตติไว้ ไม่งั้นทั่นก็ต้องแลบลิ้นให้ดูว่ามีกี่แฉก

นี่ยังไม่นับนักวิชาการหลายคนที่เป็นคอหอยลูกกระเดือกกับพันธมิตร คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญหัวชนฝา อย่างพิชาย รัตนดิลก, เจษฎ์ โทณะวณิก ส่วนบรรเจิด สิงคะเนติ ไม่ต้องพูดถึง การเป็น คตส.เท่ากับคุณหลุดพ้นจากความเป็นนักวิชาการ ไปเป็นอุปกรณ์ทางการเมืองตั้งนานแล้ว

โอ้ พระเจ้าช่วยกล้วยหักมุก ยังมีไชยา ยิ้มวิไล อีก นักวิชาการวิทยุทหารเนี่ยนะ น่าจะเอาไก่อูมาเป็นด้วยเผื่อจะได้กองเชียร์สาวๆ เฟซบุคมาเข้ากระบวนการมีส่วนร่วม (กรี๊ดดด…)

คณะกรรมการชุดที่ 3 น่าจะเป็นชุดที่ระบอบอภิสิทธิ์ฝากความหวังไว้มากที่สุด คือคณะกรรมการปฏิรูปประเทศกลบ 90 ศพ ที่แยกเป็น 2 ชุด มีอานันท์กับหมอประเวศเป็นประธาน

คณะกรรมการ 2 ชุดนี้คงจะระดมคนดีๆ ภาพลักษณ์ดีๆ มาร่วมกันสานฝัน อาทิเช่น ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, อาจารย์อคิน รพีพัฒน์, อาจารย์ระพี สาคริก, บัณฑร อ่อนดำ, หมอพลเดช ปิ่นประทีป, ครูหยุย, ครูแดง, ไสว บุญมา………ฯลฯ (ลองช่วยกันนึกและเติมคำในช่องว่าง มีอยู่ไม่กี่ตัวเลือกหรอก เช่นชุดของอานันท์ก็ต้องมีประสาน มฤคพิทักษ์ มามะลึกกึ๊กกั๊กอยู่แน่นอน และน่าจะต้องหาที่นั่งให้รสนาหรือผัวรสนาด้วย)

อ้อ ยังมีพี่เปี๊ยกยืนแอบๆ อยู่หลังฉากเพราะติดแบรนด์พันธมิตรอาจเป็นกรรมการโดยตรงไม่ได้ (แต่ถ้าไม่เขินก็เป็นได้นะ) อาจจะส่งพวกมือรองเข้ามา เช่น นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ เพราะเป็นโอกาสอันดีงามมากเลยที่พวกพี่เปี๊ยก จะโดดหนีจากรถเมล์สายพรรคการเมืองใหม่ไร้อนาคต มาเกาะล้อรถบีอาร์ทีสายปฏิรูป

บังเอิญเสียจังว่าเห็นภาพอภิสิทธิ์ อานันท์ หมอประเวศ แล้วก็เหมือนเป็นตัวแทนคน 3 กลุ่ม ที่พยายามจะ “ปฏิรูป” เพื่อกลบกลิ่น 90 ศพ และเป็นเสาค้ำของ “ระบอบประชาธิปไตยอำนาจพิเศษ”

นั่นคืออภิสิทธิ์เป็นตัวแทนรัฐราชการ ทหาร ตุลาการ อานันท์เป็นตัวแทนผู้ดี เซเลบส์ กลุ่มทุนที่ร่ำรวยเหลือล้นแล้วค่อยอยากมีธรรมาภิบาล ส่วนหมอประเวศคือตัวแทนของขุนนาง NGO ภาคประชาสังคม ที่ชอบคิดแทนประชาชนและสังคม

นี่คือภูเขา 3 ยอดที่เป็นอุปสรรคสำคัญของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ภูเขารูปสามเหลี่ยม ไม่ใช่สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา เพราะเจ้าทฤษฎีสามเหลี่ยมเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาไปเสียแล้ว

การปฏิรูปภายหลังจากปราบปรามเข่นฆ่า “ไพร่” แล้ว ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไรอื่น ถ้าไม่ใช่ตีหัวเลือดสาดแล้วลูบหลัง ภายหลังจากโค่นอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งด้วยรัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์ ความอยุติธรรม 2 มาตรฐาน ทำให้คนจนคนชั้นล่างตลอดจนผู้รักประชาธิปไตยคับแค้นแน่นอก แล้วอานันท์กับหมอประเวศจะมาบอกว่า เราจะลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ลดความไม่เป็นธรรมในสังคม ยอมให้เรากดหัวต่อไปเถอะ อย่างนั้นหรือ

“ระบอบทักษิณ” ทุนโลกาภิวัตน์ที่มีฐานจากรากหญ้าคนชนบท ถูกโค่นล้มโดย “ระบอบอภิสิทธ์ชน” ที่แบ่งอำนาจให้หัวขบวนคนชั้นกลาง มันก็คือการพลิกข้างกันที่สร้างความไม่เป็นธรรมทั้งสองอย่าง วันนี้คุณไม่ยอมให้คนชนบทคนชั้นล่างและคนชั้นกลางเสรีนิยม มีส่วนร่วมในอำนาจ แต่คิดจะเอาการปฏิรูปมาทำให้ “ไพร่” เป็นคนหัวอ่อนว่านอนสอนง่ายเหมือนในอดีต อย่างนั้นหรือ ฝันไปเถอะ ผู้ดีรัตนโกสินทร์

ผมเชื่อว่าหมอประเวศกับอานันท์คงมีข้อเสนอดีๆ หลายข้อที่จะ “ลดความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งในยามปกติผมก็คงเห็นด้วย แต่ปัญหาอยู่ที่จุดยืนว่าคุณทำเพื่ออะไร เพื่อสลายพลังการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ใช่ไหมใช่ เพื่อคุ้มครองอำนาจ ให้อยู่ในมือชนชั้นนำ ทำให้คนจนคนชั้นล่าง กลับไปแบมือรอรับความเมตตา ความอนุเคราะห์ แทนที่จะลุกขึ้นมาทวงอำนาจของตัวเอง ใช่ไหมใช่

หมอประเวศไปพูดล่าสุด ยังพูดว่าต้องส่งเสริมให้คนจนมีอำนาจ อ้าว ก็คนจนเขาลุกขึ้นมาทวงอำนาจ กลับถูกยิงหัว แล้วจะไปปฏิรูปตรงไหน

หมอประเวศบอกว่าพลังทางสังคมเป็น 1 ในสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ว่าวิกฤตครั้งนี้คนตื่นตัวเยอะ สังคมจะเปลี่ยนโครงสร้างจากทางดิ่งมาเป็นทางราบ อ้าว แล้วไปปราบคนที่เขาตื่นตัวมาทำไม แล้วหมอประเวศจะมาช่วยคนที่ปราบให้ครองอำนาจได้ต่อไป ให้เป็นโครงสร้างทางดิ่งต่อไป

แล้วเมื่อไหร่มันจะเกิด “ประชาธิปไตยทางตรง” ละครับ ในเมื่อเอาเข้าจริงแล้วหมอประเวศปฏิเสธ “ประชาธิปไตยตัวแทน” เพียงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ “ประชาธิปไตยอำนาจพิเศษ” เท่านั้น

หมอประเวศพูดถึงธรรมาภิบาลทางการเมือง การปกครอง ความยุติธรรมและสันติภาพ โห! กล้าๆ พูดเลยหรือ “มนุษย์จะอยู่ร่วมกันได้ต้องมีความยุติธรรม” แล้วตอนนี้มันมีหรือเปล่า

วิกฤตที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งครั้งใหญ่ในสังคม จากการต่อสู้ของประชาชน ที่ไม่ได้หมายถึงแค่เสื้อแดงฝ่ายเดียว แต่ทุกสี กำลังจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในคุณภาพใหม่ แต่หมอประเวศกับอานันท์สอดเข้ามา เอาเกียรติประวัติส่วนตัวมาเป็นภูเขาสามเหลี่ยม พยายามจะยับยั้งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

อย่างไรก็ดี ผมไม่เชื่อว่าหมอประเวศกับอานันท์จะยับยั้งได้ คุณจะแก้ความเหลื่อมล้ำในระบอบที่อยุติธรรม คุณจะสร้างจิตสำนึก สร้างความเข้มแข็งของสังคม ในภาวะที่ใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ใช้อำนาจทหารและกฎหมายไม่เป็นธรรมกดหัวฝ่ายตรงข้ามอยู่ อย่างนั้นหรือ

ยิ่งถ้าพูดลึกลงไปถึงแนวคิด “ลัทธิประเวศ” ด้วยแล้ว ยิ่งสวนโลกสวนสังคมสิ้นเชิง เพราะลัทธิประเวศที่ฝังอยู่ใต้จิตสำนึก NGO ส่วนใหญ่คือการปฏิเสธทุนนิยม จะพาชาวบ้านถอยออกจากทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ซึ่งไม่มีใครเขาเอาด้วยแล้ว

ผมเคยคุยกับหมอประเวศ 1-2 ครั้งตั้งแต่สมัยยังไม่เกิดวิกฤต มาย้อนคิดดูตอนนั้นผมก็ไม่ได้ประทับใจอะไร คือหมอประเวศจะพูดอะไรที่มันถูกเสมอ ดีเสมอ สูงส่งเข้าไว้ เหมือนจะลึกซึ้ง มีปรัชญา แต่จริงๆ แล้วเลื่อนลอย ไม่มีขั้นตอนวิธีการว่าจะไปถึงเป้าหมายอย่างไร ไม่มีการวิเคราะห์ศึกษาความเป็นไปได้ของโปรเจกท์ ถ้าเป็นโครงการธุรกิจคงถูกตีตกหมด แต่โครงการ NGO เขาดูกันที่ตัวคนกับความฝัน เขียนอะไรให้ดีๆ เข้าไว้ ก็ได้เงินทุนช่วยเหลือ

ผมมีคำถามเสมอมาว่าหมอประเวศทำอะไรสำเร็จบ้าง บางโครงการในชนบทที่ลูกศิษย์หมอประเวศลงไปทำ อยู่ได้ด้วยตัวเองจริงหรือ ต้องใช้เงิน สสส. พอช. กี่สิบล้านถึงทำให้ชาวบ้าน “ไม่ต้องพึ่งทุนนิยม”

ได้ยินใครไม่รู้พูดตอนแรกว่า อาจจะมีการตั้งสำนักงานปฏิรูปประเทศไทยทุกจังหวัด ดีเหมือนกัน อย่างน้อยถ้าทำอะไรไม่สำเร็จก็จะได้เป็นสำนักงาน NGO ประจำจังหวัด บรรจุ NGO เป็นพนักงานองค์กรมหาชน มีรถประจำตำแหน่งมีเลขาหน้าห้องมีงบประชุมสัมมนา สมมติเอาเงินภาษีหุ้นมาใช้ ก็จะเป็นแหล่งเงินทุนใหญ่ของเครือข่ายลัทธิประเวศเหมือน สสส.พอช.(กลายเป็นสามเหลี่ยมทองคำ)

ไม่ได้หยามหมิ่นนะครับ หมอประเวศเป็นคนดีเสมอในสายตาผม แต่หมอประเวศคิดทุกอย่างแบบคนดีเหนือโลก หมอประเวศไม่ได้คิดบนพื้นฐานของปุถุชนที่กินปี้ขี้นอน อานันท์เสียอีก ยังมองโลกได้เป็นจริงกว่า เพราะแกยังเป็นปุถุชนที่ชอบกินปี้ขี้นอน (อิอิ)

ถ้าผมคาดผิด หมอประเวศทำสำเร็จ ออกพิมพ์เขียวมาผลักดันการปฏิรูปสำเร็จ ก็ขออนุโมทนาด้วย แต่ประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เหมือนที่มีการนองเลือดทุกครั้ง แล้วแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูกเพียงเพื่อประคองอำนาจ เหมือน 6 ตุลา ปราบความคิดก้าวหน้าอย่างเหี้ยมโหด แล้วค่อยคลายอำนาจ เปลี่ยนจากรัฐบาลหอยเป็นเกรียงศักดิ์ เปรม ประชาธิปไตยครึ่งใบ ทำให้คนรู้สึกว่าดีขึ้น

แต่โครงสร้างของปัญหาไม่ได้แก้ไข สังคมไทยก็ถูกสยบยอมอยู่ต่อไป เป็นสังคมที่ไม่สามารถใช้สมองส่วนหน้าสร้างสรรค์ หรือคิดต่าง คนไม่กล้าแสดงออก นอกจากต้องแสดงออกแบบพนมมือกันเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง นั่นแหละปัญหาที่ทำให้สังคมไทยไม่เข้มแข็งอย่างที่หมอประเวศพูด แต่ไม่พูดให้ถึงแก่น

เอาเถอะครับ ก็ทำกันไป แต่คนที่รักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คงได้แต่นั่งดู เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่ให้มีส่วนร่วม แต่ถ้าจับพลัดจับพลูเขาชวนไปร่วม ก็ต้องปฏิเสธ ใครที่ร่วมมือกับกระบวนการปฏิรูปกลบ 90 ศพ ถือว่าไม่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ขีดเส้นกันได้เลย ไปแล้วอย่ากลับ เพราะสิ่งที่เราต้องการคือต่อสู้ เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจและทวงความยุติธรรม ไม่ใช่การอนุเคราะห์ให้ “ความเป็นธรรม” แค่บางส่วน

คนไทยมีความสุขที่สุดในโลก

สัปดาห์ก่อนอ่านข่าวรอยเตอร์ สถาบันบ้าบออะไรไม่ทราบของฝรั่ง จัดอันดับดัชนีความสุขสงบให้ประเทศไทยอยู่อันดับ 124 จาก 149 ประเทศ ต่ำกว่าอิหร่าน ลาว เขมร สูงกว่าฟิลิปปินส์กับพม่าหน่อยเดียว

บ้าบอจริงๆ มันเอาความคิดฝรั่งมาวัดความรู้สึกคนไทย ฝรั่งมันคิดว่าการ “กระชับพื้นที่” ทำให้คนตายไป 90 ศพ บาดเจ็บเกือบ 2 พัน คงทำให้คนไทยทั้งชาติจมอยู่กับความเศร้าโศก ฝรั่งมันคิดว่ามีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน “ร้ายแรง” มานานกว่า 2 เดือนและจะฉุกต่อไปอีกเป็นเดือน คงทำให้คนไทยทั้งชาติจมอยู่กับความตึงเครียด

เอาเข้าจริงหาใช่ไม่ เพราะเหตุการณ์ “พฤษภาอำมหิต” ผ่านไปแค่ไม่ถึงเดือน คนไทยก็กลับมามีความสุข-เผลอๆ จะมากกว่าเก่า มหกรรมขายของจัดกันถี่ยิบ พ่อค้าแม่ขายแย่งที่ขายกันชุลมุน แย่งกันอ้างว่าเป็นผู้เสียหายจากการเผาบ้านเผาเมือง มหกรรมเที่ยวไทยได้ลดภาษี (ของชอบ มีใครมั่งอยากเสียภาษี) คนตรึมรถติดยาวเหยียด

แม้แต่ร้านอาหารร้านเหล้าผับบาร์ แทบว่าจะแย่งกันกิน เพราะอัดอั้นมานาน ไม่ได้ใช้เงินใช้บัตรเครดิต เศรษฐกิจก็ทำท่าจะไปโลด เพราะต้องสร้างซ่อมทั้งเซ็นทรัลเวิลด์ สยาม และศาลากลางจังหวัดอีก 4 แห่ง บริษัทประกันจ่ายแต่ไม่สะดุ้งสะเทือน แถมคุยว่าต่อไปจะขายประกันก่อการร้ายได้เพิ่ม

สถานการณ์ฉุกเฉินหรือ ไอ้พวกบ้าองค์กรนิรโทษกรรมสากลไม่เข้าใจ เขามีไว้คุ้มครองความสุขของคนไทย ระหว่างดูบอลโลก ครึ่งลูก ครึ่งควบลูก ปป.=แปะปั่ว อย่างน้อยก็อุ่นใจไปจนถึงรอบรอง ถ้าสถานการณ์ไม่ชอบมาพากล รัฐบาลทั่นก็อาจจะขยายให้ถึงรอบชิง

เสียอย่างเดียว ศอฉ.ไม่มีน้ำยา ไม่สามารถออกประกาศยกเลิกคำสั่งฟีฟ่า คนไทยเลยต้องดูบอลโลกโดยเอามือจับหนวดกุ้งหมุนไปหมุนมา

ฝรั่งมันไม่เข้าใจนิสัยคนไทยครับ สยามเมืองยิ้ม เรามีความสุขได้ เพราะ “สุขอยู่ที่ใจ” ไม่ได้อยู่ที่ความถูกต้องยุติธรรมหรือสิทธิเสรีภาพ อันนั้นมันของนอกกาย

ใช่ว่ามี พรก.แล้วไม่มีสิทธิเสรีภาพ เพราะเราเอาไว้ใช้กับพวกเสื้อแดงเท่านั้น แต่ตำรวจโง่ๆ ดันคิดว่ามี พรก.แล้วต้องใช้มาตรฐานเดียวกันหมด ไล่กระชับพื้นที่จนคนตาบอดตกน้ำ โดนทั่นนายกฯ ผู้มีเมตตาธรรมด่าเช็ด สั่งให้ปล่อยแกนนำคนพิการไม่เอาผิดฐานชุมนุมฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน ขณะที่พวกไพร่แดงถูกยิงด้วยเอ็ม 16 นอนเจ็บเกือบตายยังถูกล่ามตรวน

สังคมไทยเรารู้ว่าจะใช้มาตรฐานไหนกับใคร อย่างไร แต่ฝรั่งมันไม่รู้ มันถึงประหลาดใจว่าทีคนตาย 90 ศพไม่เห็นมีใครโวยวาย ทีตัดต้นไม้ขยายถนนขึ้นเขาใหญ่จะเป็นจะตายซะให้ได้ ยังกะต้นไม้เป็นญาติผู้ใหญ่ ไม่ยอมให้ตัดแม้แต่ต้นเดียว แห่ออกมาคัดค้านเป็นพระเอกนางเอกทางเฟซบุค ทั่นนายกฯ ก็ดีเหลือใจ ยินดีรับฟังกระแสสังคม สั่งระงับทันที

แหม มันน่าเปลี่ยนชื่อถนนจาก “ถนนธนะรัชต์” เป็น “ถนนเวชชาชีวะ” ให้เข้ากับยุคสมัย

1 เดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก สังคมไทยลืมเหตุการณ์นองเลือดไปหมดแล้ว คนกรุงคนชั้นกลางได้ความสุขคืนมาจากปากกระบอกปืน (หนังสือ “หนึ่งนัด หนึ่งศพ” ของนพดล เวชสวัสดิ์ พิมพ์นานแล้ว จู่ๆ กลายเป็นเบสต์เซลเลอร์ เพราะคนชั้นกลางอ่านแล้วสะใจ)

นี่หรือคือบรรยากาศที่จะ “ปฏิรูปประเทศไทย
ที่มา ประชาไท

โดย:

ใบตองแห้ง

Leave a comment

Filed under สื่อกระแสหลัก

วิถีตำรวจกล้า “จ่าเพียร”

มติชนออนไลน์

ล่วง มากว่า 3 เดือนของการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ “นักรบแห่งเทือกเขาบูโด” ผู้ได้รับการประดับยศนายพลเมื่อ “ห่มธงชาติ” พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

คนส่วนใหญ่รู้จัก “จ่าเพียร”  จากสื่อหลายแขนง แต่อีกหลายสมญาที่น้อยคนจะรู้  ทั้ง จ่าเพียรขาเหล็ก  วีรบุรุษผู้กล้า  ผู้กำกับฯ นักสู้ ของชาวบ้านในแถบพื้นที่สีแดงชายแดนใต้  หรือแม้แต่ “เสือเฒ่า นังตา” ของภรรยาสุดที่รัก

ชื่อของ “พล.ต.อ.สมเพียร  เอกสมญา” ผกก.สภ.อ.บันนังสตา จังหวัดยะลา กระฉ่อนทั่วกรุงเมื่อวันที่  23  กุมภาพันธ์ 2553 ชายวัยกลางคนสวมเครื่องแบบตำรวจสีกากี ติดเข็ม ตรา เครื่องหมายเต็มยศมุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อนายกรัฐมนตรี  เมื่อไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ความหวังครั้งต่อไปคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ก็ดูเหมือนเรื่องจะเงียบหายเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

“การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นการแต่งตั้งครั้งที่เลวร้ายที่สุด ที่พูดผมไม่กลัว เพราะไม่มีอะไรจะสูญเสีย ไม่มีการแต่งตั้งตำรวจครั้งไหนที่แย่เท่าครั้งนี้อีกแล้ว” ประโยคกินใจพร้อมน้ำตาลูกผู้ชายที่เอ่อล้น

“บาดแผลบนร่างกายเป็นความภาคภูมิใจในชีวิตราชการ เลือดที่รดบนแผ่นดินครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นความภาคภูมิใจ เปรียบเสมือนปุ๋ยที่บำรุงพื้นดิน…แบบอย่างที่ทำมาตลอด ตำรวจรุ่นหลังกำลังสานต่อไปด้วยดี อยากให้ตำรวจรุ่นหลังเขามีแบบอย่างที่ดีเพื่อความก้าวหน้า แต่มาถึงบัดนี้ ผลการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาไม่ได้สร้างแบบอย่างที่ดี  เนื่องจากคนทำงานไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากผู้บังคับบัญชาที่มีคุณธรรม หรือเพราะว่าผู้บังคับบัญชาก้าวหน้ามาด้วยระบบอุปถัมภ์ ไม่ได้ก้าวหน้ามาจากผลงาน”  ใจความตอนหนึ่งของหนังสือราชการที่ขอความเป็นธรรม กรณีไม่ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย และขอความเป็นธรรมให้ข้าราชการตำรวจที่มีผลงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้

“ถ้าโรงพักไม่ปลอดภัย ก็ไม่มีที่ไหนปลอดภัยอีกแล้ว”  ตามมาด้วยคำสั่งให้รื้อลวดหนามกับบังเกอร์หน้าโรงพักออก ก่อนเดินหน้าลงพื้นที่พบปะชาวบ้านทันที  แม้ยศตำแหน่งจะสูงขึ้นแต่ชาวบ้านก็ยังเรียกติดปากว่า  “จ่าเพียร”เช่นเดิม เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปราบโจรก่อการร้ายจนผลงานเป็นที่ประจักษ์ในสายตา ผู้บังคับบัญชา ทำให้กรมตำรวจ(ในขณะนั้น)อนุมัติจบหลักสูตร “นายตำรวจสัญญาบัตร” โดยไม่ต้องสอบ น้อยคนนักที่จะได้รับโอกาสนี้  และรางวัลชีวิตที่ทำให้ “จ่าเพียร” ปลาบปลื้มอย่างที่สุดคือ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้เข้า เฝ้าฯรับพระราชทาน “เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร”

ด้วยรูปแบบการทำงานแบบไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม  ถึงลูกถึงคน  กล้าได้กล้าเสียในแบบฉบับลูกผู้ชายตัวจริง ทำให้ชื่อของจ่าเพียรเป็นที่เลื่องลือทั้งในหมู่ชาวบ้านและโจรผู้ร้าย จ่าเพียรถูกลอบยิงไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง และรอดมาได้ราวปาฏิหาริย์ แม้มีรอยแผลฝากไว้ตามร่างกายบ้าง แต่หนักหนาสาหัสเห็นจะเป็นเหตุเหยียบกับระเบิด ขาข้างซ้ายบาดเจ็บสาหัสแทบพิการ แพทย์ต้องใส่เหล็กดามกระดูกช่วยพยุงและแบกรับน้ำหนักตัว จ่าเพียรขาเหล็กที่ย่ำลาดตระเวนเดินบุกป่าฝ่าดงเพื่อปิดล้อมจับโจรอย่างไม่ รู้จักเมื่อยล้าต้องใช้ขาเหล็กจริงเสียแล้ว  ถึงอย่างนั้นนักสู้ขาเหล็กผู้นี้ยังคงนำชุดปฏิบัติการเข้าป่าปิดล้อมจับโจร เกือบทุกครั้ง

“สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง”  แล้ววาระสุดท้ายของจ่าเพียรก็มาถึง  12 มีนาคม 2553 เหตุลอบวางระเบิดขณะออกตรวจพื้นที่ในบันนังสตา กระชากลมหายใจจ่าเพียรหลุดออกจากร่าง

วีรกรรมของนักสู้ขาเหล็กควรได้รับการกล่าวขาน  หนังสือวิถีตำรวจกล้า “จ่าเพียร” โดยกองบรรณาธิการมติชน บันทึกวีรกรรมระหว่างปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เพื่อเป็นกำลังใจแก่ตำรวจชั้นผู้น้อยเดินตามรอยเท้าที่ซื่อสัตย์ เตือนสติตำรวจชั้นผู้ใหญ่ให้หันมาเหลียวมองลูกน้องบ้าง และบันทึกไว้ในความทรงจำของคนไทยทุกคน  เพราะอย่างน้อย “จ่าเพียร” คงไม่ใช่ข้าราชการน้ำดีคนแรกที่สละชีพปกป้องประเทศ เพื่อถูกทอดทิ้งอย่างไม่ไยดี!!!

“อุตส่าห์ทุ่มเทการทำงานอย่างหนักมาตลอด แต่ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจกลับมองไม่เห็นหัว คงอยากจะทำเรื่องขอพระราชทานยศ พล.ต.อ.ให้ผมตอนตายแล้วมากกว่า”  ระบบสีกากีไทยเป็นอย่างที่วีรบุรุษสมเพียรว่าไว้จริงๆ

Leave a comment

Filed under สื่อกระแสหลัก

เสรีภาพที่ทับกัน นิธิ เอียวศรีวงศ์


“ประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้ แต่ไม่แตกแยก”
ปัญญาชนบางท่านย้ำเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ พธม.ชุมนุมใหญ่เป็นเดือนๆ และก็คงย้ำเรื่องนี้อยู่ในสมัยที่ นปช.ชุมนุมใหญ่ เพียงแต่เพิ่มประเด็น ม.28 ในรัฐธรรมนูญ  “บุคคลย่อมใช้…สิทธิเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น”
เพราะ นปช.ชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์เป็นเดือน จึงละเมิดต่อสิทธิการช็อปปิ้งของคนอื่น
อันที่จริงก็เรื่องเดียวกัน คือการใช้สิทธิเสรีภาพนั้นต้องไม่ละเมิดความเห็นต่างของผู้อื่น และในขณะเดียวกัน ก็ไม่ละเมิดที่สาธารณะ ซึ่งผู้อื่นใช้ประโยชน์อยู่
คงไม่มีใครคัดค้านความเห็นนี้ได้ เพราะดูจะสอดคล้องกับ “ความชอบธรรม”  (Law-แอลตัวใหญ่) ซึ่งมนุษย์ในอารยธรรมต่างๆ ย่อมมีในสำนึกอยู่แล้ว และแน่นอนสอดคล้องกับ ”  กฎหมาย” (law -แอลตัวเล็ก) ดังที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ

แต่เนื่องจากผมไม่เคยเรียนกฎหมาย ผมจึงไม่เชื่อว่ามีความถูกต้องชอบธรรมอะไรในโลกนี้ ที่ลอยอยู่อย่างเป็นอิสระจากเงื่อนไขแวดล้อมทางสังคม และเราอาจบัญญัติขึ้นเป็นความถูกต้องชอบธรรมสากล สำหรับเป็นบรรทัดฐานตัดสินการกระทำของคนทั่วไปได้หมด
ผมไม่ปฏิเสธว่า การใช้เสรีภาพของตนไปละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นนั้นย่อมไม่ถูกต้อง แต่ความรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูกนั้น มีความสำคัญแก่สังคมโดยรวมน้อยกว่าความรู้ว่า ผู้กระทำ ได้กระทำผิดท่ามกลางเงื่อนไขอะไร เพราะความรู้เกี่ยวกับเงื่อนไขแวดล้อมต่างหาก ที่สังคมจะสามารถจัดการเพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทำผิดเช่นนั้นได้อีก
มิฉะนั้นแล้ว เราก็ต้องวนกลับมาสู่การบัญญัติความผิด-ถูกให้เข้มข้นขึ้น เช่นเพิ่มโทษผู้กระทำ “ผิด”ให้แรง แต่อำนาจของกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เคยพอที่จะปรามหรือกำกับควบคุมพฤติกรรม มนุษย์ได้ เพราะแรงผลักดันที่ใหญ่กว่าของพฤติกรรมของคนมาจากเงื่อนไขแวดล้อมทางสังคม ต่างหาก

ผมจึงอยากให้เรามามองการชุมนุมที่ผ่านมา ทั้งของ พธม.และ นปช. แต่ไม่ใช่มองว่าได้ละเมิดเสรีภาพของคนอื่นอย่างไร หรือผิดกฎหมายอย่างไร หากมองไปที่เงื่อนไขแวดล้อมทางสังคมที่ผลักให้คนจำนวนมาก เข้าร่วมชุมนุม และฝ่าฝืน “กฎหมาย”  ทั้งๆ ที่รู้ว่าได้ฝ่าฝืนกฎหมาย
พื้นที่การชุมนุมของทั้งสองฝ่ายล้วนเป็นพื้นที่สาธารณะ เมื่อจัดการชุมนุมขึ้นย่อมกีดขวางการใช้ประโยชน์พื้นที่นั้นของบุคคลอื่น
เหตุใดจึงต้องใช้พื้นที่สาธารณะในการชุมนุมทางการเมือง? ก็เพราะพื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่มีพลังที่สุดในสังคมไทย เป็นพื้นที่ซึ่งการเรียกร้อง, การประท้วง, การระบายความเดือดร้อนอันเกิดจากความไม่ชอบธรรม (ย้ำไม่ชอบธรรมไม่ได้แปลว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย), ฯลฯ ได้การรับฟังจากสังคมโดยรวมได้เร็วและกว้างที่สุด
ทำไมสังคมจึงรับฟังได้เร็วและกว้าง ก็เพราะชีวิตปกติของคนจำนวนหนึ่งถูกกระทบ (ไม่ได้ช็อปปิ้ง, เสียงดังจนสอนหนังสือไม่ได้, เดินทางไม่สะดวก ฯลฯ) คนจึงพร้อมจะเงี่ยหูฟังเสียงที่ดังมาจากพื้นที่ทางการเมืองตรงนั้น ฟังโดยตรงหรือฟังจากคนอื่นอีกทีก็ตาม ฟังแล้วเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ได้ฟังสิ่งซึ่งปกติแล้วก็ไม่สนใจจะฟัง
เพราะคนอยากฟัง สื่อจึงเสนอข่าวมาก (ไม่ว่าจะเสนออย่างเที่ยงตรงหรือไม่) เมื่อเสนอมาก ก็ทำให้ “พื้นที่”  ทางการเมืองนั้นกว้างออกไปกว่าพื้นที่ชุมนุม จนอาจครอบคลุมสังคมทั้งสังคมได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายผู้มีอำนาจในรัฐจะไม่ฟังเลยก็ไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องตอบสนองในทางใดทางหนึ่ง ที่เก็งว่าจะได้ความเห็นชอบของคนนอกพื้นที่ชุมนุม”พื้นที่” ทางการเมืองของผู้ชุมนุม จึงขยายเข้าไปแม้แต่ใน “พื้นที่” ทางการเมืองของฝ่ายปรปักษ์ด้วย
ด้วยเงื่อนไขเฉพาะของสังคมไทยเอง พื้นที่สาธารณะที่เหมาะจะใช้เป็น “พื้นที่” ทางการเมืองอย่างได้ผล ต้องเป็นพื้นที่ในกรุงเทพฯ สมัชชาคนจนเคยยึดหัวเขื่อนปากมูลเป็นปี แต่สื่อก็แทบไม่เคยพูดถึงความเดือดร้อนที่ประชาชนเหล่านั้นได้รับจากเขื่อน ปากมูล กลายเป็น “พื้นที่” ทางการเมืองที่แทบจะไม่มีผลทางการเมืองอะไรเลย
“พื้นที่” ทางการเมืองของประชาชนไทย โดยเฉพาะในหมู่คนชั้นกลางระดับกลางลงไปถึงระดับล่าง มีไม่มากนัก เพราะ “พื้นที่”  ทางการเมืองในสังคมไทยนั้น ถูกจับจองผูกขาดโดยคนสองจำพวก หนึ่ง คือผู้ถืออำนาจรัฐ อันได้แก่ข้าราชการระดับใหญ่ๆ ขึ้นไปถึงนักการเมือง, นักรัฐประหาร, สถาบันวิชาการ, สถาบันตุลาการ, และสถาบันอื่นๆ (อำมาตย์) และสอง คือทุนขนาดใหญ่ ซึ่งมีตัวพ่วงตามมาอีกมาก นับตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์, สภาพัฒน์, หอการค้า, นักวิชาการของมหาวิทยาลัยในสังกัด, นิตยสารทางธุรกิจทั้งไทยและเทศ, ฯลฯ (ทุนสามานย์)
คนชั้นกลางระดับกลางและล่างเคยอยู่กันมาได้ท่ามกลาง”พื้นที่”ทางการ เมืองอันจำกัดนี้ แต่ในสองสามทศวรรษที่ผ่านมา โลกาภิวัตน์และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการผลิตเชิงพาณิชย์ ทำให้ “ทุนสามานย์” ขยายอำนาจเข้าไปกำกับ “พื้นที่” ทางการเมืองได้ไพศาลมากขึ้น “อำมาตย์” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพลังคานอำนาจของ “ทุนสามานย์”  บ้าง ก็ลดพลังลง สื่อซึ่งครั้งหนึ่งเคยยืนอยู่กับคนชั้นกลางระดับกลาง ก็ถูก “ทุนสามานย์”  กลืนกินไป จนกระทั่งต้องลดความเป็น “พื้นที่” ทางการเมืองของคนกลุ่มนี้ลงไปมาก
ในขณะเดียวกัน คนชั้นกลางระดับล่างซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในช่วงเดียวกันนี้ ก็กระหายจะได้ “พื้นที่”  ทางการเมืองของตนเพิ่มขึ้น เพราะผลประโยชน์ของตนไปผูกพันกับนโยบายสาธารณะของรัฐในด้านต่างๆ มากขึ้น ในขณะที่เงื่อนไขแวดล้อมทางสังคมไม่ได้เปิด “พื้นที่”  ทางการเมืองใหม่ๆ ขึ้นมา

ผมขอยกตัวอย่างการ picketting ในสหรัฐเป็นตัวอย่างของ “พื้นที่”  การเมืองใหม่ๆ ในสหรัฐ คนอาจร่วมมือกันต่อต้าน (ยกตัวอย่างเช่น) บริษัทผลิตผลไม้ ที่ใช้แรงงานเด็กต่างชาติอย่างกดขี่ โดยผลัดกันเดินขบวนเล็กๆ หน้าซุปเปอร์ ถือป้ายต่อต้านบริษัทนั้น ไม่ได้ห้ามมิให้คนเข้าไปช็อปปิ้ง แต่แจกเอกสารชี้แจงว่า ไม่ควรซื้อผลไม้ยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ เพราะใช้แรงงานต่างชาติอย่างไร้มนุษยธรรม
นักช็อปปิ้งก็ไม่เดือดร้อนอะไร รับเอกสาร (หรือปฏิเสธที่จะรับ) แล้วก็เดินเข้าไปซื้อของเป็นปกติ เป็นการใช้พื้นที่สาธารณะที่ไม่ละเมิดเสรีภาพของคนอื่น
แต่ “พื้นที่”  ทางการเมืองเช่นนี้ของอเมริกันต่างจากไทย เนื่องจากคนอเมริกันที่รับเอกสารไปมักจะอ่าน แม้อย่างผาดๆ หากไม่สนใจก็ทิ้งไป หากสนใจก็อาจเก็บกลับไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเองที่บ้าน เกิดคนที่มีสำนึกอย่างเดียวกันมากขึ้น และเผยแพร่ข้อมูลนั้นออกไปแก่ “เครือข่ายทางสังคม” ของตนเอง ยิ่งกว่านี้ หากการ picketting ทำได้กว้างขวาง สื่ออเมริกันก็อาจสนใจ ส่งผู้สื่อข่าวของตนออกไปดูการทำงานของบริษัทผลิตผลไม้นั้น แล้วเสนอข่าวความโหดร้ายทารุณของบริษัทให้รู้ทั่วไปในวงกว้าง “พื้นที่” ทางการเมืองจึงยิ่งขยายใหญ่ขึ้น และมีผลบีบบังคับให้บริษัทดังกล่าวต้องปรับเปลี่ยนนโยบายหากำไรที่สังคมพอ รับได้ขึ้นมาใหม่
แต่อย่างที่รู้กันอยู่แล้วนะครับว่า คนไทยไม่ อ่านหนังสือ จะบอกอะไรแก่ใครจึงต้องตะโกน และอาจต้องใช้คำหยาบบ้างเพื่อให้ฟัง (คำหยาบสร้างสภาวะอปกติขึ้นในภาษา) ส่วนสื่ออเมริกันนั้นมีกึ๋นกว่าสื่อไทย จึงกระตือรือร้นที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงกว่ากันมาก ก็ขนาดสมัชชาคนจนชุมนุมที่หัวเขื่อนเป็นปี ยังไม่มีใครส่งผู้สื่อข่าวของตนไปทำข่าวเลยสักฉบับหรือช่อง ในขณะที่มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศหลายฉบับลงพื้นที่เก็บข่าว
ถ้าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกดขี่แรงงานในสวนผลไม้ของบริษัทเป็นที่ รู้แพร่หลายมากขึ้น พรรคการเมืองอเมริกันก็จะขยับตัว แต่ก็ไม่ขยับตัวเพียงเพื่อเก็บเกี่ยวคะแนนเสียงในระยะสั้น หากขยับตัวเพื่อค้นหาความจริงที่กว้างกว่าการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของ บริษัทเดียว แต่จะตรวจสอบว่าปรากฏการณ์เอารัดเอาเปรียบแรงงานเช่นนี้ ปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางเพียงไรในแหล่งผลิตผลไม้ของประเทศ เพื่อที่จะผลักดันกฎหมายที่อาจมีผลต่อการห้ามหรือปรามการปฏิบัติเช่นนี้ทั่ว ทั้งประเทศ
ความสำเร็จของนักเดินขบวนประท้วงในการขยายพื้นที่ทางการเมือง จากหน้าซุปเปอร์ฯ ไปจนถึงสังคมวงกว้างและจนถึงรัฐสภา มาจากมูลเหตุขั้นพื้นฐานสองอย่าง หนึ่งคือความรู้สึก “อาทร” ต่อเพื่อนมนุษย์ และกลไกทางการเมืองของสังคมประชาธิปไตย
ทั้งสองอย่าง ไม่มีในประเทศไทย เราได้แต่ โฆษณาให้คนไทยรักกัน แต่สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว ความรักแบบมีช่วงชั้นทางสังคม คือคนชั้นสูงรักแบบเอ็นดูคนชั้นต่ำ ในขณะที่คนชั้นต่ำรักแบบเคารพนบนอบคนชั้นสูง ไม่สามารถใช้ในเมืองไทยได้อีกต่อไป สังคมไทยในปัจจุบันต้องการความรักแบบเสมอภาค ซึ่งก็คือความอาทรต่อกันและกัน


กลไกทางการเมืองของไทย (เช่นพรรคการเมือง) ไม่เคยทำงานอย่างที่ควรทำในสังคมประชาธิปไตย ได้แต่เล่นเกมส์การเมืองแบบระยะสั้น เพื่อหาเสียงไปวันๆ เท่านั้น จึงไม่เคยเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้แก่คนชั้นกลางระดับกลาง และคนชั้นกลางระดับล่างจริง

โดยสรุปก็คือ ทั้งเหลือง (คนชั้นกลางระดับกลาง) และแดง (คนชั้นกลางระดับล่าง) ต่างก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วในสังคมไทย และต่างก็มีความจำเป็นต้องมีพื้นที่ทางการเมืองที่ขยายใหญ่ขึ้น พอจะทำให้การเคลื่อนไหวของเขามีผลต่อนโยบายสาธารณะทั้งคู่ แต่เราไม่มี “พื้นที่” ทางการเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อคนเหล่านี้ นอกจากการเลือกตั้ง 4 ปีครั้ง ที่เหลือคือกฎหมายประเภทต่างๆ ที่ปิดกั้นมิให้เกิด “พื้นที่”ทางการเมืองที่เป็นอิสระจากอำมาตย์และทุนสามานย์ได้
ดังนั้น ถึงแม้จะพร่ำเตือนว่าการใช้เสรีภาพของตนต้องไม่ละเมิดเสรีภาพของคนอื่นอย่าง ไร ก็ได้แต่ท่องจำกันไป หากในชีวิตจริงปฏิบัติไม่ได้

เพราะ “พื้นที่” ทางการเมืองซึ่งจะทำให้ไม่ต้องละเมิดเสรีภาพของคนอื่น ไม่มีในสังคมไทย

Leave a comment

Filed under บทความ นิธิ เอียวศรีวงค์

เผยชีวิตสลด “อีซา”เหยื่อปืน

วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7150 ข่าวสดรายวัน


อีกรายแม่ตามหา ลูกหายตอนสลาย


อาลัยเพื่อน – เด็กๆ ในสถานสงเคราะห์บ้านอัซซัย ยิดะฮ นะฟีซะฮ ซัมสุ ซอยรามคําแหง 2 โชว์ภาพ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอีซา เพื่อนวัย 13 ปีที่ถูกยิงตายบริเวณซอยรางน้ำวันสลายม็อบนปช. ด้วยความคิดถึง

แม่ หนุ่มนปช.ศรีสะเกษประกาศตามหาลูกชายหลังหายสาบสูญไปตั้งแต่เหตุการณ์สลาย ม็อบแดง เผยลูกชายเข้ากรุงทำงานที่สนามม้าแล้วไปร่วมชุมนุมโดยเป็นการ์ดนปช. กระทั่งวันที่ 12 พ.ค.ก็ติดตามลูกชายไม่ได้เลย จนทุกวันนี้ไม่รู้ชะตากรรม เป็นตายร้ายดีอย่างไร บ้านสงเคราะห์ที่”น้องอีซา”เหยื่อ สไนเปอร์วัย 13 ปีเตรียมยื่นขอเงินเยียวยาจากรัฐบาล เผยประวัติน้องอีซา-พี่ชายวัย 15 ปีสุดรันทด พ่อเสียชีวิตเมื่อ 8 ปีก่อน แม่ก็หายสาบสูญ เป็นเด็กเรียนดี ไม่น่าพบจุดจบสุดอนาถ

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านอัซซัยยิดะฮ นะฟีซะฮ ซัมสุ (บ้านสงเคราะห์และฝึกฝนวิชาชีพเด็กกำพร้า) ซอยรามคําแหง 2 เขตหัวหมาก กทม.หลังทราบว่าสถานที่ดังกล่าวเคยเป็นที่อยู่อาศัยของ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอีซา หรือ น้องจู อายุ 13 ปีที่เสียชีวิตถูกสไนเปอร์ยิงบริเวณซอยรางน้ำ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา และถูกนําไปฝังที่สุสานสว่างประทีป จ.ชลบุรี โดยน้องอีซา มาอาศัยอยู่กับพี่ชายแท้ๆ คือนายเกรียงไกร โต๊ะสี หรืออาบูลัก อายุ 15 ปี ซึ่งเป็นเด็กพิเศษ มีอาการสมาธิสั้น เมื่อไปถึงพบนายประเสริฐ ทับแล อายุ 38 ปี เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษา และนายสมศักดิ์ วันแอเลาะ ฝ่ายปกครอง และกลุ่มเพื่อนๆ ของน้องอีซา ส่วนนายเกรียงไกร พี่ชายได้หลบหนีออกจากบ้านไปเมื่อวานนี้

นายประเสริฐ เปิดเผยว่า เมื่อประมาณ 8 ปีก่อนได้มีคนนําพี่น้องคู่นี้มาส่งที่บ้านเด็กกำพร้าให้ช่วยเลี้ยงดูแทน เนื่องจากนายสมญา ศรีสุวรรณ อายุ 60 ปี พ่อของเด็กทั้งคู่ ได้เสียชีวิตจากโรคประจําตัวที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ส่วนนางกัญญา โต๊ะลี อายุ 18 ปี แม่ได้หายสาบสูญไปไม่ทราบชะตากรรม ทั้งนี้ ช่วง 1 เดือนแรกที่เรารับเด็กคนนี้เข้ามาอยู่พบว่ามีพฤติกรรมชอบคุ้ยเขี่ยขยะ จึงได้พยายามอบรมและส่งให้ไปเรียนที่โรงเรียนวิจิตรวิทยา ซ.นวลน้อย หลังจากที่พี่น้องคู่นี้ถูกส่งเข้าไปเรียนแล้วก็พบว่าเริ่มเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น ส่วนผลการเรียนพอใช้ได้ ซึ่งน้องอีซาเรียนดีกว่านายเกรียงไกร พี่ชายเล็กน้อย ทั้งนี้ ช่วงที่ไปโรงเรียนมาทราบว่านายเกรียงไกรมักจะมีพฤติกรรมแปลกๆ อยู่เสมอ มีอยู่วันหนึ่งได้หนีเรียนออกมาเดินรอบโรงเรียน เหมือนเดินตรวจตราความเรียบร้อย ซึ่งทางโรงเรียนก็รายงานมาให้ทราบ และยังพบว่าพี่น้องคู่นี้ยังมีความจําและสมาธิสั้นด้วย มักทําอะไรไม่นานก็จะเบื่อ และเด็กที่อยู่ภายในบ้านหลังนี้เราจะดูแลจะสอนแบบให้เขาช่วยเหลือตัวเองมาก ที่สุด เพื่อให้เขาออกไปใช้ชีวิตต่อในสังคมได้ และกลุ่มน้องอีซานี้เป็นเด็กกลุ่มที่ 8 ที่เรารับเลี้ยงดู มีเด็กอยู่ทั้งสิ้น 53 คน


ลูกหาย – นายสมเร็จและนางสมบัน เบิกบาน ชาวบ้านอ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ ร้อง”ข่าวสด” ช่วยตามหานายปัญญา เบิกบาน ลูกชายที่หายสาบสูญไปตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. ระหว่างร่วมชุมนุมคนเสื้อแดงที่เวทีราชประสงค์

นาย ประเสริฐ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการออกไปชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ทางบ้านไม่ทราบมาก่อนว่าเด็กออกไปร่วมชุมนุม เนื่องจากเด็กมักจะหนีออกไปหลายครั้ง และมีครั้งหนึ่งที่ขบวนผู้ชุมนุมเสื้อแดงเคลื่อนขบวนใหญ่ผ่านมาบริเวณปากซอย บ้าน ซ.รามคําแหง 2 มาทราบภายหลังว่านายเกรียงไกรได้กระโดดเกาะร่วมไปกับกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย โดยนายเกรียงไกรได้มาเล่าให้ฟังทีหลังว่าได้ไปนั่งโบกธงแดงอยู่บนรถปราศรัย ซึ่งเราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ก็ได้พยายามบอกว่าอย่าหนีออกไปอีก ต่อมาเมื่อประมาณต้นปีพี่น้องคู่นี้ก็ได้หนีออกไปอีก ไม่ทราบว่าไปไหน และพยายามออกตามหาแต่ไม่พบ จนกระทั่งมาทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ข่าวสดที่ตีแผ่เรื่องราวของเด็กไร้ญาติ ที่ฝังอยู่ที่สุสานสว่างประทีป จ.ชลบุรี จึงได้หาข้อมูลและนําภาพที่ข่าวสดลงไปให้หลายๆ คนดูก็จําตําหนิรูปพรรณเด็กได้ คือน้องอีซา จากนั้นก็ได้ประสานไปยังสุสานว่าจะเดินทางไปรับศพ นําเด็กกลับมาประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม ซึ่งก็ได้ดําเนินการไปแล้ว

นาย สมศักดิ์ กล่าวเสริมว่า กรณีที่น้องอีซา เดินทางไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงในครั้งนี้ คงไม่ใช่เพราะชอบเสื้อแดง แต่อาจจะเป็นเพราะความสนุกตามประสาเด็กมากกว่า เพราะช่วงที่อยู่ที่นี้ก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องชุมนุมเลยเป็นเด็กที่ร่าเริง สนุกสนาน อยู่ร่วมกับเพื่อนๆ ในบ้านได้ดี และเป็นเด็กที่เรียนดีพอสมควรดีกว่าพี่ชาย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางบ้านกำลังจัดเตรียมเอกสารเพื่อยื่นส่งไปยังพรรคเพื่อไทย เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือจากทางรัฐบาล ซึ่งเงินจํานวนดังกล่าวทางบ้านได้หารือกันแล้วหากได้มาก็จะนํามาปรับปรุงที่ พักของเด็กๆ เหล่านี้ให้ดีขึ้น เพราะขณะนี้เริ่มทรุดโทรมมาก ทั้งนี้ หากผู้ใดต้องการช่วยเหลือเด็ก สามารถติดต่อมายังบ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้ได้ ตั้งอยู่เลขที่ 87/2 รามคําแหง 2 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กทม.หรือโทร 02-7172045

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่เดินทางไปถึงพบว่าได้มีบรรดาเด็กกำพร้าจํานวนหลายคนที่รู้ว่ามา ทําข่าวเรื่องน้องอีซา ต่างให้ความสนใจและพยายามให้ข้อมูลต่างๆ แต่ไม่มากนักเพราะเด็กส่วนใหญ่ยังห่วงเล่น และต่างบอกว่าน้องอีซาเคยอยู่ที่นี่ เล่นด้วยกันที่นี่และหายไป และบางคนยังบอกว่าเคยฝันเห็นอีซา มาหามาชวนเล่นด้วย แต่พอสอบถามต่อเด็กก็วิ่งหายไป

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.ศรีสะเกษว่า จากกรณีกำลังทหารสลายการชุมนุมของกลุ่มนปช.บริเวณสี่แยกราชประสงค์ และหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯช่วงพ.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีผู้ชุมนุมเสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมทั้งสูญหายไปจำนวนมาก ในจำนวนผู้สูญหายมีชาวศรีสะเกษ 2 รายที่ญาติยังตามตัวไม่พบคือ 1.นายปัญญา เบิกบาน อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3 หมู่ที่ 12 บ้านภูมิสวงษ์ ต.หัวเสือ อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ 2.นายจำรูญ ประดิษฐ์ อายุ 73 ปี อยู่บ้านเลขที่ 273 หมู่ที่ 1 บ้านใจดี ต.ใจดี อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ

วันเดียวกัน ที่จ.ศรีสะเกษ ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบบ้านของนายปัญญา เบิกบาน ที่บ้านภูมิสวงษ์ ต.หัวเสือ อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ พบนายสมเร็จ เบิกบาน อายุ 49 ปี และนางสมบัน เบิกบาน อายุ 47 ปี บิดามารดานายปัญญาอยู่ในสภาพซึมเศร้าเนื่องจากเป็นห่วงชะตากรรมของลูกชาย

นาง สมบันนำรูปถ่ายนายปัญญาสวมเสื้อสีแดง แว่นตาดำ มาให้ผู้สื่อข่าวบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานเพื่อติดตามหาตัว จากนั้นกล่าวว่า ตนมีลูก 3 คน เป็นชาย 2 หญิง 1 คน คนโตชื่อนายทัศนา เบิกบาน อายุ 25 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างอยู่ที่กรุงเทพฯ คนที่ 2 นายปัญญา อายุ 23 ปี และด.ญ.สุนิสา อายุ 11 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นป.5

นางสมบันกล่าวอีก ว่า ก่อนเกิดเหตุ การณ์สลายม็อบคนเสื้อแดง นายปัญญาออกจากบ้านไปหางานทำที่กรุงเทพฯได้ประมาณ 20 วัน โดยได้ทำงานอยู่ที่สนามม้าปทุมวัน ก่อนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มนปช. ตนทราบข่าวว่าลูกชายกับเพื่อนหลายคนไปเข้าร่วมชุมนุมด้วยที่แยกราชประสงค์ ได้พูดคุยกับลูกล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พ.ค. นายปัญญาโทรศัพท์มาว่ากำลังร่วมชุมนุมอยู่กับกลุ่มนปช. โดยทำหน้าที่เป็นการ์ด จากนั้นตนก็ไม่ได้รับการติดต่อจากลูกชายอีกเลย ไม่ทราบชะตากรรมว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ที่ผ่านมาตนและสามีพยายามติดต่อกับบรรดาเพื่อนๆของลูกชายที่กรุงเทพฯหลายคน แต่ไม่มีใครทราบว่าลูกชายอยู่ที่ไหนและเป็นอย่างไร

ด้านนายสมเร็จ เบิกบาน อายุ 49 ปี บิดากล่าวว่า ไม่กี่วันที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่อำเภอขุขันธ์มาติดต่อสอบถามว่า นายปัญญาที่หายไปจากการชุมนุมกับกลุ่มนปช.ที่กรุงเทพฯกลับมาบ้านแล้วหรือยัง ตนได้แจ้งไปว่ายังไม่ได้กลับมาบ้าน ทางเจ้าหน้าที่อำเภอแจ้งว่าจะช่วยตามหาอีกทาง นอกจากนี้ครอบครัวได้แจ้งมูลนิธิกระจกเงาเพื่อขอให้ช่วยตามหานายปัญญาอีกทาง หนึ่งด้วย แต่จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราวของลูกชายแต่อย่างใด อยากบอกผ่านไปกับ”ข่าวสด”ว่าหากลูกชายทราบข่าวนี้ทาง สื่อสารมวลชนแล้ว ขอให้ติดต่อกลับบ้านด่วนด้วย เนื่องจากว่าพ่อแม่และญาติๆ ทุกคนเป็นห่วงมาก

Leave a comment

Filed under สื่อกระแสหลัก