Monthly Archives: November 2010

ที่สุดในโลก

เหล็กใน

มันฯ มือเสือ

นับตั้งแต่หลังเกิดเหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค. เป็นต้นมา

บวกเข้ากับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ไม่ได้บรรเทาเบาลงอย่างที่รัฐบาลชุดนี้พยายามโหมโฆษณา

ทำให้ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับสูงขึ้นในแง่ความเป็นดินแดนที่มีความเสี่ยงอันตรายชั้นนำของโลก

กลางเดือนที่ผ่านมา บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงภัยก่อการร้ายทั่วโลก สำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

เผยผลการศึกษาดัชนีวัดความเสี่ยงภัยก่อการร้ายใน 196 ประเทศทั่วโลก

อ้าง อิงข้อมูลความถี่และความรุนแรงของเหตุการณ์ อาทิ ภัยจากการโจมตีประเภทต่างๆ บวกความสูญเสียที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เดือนมิ.ย.2552 ถึงเดือนมิ.ย.2553

พบว่าไทยอยู่อันดับ 7 สูงขึ้นจากปีก่อนที่อยู่อันดับ 9

ไม่รู้เกี่ยวกันหรือไม่กับกรณีนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ยกเลิกแผนเดินทางพักผ่อนในประเทศไทยช่วงคริสต์มาส

เหตุการณ์การสลายม็อบเดือนเม.ย.-พ.ค.

ยัง ส่งผลให้องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน หรืออาร์ เอสเอฟ จัดให้ไทยอยู่อันดับที่ 153 จากทั้งหมด 178 ประเทศ ในการจัดอันดับเสรีภาพสื่อประจำปี 2553

ในรายงานระบุสาเหตุ เสรีภาพสื่อในไทยร่วงลงไปถึง 23 อันดับ จากปีก่อนในอันดับที่ 130 มาอยู่อันดับ 153 ซึ่งเป็นอันดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี

เป็นผลจากการขอคืนพื้นที่การชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.

ซึ่งมีนักข่าวต่างประเทศ 2 รายถูกยิงเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บอีกราว 15 คนทั้งสื่อเทศสื่อไทย

ในรายของสื่อไทย นายไชยวัฒน์ พุ่มพวง ช่างภาพเดอะ เนชั่น

ถูกยิงด้วยปืนทาโวร์ บาดเจ็บกลายเป็นคนขาพิการ

อันเป็นที่มาของการจัดตั้ง’กองทุนเพื่อเพื่อน’ ช่วยเหลือช่างภาพสื่อมวลชนไทยที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่

ล่าสุดเรื่องของสื่อกับการทำข่าวเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดง

ยังมีอยู่ว่า นักข่าวและช่างภาพอิสระชาวอเมริกันชื่อ นายโรเจอร์ อาร์โนลด์ ได้รับรางวัลเกียรติยศ ‘โรรี่ เพ็ก นิวส์ อวอร์ด’ประจำปี ของกองทุนโรรี่ เพ็ก ซึ่งมีสำนักงานอยู่กรุงลอนดอน

จากผลงานการเสี่ยงชีวิตบันทึกภาพเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงทางการเมืองช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.2553

พร้อมยกระดับให้กรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทย

เป็นพื้นที่อันตรายที่สุดในโลก

Advertisements

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Gossip วันอังคารที่ 30 พ.ย. 53

 

๐ “หน่าหลี่โหย่วหยางกวางจิ้วโหย่วจงกว๋อหยืน หน่าหลี่โหย่วจงกว๋อหยืนจิ้วโหย่วกวางหยาง ” แปลความได้ว่า…”ที่ใดมีแสงอาทิตย์ ที่นั่นย่อมมีคนจีน ที่ใดมีคนจีน ที่นั่นย่อมมีความรุ่งโรจน์ ” และวันนี้ ความข้อนี้ของบรรพบุรุษชาวจีน ได้พิสูจน์ต่อสายตาชาวโลกแล้วว่า….”จีนทำได้” และทำได้ดีกว่ามนุษยชาติจะคาดคิด…….๐

ความสำเร็จยิ่งใหญ่จากมหกรรมกีฬา”เอเชี่ยนเกมส์” ที่กลายเป็น”มหัศจรรย์” ยังเป็น”ทอล์ค อ๊อฟ เดอะ ทาวน์” คือการ ”ยกมาตรฐานใหม่” ให้คนทั้งโลกยอมรับว่า ต่อไปนี้ ประเทศเกาหลีใต้ เจ้าภาพรายต่อไป ปี 2014 ต้อง”ทำการบ้านหนัก” ตั้งแต่บัดนี้ เพื่อไม่ให้ต่ำกว่ามาตรฐานที่ประเทศจีนทำไว้ จากการใช้งบประมาณในการจัด 100,000 ล้าน……๐

“กุหลาบพิษ” รายงานข่าวสังคม BANGKOK GOSSIP หนังสือพิมพ์รายวัน บางกอกทูเดย์ เดินหน้าไปกับความจริง ไม่อิงกระแสใดๆ ฉบับนี้ ประจำวันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2553……๐

ความเปลี่ยนแปลงย่อมเป็นนิรันดร์!! จากนี้ไม่นาน รัฐบาลเผด็จการซ่อนรูป “ร่างทรงทหาร” ภายใต้การนำของนักเรียกอ๊อกส์ฟอร์ด อย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะประสพ”วิบากกรรม”อันใด จาก”คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นเรื่องที่ไม่มีใครกระพริบตา!!…..๐

รู้แต่ว่า…วันของ มาร์คจอมดื้อ กำลังจะเป็นวันที่ไม่สดใสอีกต่อไป!! การยืนเผชิญหน้ากับ คนไทยกว่าค่อนประเทศ ในการบริหารราชการแผ่นดินด้วย”พระเดช” โดยมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ ศอฉ. เป็นอาวุธร้ายแรง ไม่ใช่วิธีเอาชนะคนไทยที่ รักประชาธิปไตยทั้งประเทศได้……๐

ไม่ได้หลั่งน้ำตาออกรายการช่องหอยม่วง แต่ มาร์คอภิสิทธิ์ น้ำตาคลอเบ้าตลอดเวลาที่จำนรรจา กับ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” สอบถามแล้ว มีคนบอกว่า เป็นการ”หยอดน้ำตาเทียม” เพื่อให้สู้กับแสงไฟในรายการ??…..๐

คนสองคน!! อยู่กันคนละซีกโลก แต่ดวงชะตาคล้ายคลึงกัน บารัก โอบาม่า ให้หมอทำเนียบขาวเย็บปาก 22 เข็ม เพราะล้มตึงจากการเล่นบาสฯ จนป่านนี้ ยังใช้ปากบริหารประเทศไม่ได้!!….๐

“โอบาม่า” แพ้การเลือกตั้งกลางเทอมในสภา เวลาเดียว กับ “โอบามาร์ค” (ไทยแลนด์) ถูกบีบรอบตัว จะอยู่ก็ไม่น่าจะได้!! จะไปก็เสียดาย!! ไหนจะเวทนา”วอลล์เปเปอร์” เพื่อนร่วมตาย 2 หน่อที่ยังมันในอารมย์กับอำนาจซึ่งไม่เคยมี!!……๐

“กุหลาบพิษ” เชื่อเต็มร้อย!! ข้อดีที่มีในตัวนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เคยคิดคอรัปชั่นแม้แต่บาทเดียว!! ไม่เคยมีข่าว”ทางลบ” เรื่องโกงกิน “รักชาติจนน้ำลายไหล”…….๐

แต่ประทานโทษ!! บริวารและรอบตัวนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างไร? ต้องฟังรายงานจากสภาหอการค้าที่ออกมาแฉ เหมือนเชื่อว่าไม่นาน”มาร์คก็ไป”?? สรุปได้ว่า รัฐบาลคณะนี้โกงกินมากที่สุดในยุค 3 ปี ทุกธุรกิจต้องยัดใต้โต๊ะ 25 เปอร์เซ็นต์ …..๐

ออกโรงตามจังหวะเป็นระยะ??โปรดฟังอีกครั้ง?? ตอนนี้ถึงคิว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาปรามม็อบทุกสีเสื้อ อย่าโผล่ออกมาวุ่นวายหลังการตัดสิน”ยุบหรือไม่ยุบพรรค ปชป.” …..๐

“กุหลาบพิษ” สะกิด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จงฟัง!! ผบ.ทบ.ย้ำชัดๆ! จะไม่มีการรปฏิวัติ!! (ก็ไม่รู้จะปฏิวัติเรื่องอะไร?)……๐

แต่ไคลแม็กส์ และไฮไลท์อยู่ที่ว่า….พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ชมซึ่งหน้าว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นคนดี!! ถือเป็นการตีความหรือส่งสัญญาณบางอย่างหรือไม่? รู้ไปก็แค่นั้น!! ….๐

ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ถ้า อภิสิทธิ์เกิดพลาดพลั้ง?? คำถามนี้ ชวน หลีกภัย กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น่าจะคิดตรงกัน!! สำหรับคนไทยทั่วไป ไม่เชื่อว่า ช่วงนี้จะเกิด”ไข้หวัดนก” ที่จะทำให้คนใน”ประชาธิปัตย์” ตายยกพรรค!!……๐

สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็รู้ดี!! อุณหภูมิในพรรคตอนนี้ขยับใกล้จุดเดือด?? พรรคร่วมไม่เอาด้วยกับนายกรัฐมนตรี และประดา”พูริตพูโร”ของ ปชป.!! ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล….”เทพเทือก” เหลือเพียงคนเดียวที่พูดจาพาทีกับประดา”พรรคร่วม”ได้…..๐

ตบท้ายอีกที เขาคือ”คนดีของบิ๊กตู่” ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้มีอำนาจเฟิร์มที่สุดของประเทศนี้ จากนี้?? สุเทพ เทือกสุบรรณ จะรับบท”ตัวเอกของยี่เก ปชป.” แทนน้องมาร์คได้หรือเปล่า??……๐

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

‘กฎหมาย’ขัดรัฐธรรมนูญ!

<div￿

ประเด็น ที่น่าพิจารณาคือว่า สนช. ไม่รู้เลยหรือว่า…การกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งที่บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเข้าไปทำหน้าที่นั้น ประวัติของหลาย ๆ คน ไปดูแล้ว ทรงคุณวุฒิ มีวัยวุฒิ มียศมีศักดิ์ทั้งสิ้น

ก่อนหน้านี้ เขียนบทความเรื่ององค์ประชุมไปแล้ว วันนี้ผลขององค์ประชุมในการตรากฎหมายออกมาใช้บังคับกับประชาชนตามระบอบ ประชาธิปไตย ดูว่าจะมีปัญหาตามมาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

การ ตรากฎหมายนั้น โดยปกติต้องทำกันในรัฐสภา ซึ่งจะมีการพิจารณาร่างกฎหมายที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอหรือร่างกฎหมายที่ รัฐบาลเสนอ โดยการพิจารณาก็จะใช้ร่างของรัฐบาลเป็นหลัก

วิถีทางการ ตรากฎหมายนั้น ต้องใช้เสียงข้างมากในสภาที่มีองค์ประชุมเกินกึ่งหนึ่ง หมายความว่า…มติเสียงข้างมากนั้น จะต้องมาจากองค์ประชุมในการออกเสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มี อยู่

เช่น สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกทั้งหมด 480 คน องค์ประชุมต้องมีตั้งแต่ 240 คนขึ้นไป จึงจะประชุมได้ และเมื่อมีการลงมติก็ต้องรวมเสียงที่ลงนั้นให้ได้เกิน 240 เสียงด้วย จึงจะถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ตัวอย่าง การลงคะแนนเสียงในร่างพระราชบัญญัติหนึ่ง มีคะแนนเสียงในวาระ ที่ 1. เห็นชอบ 220 ไม่เห็นชอบ 25 งดออกเสียง 2 รวมแล้วจะได้ 247 เสียง แสดงว่ามีองค์ประชุมขณะนั้น เกินกว่า 240 เสียง ถือว่าเป็นองค์ประชุม มตินั้นชอบ

ต่อมาในการพิจารณาวาระที่ 3. จากตัวอย่างเดิม มีการลงมติด้วยคะแนนเสียง เห็นชอบ 260 ไม่เห็นชอบ 10 งดออกเสียง 3 รวมแล้วจะได้ 273 เสียง ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้น ตราโดยชอบในชั้นของสภาผู้แทนราษฎร

จากตัวอย่างข้างต้น เสียงที่รวมได้เกินครึ่งนั้น ถ้าเสียงข้างมากเห็นชอบอย่างไร ก็ถือว่าให้เป็นไปตามนั้น ส่วนจะมีเสียงข้างน้อยไม่เห็นชอบ หรือมีการไม่ออกเสียงลงคะแนน ก็เป็นไปได้ เพราะเป็นเอกสิทธิ์ในสภา

การประชุมในสภาเพื่อออกกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ 2550 จะมีการลงคะแนนเสียงทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในวุฒิสภา

ใน สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณากันเป็นสามวาระ ซึ่งทั้งสามวาระนั้นจะต้องได้คะแนนเสียงรวมทุกครั้งเกินกึ่งหนึ่งด้วย จึงจะถือว่าสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ

เช่นเดียวกันกับในวุฒิสภา จะมีการพิจารณาไปในทางเดียวกัน ปัจจุบันสมาชิกวุฒิสภามี 150 คน เสียงในการลงมติจึงต้องมีองค์ประชุมตั้งแต่ 75 คนขึ้นไป จึงจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

คำว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น ได้รับการยืนยันเป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ทั้งในการตราร่างพระราชบัญญัติ และในการตราร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น กฎหมายที่ตราโดยมีเสียงรวมในแต่ละวาระโดยองค์ประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ย่อมเป็นกฎหมายที่ตราโดยไม่ชอบ ตราโดยขัดรัฐธรรมนูญ คงคิดได้เช่นนี้ ตามตรรกะและแนวทางที่ควรจะเป็น

แต่ก็มีเรื่องให้ขบคิดตามมาจนได้ เมื่อกลับไปพิจารณากฎหมายในสมัยของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งส่วนใหญ่และส่วนมาก น่าจะมีปัญหาตามมา เพราะมีการผ่านร่างกฎหมายออกมาแบบองค์ประชุมรวมกันแล้วไม่ถึงกึ่งหนึ่ง เยอะจริง ๆ
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประกอบด้วยสมาชิก 250 คน ซึ่งบางช่วงเหลือจำนวนประมาณ 240 คน คิดง่ายๆ ว่า…องค์ประชุมในการลงมติจะเป็นเท่าไรก็หารสอง จะได้องค์ประชุมประมาณ 120 ถึง 125 คน แล้วแต่ช่วงเวลาที่มีสมาชิก

Oh my God! หลายคนอาจจะร้องคำนี้ออกมา ถ้าได้อ่านรายงานการประชุมที่เกี่ยวกับการพิจารณาร่างกฎหมายที่ตราเป็นพระ ราชบัญญัติและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของ สนช.

นับจากรัฐ ธรรมนูญ 2550 มีผลใช้บังคับ เมื่อ 24 สิงหาคม 2550 ก่อนที่จะมีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รัฐธรรมนูญ มาตรา 293 บัญญัติให้ สนช. ทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ไปจนกว่าจะมีการประชุมรัฐสภาครั้งแรก

จากมาตรา 293 สนช. ก็ทำหน้าที่ต่อมา จนถึงประมาณปลายปี 2550 ที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

การทำหน้าที่ของ สนช. ส่วนหนึ่งคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติที่รัฐบาลเสนอ หรือที่สมาชิก สนช. เสนอ โดยมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเป็นสามวาระ ทั้งนี้ตามที่รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนด

มาตรา 126 บัญญัติว่า…การประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการประชุมวุฒิสภาต้องมีสมาชิกมา ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา จึงจะเป็นองค์ประชุม

ประชาชนทั่วไปอ่านมาตรา 126 แล้วคงเข้าใจโดยไม่ต้องปัญญาขบคิดตามมามากนัก ก็ต้องรู้ว่า…องค์ประชุมนั้นหมายความรวมถึงในขณะที่มีการพิจารณาให้ความ เห็นชอบโดยการลงมติในร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ด้วย

แต่ทว่าในการ พิจารณากฎหมายในสมัยของ สนช. นั้น มีเรื่องแปลก เพราะร่างพระราชบัญญัตินั้น ผ่านออกมาโดยคะแนนเสียงที่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง เป็นส่วนมาก มากจริง ๆ นับได้เกินร้อยฉบับ

หลายสิบกฎหมายออกมาโดยมี องค์ประชุมในวาระที่ 3. ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง แต่ในวาระที่ 1. เกินกึ่งหนึ่ง เช่น ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. … ที่มีผลใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551

อีกร่วมร้อย ฉบับออกมาโดยองค์ประชุมไม่ครบตั้งแต่วาระที่ 1.แต่ก็ยังตั้งคณะกรรมาธิการตามมาได้ เช่น ร่างพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. … หรือร่างพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. …

ประเด็นที่น่า พิจารณาคือว่า สนช. ไม่รู้เลยหรือว่า…การกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งที่บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเข้าไปทำหน้าที่นั้น ประวัติของหลาย ๆ คน ไปดูแล้ว ทรงคุณวุฒิ มีวัยวุฒิ มียศมีศักดิ์ทั้งสิ้น

ประสบการณ์ บางคน ระดับปรมาจารย์ทางกฎหมายด้วยซ้ำไป แต่อะไรบดบังสายตาและปัญญาของคนเหล่านี้ หรือเพียงเข้าไปลงลายมือชื่อให้ครบองค์เพื่อเปิดประชุมก็พอ ที่เหลือจะทำอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องมาคำนึงถึง

ผลที่ออกมาก็อย่างที่ เห็น เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว สำหรับกฎหมายของประเทศไทยภายใต้การปกครองโดยเสียงข้างมากที่เราเรียกว่า ประชาธิปไตย

ยิ่งน่าจะไปลงในกินเนสบุ๊คด้วยหรือเปล่า เพราะกฎหมายบางฉบับที่ใช้อยู่นั้น นับคะแนนเห็นชอบได้ไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ คือ พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551

ร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. … ผ่านวาระที่ 1. ด้วยคะแนนเห็นด้วย 61 คะแนน ไม่เห็นด้วย 32 คะแนน แล้วก็ตั้งคณะกรรมาธิการ ต่อมาในวาระที่ 3 ก็ผ่านโดยเสียงเห็นด้วย 8 คะแนน ไม่เห็นด้วย ไม่มี

โอ้แม่เจ้า! ร่างกฎหมายสภาองค์กรชุมชนนี้ มีสมาชิก สนช. จำนวน 196 คน มาลงชื่อประชุมในครั้งที่ 67/2550 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2550 ไม่มา 45 คน รวมแล้วมี สนช.ในขณะนั้น 241 คน

ลง ชื่อมาประชุมเกินกึ่งหนึ่ง ถือเป็นองค์ประชุม แต่เวลาลงคะแนนเสียง คนเหล่านี้หายไปไหน โดดร่มหรือเปล่า หรือไม่ใส่ใจในการทำหน้าที่ ก็สุดแล้วแต่พี่น้องผู้อ่านจะจินตนาการเอาเอง ก็แล้วกัน

และเมื่อไปอ่านพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ในบางส่วนก่อนจะขึ้นมาตรา 1 จะพบความรับผิดชอบของ สนช. อยู่ด้วย

เพราะมีการบัญญัติไว้ว่า…

“จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้”

อีก ทั้งในท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวจะพบว่า…มีการรับสนองพระบรมราช โองการด้วย โดยผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” นายกรัฐมนตรี

เกิดอะไรขึ้นมา สนช. และคนเป็นนายรัฐมนตรีหรือเปล่า มีอะไรมาบดบังสติปัญญาหรือไม่ ก็มิอาจทราบได้…แต่ที่แน่ ๆ กฎหมายที่ตราในสมัย สนช. นั้น มากมายนับร้อยฉบับที่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

แปลง่าย ๆ คือ ตรากฎหมายโดยขัดรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่?

ถ้า ใช่! ผู้ที่ทำหน้าที่ต่อมา ควรหาทางเยียวยาแก้ไขเสียให้ถูกต้อง และผู้ที่เคยกระทำหรือร่วมกระทำ ควรพิจารณาด้วยว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 8 นั้น ท่านอ่านและเข้าใจว่าอย่างไร

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

บนรางเลื่อน

<divg

มีเรื่องราวเกิดขึ้นมาแล้วมากมาย ในประวัติศาสตร์ของชาวโลก…แต่ก็ยังมีเรื่องราวที่กำลัง
จะเกิดขึ้นใหม่ๆ ที่ไปซํ้ากับเรื่องราวเก่าๆ

กลายเป็นว่า…เหมือนไม่เคยเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นมาก่อน

อวสานของ…เผด็จการมุสโสลินี…เกิดขึ้นมาก่อนหน้าอวสานของเผด็จการมาร์คอส แต่ประวัติศาสตร์ของอิตาลีก็ซํ้ารอยกับฟิลิปปินส์…

ต่างกันแต่จุดจบ…มุสโสลินี…ถูกแขวนคอประจานอยู่กลางกรุง แต่ของมาร์คอสลี้ภัยไปแก่
ตายในอีกแผ่นดินหนึ่ง

หรือจะ…ดูตัวอย่างของเผด็จการ อีดี้อามิน…แห่ง ยูกันดา…หลากหลายเรื่องราวแต่ไม่แตก
ต่างกันในลีลาและเนื้อหา…

ผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจกันอย่างไม่บันยะบันยัง…และไม่ระมัดระวังในเรื่องความถูกต้องชั่วดี…มักมี
จุดจบไม่ต่างกัน…ผู้ปกครองที่คิดว่าประชาชนมือเปล่านั้นไร้พิษสงนั้น… กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็เสี้ยววินาทีก่อน ที่กิโยตินจะหล่นใส่คอ

อำนาจจะยิ่งใหญ่…อำนาจนั้นจะต้องเที่ยงแท้ต่อทุกๆ ชีวิตใต้อำนาจนั้นๆ…

อำนาจที่ใช้ตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ…จะถูกจำกัดด้วยเวลา…ถึงมันจะยิ่งใหญ่แต่มันก็ไม่คงทน…

ประเทศไทย…อยู่เย็นเป็นสุขกันมานานวัน…เพราะเราอยู่กันมาแบบครอบครัวประเทศ…เรา
เคารพนับถือกันและกันตามความแตกต่างของอายุและความรู้ความสามารถ…เราเรียกกันว่า พี่
ป้าน้าอาลุงหลาน…เรามีภาษาที่ไม่เหยียดหยามคนตํ่ากว่า เราเรียกคนค้าว่าแม่ค้าพ่อค้า เรา
เรียกผู้รู้เฉพาะทางว่าหมอ…ไม่ว่าจะเป็น หมองูหมอยา หมอปลา…กระทั่งหมอนวด

แล้วใครเล่าเปลี่ยนประเทศไทย…

กฎหมาย ที่ใช้บังคับกับคนฝ่ายหนึ่งและละเว้นให้กับคนอีกฝ่ายหนึ่ง…แยกคน ไทยออกจากกัน…เป็นเขาเป็นเราเป็นมึงเป็นกู สร้างสงครามเข่นฆ่ากันมาครั้งแล้วครั้งเล่า…ประชาชนกับประชาชน และในที่สุดก็ถึงประชาชนกับคนของอำนาจที่ถืออาวุธ

ประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้ว…และจะเปลี่ยนต่อไป…บนรางเลื่อนแห่งการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล…
สับปลับ…จนกว่าความยุติธรรมจะกลับคืนมา

ข้างหน้าไม่นานจากนี้

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

เกาะท๊อปบู๊ต แน่นยิ่งกว่า “ปลิง”!!

 

เกาะท๊อปบู๊ต แน่นยิ่งกว่า “ปลิง”!!

ถ้าก้าวเป็น “บุรุษหมายเลขหนึ่ง” ของประเทศไทย ต้องอาศัย “พาวเวอร์สีเขียว” หยั่งงี้, น่าอับอาย ขายหน้า “ผู้หญิง”??

เป็นหญิงแกร่ง ดอกไม้เหล็ก..ที่จะก้าวสู่การเมือง บนถนนประชาธิปไตย ด้วยเสียงเรียกร้องของประชาชน.. โดยไม่อิงกองทัพ ให้เสียราคา

ตบมือกราวใหญ่ ..ให้กับ “คุณหญิงอ้อ” พจมาน (ชินวัตร) ณ. ป้อมเพ็ชร สนองตอบกลับแรงศรัทธา

ข่าวว่ายามนี้ “คุณหญิงอ้อ” ปลีกวิเวก สงบใจ ใฝ่ธรรม ละสันโดษ ใจนิ่งและเย็น..พร้อมที่ลงเลือกตั้ง เป็นนักการเมืองที่สมศักดิ์ศรี!!

เป็นผู้หญิงอกสามบอก…โดยไม่ต้องใช้ทหารเป็นหัวหอก?…หลอกประชาชน ในการเป็นนายกรัฐมนตรี???

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“อัจฉริยะ” ติดมากับตัว!!!

สมองเป็นเลิศ… ที่ใครมองข้าม “ยี้ห้อย” เนวิน ชิดชอบ นายใหญ่ภูมิใจไทย จะเสียใจนะทูนหัว???

รากฐาน การสร้างมวลชน “เนวิน” ยังเป็นที่หนึ่ง

กองเชียร์ ทีมบอลปราสาทสายฟ้า “บุรีรัมย์” ยอดเยี่ยมติดท็อปเทน จนใครก็คาดไม่ถึง

“เนวิน” ยังเป็นมฤตยูตัวอันตราย ที่กุมหัวใจมวลชนได้เป็นปึกแผ่น…ซึ่งเหมือนกับ “ทักษิณ ชินวัตร”, “สนธิ ลิ้มทอง

กุล” ,พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” ที่รู้หัวอกชาวบ้านเป็นอย่างดี..แต่ท้ายที่สุด ก็โดนเชือดตายคาเขียง!!!

เหลือเพียง “เนวิน” คนเดียว….จะรอดไปได้สักกี่เสี้ยว..เดี๋ยวท่านก็เดี้ยง???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ใช้ “ความดี” ซื้อใจ “สส.งูเห่า”!!!

เอาคุณธรรม ความจริงใจ แบออกให้กันอย่างนี้…สุดท้ายแล้ว “คุณพี่เผดิมชัย สะสมทรัพย์” คีย์แมนพรรคเพื่อไทย ก็เสียใจเปล่า ๆ ????

เพราะทำตัวเป็น “ชาวนาผู้แสนดี” อุ้ม “งูเห่าพิษร้าย” หวังว่าเมื่อไม่ขับไล่ออกจากพรรค คงมีความซื่อสัตย์ ให้กันมั่ง

แต่งูเห่าเชื้อร้าย.. ไม่เคยมีสำนึกซักครั้ง

“สส.เผดิมชัย” จึงเสียใจอย่างสุดซึ้ง กล่าวขอโทษต่อสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่ “งูเห่า”ก่อกบฏให้กับพรรค อย่างต่อเนื่อง!!!

คงได้ประจักษ์เสียที..งูเห่าพวกนี้…ปรนเปรออย่างนี้ ก็เลี้ยงไม่เชื่อง???

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“ทักษิณ”ชั่ว..ตัว “สนธิ” ก็เลว!!!

“เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาล รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ด่าคนอื่นเป็นไฟ ด้วยการเท้าสะเอว???

ทีเลวทีชั่วไร้ตะกั่วปน ล้วนเป็น “คนดี” ที่ “พรรคประชาธิปัตย์” เคยมีไมตรีทั้งนั้น

“พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ใครหนอไปกล่อม เชิญชวนให้มาอยู่ในพรรค มิใช่พรรคนี้หรือท่าน

“สนธิ ลิ้มทองกุล” ที่กระชุ่นด่าว่าเลวนักเลวหนา…ใครกันหว่า เคยใช้บริการ ให้ล้มรัฐบาลประชาธิปไตย ของ “อดีตนายกฯทักษิณ” จนชาติบ้านเมืองเดือดร้อน!!

ด่าคนอื่นเค้าไปทั่ว…แต่ลืมนึกตัวตัว?…ว่าเกลือกลั้ว กับเขามาก่อน???

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ทางเลือก “ประเทศไทย”!!

ถ้าประมุขทำเนียบไทยคู่ฟ้า เป็น ของ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ ทุกคนก็รับไม่ได้??

ครั้นจะให้ “ชวน หลีกภัย” เป็นชายสามโบสถ์ ยกประโยชน์ให้มาเป็น “นายกรัฐมนตรี” รอบที่ ๓ ทหารเขาก็รับ ไม่ลง

สั่งซ้ายหันขวาหัน อย่าง “อภิสิทธิ เวชชาชีวะ” ไม่ได้ .. มีหรือที่เขาจะเสริมส่ง

ฉะนั้น,ถ้าจะมี “รัฐบาลแห่งชาติ” ให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เป็นแหละดีที่สุด..เพราะจะเป็น “ไม้ค้ำยัน” ให้ชาติได้เป็นอย่างดี!!!

ได้ “บิ๊กป้อม” ขึ้นมา…ยังเป็นตัวช่วย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”…ไม่มีใครกล้าแซะเก้าอี้ ด้วยหละพี่?????

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ผิดไม่ผิดไม่รู้? รู้แต่ชนะฟาล์ว 

This slideshow requires JavaScript.

เมื่อเส้นผมบังภูเขาได้
ปชป.ก็รอด!ไม่ถูกยุบ!
ในคดีความที่ต้องมีการวินิจฉัยตัดสิน อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น!!!
เพราะในซีกของโจทก์หรือฝ่ายผู้ร้อง ก็ย่อมเชื่อมั่นในหลักฐานว่ามีน้ำหนักมากพอที่จะชนะ ในขณะที่ทางฝ่ายจำเลย หรือฝ่ายผู้ถูกร้อง ก็เชื่อว่าจะสามารถสู้ได้ มีใครบ้างที่จะก้าวเข้าสู่คดีความโดยคิดว่าจะแพ้มาตั้งแต่ต้น… ย่อมไม่มีแน่นอน

คดีพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ ว่าใช้เงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาทผิดประเภท ก็เช่นกันทั้งฝ่ายผู้ร้อง ทั้งฝ่ายผู้ถูกร้องงัดประเด็นใส่กันอุตลุดไม่มีใครยอมใคร

แถมวุ่นวายเพ่นพ่านไปจนกระทั่งมีคลิปลับหลุดออกมา กระทบกระเทือนต่อภาพลักษณ์ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปด้วยอย่างมากมาย

แต่สุดท้ายในวันที่ 29 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นนัดแถลงปิดคดี ซึ่งผิดในส่วนของนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้มอบให้ นายกิตตินันท์ ธัชประมุข อัยการคดีพิเศษ ฝ่ายสำนักคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แถลงปิดคดี ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้มอบหมายให้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายของพรรค เป็นผู้แถลงปิดคดี

ใช้เวลาแถลงปิดคดีกันอย่างเคร่งเครียด และกินเวลาเป็นชั่วโมงๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายชวน หลีกภัย ถึงกับสวมวิญญาณนักการเมืองเจนสนาม แถลงปิดคดีชนิดที่เหมือนกับการอภิปรายในสภาอย่างไรอย่างนั้น จนนักกฎหมายหลายคนงงว่าเป็นการแถลงปิดคดีหรือเป็นการอภิปรายกันแน่?

สุดท้ายหลังเสร็จสิ้นการแถลงปิดคดี และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยในช่วง 14.00 น. ความเครียดก็ยังคงปกคลุมบรรยากาศทั้งในซีกพรรคการเมือง และในภาคธุรกิจ ตลาดหุ้นตกกันหลายวัน

ซึ่งเมื่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยออกมาว่าคำร้องของ กกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่เป็นไปตามกรอบเวลา จึงมีมติให้ยกคำร้อง ด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 2 โดยไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาในประเด็นความผิดอื่นๆอีกต่อไป
หลายคนถึงกับออกปากว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นประเด็นเส้นผมบังภูเขาขนาดนี้!!!

เทียบกันไม่ได้เลยกับความเครียดของบรรดาผู้นำในพรรคประชาธิปัตย์ เทียบกับความเครียดของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่โดนคลิปลับ หรือแม้แต่บุคคลที่อยู่ภายในคลิปต่างๆ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องพบปะกันเลยด้วยซ้ำ

รวมทั้งทีมมือกฎหมายฉมังๆของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บอกว่าทุ่มเททำงานอย่างหนักมาตลอดเพื่อต่อสู้คดีนั้น กลับไม่มีใครมองเห็นถึงประเด็นในเรื่องกรอบเวลาของคำร้องเลยสักนิด

หากมือกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ เห็นช่องนี้ตั้งแต่แรกก็คงไม่ต้องเครียดหนักเป็นเวลาหลายเดือนเช่นนี้แน่… ดังนั้นแม้จะชื่นชมกับความเหนียวแน่นของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคการ เมืองเพียงพรรคเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่รอดพ้นจากการถูกยุบพรรค ถึง 2 ครั้ง 2 หน

แต่ในครั้งนี้ทีมกฎหมายประชาธิปัตย์ ก็โชว์ฟอร์มออกมาให้เห็นแล้วว่า มัวแต่สู้แบบไม่เห็นประเด็นชนะสบายๆมาตั้งนาน

อย่างไรก็ตามมุมมองของนักกฎหมายหลายคนยังอดเกิดความสงสัยไม่ได้ว่า หากมีในเรื่องของกรอบเวลาในการยื่นคำร้องมีปัญหา ทำไมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีการพิจารณาในประเด็นนี้มาตั้งแต่แรก และไม่รับคำร้องของ กกต.ตั้งแต่ต้น

ก็คงไม่เครียดกันทั้งประเทศเช่นนี้!!!
หรือว่าแม้แต่ในคณะตุลาการเอง ก่อนหน้านี้ก็มีคนที่มองไม่เห็นประเด็นนี้มาก่อน จึงปล่อยให้มีการสืบคดีกันอย่างมากมาย รวมทั้งแม้แต่ในการลงมติเองว่าเป็นคำร้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปรากฏว่ายังมีเซียนกฎหมายอย่างนายชัช ชลวร ซึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญเอง

ยังมองว่าคำร้องไม่ได้มีปัญหา เพียงแต่ว่าเป็นเสียงส่วนน้อย จึงต้องถือตามเสียงส่วนใหญ่ว่าคำร้องไม่ถูกต้อง
แต่การชนะโดยที่ไม่ได้มีการใช้ผลแห่งการสืบคดีเลยว่า ตกลงแล้วพรรคประชาธิปัตย์ผิดจริงหรือไม่จริงครั้งนี้ คงเป็นความคลุมเครือของภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เชื่อว่าคงถูกกระแนะกระแหนบนถนนการเมืองไปอีกนาน ว่าไม่ได้รอดเพราะไม่ได้ทำผิดจริงๆ เนื่องจากไม่มีการตัดสินในประเด็นความผิด แต่เป็นการรอด เพราะคำร้องมีปัญหา???

เหมือนกับว่า นักมวยขึ้นชกกันจนครบ 5 ยก อยู่ระหว่างรอรวบรวมคะแนนจากกรรมการทุกฝ่ายว่าจะยกมือให้ใครแพ้ใครชนะ ปรากฏว่ากรรมการกลางบอกว่า นักชกคนหนึ่งอายุเกินแข่งขันไปแล้ว เพราะฉะนั้นให้ยก ไม่มีการตัดสินแพ้ชนะในการชก

แต่ให้อีกฝ่ายชนะฟาล์วไปเลย โดยไม่เกี่ยวกับคะแนนฝีมือการชกใดๆทั้งสิ้น

เพราะชนะรอดมาแบบปาฏิหาริย์แบบนี้ ก็สมควรแล้วที่นายอภิสิทธิ์ จะต้องรีบไปถวายพวงมาลัยพระแม่ธรณีบีบมวยผม… เฮงแบบนี้จะหาได้ที่ไหนอีกในประเทศนี้

ย้อนรอยความทรงจำ
คดียุบพรรคการเมือง
หลังจากที่ประเทศไทยได้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปี พ.ศ.2550 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่า ด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาคดียุบพรรคการเมืองใหญ่ที่เข้าร่วมเป็นรัฐบาล

โดยจริงๆแล้วมีการร้องเรียนให้มีการยุบพรรคการเมืองเริ่มมาตั้งแต่การ เลือกตั้ง 2 เมษายน พ.ศ. 2549 แล้ว กระทั่งในวันที่ 13 กรกฎาคม 2549 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้รับคำร้องขอ ให้ยุบพรรคการเมืองทั้ง 5 ไว้พิจารณาวินิจฉัย
จากนั้นเมื่อคณะปฏิรูปการปกครองฯ หรือ คปค. ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 ได้มีการออกประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 3 ยุบทิ้งศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นสิ้นสภาพลง

จากนั้นในวันที่ 1 ต.ค. 2549 ได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 มาบังคับใช้ และในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดให้มี “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ”ขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งก็คือชุดปัจจุบัน รับโอนคดียุบพรรคการเมืองที่ค้างอยู่ มาทำการไต่สวนต่อ จนนำไปสู่การพิจารณาคดียุบพรรคการเมืองในปี 2550 ปี 2551 และปี 2553

ปี 2550 มีการพิจารณา 2 กลุ่ม
กลุ่ม 1 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้ยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย รวมทั้งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งต่อกรรมการบริหารพรรค เป็นจำนวน 111 คน, 19 คน, และ 3 คน ตามลำดับ มีกำหนด 5 ปี
รวมใช้เวลาพิจารณาคดี นับตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.-30 พ.ค.รวม 135 วัน
กลุ่ม 2 พรรคประชาธิปัตย์ไม่ยุบ ยกคำร้อง ส่วนพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าถูกยุบ
รวมใช้เวลาพิจารณาคดี นับตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค.-30 พ.ค.รวม 133 วัน
ปี 2551 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตยโดยมีคำสั่งให้ยุบพรรคทั้ง 3 พรรค รวมทั้งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งต่อกรรมการบริหารพรรค เป็นจำนวน 37 คน, 43 คน, และ 29 คน ตามลำดับ มีกำหนด 5 ปี
โดยคดีพรรคพลังประชาชน อัยการส่งศาล รธน.วันที่ 10 ต.ค.ตัดสินวันที่ 2 ธ.ค. ใช้เวลารวม 54 วัน
สำหรับคดีพรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย ใช้เวลานับจาก 23 ก.ย-2 ธ.ค.รวม 71 วัน
ปี 2553 มีการพิจารณาคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ ใช้เวลาพิจารณา 139 วัน
สุดท้ายคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ มีมติ 4 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง
พรรคประชาธิปัตย์จึงรอดจากการถูกร้องให้ยุบพรรค เป็นครั้งที่ 2

ที่มาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์
12 เมษายน 2553 คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. แถลงผลลงมติยุบพรรคงพรรคประชาธิปัตย์
9 สิงหาคม 2553 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 7 คน ออกนั่งบัลก์ไต่สวนพยานนัดแรกคดีที่ กกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยกรณีที่กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์
13 กรกฎาคม 2553 อัยการสูงสุดยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้พิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค
7 กรกฎาคม 2533 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นำโดย นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์นัดพร้อมคู่กรณีในคำร้องที่นายทะเบียนพรรคการเมืองในฐานะผู้ ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
9 สิงหาคม 2553 นัดไต่สวนพยานผู้ร้องนัดแรก
18 ตุลาคม 2553 นัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ถูกร้องนัดสุดท้าย
29 พฤศจิกายน 2553 นัดแถลงปิดคดี
29 พฤศจิกายน 2553 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติยกคำร้อง 4 ต่อ 2 เพราะการยื่นคำร้องไม่ตรงตามกรอบเวลา ดังนั้นจึงยกคำร้อง และไม่พิจารณาประเด็นอื่นๆอีกต่อไป

ผู้พิพากษาคดียุบพรรคการเมือง
ผู้พิพากษาคดียุบพรรคการเมืองชุดแรก ในปี 2550 มีทั้งหมด 9 คน ดังนี้
นายปัญญา ถนอมรอด (ประธานศาลฎีกา เป็นประธานตุลาการรัฐธรรมนูญ)
นายอักขราทร จุฬารัตน (ประธานศาลปกครอง เป็นรองประธานตุลาการรัฐธรรมนูญ)
หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์ (ตุลาการรัฐธรรมนูญ)
นายสมชาย พงษธา (ตุลาการรัฐธรรมนูญ)
นายกิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ (ตุลาการรัฐธรรมนูญ)
นายนุรักษ์ มาประณีต (ตุลาการรัฐธรรมนูญ)
นายธานิศ เกศวพิทักษ์ (ตุลาการรัฐธรรมนูญ)
นายจรัญ หัตถกรรม (ตุลาการรัฐธรรมนูญ)
นายวิชัย ชื่นชมพูนุท (ตุลาการรัฐธรรมนูญ)

ผู้พิพากษาคดียุบพรรคการเมืองชุดที่ 2 หลังรัฐประหาร 2549 มีทั้งหมด 9 คน ดังนี้
นายชัช ชลวร (ประธานคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
นายจรัญ ภักดีธนากุล (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
นายจรูญ อินทจาร (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
นายเฉลิมพล เอกอุรุ (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
นายนุรักษ์ มาประณีต (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
นายบุญส่ง กุลบุปผา (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
นายสุพจน์ ไข่มุกต์ (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)

ผู้พิพากษาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ปี 2553
นายชัช ชลวร (ประธานคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
นายจรัญ ภักดีธนากุล (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
นายนุรักษ์ มาประณีต (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
นายบุญส่ง กุลบุปผา (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
นายสุพจน์ ไข่มุกต์ (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
สำหรับมติ 4 ต่อ 2 เสียงไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยเสียงข้างมาก คือ นายจรัญ ภักดีธนากุล นายนุรักษ์ มาประณีต นายบุญส่ง กุลบุปผา และนายสุพจน์ ไข่มุกต์
ส่วนเสียงข้างน้อยคือ นายชัช ชลวร และ นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

‘กู๊ดบาย’พันธมิตรฯ สิ้นสุดกันที..ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน?



<div牯

“มาเป็นแสน”

คำนี้ไม่รู้แปลว่า “แสนอาดูร” หรือ “แสนสาหัส” กับภาพการรวมตัวที่ประกาศคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ “กลุ่มคนเสื้อเหลือง” พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

มันเกิดอะไรขึ้นกับ “กลุ่มพันธมิตรฯ” ทุกวันนี้?

ในอดีตคนกลุ่มนี้มิใช่หรือ? ที่ออกมารวมตัวเต็มท้องถนน และขับไล่นายกรัฐมนตรีของไทยถึง 3 คน คือ ทักษิณ ชินวัตร สมัคร สุนทรเวช และ สมชายวงศ์สวัสดิ์

โดยเฉพาะภาพของมวลชนเพียง “ไม่กี่ร้อยคน” ในวันชุมนุมกันที่หน้าสภาฯ ทั้งที่มีการป่าวประเทศตามสื่อในเครือผู้จัดการ…ทั้งที่ไม่ถูก ศอฉ. จำกัดสิทธิ์เรื่องการใช้เครื่องขยายเสียง

แต่ทำไมนับวันมวลชนพันธมิตรฯ กลับยิ่งร่อยหรอลดน้อยลง…พวกเขาไปเห็นอะไร…หรือพวกเขาไปรู้อะไรมา?

ใครบ้างจะเชื่อว่า…ก่อนหน้าที่จะมีการชุมนุมประท้วงที่หน้ารัฐสภาวันนั้น ยังมีคนเห็น “สนธิ ลิ้มทองกุล” ไปนั่งทานข้าวและหัวร่อต่อกระซิกกับ “คนในรัฐบาล” ซึ่งมีระดับเป็นถึง “รัฐมนตรี” ที่โรงแรมย่านสีลมแห่งหนึ่ง

จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นว่า…รัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรฯ กำลังจะเล่นละครอะไรให้คนไทยได้ดูกันอีก…โดยเฉพาะละครที่ว่า “มวลชนเสื้อเหลือง” ไม่มีส่วนรู้เห็น…แต่เป็น “แกนนำ” ที่รู้เห็นเต็มใจ

เช้าวันรุ่งขึ้นตลอดจนพระอาทิตย์ตกดินจึงเกิดปรากฎการณ์อย่างที่เห็น นั่นคือ “เจ๊ปอง” อัญชะลี ไพรีรัก ต้องมานั่งพูดนั่งแพล่มแหกปากเรียกมวลชนผ่านทางช่อง ASTV จนแก้วเสียงแทบแตก…แต่สุดท้ายก็มีมวลชนมาเต็มที่เพียงเท่านั้น

ผู้สังเกตุการณ์รู้ได้ทันทีว่า “เจ๊ปอง” ออกอาการ “ไปไหนมา…สามวาสองศอก” เพราะหมดปัญญหาเรียกแขก…แต่จำเป็นต้องทำ เพราะมันคือหน้าที่

หญิงแกร่งแห่งพันธมิตรฯ เลยพูดยาวไปถึงเรื่อง “ทำคลอด”

ก็พันธมิตรฯ มิใช่หรือที่ทำคลอดให้ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ประคบประหงมจากเด็กที่คลานต้วมเตี้ยมจนมายืนสองขาได้แข็งแกร่ง

แต่ไม่ว่าจะออกลีลาและวาดลวดลายดุเด็ดเผ็ดมันอย่างไร…สุดท้ายเจ๊ปองก็นั่ง “ว้าเหว่” จ้อหน้าไมค์ เหมือนหญิงไร้ตัวตน

เหตุผลสำคัญของการดึงดูดมวลชนของแกนนำพันธมิตรฯ คงหนีไม่พ้นข้อมูลความเป็นจริงและความยึดมั่นใน “อุดมการณ์” และ “สัจจะ” ของการเป็นผู้นำ

“สนธิ ลิ้มทองกุล” รวมถึงแกนนำคนอื่นๆ เคยแสดงพฤติกรรมอะไรให้คนหมู่มากได้เห็น…พวกเขามีสัจจะหรือไม่…พวกเขา น่าเชื่อถือหรือไม่…เชื่อว่า “มวลชนเสื้อเหลือง” (บางคน) มีคำตอบรู้อยู่แก่ใจ

อดีตมวลชนเสื้อเหลืองคนหนึ่ง ได้โพสต์ถ้อยคำระบายถึงความอัดอั้นตันใจว่าเพราะเหตุผลอะไร…ทำไมต้องสวมคอนเวิร์สแยกทาง?

เขากล่าวตอนหนึ่งว่า…ในฐานะที่เคยสวมเสื้อเหลือง ถือมือตบ เข้าร่วมต่อสู้กับพี่น้องมาตั้งแต่ปี 49 ก็ยังติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองใหม่อยู่ตลอด

แต่วันหนึ่งเห็น “คุณสนธิ” กำลังพูดอยู่ในจอทีวี และได้ปล่อยประโยคเด็ดว่า…

“ในอนาคตเราไม่อาจจะบอกได้ว่าจะมีการปฏิวัติอีกหรือไม่ แต่ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมเราต้องรังเกียจการปฏิวัติ…”

นี่คือคำพูดจากปากของคนที่เคยเป็นแกนนำพี่น้องประชาชนที่ต่อสู้เพื่อ เรียกร้องประชาธิปไตย และทุกวันนี้โดยพฤตินัยก็ยังเป็นแกนนำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย

มันเหมือนถูกชกเข้าที่หน้าอย่างจัง…ทำไมคนเป็นแกนนำจึงไม่ยึดมั่นใน อุดมการณ์…หรือความเป็นจริงคือพวกเขาไม่ได้ทำเพื่อประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น

จบกัน…สำหรับความรู้สึกที่ยังรัก ยังผูกพันกับการได้ร่วมใส่เสื้อเหลือง ร่วมชูมือตบ อยู่กลางฝน ณ สะพานมัฆวานรังสรรค์

จบกัน…สำหรับความรู้สึกดีๆ ของการต่อสู้ของภาคประชาชนที่ต้องการสร้างการเมืองใหม่

และสำหรับผม…จบกัน! สำหรับคำว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”

น่าเห็นใจกับความรู้สึกที่ต้องสูญเสียไปกับความทุ่มเทแรงใจในการยึดมั่น “อุดมการณ์” แต่หากมองใน “แง่ดี” ของเหรียญอีกด้าน…

เราคงได้เห็นความโลภโมโทสันของคน…ได้เห็นความเป็นไปตามหลักไตรลักษณ์… ได้เห็นความเข่นฆ่าทำลายล้างต่อสู้กัน…ได้เห็นการตอบสนองความต้องการกิเลส และตัณหา

สุดท้ายก็เพื่อวิ่งตะเกียกตะกายหาใส่ปากใส่ท้องของตน

หากแกนนำไม่รีบปรับปรุงตัว…แก้ไข…และเปลี่ยนแปลง…อีกไม่นาน พันธมิตรฯ คงเหลือแต่ชื่อ…ไม่มีแม้แต่ฝุ่นผงในอากาศ…และการคาดหวังจะให้มวลชนกลับ มาเห็นด้วยและร่วมชุมนุมต่อสู้เป็นล้านเฉกเช่นอดีต

บางทีล้านนี้อาจต้องเข้าคลินิกไปปรึกษา “สมศักดิ์ โกศัยสุข”!!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ปชป.แก้ดวง ระทึกวันนี้ตัดสินคดียุบ

‘ชวน’แถลงปิดคดี ยังมั่นใจรอดแน่ ตู่สกัดม็อบแดง ไม่ไปกดดันศาล โพลชี้’ยุบ-ไม่ยุบ’ ยังไงก็วุ่นหนัก!


แก้เคล็ด – พรรคประชาธิปัตย์ระดมพนักงานทำ ความสะอาดพรรคครั้งใหญ่ บริเวณลานใกล้พระแม่ธรณีบีบมวยผม มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการแก้เคล็ด ก่อนจะขึ้นแถลงปิดคดียุบพรรคต่อศาลรัฐธรรม นูญ 29 พ.ย.นี้

มา ร์คนำทีมปชป. ขึ้นศาลรธน.วันนี้’ชวน’ แถลงเอง 30 นาทีปิดคดียุบพรรคกรณี 29 ล้าน ‘หยัด’ ชี้มติอาจไม่เสมอ 3-3 แกนนำยังมั่นใจไม่โดนยุบ ลูกพรรคแม่ธรณีบีบมวยผมระดมฉีดน้ำล้างพรรคเอาเคล็ด นายกฯเลี่ยงตอบผลตัดสิน ปล่อยมุขหวั่นนิวคาสเซิลแพ้ เผยถ้ายุบเตรียมสู้ต่อปมตัดสิทธิ์การเมือง ยอมรับอาจยุบสภาก.พ.ปีหน้า ท้า’พสิษฐ์’สู้คดี เชื่อผูกโยงใครบางคน ‘ตู่’ สั่งม็อบแดงห้ามชุมนุม หวั่นตกเป็นเครื่องมือ ‘เด็จพี่’นำทีมเพื่อไทยไปฟังนัดปิดคดี ‘ปลอด’ ดักคอถ้าปชป.ถูกยุบต้องให้เพื่อไทยตั้งรัฐบาล ระดมตรึงกำลังเข้มศาลรธน. ตั้งจอยักษ์ถ่ายทอดสด โพลชี้ชาวบ้านหวั่นการเมืองวุ่นหนักไม่ว่ายุบ-ไม่ยุบปชป.

‘ชวน’ถกนัดสุดท้ายสู้ยุบปชป.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 พ.ย ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ในฐานะหัวหน้าทีมคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เรียกประชุมทีมกฎหมายเพื่อต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง จำนวน 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ เป็นนัดสุดท้าย ก่อนขึ้นแถลง การณ์ปิดคดีในวันที่ 29 พ.ย. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ เวลา 09.00 น. โดยมีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายสุทัศน์ เงินหมื่น นายวิรัตน์ กัลยาศิริ นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ แกนนำพรรค และนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทีมกฎหมายคดียุบพรรค เข้าร่วม

เชื่อมีทางออกหากมติ3-3

นายสุทัศน์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการหารือ เชื่อมั่นว่าพรรคจะไม่ถูกยุบแน่นอน เพราะจากการติดตามคดี พรรคได้ต่อสู้คดีตามกฎหมายมาโดยตลอด ตนเป็นทนายความมากว่า 40 ปี คดีนี้เป็นคดีที่เราสู้ทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย นำพยานหลักฐานต่างๆ เข้ามาเสริม นายชวน หลีกภัย มีความละเอียดรอบคอบ ไม่ว่าผลการวินิจฉัยออกมาเป็นอย่างไรก็พร้อมยอมรับ

ส่วนที่เกรงว่าถ้าไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นเรื่องของสองมาตรฐานนั้น นายสุทัศน์ กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจว่าสองมาตรฐานคืออะไร ถ้าข้อเท็จจริงเดียวกัน ข้อกฎหมายเดียว กัน อีกคดีตัดสินอย่าง อีกคดีตัดสินอีกอย่างหนึ่ง มันจึงเป็นสองมาตรฐาน แต่กรณีนี้ข้อเท็จจริงต่างกัน

สำหรับมติที่เกรงว่าเสียงอาจ 3 ต่อ 3 เท่ากันนั้นคิดว่าตุลาการคงมีทางออก

ชัดมุ่งล้มปชป.คลิปพสิษฐ์โผล่

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้ดูคลิปล่าสุดที่นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขาฯประธานศาลรัฐธรรม นูญ ออกมาพูดกรณีการตัดสินคดีว่าไม่ควรจะรอการกำหนดโทษหรือไม่ นายสุทัศน์ กล่าวว่า ได้ดูคลิปคร่าวๆ จากข่าว ทำให้มั่นใจได้ว่าเป็นกระบวนการล้มพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวได้ว่า การกระทำของนายพสิษฐ์แต่ต้นที่มีการพบกับนายวิรัช ร่มเย็น กรรมการบริหารพรรค อดีตทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องของการวางแผน มีการถ่ายคลิปวิดีโอไว้ นายวิรัชเองก็ชะล่าใจ แต่ข้อเท็จจริงและข้อความที่นายวิรัชไปคุยกับนายพสิษฐ์นั้นไม่ใช่เรื่อง เกี่ยวกับคดี หรือวิ่งเต้นคดี เป็นเรื่องอื่นทั้งหมด เป็นเพียงนายพสิษฐ์หาทางให้นายวิรัชไปเป็นเหยื่อ การที่นายพสิษฐ์ออกมาพูดเรื่อยๆ จนมีการข่มขู่ศาลรัฐธรรมนูญ ตนค่อนข้างเชื่อมั่นว่าเป็นกระบวนการกดดันให้ผู้พิพากษาเกรงกลัวต่อสิ่งที่ นายพสิษฐ์ข่มขู่ว่าจะมีอีก ซึ่งตนเชื่อว่าท่านไม่ได้หวั่นกับการข่มขู่ของนายพสิษฐ์เลย และไม่มีใครกดดันศาลได้ เราทำทุกทางในข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง ทีมกฎหมายละเอียดมาก ในวิถีทางที่เราเชื่อมั่นและสรุปว่าประเด็นนี้จะสู้อย่างนี้ เราทำเต็มที่แล้วอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

มาร์ค-ชวนนำทีมไปศาลรธน.

ภายหลังการประชุม นายสุทัศน์ เงินหมื่น แถลงภายหลังการประชุมว่าศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดเร็วกว่าเดิม จากเดิมที่กำหนดไว้เวลา 10.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐ มนตรี จะเดินทางไปร่วมรับฟังพร้อมนายชวน หลีกภัย ที่จะเริ่มต้นเดินทางออกจากพรรค ผลจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นนายอภิสิทธิ์อาจให้สัมภาษณ์อีกครั้งหนึ่ง

หนึ่งในคณะทำงานด้านกฎหมายฯ กล่าวว่า คณะทำงานด้านกฎหมายสรุปให้นายชวนเป็นผู้อ่านแถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจา คาดว่าเมื่อผู้ร้องอ่านเสร็จคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายชวนจะเป็นผู้อ่านแถลงการณ์ปิดคดีต่อไป ใช้เวลา 30 นาที โดยหลักคือต้องสรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายที่ถูกกล่าวหาจากฝ่ายผู้ร้องเพื่อแก้ข้อกล่าวหา โดยเอาประเด็นที่ยื่นในการพิจารณาบุคคล เอกสาร มาสรุปภายในเวลาที่ศาลกำหนด โดยสรุปมี 5 ประเด็น คือ 1.กระ บวนการยื่นคำร้องยุบพรรคไม่ชอบด้วยกฎหมาย 2.การกระทำของผู้ถูกร้องคือพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในข้อบังคับของกฎหมายว่าด้วยพรรคการ เมือง หรือพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2541 และพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ที่พรรคจะต้องโต้แย้ง

30นาที’ชวน’สรุปคดีหลายร้อยหน้า

นายสุทัศน์ กล่าวต่อว่า 3.กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าพรรคใช้จ่ายเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการ เมืองพ.ศ.2548 ซึ่งทางเราได้สู้ว่าเป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติถูกต้อง 4.กรณีที่พรรคถูกกล่าวหาว่าทำรายการสนับ สนุนเงินพรรคการเมืองพ.ศ.2548 ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ เราต่อสู้ว่าถูกต้องตามความเป็นจริง โดยมีทั้งเอกสารและพยานบุคคลที่ยืนยันได้ และ 5.ถ้าถูกยุบพรรค หัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง หรือเพิกถอนหรือไม่ กรณีนี้ทางพรรคสู้ว่าเราไม่ได้ถูกยุบเพราะไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์หรือถูกเพิกถอน ส่วนรายละเอียดนั้นตนไม่ขอลงลึก จะรอแถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจาจากนายชวนเอง

นายสุทัศน์ กล่าวอีกว่า เป็นการพยายามชี้แจงปิดคดีด้วยตัวอักษรหลายร้อยหน้ามาลงตัวให้ได้ภายใน 30 นาที คณะทำงานเชื่อมั่นว่านายชวนทำได้ดีที่สุดเพราะเป็นคนละเอียดมาก และวันนี้มีการซักซ้อมความเข้าใจในประเด็นข้อเท็จจริงในข้อกฎหมาย

เตรียมหลายแนวทางหลังคำตัดสิน

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีเป็นห่วงอะไรหรือไม่ นายสุทัศน์ กล่าวว่าคงไม่ห่วงอะไรมาก แต่ห่วงสุขภาพของทีมกฎหมายคดียุบพรรคมากกว่า เพราะค่อนข้างหนักในการเตรียมการเอกสารซึ่งมีมากเป็นลังๆ ส่วนจะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไรพวกเราต้องโค้งและน้อมรับคำวินิจฉัยที่ออกมา ทุกประการ ส่วนจะแก้ไขอย่าง ไรเป็นเรื่องของหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค ส่วนการดำเนินการภายหลังผลการตัด สินคดีคงต้องไปถามผู้บริหารพรรคและนายกฯ เพราะคงจะมีแนวทางต่างๆ ที่เตรียมไว้แล้ว คือ 1.ยุบพรรคและตัดสิทธิ์คณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด 2.ไม่ยุบพรรค ไม่ตัดสิทธิ์ 3.ยุบพรรค แต่ไม่ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค และ4.ยุบพรรค ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคบางคน

ไม่หวั่นม็อบ-มั่นใจไม่ถูกยุบ

ต่อข้อถามว่า มีการเตรียมการหรือไม่ว่าพรรคจะถูกยุบหรือไม่ถูกยุบ นายสุทัศน์ กล่าวว่าอยู่ที่ผู้บริหารพรรค แต่สำหรับตนไม่คิดเป็นอื่น เชื่อมั่นว่าจะไม่ถูกยุบ เมื่อถามว่าจะดูแลทีมกฎหมายอย่างไรหากมีผู้มาชุมนุม นายสุทัศน์ กล่าวว่า ไม่ได้เตรียมอะไร ทีมกฎหมายวิ่งเร็วทุกคน แต่อาจเหนื่อยหน่อยเพราะเพลียจากการประชุมสภา แต่ไม่ได้เตรียมทางหนีทีไล่อย่างไร ทั้งนี้ยังไม่มีการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และยังไม่ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ว่าจะดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับทีม กฎหมายอย่างไร

‘หยัด’ชี้ผลตัดสินอาจไม่เสมอ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประ ชาธิปัตย์ หนึ่งในคณะทำงานด้านกฎหมายเพื่อต่อสู้คดียุบพรรค กล่าวถึงกระแสข่าวมติเสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 ต่อ 3 ว่า ตนมองว่าไม่น่าเป็นอย่างนั้นแน่ อาจเป็น 4 ต่อ 2 หรือ 5 ต่อ 1 หรือเป็นมติเอกฉันท์ ไม่เป็น 3 ต่อ 3 แน่นอน

ด้านนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค กล่าวว่า ทำไมต้องคิดว่ามติต้องเสมอกัน ทำไมไม่คิดเป็น 4 ต่อ 2 บ้าง ทั้งหมดเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ ตนไม่สามารถอธิบายแทนศาลได้

แถลงปิดคดี 172 หน้ามั่นใจไม่ยุบ

นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทีมกฎหมายคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมหารือให้ข้อมูลกับนายชวน หลีกภัย ว่าทีมกฎหมายพรรคมาพบปะสังสรรค์หารือกันว่าใครจะมีข้อมูลอะไรฝากให้นายชวน เพราะเวลาที่นายชวนแถลงปิดคดีโดยใช้เวลา 30 นาทีที่ศาลกำหนดให้ คงพูดอะไรได้ไม่มาก แต่ในเนื้อหาสาระข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงมันอยู่ใน 172 หน้านั้นแล้ว ดังนั้นคงไม่จำเป็นที่จะออกมาพูดในเรื่องข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอีก แต่อาจพูดถึงพฤติกรรมต่างๆ ความเป็นมา เพื่อให้ศาลเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอด คล้องกับที่เราเขียนแถลงปิดคดีไว้ในข้อที่ 6 ข้อที่ 7 มีการลำดับเหตุการณ์ พฤติกรรมตั้งแต่นายทะเบียนพรรคการเมืองมีคำวินิจฉัยยกคำร้องทั้ง 2 ข้อกล่าวหา โดยมีความเห็นยืนตามคณะอนุกรรมการสอบสวน ชุดที่มีนายอิสระ หลิมศิริวงษ์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2552 และในวันที่ 18 ธ.ค.2552 ก็เริ่มเปิดฉากเลย จะเห็นในคำแถลงการณ์ปิดคดีของพรรค

ลำดับเหตุการณ์ละเอียดยิบ

“ผมจะลำดับเหตุการณ์ให้เลยว่า พอวันที่ 17 ธ.ค.2552 นายอภิชาต (สุขัคคานนท์ ประธานกกต.)ยกเลย ออกข่าว และวันรุ่งขึ้นนายอภิชาตยังพูดด้วยว่าที่ผมวินิจฉัยให้ยกทั้ง 2 ข้อกล่าวหานี้มีการอ่านข้อมูลละเอียดครบถ้วน ในฐานะที่เคยเป็นศาลปฏิบัติหน้าที่มา เพราะท่านเกษียณตอนเป็นหัวหน้าคณะศาลฎีกา ฉะนั้นท่านพูดยืนยันชัดเจน พร้อมทั้งเขียนข้อความไว้เป็นลายลักษณ์อักษรด้วยว่า “จึงมีความเห็นและลงมติ” โดยให้ความเห็นอย่างละเอียด 2 ประเด็นครบถ้วน หลังจากนั้นมีกระแสต่อต้านคุกคามข่มขู่มาตลอด ผมเอาแต่สาระสำคัญวันที่ไฮไลต์ เช่น ไล่มาเรื่อยว่าไปล้อมไปอะไรจนกระทั่งมาวันที่ 6 เม.ย.ยื่นคำขาด และให้วันที่ 20 เม.ย.2553 ให้ยุบถ้าไม่ยุบก็จะไปที่กกต. นี่คือคำพูดของนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเรามีทั้งเทปทั้งซีดี” นายบัณฑิตกล่าว


ระทึก– สภาพบริเวณหน้าศาลรัฐ ธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ มีการเตรียมความพร้อมด้วยรั้วเหล็กป้องกันฝูงชน พร้อมเตรียมจอโปรเจ็กเตอร์ถ่ายทอดสดการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาให้ชมกัน

เน้นความไม่ชอบมาพากล

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเน้นหนักที่เรื่องใดเป็นพิเศษ นายบัณฑิต กล่าวว่าขึ้นอยู่กับนายชวน นายชวนคงจะพูดแตะไปที่เนื้อหาสาระบางส่วน และคงพูดถึงเรื่องพฤติกรรมความไม่ชอบมาพากล และการร่วมมือกันคุกคามของพวกเขา ในระยะเวลา 30 นาที และศาลคงอ่านเรียบร้อยแล้วในคำแถลงการณ์

ผู้สื่อข่าวถามยํ้าว่า เนื้อหาส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ประเด็นการคุกคามใช่หรือไม่ นายบัณฑิต กล่าวว่าอาจผสมกัน ทั้งเนื้อหาสาระด้วยโดยย่อ เอาแต่ไฮไลต์ เราเขียนอย่างละเอียด 172 หน้า สิ่งที่เราเขียนลงไปไม่ใช่เขียนด้วยความเพ้อเจ้อ เพ้อฝัน หรือใช้จินตนาการ แต่เรามีหลักฐานทั้งหมดว่าให้การในวันที่เท่าไหร่ กำหนดไปเลยว่าเอกสารหน้าที่เท่าไหร่ สะดวกในการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะไปเปิดอ่านด้วย ตนบอกไปหมด นายอภิชาตวินิจฉัยคดีนี้อย่างไร และที่บอกว่านี่ไม่ใช่มติ เป็นอย่างไรมีหลักฐานอย่างไรชัดเจนทั้งหมด

นายบัณฑิตระบุด้วยว่า แม้องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะเหลือเพียง 6 คน ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะตามกฎหมายกำหนดไว้ต้องไม่ต่ำกว่า 5 คนในการวินิจฉัยคดี เชื่อว่าหลังแถลงปิดคดีด้วยวาจาของทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว ศาลอาจนัดฟังคำวินิจฉัยในช่วงบ่ายทันที

ปชป.ล้างพรรคเสริมสิริมงคล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันที่พรรคประชาธิปัตมีรถเครนของกทม.มาขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ที่ มีผู้นำมาบริจาคให้กับพรรคประชาธิปัตย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมซึ่งกอง รวมเป็นภูเขาอยู่บริเวณหน้าลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม ส่วนใหญ่เป็นข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม เสื้อผ้า ย้ายไปไว้ด้านหลังบริเวณลานจอดรถของพรรค จำนวน 3 เที่ยว เที่ยวละประมาณ 10 ตัน

เวลา 15.30 น. เจ้าหน้าที่กทม.จากสำนักงานเขตพญาไท ประมาณ 10 คน พร้อมรถน้ำจำนวน 1 คัน ร่วมกันขัดล้าง ทำความสะอาดบริเวณหน้าลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม แต่ยังคงมีการตั้งตู้อัญมณี 8 ตู้ ที่พรรคมีไว้เสริมฮวงจุ้ยตามจุดต่างๆ บริเวณหน้าลานพระแม่ธรณีบีบมวยผมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรค และเป็น การแก้เคล็ดจากการที่กลุ่มเสื้อแดงเคยนำเลือดมาเทหน้าที่ทำการพรรคด้วย

เจ้าหน้าที่พรรคระบุว่า ในวันที่ 29 พ.ย.นี้ พื้นที่ดังกล่าวเตรียมไว้รองรับผู้บริหาร ทีมกฎหมาย และสมาชิกพรรคที่จะมาฟังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ โดยนายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาที่พรรคในเวลา 07.00 น. เพื่อเดินทางพร้อมทีมกฎหมายไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็นการทำความสะอาดก่อนตัดสินคดียุบพรรค ประชาธิปัตย์ เพื่อชำระล้างสิ่งไม่ดี สิ่งสกปรกออกไปจากพรรค และเป็นการสร้างความสบายใจสบายตาเสริมสิริมงคลแก่พรรคด้วย

มาร์คปล่อยมุข’กลัวแพ้เชลซี’

สำหรับความเคลื่อนไหวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในวันเดียวกัน เวลา 09.00น. ที่ขส.ทบ.นายอภิสิทธิ์เดินทางด้วยเครื่องบินเที่ยวพิเศษ EMBRAER ไปยังจ.ขอนแก่น เพื่อเข้าร่วมการสัมมนาหอการค้าไทยทั่วประเทศ ครั้งที่ 28 ที่โรงแรมพูลแมนขอนแก่น ราชาออคิด ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยชั้นสูงสุด โดยพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ร่วมเดินทางไปดูแลและสั่งการรักษาความปลอดภัยด้วยตนเอง เนื่องจากพื้นจ.ขอนแก่นเป็นพื้นที่หลักของกลุ่มคนเสื้อแดง

ก่อนเดินทาง นายอภิสิทธิ์ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมดูหน้าตาเคร่งเครียด นายอภิสิทธิ์ได้แต่ยิ้ม ไม่ตอบอะไร เมื่อถามย้ำว่าเมื่อคืนวันที่ 27 พ.ย.นัดหารือกับแกนนำพรรคอย่างไรบ้าง วิตกเรื่องพรรคถูกยุบหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบติดตลกทันทีว่า “กลัวแพ้เชลซี” (นัดลงแข่งกับนิวคาสเซิลคืนวันเดียวกันนี้) จากนั้นเดินขึ้นเครื่องบินไปทันที

บอกหอการค้าถ้ารอดปีหน้าเจอกัน

ในการสัมมนาร่วมกับหอการค้าไทย นายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง บทบาทภาคเอกชนในการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมไทยว่า บทบาทภาคเอกชนมีความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการแก้ไขปัญหาทางการเมืองของประเทศ เพราะมีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์เช่นเดียวกันงานสัมมนาดังกล่าว แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเหตุการณ์บ้านเมืองไม่ปกติจากปัญหาการเมือง ทำให้หัวหน้ารัฐบาลไม่สามารถเดินทางมาร่วมงาน และรับข้อเสนอผลการประชุมสัมมนาหอการค้าไทย แต่วันนี้เหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ตนจึงเดินทางมารับข้อเสนอของภาคเอกชน ส่วนปีหน้าหากตนรอดจากคดียุบพรรคการเมือง และสามารถชนะการเลือกตั้งได้ตนจะเดินทางไปรับข้อเสนอของหอการค้าไทยที่จะจัด ขึ้นที่จ.ระยอง

ยอมรับยุบพรรครัฐบาลเปลี่ยน

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าผลการตัดสินคดีจะออกมาเป็นอย่างไร แต่การตัดสินคดีดังกล่าวเป็นไปตามกติการัฐธรรมนูญ ส่วนตัวยอมรับได้หากผลการตัดสินของศาลจะออกมาเป็นอย่างไร และหากศาลจะให้เหตุผลอย่างละเอียด จะทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจมากขึ้น ส่วนกรณีหากมีการยุบพรรคประชาธิปัตย์จะมีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือไม่นั้น หากมีการยุบพรรคต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทุกฝ่ายต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพที่จะเริ่มทยอยสิ้นสุด มาตรการในปลายปีนี้ถึงกุมภาพันธ์ปีหน้าว่า มาตรการลดค่าไฟฟ้า น้ำประปา รถเมล์ และรถไฟฟรี จะสิ้นสุดลงในเดือนธ.ค.นี้ ได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอว่าจะปรับหรือเปลี่ยนแปลงมาตร การอย่างไร ส่วนการตรึงราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือแอลพีจีที่จะสิ้นสุดในเดือนก.พ.54 ต้องพิจารณาภาพรวมทั้งระบบใหม่อีกครั้ง

ถ้ายุบสู้ต่อเรื่องตัดสิทธิ์

วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ถึงเรื่องการยุบพรรคว่า ทั้งหมดอยู่ที่ศาล ไม่มีใครทราบ หน้าที่เราคือต่อสู้คดี นายชวนจะไปแถลงปิดคดี ต้องดูว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร ตนเคารพกระบวนการรัฐธรรมนูญและการตัดสินของศาล ถ้าไม่ยุบก็อยากให้ทุกคนยอมรับ แต่ถ้ายุบตนก็ยอมรับคำตัดสินเช่นกัน ส่วนเรื่องการตัดสิทธิ์ทางการเมืองยังเป็นประเด็นที่ต้องสู้กันต่อไป เพราะขณะนั้นตนไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค และคดีดังกล่าวไม่ใช่คดีการเลือกตั้ง แต่หากโดนตัดสิทธิ์ตามกระบวนการจะมีการตั้งรักษาการนายกฯ โดยเลือกจากรองนายกฯ ที่ยังมีสิทธิ์ แต่พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่สามารถเป็นได้ เพราะไม่ได้เป็นส.ส.สัดส่วนของพรรค

“ผมไม่ทราบคำวินิจฉัยจะเป็นอย่างไร แต่ข้อสังเกตที่ผ่านมาหากศาลวินิจฉัยอย่างไร ควรได้รับการอธิบายข้อเท็จจริงทั้งหมด จะช่วยให้คนเข้าใจเหตุและผลในการวินิจฉัย จะรู้ว่าสองมาตรฐานหรือไม่ก็เมื่อได้รับฟังเหตุผล หากเหตุและผลมีการแสดง เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องเคารพ ไม่ใช่ไม่ฟังแล้วจะประท้วง ฉะนั้นต่อจากนี้หากมีเรื่องที่ต้องตัดสิน แล้วใครมีกำลังไปข่มขู่ให้ศาลกลัว บ้านเมืองก็พังหมด” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ลั่นพร้อมเมื่อไหร่ยุบสภาชัวร์

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่าส่วนเรื่องการยุบสภาหากพร้อมเมื่อใดจะยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ แน่นอน แต่การที่มีคนพูดถึงเรื่องรัฐประหาร คิดว่าประเทศไทยไม่ควรย้อนกลับไปสู่การเปลี่ยนแปลงนอกรัฐธรรมนูญ การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องของฝ่ายค้าน แต่ไม่อยากให้ใช้วิธีการนอกสภา เพราะประเทศบอบช้ำมามากพอแล้ว แต่หากการเคลื่อนไหวเป็นเพียงการแสดงสัญลักษณ์ อยู่ในกรอบของกฎหมายสามารถทำได้

เกาะติดม็อบแดงเคลื่อนไหว

เวลา 13.00 น. ที่ขส.ทบ. ภายหลังเดินทางกลับจากจ.ขอนแก่น นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนระบุว่าเป็นเรื่อง สองมาตรฐานถ้าไม่มีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ว่า ถ้าศาลตัดสินว่าไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ศาลต้องให้เหตุผลว่าไม่เหมือนกับกรณี อื่นอย่างไร เรื่องสองมาตรฐานนั้นต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่าเป็นกรณีที่เหมือนกันแต่ ปฏิบัติต่างกัน ถ้ามีกรณีที่เหมือนกับกรณีอื่นๆ ศาลต้องตัดสินเหมือนกัน ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาทางไหนย่อมมีคนไม่พอใจอยู่แล้ว ผมถึงย้ำว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ ขอให้เรายอมรับกระบวนการ คำว่าเข้าใจกับคำว่าพอใจนั้นไม่เหมือนกัน บางคนเข้าใจแต่ไม่พอใจ และมีบางคนที่พยายามไม่เข้าใจ เรื่องแบบนี้ก็เป็นปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงหรือไม่เพราะขณะนี้แรงกดดันไปอยู่ที่ศาลค่อนข้างมาก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าตนพยายามติดตามเพราะมีเสียงบอกว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลหรือไม่ อย่างไร ตนได้ขอให้พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ดำเนินการเข้มงวดกับเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปดูแลในส่วนของศาล ไม่ให้ถูกข่มขู่คุกคาม ให้ส่งบัญชีรายชื่อของตำรวจที่ดูแลมาทั้งหมด ถ้ามีกรณีที่ยังมีปัญหาเจ้าหน้าที่เหล่านั้นต้องรับผิดชอบ จากการสอบถามจากพล.ต.อ.วิเชียร ยืนยันว่าได้ซักซ้อมกันแล้วพอสมควร และไม่มีรายงานว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะไปชุมนุมที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่มีรายงานความเคลื่อนไหวในวันที่ 29 พ.ย.ที่อาจไปรวมตัวกันเพื่อรอฟัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ติด ตามอยู่

ชี้พสิษฐ์ผูกโยงใครบางคน

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงผลการตัดสินคดีด้วยว่าไม่เครียด เพราะถือว่าพรรคได้ทำหน้าที่ คณะฝ่ายกฎหมายของพรรคโดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย ทีมทนายและเพื่อนส.ส.อีกหลายคนทำงานเต็มที่ ตนได้เข้าร่วมประชุมด้วยหลายครั้ง เราชี้แจงตามความเป็นจริงและทำอย่างเต็มที่แล้ว ที่เหลือขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล สำหรับตนเรื่องใดก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในความควบคุมก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เกิด ขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีคลิปล่าสุดของนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ผมอ่านอยู่ เห็นเรื่องของการนิคมกับบริษัทในนิคม คงไม่เป็นแรงกดดัน คิดว่าทางศาลดำเนินการในประเด็นที่เป็นความขัดแย้งกัน ถ้าคุณพสิษฐ์มั่นใจว่าตัวเองยืนอยู่บนความถูกต้องก็น่าจะกลับมาต่อสู้คดีชี้ แจงข้อเท็จจริงกันไป”

เมื่อถามว่าจะเร่งจับตัวนายพสิษฐ์หรือไม่ เพราะโพสต์ทั้งภาพและข้อความของคลิปอยู่เป็นระยะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าน่าคิดว่าเขาไปเคลื่อนไหวอยู่กับใคร ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน เมื่อถามว่าอาจผูกโยงกับบางคนใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวยอมรับว่า “น่าจะผูกโยงกันอยู่ ไม่น่าจะทำโดยลำพัง”

เป็นไปได้ยุบสภาก.พ.ปีหน้า

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่นายวิทยา แก้วภารดัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิป) ระบุว่าอาจมีการยุบสภาในช่วงเดือนก.พ.2554 ว่า เป็นไปได้ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย คือรัฐธรรมนูญจบ บ้านเมืองสงบเรียบร้อยดี เศรษฐกิจไม่มีปัญหาก็ไปเลือกตั้งกัน เมื่อถามย้ำว่าหลังเดือนก.พ.2554 ประชา ชนเตรียมตัวไปเลือกตั้งได้เลยใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์หัวเราะชอบใจ แต่ไม่ยอมตอบคำถามนี้

ต่อข้อถามว่าการลงพื้นที่จ.ขอนแก่นครั้งนี้เรียบร้อยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าดีขึ้น แต่ใช้เจ้าหน้าที่ค่อนข้างเยอะ อยากให้ทุกฝ่ายยอมรับการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายมากกว่านี้ แต่ถือว่าดีขึ้น

ตู่สั่งม็อบแดงห้ามชุมนุม

ที่ศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในการสลายการชุมนุม (นปช.) ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย แถลงเรียกร้องไม่ให้คนเสื้อแดงเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 พ.ย. ซึ่งจะมีการตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า ขอเรียกร้องห้ามคนเสื้อแดงไปที่ศาลรัฐธรรมนูญแม้แต่คนเดียว เพื่อป้องกันฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ ไม่ประสงค์ดีหยิบยกเป็นข้ออ้างหรือเงื่อนไข เหมือนกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล ที่กลุ่มพันธมิตรฯไปชุมนุมหน้ารัฐสภาซึ่งเปรียบเสมือนผัวเมียทะเลาะกัน แต่คนเสื้อแดงไม่ไปจึงไม่มีใครอ้างได้ ทั้งนี้ใจจริงตนไม่อยากให้พรรคการเมืองนี้โดนยุบ เพราะอยากเห็นนายอภิสิทธิ์ลงพื้นที่ไปพบประชาชนเวลาหาเสียง

‘ปลอด’ดักคอคืนพท.ตั้งรัฐบาล

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค เพื่อไทย กล่าวว่าในวันที่ 29 พ.ย.นี้ศาลคงยังไม่อ่านคำตัดสิน ทั้งนี้หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์ และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค ซึ่งรวมถึงนายกฯด้วย จึงต้องเลือกนายกฯคนใหม่ ตามมารยาททางการเมืองพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคเสียงข้างมากมีส.ส.กว่า 180 คน ควรได้โอกาสจัดตั้งรัฐบาลก่อน ที่สำคัญหากพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบในข้อหาทุจริตก็ควรแสดงความรับผิดชอบ

“ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบจริงควรยอมรับความจริงรู้ชั่วดีว่าสิ่งใดควรไม่ ควร ถ้าถูกยุบคุณจะมีหน้าไปตั้งรัฐบาลอีกหรือ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับพรรคร่วมรัฐบาลด้วยว่าจะคำนึงถึงหลัก จริยธรรมมากน้อยแค่ไหน มีจุดยืนทางประชาธิปไตยอย่างไร หรือพรรคร่วมรัฐบาลจะยอมเป็นวัวเป็นควายให้เขาจูงไปตลอด” นายปลอดประสพกล่าว

นายปลอดประสพ กล่าวด้วยว่า ความพร้อมของพรรคเพื่อไทยในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้นมีร้อย เปอร์เซ็นต์ เพราะพรรคเพื่อไทยมีบุคลากรจำนวนมาก อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส. พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาคนที่ 2 นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรมว.พาณิชย์ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตรมว.ยุติธรรม และนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน

‘เด็จพี่’นำทีมพท.ฟังนัดปิดคดี

ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าตนและคณะทำ งานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปร่วมติดตามการแถลงปิดคดีโดยพร้อม เพรียงกัน ทราบว่ามีการเตรียมกำลังพลของทหารและตำรวจเต็มอัตราเพื่อดูแลความปลอดภัย ซึ่งตนมองว่าค่อนข้างผิดปกติ จึงตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อพรรคประชาธิปัตย์แถลงปิดคดีในช่วงเช้า คณะตุลาการอาจตัดสินคดีในช่วงเย็นวันเดียวกันหรือไม่ ประชาชนต้องจับตาดูใกล้ชิดเพราะคดีนี้เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญ รวมถึงความอยู่รอดของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และเป็นการพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมืองว่าสามารถบังคับใช้กับ ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่

แก้รธน.เพื่อผลประโยชน์การเมือง

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าการแก้รัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็น คือมาตรา 190 และมาตรา 93-98 ที่รัฐสภารับหลักการแล้ว โดยระบุว่ารัฐบาลและพรรคร่วมทำถูกต้องแล้วว่า การกระทำดังกล่าวเหมือนการขอหมั้นพรรคร่วมไว้ก่อน เพื่อให้ร่วมหัวจมท้ายกันเพื่อเป็นรัฐบาล ยอมเปลี่ยนจุดยืนทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เคยมีมติว่าจะไม่แก้รัฐธรรมนูญ ยอมเสียมารยาทและทำลายจริยธรรมทางการเมือง โดยเฉพาะการตั้งกรรมาธิการเพื่อแปรญัตติ ยอมกลืนน้ำลายตัวเองเพื่อแลกกับการมีพื้นที่ยืนแเละต่อลมหายใจของรัฐบาลให้ อยู่ต่อไป ส่วนที่มีข่าวเตรียมนายกฯสำรอง ตนมองว่าต้องการถ่วงเวลาให้รัฐบาลอยู่ครบเทอมถึงเดือนธ.ค.54 และร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลต่อไป โดยมีเงื่อนไขที่พรรคร่วมไม่สามารถปฏิเสธได้ เนื่องจากยังต้องพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมรนูญในวาระ 2-3 เพราะพรรคร่วมต้องการแก้ไขเรื่องระบบเขตเลือกตั้ง ทั้งหมดนั้นขัดแย้งกับสิ่งที่นายอภิสิทธิ์เคยพูดว่าการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ ประโยชน์กับประชาชน แต่ที่ดำเนินการขณะนี้ถือเป็นประโยชน์ของนักการเมืองเท่านั้น

อัด’ความจริงสู้อธรรม’ชี้นำ

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ จัดทำหนังสือ “ความจริงสู้อธรรม” ที่มีภาพนายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ขึ้นปกว่า ถือเป็นการกระทำที่น่าจะเข้าข่ายกดดันกระบวนการยุติธรรมก่อนตัดสินคดียุบ พรรคประชาธิปัตย์ ภาพดังกล่าวเป็น พยานหลักฐานที่ชัดเจนที่เกิดขึ้นในที่ประชุมรัฐสภาระหว่างการพิจารณาร่าง แก้ไขรัฐธรรม นูญ หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาชี้นำสังคมและประชาชนให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ ได้กระทำผิดกรณีใช้เงินบริจาค 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ ควรปล่อยให้กระบวนการยุติ ธรรมวินิจฉัยตัดสินชี้ขาดคดีให้เสร็จสิ้นก่อน จึงค่อยออกหนังสือมาแก้ตัว ไม่ใช่รีบกระทำแบบคนกินปูนร้อนท้อง ตนจะไปยื่นหนังสือให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบนายอภิสิทธิ์ และนายชวนในเรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

เผยขั้นตอนคู่กรณีแถลงปิดคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 29 พ.ย. เวลา 09.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญที่มีนายชัช ชลวร เป็นประธาน จะออกบัลลังก์เพื่อให้คู่กรณีในคดีแถลงปิดคดีด้วยวาจา ในส่วนของนายทะเบียนพรรค การเมือง มอบหมายให้นายกิตินันท์ ธัชประมุข อัยการพิเศษฝ่ายคดี 5 สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แถลงปิดคดี ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนจะเป็นผู้แถลงปิดคดี ให้เวลาแต่ละฝ่าย 30 นาที

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนเปิดโอกาสให้คู่กรณีแถลงปิดคดี คณะตุลาการจะประชุมหารือเพื่อสอบถามถึงความพร้อมของแต่ละคน รวมทั้งตรวจสอบว่าตุลาการคนใดยังมีประเด็นข้อสงสัยใดหรือไม่ จะได้พิจารณาว่าสามารถกำหนดวันแถลงด้วยวาจาและลงมติได้เมื่อใด แต่มีแนวโน้มสูงว่าหลังการแถลงปิดคดีของคู่กรณีแล้ว คณะตุลาการน่าจะลงมติและอ่านคำวินิจฉัยเลยเพื่อลดกระแสกดดัน และให้สถานการณ์ทางการเมืองชัดเจนยิ่งขึ้น

กำหนดวินิจฉัยใน 5 ประเด็น

โดยประเด็นที่จะวินิจฉัยกำหนดไว้ 5 ประเด็น ประกอบด้วย 1.กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2.การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ตามคำร้องอยู่ในบังคับพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการ เมือง 2541 หรือ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 3.พรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนา พรรคการเมืองในปีཬ เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือไม่ 4.พรรคประชาธิปัตย์จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองปีཬ ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ 5.กรณีมีเหตุให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคต้องถูกตัดสิทธิ์ หรือถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งหรือไม่

อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์ถึงผลของคำวินิจฉัยน่าจะออกมา 3 แนวทาง คือ 1.ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากกระบวนการยื่นคำร้องของกกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นขั้นตอนการพิจารณาเรื่องดังกล่าวของนายทะเบียนพรรคการเมือง ที่ไม่ปรากฏว่านายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นเสนอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนเสนอขอความเห็นชอบจากที่ประชุมกกต.เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบ พรรค แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏกลับเป็นว่าในชั้นแรก นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นให้ยกคำร้อง แม้ต่อมานายทะเบียนพรรคการเมืองจะมีความเห็นให้ยื่นศาลรัฐธรรม นูญยุบพรรคจากประเด็นนี้ แต่ถือเป็นการดำเนินการที่ผิดขั้นตอน

ถกต่อสัญญาจ้างทำป้ายโฆษณา

รายงานข่าวระบุว่า หากที่สุดศาลมีคำวินิจฉัยไม่ยุบพรรคจากกรณีนี้ ไม่จำต้องวินิจฉัยในอีก 4 ประเด็นถัดมา แต่หากวินิจฉัยในประเด็นข้อเท็จจริงด้วย คณะตุลาการฯ จะถกเถียงกันว่า หากพิจารณาตามหลักฐานพรรคประชาธิปัตย์ได้นำเงินกองทุนฯ 29 ล้านไปใช้ในการทำโฆษณาจริง โดยประเด็นที่เป็นปัญหาคือการจ้างทำป้ายโฆษณาที่ไม่มีการทำสัญญาจ้างเป็นลาย ลักษณ์อักษรนั้น ใบเสร็จการจ้างทำป้ายโฆษณาที่พรรค ประชาธิปัตย์แสดงต่อกกต.ระบุว่า จ้างนายสุชาติ เกิดเมฆ หรือ เป๋ โปสเตอร์ ดำเนินการ แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าผู้รับจ้างตัวจริงคือน.ส.วาศินี ทองเจือ เจ้าของบริษัทแมคแนทซายส์ กับนายประจวบ สังข์ขาว ผู้บริหารบริษัทเมซไซอะ บิสซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น ดำเนินการ การที่น.ส.วาศินีไปจ้างนายสุชาติทำป้ายต่อ ในทางการว่าจ้างทั่วไป จะถือว่าพรรคจำเป็นต้องรับทราบหรือรู้เห็นว่าน.ส.วาศินีจะนำงานที่ได้รับจาก พรรคไปจ้างใครหรือบริษัทใดทำต่อหรือไม่ ซึ่งมองว่าเพราะตรงนี้ถือเป็นเรื่องการบริหารจัดการของ น.ส.วาศินีเอง เมื่อมีการส่งมอบงานตามจำนวนที่ว่าจ้างก็ถือว่าเรียบร้อย และในป้ายโฆษณาหาเสียงของพรรคระบุชื่อ สุชาติ เป็นผู้ผลิต พรรคก็ออกเช็คให้โดยเข้าใจว่านายสุชาติเป็นผู้จัดทำ

ส่วนกรณีที่กกต.ตรวจพบว่า บ.เมซไซอะฯ ที่พรรคประชาธิปัตย์จ้างให้ทำงานนั้น นำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้เป็นหลักฐานแสดงการรับจ้างงานจากพรรคประชาธิปัตย์ ในทางปฏิบัติแล้วพรรคไม่อาจทราบได้ว่าบริษัทที่ออกใบกำกับภาษีนั้น สรรพากรสั่งปิดกิจการไปแล้วหรือไม่ จนกว่าสรรพากรจะแจ้งให้ชี้แจงหรือมีการกล่าวหา เหล่านี้จึงน่าจะเป็นความผิดพลาดในทางเอกสารที่พรรคไม่ได้มีเจตนาทุจริต

หากยุบจะตัดสิทธิ์กก.บห.ชุดใด

2.วินิจฉัยให้ยุบพรรคโดยเพิกถอนสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 5 ปี ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองเสนอมาจำนวน 49 คน หากเป็นเช่นนี้ต้องดูว่าศาลจะตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคตามประกาศของนาย ทะเบียนพรรคการเมืองชุดใด ระหว่างชุดที่ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกระบุว่ามีการใช้จ่ายเงินกองทุนไม่ถูกต้อง ซึ่งจะมีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรองหัวหน้าพรรค และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค หรือชุดที่ทำหน้าที่เซ็นรับรองรายการการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง แล้วยื่นรายงานแสดงต่อกกต. ซึ่งจะมีนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเลขาธิ การพรรค หรือตัดสิทธิ์ทั้ง 2 ชุด โดยหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้กรรมการบริหารพรรคที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ในรัฐบาลต้องได้รับผลกระทบไปด้วย 14 คน

หรือถอนสิทธิ์กก.บห.แค่บางคน

3.วินิจฉัยให้ยุบพรรคแต่เพิกถอนสิทธิ์เฉพาะกรรมการบริหารพรรคที่รู้เห็น เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ซึ่งมีรายงานว่าขณะนี้ตุลาการฯ ที่ร่วมเป็นองค์คณะทั้ง 6 คน ประกอบด้วย นายชัช นายจรัญ ภักดีธนากุล นายสุพจน์ ไข่มุกด์ นายนุรักษ์ มาประณีต นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี และนายบุญส่ง กุลบุปผา ต่างเขียนคำวินิจฉัยส่วนตนเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมจะแถลงต่อที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อลงมติได้ทันที อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์กันว่าคณะตุลาการจะพิจารณาในประเด็นข้อกฎหมายเป็นหลัก จึงเป็นไปได้มากที่ผลคำวินิจฉัยจะออกมาว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ เนื่องจากกระบวนการยื่นคำร้องของกกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับเมื่อดูจากสถานการณ์ทางการเมือง หากมีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากทำให้เกิดปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว อาจมีผลรุนแรงไปถึงการจับขั้วทางการเมืองใหม่ ส่งผลต่อสถานการณ์ของประเทศได้

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ถึงจำนวนเสียงตุลาการที่ออกมาว่าอาจถึงขั้นมีมติเป็นเอกฉันท์ หรือไม่ก็เสียงข้างมาก โดยผลคำวินิจฉัยหากออกมาไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ในกรณีนี้ ไม่ว่าจากประเด็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงก็ทำให้สามารถคาดการณ์ถึงผลของคดี เงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้าน

‘หนั่น’มีลุ้นนั่งรักษาการนายกฯ

อย่างไรก็ตาม หากผลคำวินิจฉัยออกมาในทางตรงกันข้าม มีการยุบพรรคประชาธิปัตย์และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ไม่ว่าจะชุดใด จะมีผลให้นายอภิสิทธิ์ต้องหลุดจากตำแหน่งนายกฯ และต้องตั้งรองนายกฯ ขึ้นรักษาการ จุดนี้อาจเป็นปัญหาขึ้นอีกว่ารองนายกฯ ที่จะขึ้นรักษาการนั้นอาจไม่ได้สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เพราะถ้าศาลรัฐธรรมนูญสั่งตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้ง 2 ชุด นายสุเทพ รองนายกฯ ลำดับที่ 1 และนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯ ลำดับที่ 2 ไม่อาจจะทำหน้าที่ได้ ผู้ที่ทำหน้าที่รักษาการก็ต้องเป็นรองนายกลำดับที่ 3 คือพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ แต่ถ้าศาลรัฐธรรม นูญตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคชุดที่นายบัญญัติเป็นหัวหน้าพรรค ไม่มีชื่อนายสุเทพ เป็นกรรมการบริหารพรรค ถือว่านายสุเทพทำหน้าที่รักษาการนายกฯ ได้

โพลชี้’ยุบ-ไม่ยุบปชป.’ส่อวุ่น

วันที่ 28 พ.ย. สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เผยผลสำรวจ “ประชาชนคิดอย่างไร กรณีการยุบพรรคประชาธิปัตย์” จากกลุ่มตัวอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2,052 คน ระหว่างวันที่ 23-27 พ.ย. พบว่า ประชาชนร้อยละ 33.95 ระบุว่าค่อนข้างสนใจในคดีนี้ ร้อยละ 27.16 สนใจมาก ร้อยละ 23.49 ไม่ค่อยสนใจ ร้อยล 15.40 ไม่สนใจเลย

เมื่อถามว่าคิดอย่างไรถ้าพรรคประชาธิปัตย์ “ถูกยุบ” อันดับ 1 เป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยที่ฝ่ายรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองใหญ่ ภาพพจน์ดีและมีความเก่าแก่ต้องถูกยุบพรรคลง ร้อยละ 41.58 อันดับ 2 จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองหรือพรรคคู่แข่งต่างๆ อาศัยเรื่องนี้ในการโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 26.67 อันดับ 3 แสดงว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความผิดจริงตามข้อกล่าวหา เป็นการตัดสินที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว ร้อยละ 17.43 อันดับ 4 ส่งผลให้ประชาชนที่ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์มีความเชื่อมั่น ศรัทธาในพรรคลดลง ร้อยละ 14.32

ต่อข้อถามว่า ประชาชนคิดอย่างไรถ้าพรรคประชาธิปัตย์ “ไม่ถูกยุบ” อันดับ 1 อาจเกิดการประท้วงจากกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจกับคำตัดสินของศาล และนำไปสู่ความรุนแรงทางการเมืองอีกครั้ง ร้อยละ 43.90 อันดับ 2 ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติ 2 มาตรฐาน ร้อยละ 22.74 อันดับ 3 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องออกมาชี้แจงให้สังคมรับรู้ เข้าใจอย่างละเอียดเกี่ยวกับการตัดสินคดีในครั้งนี้ ร้อยละ 19.56 อันดับ 4 รัฐบาลคงต้องเดินหน้าบริหารบ้านเมืองต่อไปอย่างเต็มความสามารถ ร้อยละ 13.80

เมื่อถามต่อว่า ประชาชนคิดว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์ “ถูกยุบ” การเมืองไทยจะเป็นอย่างไร อันดับ 1 จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ มีการหาเสียงกันอย่างดุเดือดและการแข่งขันทางการเมืองที่รุนแรง ร้อยละ 38.12 อันดับ 2 เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง พรรคร่วมรัฐบาลอาจมีการเคลื่อนไหวเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง ร้อยละ 23.31 อันดับ 3 นักการเมืองบางคนอาจหาพรรคใหม่อยู่ มีการย้ายพรรค สลับสับเปลี่ยนกันไป ร้อยละ 15.71 อันดับ 4 นายกฯ อภิสิทธิ์และกรรมการบริหารพรรคจะต้องถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี ร้อยละ 13.50 อันดับ 5 หวังว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยนหรือเป็นการเริ่มต้นใหม่ทางการเมืองไทยให้ดีขึ้น ร้อยละ 9.36

ต่อข้อถามว่าประชาชนคิดว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์ “ไม่ถูกยุบ” การเมืองไทยจะเป็นอย่างไร อันดับ 1 อาจมีกลุ่มผู้ชุมนุมบางกลุ่มใช้จังหวะนี้รวมตัวกันเพื่อเคลื่อนไหวทางการ เมืองหรือโยงไปสู่เรื่องอื่นๆ ด้วย เป็นสาเหตุให้บ้านเมืองต้องกลับมาวุ่นวายอีกครั้ง ร้อยละ 37.56 อันดับ 2 พรรคการเมืองอื่นที่เคยถูกยุบพรรคในลักษณะเดียวกัน จะต้องออกมาเรียกร้องหาความเป็นธรรม และไม่ยอมให้เรื่องนี้จบลงอย่างแน่นอน ร้อยละ 24.92 อันดับ 3 การเมืองไทยก็ยังคงเป็นอย่างนี้ต่อไป คาดหวังอะไรแน่นอนไม่ได้ เมื่อจบเรื่องนี้ก็อาจมีเรื่องใหม่ที่ทำให้หยิบยกมาถกเถียงกันอีก ร้อยละ 20.89 อันดับ 4 การเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพ เป็นคดีที่ยืดเยื้อมานาน หลายฝ่ายมองว่าพรรคประชาธิปัตย์ดึงเกมไว้เพื่อรอเวลา ร้อยละ 16.63

เมื่อถามว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ และนายกฯอภิสิทธิ์จะต้องออกจากตำแหน่ง คิดว่าใครควรเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป อันดับ 1 ยังมองไม่เห็นใครที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ ร้อยละ 30.27 อันดับ 2 ใครก็ได้ที่เป็นคนดี และตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมืองจริง ร้อยละ 27.89 อันดับ 3 นายชวน หลีกภัย ร้อยละ 21.40 อันดับ 4 นายอานันท์ ปันยารชุน ร้อยละ 18.38 อื่นๆ ร้อยละ 2.06

ด้านเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง “การพัฒนาประเทศกับแนวโน้มความสุขมวลรวมของคนไทย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ” จำนวน 2,260 ครัวเรือนระหว่างวันที่ 10?27 พ.ย. เมื่อถามถึงความรู้สึกหลังการพิจารณาคดียุบหรือไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ พบว่า เกินครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 53.2 ยังมีความหวังและจะก้าวต่อไปข้างหน้า ในขณะที่ร้อยละ 46.8 กลัวและกังวลต่อผลการพิจารณา

เมื่อวิจัยความสุขมวลรวมของประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่าแนวโน้มความสุขมวลรวมของประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 6.57 ในเดือนก.ย. มาอยู่ที่ 5.42 ในเดือนพ.ย.

ตรึงเข้มศาลรธน.ตั้งจอยิงสด

วันที่ 28 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่า บรรยากาศการเตรียมความพร้อมก่อนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดคู่กรณีแถลงการณ์ ปิดคดีด้วยวาจาในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ทางศาลเตรียมการรักษาความปลอดภัยตัวสำนักงาน โดยนำแผงเหล็กมากั้นตลอดแนวบริเวณด้านหน้าสำนักงานอย่างหนาแน่น เพื่อไม่ให้บุคคลภายนอกรวมถึงกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าสำนักงานได้ โดยทางศาลให้คู่กรณี สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปเข้าทางประตูใต้อาคาร เอ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลรัฐธรรมนูญทางเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังเตรียมจอโปรเจ็กเตอร์เพื่อถ่ายทอดภาพและเสียงจากห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 มายังชั้น 2 ซึ่งเป็นลานกว้างของอาคาร เอ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปร่วมรับฟังด้วย เช่นเดียวกับห้องสื่อมวลชนที่ศาลจะยิงสัญญาณภาพและเสียงการอ่านแถลงการณ์ปิด คดีด้วย เพราะระหว่างแถลงปิดคดีทางศาลไม่อนุญาตให้มีการเดินเข้าและออกห้องพิจารณา คดี

พ.ต.อ.ศิวโรจน์ สุขัคคานนท์ ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง กล่าวถึงความพร้อมเรื่องการรักษาความปลอดภัยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่า ประชุมเตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถดูแลรักษาความเรียบร้อยได้ เพราะคนที่มาเชียร์และมาให้กำลังใจในคดีดังกล่าวนี้ก็คนไทยด้วยกัน ในวันที่ 29 พ.ย.นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จะจัดกำลังเตรียมความพร้อมที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่เวลา 06.00 น.

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ตั้ง’ภรรยาหมอเหวง’ นั่งปธ.นปช.


ปรับทัพสู้ใหม่ ยกเครื่อง’แดง’ ตู่แฉรู้ตัวมือเผา เซ็นทรัลเวิลด์ เปิดอีกจม.ในคุก


กก.ใหม่– นายจตุพร พรหมพันธุ์ แถลงเปิดตัวรักษาการคณะกรรมการนปช.-แดงทั้งแผ่นดินชุดใหม่ ให้นางธิดา ถาวรเศรษฐ ภรรยา”หมอเหวง” (เสื้อดำ) เป็นรักษาการประธานนปช. เพื่อขับเคลื่อนการชุมนุมนปช.ในวันที่ 10 ธ.ค.นี้

นปช.ตั้ง ‘ธิดา ถาวรเศรษฐ’ เมีย ‘หมอเหวง’ เป็นประธานคนใหม่แทน ‘วีระ มุสิกพงศ์’ ‘จตุพร พรหมพันธุ์’ อ่านแถลงการณ์จ.ม.เปิดผนึกจากคุก จวกรัฐบาลมาร์ค ไม่จริงใจปรองดอง เตรียมแฉหลักฐานมือเผาห้าง 1 ธ.ค. นี้ ‘นที สรวารี’ นำทีมปั่นจักรยานถึงหนองคาย แตะมือกับอีกทีมที่จะปั่นไปเวียงจันทน์ ประเทศลาว ตกเย็นจัดกิจ กรรมเตะฟุตบอลนัดกระชับมิตร กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยโสธร ‘บ.ก.ลายจุด’ ร่วมทำกิจกรรมด้วย เผยกลุ่มคนเสื้อแดง เตรียมพับนกแดงนับแสนตัว โปรยแยกราชประสงค์ 19 ธ.ค. นี้ ‘เด็จพี่’ ยุชาวบ้านที่ถูกผลกระทบพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ลงชื่อยื่นป.ป.ช.เอาผิดนายกฯ-ครม.ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

‘จตุพร’แถลง-อ่านจ.ม.จากคุก

เมื่อ เวลา 12.30 น. วันที่ 28 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศหน้าศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในการ สลายการชุมนุม บริเวณชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาลาดพร้าว ซึ่งในวันนี้มีการนัดแถลงจุดยืนและข้อเรียกร้องของบรรดาแกนนำที่ถูกคุมขัง อยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และแกนนำที่ยังคงขับเคลื่อนต่อสู้อยู่ภายนอก โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางมารอฟังคำแถลง กว่า 500 คน

ต่อมาเวลา 13.00 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. และส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย นำภรรยาของแกนนำนปช.ที่ถูกคุมขังในเรือนจำมาร่วมอ่านแถลงการณซึ่งเป็นจดหมาย เปิดผนึก ระบุหัวจดหมายว่า “เสียงเพรียกจากผองเพื่อนในเรือนจำ” มีความยาว 4 หน้ากระดาษ

ระบุข้อความว่า กว่า 6 เดือนหลังการสูญเสีย 91 ชีวิต บาดเจ็บเกือบ 2,000 ราย และถูกจับกุมโดยกระบวนการยุติธรรมที่เต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์อีกจำนวน มาก น่าประหลาดใจที่บรรยากาศความขัดแย้งยังปกคลุมประเทศไทย ทั้งที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต่างพูดถึงการปรองดอง และความพยายามนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤต รัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ได้แต่งตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน, น.พ. ประเวศ วะสี, ศ.ดร.คณิต ณ นคร และศ.ดร. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธานคณะกรรม การอิสระ อ้างว่าเพื่อศึกษาค้นหาความจริง และปฏิรูปประเทศให้พ้นความขัดแย้ง แต่กลับไม่ตอบสนองข้อเสนอของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเองอย่างที่สังคมคาดหวัง โดยจะรับเฉพาะข้อที่รัฐบาลได้ประโยชน์ เช่น ข้อเสนอยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉินของนายอานันท์และน.พ.ประเวศ และรับข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของศ.ดร.สมบัติ ซึ่งเลือกเฉพาะประเด็นที่ได้ตกลงไว้กับพรรคร่วมฯ เท่านั้น ซึ่งทั้งหมดไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อการปรองดอง

จวก’มาร์ค’ไม่จริงใจปรองดอง

ส่วน คณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อการปรองดอง (คอป.) ที่มีศ.ดร.คณิต เป็นประธาน ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนงานอย่างเป็นรูปธรรมมาโดยตลอด นับจากการหารือร่วมกับแกนนำนปช. ขณะถูกควบคุมตัวอยู่ที่ค่ายนเรศวร จ.เพชรบุรี ก่อนสรุปข้อเสนอต่างๆ ให้รัฐบาลเพื่อผลในการปฏิบัติ แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยังคงเพิกเฉย และดำเนินการสวนทางกับการทำงานของคณะกรรมการฯ ทุกกรณี ยกตัวอย่าง ข้อเสนอยกเลิกตีตรวนผู้ต้องขัง คดีการเมืองถูกปฏิเสธ หรือข้อเสนอให้รัฐบาลเป็นผู้ผลักดันให้แกนนำและผู้ต้องขังนปช. ได้รับสิทธิ์ประกันตัวเพื่อการปรองดอง ถูกนายอภิสิทธิ์ ใช้เทคนิคทางการเมืองผลักภาระให้กระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นการปฏิเสธการดำเนินการดังกล่าว เพราะนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ระบุว่า “แม้แกนนำไม่ได้รับการประกันตัวก็ไม่เป็นปัญหากับการปรองดอง” ซึ่งคำกล่าวนี้ตีพิมพ์ในนสพ.มติชน ฉบับวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังคุกคามลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และบังคับใช้กฎหมายตามใจชอบอีกมากมาย เช่น ปิดสื่อที่แสดงจุดยืนตรงข้ามกับรัฐบาล แต่กลับไม่แตะต้องสื่อในเครือกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งๆ ที่ปัจจุบันมีเนื้อหาโจมตีการทำงานของรัฐบาลอย่างรุนแรงก็ตาม จึงสรุปได้ว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจในการสร้างความปรองดอง หากแต่ต้องการใช้วาทกรรมประวิงเวลาอยู่ในอำนาจ เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในการล้อมปราบสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา

แดงยื่นข้อเสนอ 5 ข้อ-ชูสถาบัน

ขณะเดียวกัน แกนนำฯ ที่ถูกคุมขังก็ให้การตอบรับข้อเสนอ และร่วมมือต่อแนวทางปรองดองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการสนทนากับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ และคอป. ซึ่งมีการติดต่อประสานงานหารือร่วมกันผ่านตัวแทน มาอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3 เดือน จนได้ข้อสรุปว่า การเริ่มต้นกระบวนการปรองดอง ต้องนับหนึ่งที่การได้รับสิทธิ์ประกันตัวตามกฎหมายผู้ถูกจำขัง

ทั้ง นี้ แกนนำนปช.ได้เสนอแนวทางเบื้องต้นของการเริ่มปรองดองต่อคอป. 5 ข้อ ได้แก่ 1.สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ทุกฝ่ายต้องยุติการอ้างอิง พาดพิง จาบจ้วง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองในทุกกรณี 2.เยียวยาผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และเสียหายจากเหตุการณ์อย่างเหมาะสมและครบถ้วน 3.ดำเนินกระบวน การยุติธรรมกับทุกฝ่ายด้วยหลักนิติธรรม 4.ให้เสรีภาพกับประชาชนทุกกลุ่มทุกองค์กรในการแสดงออกทางการเมืองตามบท บัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอย่างเท่าเทียมกัน และ 5.สร้างความเข้าใจในหมู่ประชาชน และเชิญชวนเข้าร่วมกระบวนการปรองดอง แกนนำนปช.ขอยืนยันว่า ระบอบการปกครองอันเป็นปลายทางของการต่อสู้คือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยต้องเป็นไปโดยสันติวิธี ปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ หากผิดไปจากนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นการต่อสู้ของนปช.

ฉะดีเอสไอตั้งข้อหาเหวี่ยงแห

ส่วน ประเด็นข้อกล่าวหาต่างๆ ในทางคดีนั้น ยินดีพิสูจน์ข้อเท็จจริงและความบริสุทธิ์ตามขั้นตอนของศาลยุติธรรมในทุกกรณี เมื่อพิจารณาถึงกระบวนการที่รัฐบาลปฏิบัติกับแกนนำนปช. ที่ถูกจับขังกว่า 6 เดือน ยิ่งชัดเจนว่าแกนนำนปช. ไม่ได้รับความยุติธรรม อย่างเช่น แกนนำนปช. เข้ามอบตัว ทั้งที่ทราบดีว่าถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต แสดงว่าไร้เจตนาหลบหนีตั้งแต่ต้น หรือกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และเคลือบแคลงสงสัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ จงใจตั้งข้อหาแบบเหวี่ยงแห และแถลงต่อสื่อมวลชนว่าสั่งฟ้องคดีนี้อย่างแน่นอน ตั้งแต่คดีอยู่ในชั้นรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งผิดขั้นตอนตามกระบวนการวิธีพิจารณาความอาญา นอกจากนี้ ยังไม่ทำการชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตให้ถูกต้อง ทั้งที่ประมวลกฎหมายฯ มาตรา 129 วรรคท้าย บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ถ้าการชันสูตรพลิกศพยังไม่แล้วเสร็จ ห้ามมิให้ฟ้องผู้ต้องหายังศาล นับตั้งแต่มีความเห็นสั่งฟ้องแกนนำนปช.จนถึงปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ จากดีเอสไอว่า แกนำที่ถูกคุมขังเป็นผู้กระทำความผิด และทุกครั้งที่มีการแถลงความคืบหน้าคดี ดีเอสไอก็ไม่สามารถระบุตัวผู้ถูกกล่าวหา ว่ากระทำความผิดได้แม้แต่คนเดียว ซึ่งถ้านำไปเปรียบเทียบขั้นตอนการปฏิบัติและกระบวนการดำเนินคดีระหว่างแกนนำ นปช.และแกนนำพันธมิตรฯ ในข้อหาก่อการร้ายเหมือนกัน จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างอย่างแจ่งชัด เพราะนปช.ถูกขังทันที ขณะที่พันธมิตรฯ 2 ปีคดียังอยู่ที่ตำรวจ


ไล่มาร์ค – ชาวขอนแก่นจำนวนมากถือป้ายประท้วงขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ที่เดินทางมาปิดประชุมหอการค้าทั่วประเทศ โดยมีตร.-ทหารนับหมื่นดูแลสถานการณ์ เมื่อวันที่ 28 พ.ย.

ตั้งเมีย’หมอเหวง’-ปธ.คนใหม่

นาย จตุพร กล่าวภายหลังอ่านแถลงการณ์ ว่า จากการที่แกนนำนปช.ที่ถูกคุมขังและแกนนำที่อยู่ภายนอกหารือกัน ได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการรักษาการ นปช.ชุดใหม่ เพื่อให้การทำงานของนปช.ดำเนินต่อไป โดยมีรายชื่อและตำแหน่งดังนี้ นางธิดา ถาวรเศรษฐ ภรรยา น.พ.เหวง โตจิราการ ดำรงตำแหน่งรักษาการประธาน นปช. นายวรชัย เหมะ และ น.พ.สมหวัง อัษราศรี ดำรงตำแหน่งรักษาการ รองประธาน นปช. นายประแสง มงคลศิริ ดำรงตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ นปช. นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ ดำรงตำแหน่งรักษาการโฆษก นปช.

ส่วนกรรมการมี 3 คน ได้แก่ นายรังษี เสรีชัย นายจิรายุส เนาวเกตุ และจ.ส.ต.ประสิทธิ์ ชัยศรีษะ โดยคณะกรรมการชุดนี้จะประชุมร่วมกัน และจะแถลงท่าทีในการดำเนินการต่างๆ ของนปช.อีกครั้ง ในวันที่ 1 พ.ย. เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในการสลายการชุมนุม

เตรียมแฉหลักฐาน-มือเผาห้าง

“ใน วันนั้นเราจะแสดงหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นภาพถ่ายเจ้าหน้าที่ชุดผจญเพลิง 350 นาย พร้อมเครื่องมือดับเพลิงที่ล้ำสมัยที่สุด ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จ้างมาดูแลกรณีเกิดเพลิงไหม้ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. – 19 พ.ค. โดยมีคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่ฯ ว่า ไม่ว่าจะเป็นเพลิงไหม้ในลักษณะไหนสามารถดับได้ทัน แต่เหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. ที่ไม่สามารถดับเพลิงได้ เนื่องจากมีคนกลุ่มหนึ่งเอาปืนจี้หัวไว้ มีบางส่วนออกไปดับ ก็โดนปาระเบิดใส่บาดเจ็บหลายนาย หนักเข้าถึงขนาดโดนบังคับให้หมอบคลานออกจากห้าง โดยมีแต่ทหารยืนเต็มไปหมด ฉะนั้นความจริงที่ว่าใครเผาห้าง กล้องวงจรปิดของห้างสามารถบันทึกได้ทั้งหมด จึงเรียกร้องให้ทางผู้บริหารห้างนำภาพดังกล่าวไปมอบให้ทางบริษัทประกันภัย ด้วย นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของนายทหารหน่วยสงครามพิเศษ 7 นาย ที่ให้การกับดีเอสไอว่า เป็นผู้ลงมือยิงปืนลงไปที่วัดปทุมวนา ราม ราชวรวิหาร จนมีผู้บาดเจ็บและล้มตาย ประเด็นเหล่านี้จะนำมาเปิดเผยในวันดังกล่าว” นายจตุพรกล่าว

ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า จากนั้น นางสิริสกุล ใสยเกื้อ ภรรยานายณัฐวุฒิได้อ่านเนื้อเพลง “ทรนง” ที่นายณัฐวุฒิแต่งขึ้นเมื่อวันที่ 25 ต.ค. ในเรือนจำ โดยขณะที่กำลังอ่านอยู่นั้น นางสิริสกุลเริ่มมีเสียงเครือก่อนน้ำตาไหลออกมา

แดง 200 คนร่วมทำบุญที่ดินแดง

เวลา 11.00 น. กลุ่มแนวร่วมพลเมืองไทย นำโดยนายพฤกษ์ พฤกษ์สุนันท์ จัดทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายชุมนุมเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยจัดงานที่บริเวณใต้ทางด่วนดินแดง มีคนเสื้อแดงประมาณ 200 คนร่วมงาน มีการเลี้ยงพระและกรวดน้ำส่งดวงวิญญาณ

นายพฤกษ์ กล่าวว่า ภายหลังการหารือร่วมกันของแกนนำกลุ่ม เกี่ยวกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ขอประกาศว่าวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงคดี เราจะไม่ไปรวมตัวที่หน้าศาล เพราะหากพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ ก็จะถูกมองว่าไปกดดันศาล และหากไม่ถูกยุบมวลชนจะโกรธแค้นยากต่อการควบคุม ทั้งนี้ จะเดินทางไปร่วมชุมนุมปราศรัย ที่จ.นครปฐม ซึ่งจัดโดยกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยแทน ส่วนกรณีที่ดีเอสไอยื่นอัยการขอถอนประกันนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.นั้น จะมีการนัดหมายรวมตัวที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 30 พ.ย. เพื่อกดดันให้ผบ.ตร. เร่งรัดตรวจสำนวนคดีก่อการร้ายของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยขอให้ยึดถือแนวปฏิบัติเดียวกันคือไม่ให้ประกันตัว

ทีมจักรยานแดงถึงหนองคาย

ส่วน กิจกรรมเดินสายของกลุ่มคนเสื้อแดง วันเดียวกัน นายนที สรวารี นายกสมาคมกิจกรรมสร้างสรรค์อิสรชน กล่าวว่า ในวันนี้ตนพร้อมด้วยสมาชิกคนเสื้อแดงหลายร้อยคน ได้ร่วมกันปั่นจักรยานจากจังหวัดอุดรธานี มาถึงจังหวัดหนองคาย เป็นที่เรียบร้อย เมื่อมาถึงก็ได้ทําพิธีปิดโครงการดังกล่าวทันที พร้อมกับส่งจักรยานต่อไปให้กับทีมปั่นชุดสุดท้าย ที่จะปั่นต่อไปยังนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว รวมระยะทาง กว่า 900 ก.ม. โดยได้ทําพิธีปิดกันบริเวณลานอเนกประสงค์วัดหลวงพ่อพระใส จ.หนองคาย

ทั้ง นี้ ช่วงที่มีการปั่นจักรยานมาตามเส้นทางจากอุดรฯ มายังจุดหมายนี้ ได้รับการต้อนรับจากประชาชนสองข้างทางเป็นอย่างดี มีการนําอาหารและน้ำดื่มมามอบให้กับทีมงาน ซึ่งถือว่าประสบความสําเร็จอีกกิจกรรมหนึ่ง


ทระนง– นางสิริสกุล ใสยเกื้อ ภรรยานายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อ่านบทเพลง “ทระนง” ที่สามีเขียนจากในเรือนจำ ด้วยน้ำตานองใบหน้า ระหว่างร่วมแถลงข่าวกับบรรดาแกนนำนปช. ที่มีการตั้งกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาดำเนินงานแล้ว ที่ห้างบิ๊กซี ลาดพร้าว เมื่อ 28 พ.ย.

‘บ.ก.ลายจุด’ร่วมงานที่’ยโสธร’

นาย นที กล่าวต่อว่า ส่วนในช่วงเย็น สมาชิกเสื้อแดงทุกคนจะเดินทางไปยังจังหวัดยโสธร บริเวณสวนพญาแถน เพื่อร่วมจัดกิจกรรม อาทิ เตะฟุตบอลกระชับมิตร ระหว่าง ทีมสมาชิกเสื้อแดงยโสธรกับทีมแกนนําเสื้อแดงยโสธร ภายในงานดังกล่าวทราบว่าจะมีกลุ่ม ส.ส.พรรคเพื่อไทยในพื้นที่หลายคน มาร่วมฟาดแข้งด้วย และมีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด และแกนนํากลุ่มวันอาทิตย์สีแดงมาร่วมงานด้วย หลังจากนั้นก็จะมีการปราศรัยประเด็นการเมือง และกรณีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ บริเวณสวนพญาแถน จากนั้นวันที่ 7 ธ.ค. ตนพร้อมด้วยสมาชิกเสื้อแดงชาวฝั่งธนบุรี จะนัดรวมตัวกันไปนั่งพับนกกระดาษสีแดงที่บริเวณอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน ย่านวงเวียนใหญ่ เพื่อจัดเตรียมไว้ร่วมงานในวันที่ 19 ธ.ค. ที่ราชประสงค์

พับนกแดงโปรย’ราชประสงค์’

นาย นที กล่าวอีกว่า ส่วนกิจกรรมในวันที่ 19 ธ.ค.นั้น ขณะนี้ตนได้ประชาสัมพันธ์ไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ ให้สมาชิกเสื้อแดงทุกคนเริ่มพับนกกระดาษสีแดงให้ได้จังหวัดละ 1 แสนตัว เพื่อนําไปโปรยที่หน้าศาลากลางจังหวัดของตัวเอง โดยจะทํากิจกรรมคู่ขนานไปกับพิธีที่แยกราชประสงค์ในวันดังกล่าว ซึ่งจะเริ่มโปรยนกในเวลา 18.00 น. เป็นต้นไป นอกจากนี้ ในส่วนตนก็จะนํานกกระดาษสีแดงหลายแสนตัวนี้ขึ้นไปโปรยบนที่สูงบริเวณสี่แยก ราชประสงค์ คาดว่าจะเป็นสกายวอล์กเพื่อให้นกเหล่านี้บินลงมาสู่พื้นล่าง และวันนั้นพื้นที่ราชประสงค์ก็จะมีแต่นกกระดาษสีแดงไปทั่วพื้นที่

‘เด็จพี่’ปลุกต้านพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ที่ พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลคงประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ในเขตกทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ รวม 4 จังหวัด ขณะนี้ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ และถูกดำเนินคดีจากพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ล่าสุดได้รับการร้องเรียนจากภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ว่าได้รับผลกระทบต่อธุรกิจในช่วงฤดูการท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง นักท่องเที่ยวต่างชาติยกเลิกการสั่งจองที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวเพราะมีความห่วงกังวลในการที่รัฐบาลยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวเสียหายอย่างร้ายแรง นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยในขณะที่มีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากบริษัทประกันภัย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงเบนเข็มไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้เคียงกับ ประเทศไทยที่มีความสงบ และไม่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแทน ซึ่งตนเห็นว่าการที่รัฐบาลคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปอีกเป็นความเห็นแก่ตัวของ รัฐบาลอย่างร้ายแรง ที่คำนึงถึงผลประโยชน์ในการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือของทางรัฐบาล ในการไล่ล่า กดดัน คู่แข่งทางการเมือง

ประจาน’มาร์ค’-เตรียมร้องปปช.

นาย พร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ผลของการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินซึ่งมีอำนาจครอบจักรวาล ส่งผลกระทบต่อการแสดงออกของสิทธิเสรีภาพของพี่น้อง ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และล่าสุดมีการขึ้นป้ายของโรงแรม เดอะยูโร แกรนด์ สุขุมวิท 31 หน้าบ้านพักของนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ว่าธุรกิจกำลังเสียหายอย่างหนัก ถือเป็นการประจานผู้นำรัฐบาล ว่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าเห็นประโยชน์ ของประชาชนและภาคธุรกิจ และแสดงว่านายอภิสิทธิ์ ขาดวุฒิภาวะที่ควรจะเสียสละความสุขและความสะดวกสบายของตนเอง โดยย้ายไปอยู่บ้านพิษณุโลก ซึ่งเป็นบ้านรับรองนายกรัฐมนตรีแทน เพื่อที่จะไม่ให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับความเดือดร้อน จากมาตรการรักษาความปลอดภัยแบบบ้าจี้ ตื่นตูมเกินเหตุ และประจานความตาขาวของผู้นำ ที่ต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ อารักขาผู้นำแบบไข่ในหินโดยไม่แยแสความเดือดร้อนของภาคธุรกิจและประชาชน

“และ ทีมกฎหมาย ขอให้ประชาชนที่เดือดร้อนรวมถึงภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการคงพ.ร.ก.ฉุก เฉินของรัฐบาล มาร่วมลงชื่อที่พรรคเพื่อไทยได้ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 08.30-19.00 น. เพื่อนำรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบไปยื่นต่อป.ป.ช. ให้ดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์และครม.ทั้งคณะที่ยังคงประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อ ไปแบบข้ามปี โดยน่าจะไม่สุจริต โดยจะขอให้ป.ป.ช. ดำเนินคดีในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

‘เทพไท’แขวะ’แม้ว’ดีแต่แก้ตัว

ที่ พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกหนังสือเปิดผนึกเรียกร้องความสันติให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ว่า หนังสือดังกล่าวออกในวันที่ 28 พ.ย. แสดงให้เห็นว่าเป็นการออกหนังสือล่วงหน้า ซึ่งสาระสำคัญพยายามที่จะแก้ตัว กรณีที่ตัวเองเข้าไปเกี่ยวพันกับความรุนแรงในพ.ค. 53 ซึ่งการปฏิเสธโดยอ้างว่ามีบางกลุ่มลากเอาตัวพ.ต.ท.ทักษิณเข้าไปเกี่ยวข้อง วันนี้ขอถามทุกคนทุกกลุ่มว่าบ้านเมืองยังบอบชํ้าไม่พอหรือ

ซัด’ทักษิณ’ยุยงให้รุนแรง

นาย เทพไท กล่าวต่อว่า สิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าทุกคนชี้หน้าว่าเป็นคนยุ อยากให้กลับไปดูพฤติกรรมที่เคยประกาศว่า ไม่อยากให้คนเสื้อแดงกลับบ้านมือเปล่า หรือเมื่อเสียงปืนนัดแรกดังขึ้น จะกลับประเทศทันที เป็นความพยายามให้เกิดความรุนแรงทั้งสิ้น และอยากให้กลับไป ดูนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ทำเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณ คนเหล่านี้เกี่ยวข้องหรือไม่ ถ้าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ก็ควรส่งสัญญาณให้หยุด และการที่ถามว่าการที่บ้านเมืองบอบชํ้ายังไม่พออีกหรือ ส่วนการที่บอกว่าต้องการให้มีการต่อสู้โดยสันติ ไม่ใช้อาวุธ งดการจาบจ้วงเบื้องสูง ซึ่งยังเป็นพฤติกรรมของกลุ่มนปช. และลิ่วล้อพ.ต.ท.ทักษิณทั้งสิ้น รวมทั้งคนที่อยู่รอบข้างอย่างนายจักรภพ เพ็ญแข นายใจ อึ๊งภากรณ์ ยังไม่หยุดพูด พฤติกรรมผ่านเว็บไซต์ ใบปลิว และการพ่นกำแพง ก็มีพฤติกรรมเหล่านี้ออกมาอยู่ตลอดเวลา การที่พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าถ้ารักผมจริงโปรดเลือกแนวทางนี้ ซึ่งตรงนี้ก็ต้องไปดูพฤติกรรมนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย จะรับแนวทางของนายใหญ่หรือไม่ แค่จับตามองนายจตุพรคนเดียวที่เคลื่อนไหวในแนวทางที่พ.ต.ท.ทักษิณประกาศหรือ ไม่ก็รู้แล้ว

มาร์คไปขอนแก่น-คุ้มกันเข้ม

เช้าวัน เดียวกัน ที่จ.ขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ การประชุมสัมมนาหอการ ค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 28 โดยมีหอการค้าจังหวัดขอนแก่นเป็นเจ้าภาพ และได้เชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานพิธีปิดการสัมมนา ณ โรงแรม พูลแมน ขอนแก่น โดยมี พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. เดินทางมาอำนวยการรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี มีพล.ต.ท.สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์ ผบช.ภ.4 พล.ต.ท.ศักดา เตชะเกรียงไกร รอง ผบช.ภ.4 พล.ต.ท.กวี สุภานันท์ รอง ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.จตุพล ปานรักษา ผบก.สส.ภ.4 พล.ต.ต.นิคม อินเฉิดฉาย ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น พ.ต.อ.สุจินต์ นิจพานิชย์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น ร่วมทีมรักษาความปลอดภัย มีการจัดกำลังกองร้อยปราบจลาจล ภาค 4 ตำรวจภูธร จ.ขอนแก่น ตำรวจสภ.เมืองขอนแก่น กว่า 5,000 นาย อารักขานายกรัฐมนตรี และยังมีกำลังจากกองร้อยอาสาสมัครจ.ขอนแก่น อพปร.ขอนแก่น ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทร จ.ขอน แก่น ทหารจากค่ายสีหราชเดโชชัย จ.ขอนแก่น สนธิกำลังอีกประมาณ 2,000 นาย

ตร.-ทหารพรึ่บ-รถติดหนึบ

ทั้ง นี้ กำลังเจ้าหน้าที่ได้แบ่งกำลังไปตามจุดต่างๆ ในเขตเมืองขอนแก่น และตามถนนทุกสายที่มุ่งเข้าสู่โรงแรมพูลแมนขอนแก่น โดยเฉพาะถนนมิตรภาพตัดกับถนนศรีจันทร์ ตรง หน้าประตูเมือง และสวนสุขภาพตรงข้ามห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลขอนแก่น ได้มีกำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ พร้อมรถยนต์ยีเอ็มซี จำนวน 10 คัน จอดอยู่ยืนคุมพร้อมอาวุธปืนอยู่ตรงบริเวณถนนปากทางที่รถยนต์จะวิ่งเข้ามาใน ที่สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 28 และปิดทางเข้าออกด้วย

ส่วน ถนนหลายสายในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ได้มีตั้งด่านปิดถนนไม่ให้เข้ามายังจุดนายกฯ มาเป็นประธานปิดการประชุมสัมมนาฯ ในสถานที่ดังกล่าว ทำให้ร้านค้าในละแวกเขตเทศบาลที่มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารรักษาการณ์ ต้องปิดร้านชั่วคราว และ รถยนต์ที่สัญจรไปมาในเมืองขอนแก่น ต้องติดยาวเหยียดบนถนนมิตรภาพหน้าทางเข้าเมืองขอนแก่นและในบริเวณเขตเมือง ขอนแก่น ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขรม

แดงขอนแก่นชูป้ายด่า’มาร์ค’

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางมาของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ มีกลุ่มคนเสื้อแดงขอนแก่น จ.ยโสธร และ จ.อุดรธานี กลุ่มคนเสื้อแดง อ.บ้านไผ่ อ.พล อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ประมาณ 300 คน มาชุมนุมบริเวณหน้าสวนสุขภาพขอนแก่น และ ในซอยประตูเหล็ก ด้านหลังโรงแรมพูลแมนราชาออคิด ขอนแก่น โดยกลุ่มคนเสื้อแดงได้ถือป้ายว่า “ปล่อยนักโทษการเมือง” “นิรโทษกรรมให้คนสั่งฆ่าประชา ชนทำไม” “จะปรองดองหรือจะปองร้ายคนสีแดง” “เผด็จการออกไป คนขอนแก่นไม่ต้อน รับ นายกใจอำมหิตฆ่าประชาชน เราจำแม่น” และ “สร้างศัตรูรอบบ้าน เพราะบริหารไม่เป็น” นอกจากนี้ คนเสื้อแดงยังพูดตะโกนขับไล่ “อภิสิทธิ์” ออกไปอยู่ตลอดเวลา โดยมีตร.-ทหารคอยสกัดกั้นและควบคุมไว้

มาร์คโล่ง-ถึงรร.ปลอดภัย

กระทั่ง เวลา 10.00 น. นายอภิสิทธิ์ เดินทางมาถึงโรงแรมพูลแมน ขอนแก่นราชาออคิด โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ จากนั้นได้เยี่ยมชมบอร์ดโครงการต่างๆ ที่หอการค้าได้จัดทำไว้ ทั้งโครงการ 1 ไร่ได้ 1 แสน และโครงการ 1 บริษัท 1 ชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการสัมมนาครั้งนี้ที่ต้องการลดความเหลื่อม ล้ำในสังคม จากนั้นนายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้กล่าวสรุปการสัมมนา นายฉัตรชัย บุญรัตน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทยได้กล่าวนำเสนอผลการสัมมนาต่อนายกรัฐมนตรี โดยเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลักที่มีการแบ่งห้องย่อยสัมมนาเพื่อระดมสมอง คือ แผน 11 กุญแจสำคัญของการเปลี่ยนแปลง, ลดความเหลื่อมล้ำ สู่ความปรองดอง และ มุ่งขจัดคอร์รัปชั่น เพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน นายอภิสิทธิ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทของภาคเอกชนในการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมไทย” มีใจความตอนหนึ่งระบุว่า ดีใจที่ได้มีโอกาสเดินทางมาในวันนี้ เพราะเวทีประชุมหอการค้าทั่วประเทศ ถือเป็นเวทีสำคัญที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกครั้งที่มีผลสรุปออกมาและมอบให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติต่อ แต่ 2 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ไม่ปกติ ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปรับข้อเสนอได้ วันนี้ดีใจมากที่มีโอกาสมาร่วมงาน เพราะเป็นหน้าที่ของหัวหน้ารัฐบาลที่จะต้องมารับข้อเสนอและถือได้ว่าปีนี้ ทุกอย่างได้เข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง หากรอดจากคดียุบพรรคและชนะการเลือกตั้ง ปีหน้าก็จะเดินทางไปรับข้อเสนอที่ จ.ระยอง อย่างแน่นอน

เวลา 13.00 น. ที่ขส.ทบ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีจดหมายเปิดผนึกของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เรียกร้องในเรื่องความยุติธรรม ว่า ยังไม่เห็นจดหมายดังกล่าว ถ้าเป็นการเรียกร้องความยุติธรรม ก็ยืนยันว่าจะให้ความยุติธรรม

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

วันแห่งความระทึก มีแต่คนไม่อยากให้ยุบ

 

Pic_130355

อภิสิทธิ์ – ชวน

วันแห่งความระทึก

ตาม คิวศาลรัฐธรรมนูญนัดคู่ความแถลงปิดคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จากปมใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงมติด้วยเสียงเอกฉันท์ 5 ต่อ 0 เสียง ฟันธงให้ยุบพรรค

นับจากวันที่ 12 เมษายน ลากคดียื้อลมหายใจกันมา 7 เดือนกว่า

เอา เป็นว่า นับตั้งแต่ช็อตที่นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ที่รับมอบหมายให้เป็นผู้แถลงปิดคดี ใช้เวลา 30 นาที เสร็จสิ้นกระบวนการสุดท้าย

ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดอ่านคำพิพากษาเมื่อไหร่ก็ได้

แต่มันเป็นอะไรที่มาก่อนล่วงหน้าทุกที กับ “โพยหวยล็อก” ผลการตัดสินคดีสำคัญที่มีผลพลิกคว่ำพลิกหงายในทางการเมืองไทย

ล่าสุดตัวเลข “3 ต่อ 3” พรรคประชาธิปัตย์รอด

ตาม ตัวเลขที่ช่างบังเอิญพอดิบพอดีกับคิวที่นายจรูญ อินทจาร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ขอถอนตัวจากการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ อ้างเหตุมีส่วนในการฟ้องร้องคดีต่อเนื่องจากปมคลิปวีดิโอ

ทำให้เหลือคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ร่วมพิจารณาคดีเพียง 6 คน

ใน สถานการณ์ที่นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการรัฐธรรมนูญ ระบุ หากเสียงออกมาเท่ากัน 3 ต่อ 3 เสียง ก็ไม่มีบทบัญญัติให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจชี้ขาด

ส่อเค้าติดเงี่ยงปมกฎหมาย ต้องตีความกันวุ่นวาย

แต่ อีกมุมหนึ่งมันก็มีคนดักจังหวะ อ่านหมากแค่เหลี่ยมโยนหินเคลียร์ทาง “พรางกระแส” เพราะอีกด้านตามข่าววงในกระเส็นกระสายในหมู่นักข่าวประจำศาลรัฐธรรมนูญ

มั่นใจแทง “หวยล็อก 6 ต่อ 0” พรรคประชาธิปัตย์ไม่โดนยุบ

สรุปเลย ไม่ว่า “3 ต่อ 3” หรือ “6 ต่อ 0” คำตอบสุดท้าย “รอดตาย”

ก็ อย่างที่เห็นอาการสบายอกสบายใจ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปรยล่วงหน้า ศาลจะวินิจฉัยอย่างไร ก็อยากให้อธิบายเหตุผลให้ละเอียด ที่ผ่านมาเมื่อมีการตัดสินคดีที่ละเอียดอ่อน ศาลได้กรุณาเขียนคำวินิจฉัย โดยเอาข้อเท็จจริงและเหตุผลต่างๆมารองรับในคดีจะช่วยได้

ปล่อยคิวข้ามช็อต ชงวิธีเคลียร์แรงเสียดทานกันแล้ว

ขณะ เดียวกัน  ก็เป็นเรื่องของการสร้างฉาก  เร้ากระแสขู่กันเป็นนัย  ตามจังหวะคนประชาธิปัตย์ โหมปล่อยชื่อ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ-รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล คือ “อะไหล่เสียบแทน” นายก

รัฐมนตรีสำรอง โดยตัดตัวเลือกอื่นที่มีข่าวตีคู่กันมาอย่าง “ชวน หลีกภัย” หรือ “กรณ์ จาติกวณิช” ออกไป

เหมือนแกล้งกระตุกขวัญประชาชนคนไทย

ไฟต์บังคับที่จำเป็นต้องรับสภาพ หากนายกฯรูปหล่ออย่าง”อภิสิทธิ์” มีอันเป็นไปจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะจัดฉากเคลียร์คิวกันยังไง โดยเดิมพันคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่กระแสไหลมาถึงขนาดนี้

เดิมพัน “จุดพลิกผัน” การเมืองประเทศไทย

ที่แน่ๆอาจจะเป็นอะไรที่ลึกๆแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคนของพรรคเพื่อไทย น่าจะลุ้นตัวโก่ง

“ไม่ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์”

เพราะ นั่นหมายถึงจังหวะเร้ากระแสดีดกลับ จากการตีปี๊บฟ้องสองมาตรฐาน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ “คลิปฉาว” ล็อบบี้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ยัง “สลัดคราบ” ไม่ออก นอกจากการไล่ฟ้องคนปล่อยคลิป ไล่บี้ตัวการเบื้องหลังการถ่ายทำ

แต่กับเนื้อหาที่ปรากฏในคลิป ฟ้องเจตนากันชัดๆ ก็เห็นแค่ “ปาหี่” ที่นายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ โดนลงโทษแค่ตำหนิพฤติกรรมไม่เหมาะสม ชิงตัดตอนให้พ้นออกจากทีมทนายคดียุบพรรค

ยิ่งล่าสุดในจังหวะตัดหน้า คิวแถลงปิดคดียุบพรรค ตามการรายงานของหนังสือพิมพ์มติชน นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ โผล่ในคลิป “เปิดใจพสิษฐ์ผู้ปิดทองหลังพระ” เว็บไซต์ยูทูบ

เล่าเรื่องเป็นทำนองเปรียบเปรยบริษัทในนิคมอุตสาหกรรม ดักคอกันเป็นนัย

หวังจะไม่ใช้คำว่า รอการกำหนดโทษ

ตาม จังหวะดักคอ ล้อกระแสสองมาตรฐาน ถ้าคำตอบสุดท้ายพรรคประชาธิปัตย์ไม่โดนยุบ ก็เข้าทางพรรคเพื่อไทยไม่ต้องออกแรง นายใหญ่ไม่ต้องควักทุนมาก

เลือกตั้งใหญ่ไหลมาเป็นน้ำแน่.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ไทรัฐ

ถ้าขอเวลาพิจารณากระบวนการตัดสิน ก็แสดงว่ามติจะออกตามคาด3:3ใช่มั้ย?จึงต้องตกลงกันก่อน บ่งชี้ชัดแล้วว่า ไม่ยุบยกคำร้องใช่มั้ยล่ะ!

แถลงปิดคดีเสร็จแล้ว ตุลาการศาล รธน.ขอเวลาพิจารณากระบวนการตัดสินก่อน

 

เมื่อ เวลา 11.30 น. วันที่ 29 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และหัวหน้าทีมกฎหมาย แถลงปิดคดีด้วยวาจา ในกรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองร้องให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง จำนวน 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ ไปเรียบร้อยแล้วนั้น ทางคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ออกนั่งบัลลังก์ ก็ได้ขอเวลาเพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินกระบวนการพิจารณาอย่างไรต่อไป โดยจะมีการอ่านคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวเลยหรือไม่อย่างไร

 

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

ชนชั้นสูงจอมเผด็จการ มันต้องรักษาอภิสิทธิ์เอาไว้ มันไม่สนว่าประชาชนจะรู้สึกอย่างไร?ออกมาต่อสู้เมื่อไหร่?มันให้กระสุนเป็นรางวัล!

พท.จับตามาตรฐานศาลรัฐธรรมนูญ ด้าน พรรคเพื่อไทย นายสุทิน คลังแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะทำงานติดตามคดีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ของพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงปิดคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วยวาจาในวันที่ 29 พ.ย.ว่า ประเด็นที่ต้องให้ความสนใจคือมาตรฐานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะเป็นมาตรฐานเดียวกับคดียุบพรรคการเมืองก่อนหน้านี้หรือไม่ เพราะข่าวที่ปรากฏผ่านสื่อ กรณีคลิปลับทำให้เกิดความหวั่นใจว่าการพิจารณาคดีอาจไม่เที่ยงธรรม แต่หากใช้มาตรฐานเดียวกันวันที่ 29 พ.ย. หลังผู้ถูก ร้องแถลงปิดคดีศาลรัฐธรรมนูญจะต้องอ่านตัดสินเหมือนกับคดียุบพรรคพลัง ประชาชน พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย แต่จนถึงวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังไม่มีคำยืนยันใด ๆ ต่างจาก 3 พรรคที่ออกมาบอกล่วงหน้าว่าจะตัดสินในวันแถลงปิดคดีเลย

 

“สิ่ง เหล่านี้ล้วนเป็นข้อสังเกตความ ไม่เป็นมาตรฐาน ถ้าดูจากสำนวนของ กกต. ที่ระบุว่าฝ่ายผู้ถูกร้องไม่ได้แก้ต่างในเรื่องสาระ แต่เบี่ยงเบนทำลายน้ำหนักพยาน ที่สำคัญพรรคพลังเกษตรกรที่ถูกตัดสินยุบพรรคโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุด ปัจจุบัน ก็ถูกร้องในความผิดเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นมาตรฐานที่ทำให้คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากมีคำตัดสินยุบพรรคประชา ธิปัตย์เท่านั้น แต่หากตัดสินไม่ยุบก็จะเป็นกรณีศึกษาใหม่ อย่างไรก็ตามทราบว่ามีความพยายามโยนให้เป็นความผิดเฉพาะตัวบุคคล คือ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะที่เกิดความผิด เพื่อรักษานายอภิสิทธิ์ไว้

 

เสียง 3 ต่อ 3 ใครจะชี้ขาดด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยภายหลังการหารืออย่างไม่เป็นทางการของคณะติดตาม ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล (คตร.)ว่า ที่ประชุมได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ อนุญาตให้นาย สุพจน์ ไข่มุกด์ ลาออกจากองค์คณะพิจารณา คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่มีเหตุผลและสืบเนื่องจากกรณีเดียวกับนายจรูญ อินทจาร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือเพราะมีผลต่อคะแนนเสียงภายในองค์คณะหรือไม่

 

“ที่สำคัญ คือวิธีการตัดสินตามมาตรฐานสากล ประธานจะงดออกเสียงเพื่อเป็นผู้ชี้ขาดกรณีที่เสียงทั้ง 2 ฝ่ายออกมาเท่ากัน จะถูกนำมาใช้ในคดีนี้หรือไม่ หากไม่เป็นไปตามนั้นแล้วองค์คณะคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเหลือ 6 ท่านใช้สิทธิทั้งหมด สมมุติว่าเสียงออกมา 3 ต่อ 3 เสียง แล้ว ใครจะเป็นผู้ชี้ขาด” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว

จับขั้วใหม่ตั้งรัฐบาลสมานฉันท์ ด้าน นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทร ปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากเกิดกรณียุบพรรคประชาธิปัตย์และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค จะไม่มี ส.ส.งูเห่าในพรรคเพื่อไทยเพิ่มขึ้นเพื่อเปลี่ยนขั้วไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับ ฝ่ายตรงข้าม เพราะใครทำอย่างนั้นอนาคตทางการเมืองจบแน่ เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายอายุรัฐบาลแล้ว พรรคจะไม่เคลื่อนไหวจับขั้วใหม่ตั้งรัฐบาล แต่จะมุ่งไปสู่การเลือกตั้ง เพราะประชาชนคาดหวังให้พรรคเป็นรัฐบาล

 

“อยากถามไปยังนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่ารู้จักกลุ่มไทยรักสามัคคีหรือไม่ เพราะหากเกิดยุบพรรคประชาธิปัตย์ จะมี ส.ส.ย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ที่แอบจดทะเบียนจัดตั้งไว้ เพราะต้องการสร้างความปรองดองให้กับประเทศ และกลุ่มไทยรักสามัคคีได้เดินสายทาบทามนักการเมืองหลายพรรค รวมถึงพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์เพื่อจัดขั้วใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มี ส.ส.เข้าร่วม 40 คน เพื่อจัดตั้งรัฐบาลมาแก้ปัญหาแตกแยกในชาติ เรียกว่ารัฐบาลสมานฉันท์ จากนั้นมาพูดคุยหาความเห็นพ้องต้องกันว่าจะเสนอใครเป็นนายกฯและในจำนวนดัง กล่าวมีชื่อของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ อยู่ด้วย

เชื่อ”พสิษฐ์”ได้ข้อมูลภายในคดียุบปชป. แพร่คลิปหวังแสดงนัยยะการเมืองนาย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ล่าสุดมีการเผยแพร่คลิปนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขาประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่เว็ปไซต์ยูทูปเพื่อส่งสัญญาณคดีให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้น่าจะมีนัยยะทางการเมืองสอดคล้องกันหรือไม่ เพราะคนระดับนายพสิษฐ์ ซึ่งเคยเป็นเลขาประธานศาลรัฐธรรมนูญ น่าจะรู้ข้อมูลภายในเป็นอย่างดี และมีความใกล้ชิดกับตุลาการทุกคน ส่งสัญญาณแรงเหมือนบอกนัยยะส่งสัญญาณคดีให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน น่าจะรู้ข้อมูลภายในอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล จึงยอมทำตัวเป็นเกะดำจนมีคดีติดตัว ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทำลายองค์กร และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

“เรื่อง นี้เป็นเรื่องที่แปลกและซับซ้อนเป็นอย่างมาก ว่าคนอย่างเลขาประธานศาล ทำไมถึงคิดสั้นยอมฮาราคีรีตัวเอง เพื่อทำร้ายองค์กรที่ตัวเองสังกัด หรือสุดท้ายจะเป็นพวกปิดทองหลังพระ สังคมต้องติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริง ล่าสุดกล่าวเปิดใจผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ ยูทูป กล่าวเตือนสติคนในครอบครัวเดียวกันเองดังๆ ผ่านสื่อไปทั่วโลก เรื่องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จึงมีนัยยะทางการเมืองแบบชอบกล รวมถึงการเตรียมกำลังพลของทหารและตำรวจเต็มอัตราศึกภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในวันที่ 29 พฤศจิกายนที่มีการแถลงปิดคดีอย่างเป็นทางการว่า มีนัยยะแถลงปิดคดีเช้า แล้วน่าจะมีการตัดสินคดีตอนเย็นเลยหรือไม่ เพราะมีการจัดเตรียมกำลังอย่างผิดปกติเกินกว่าเหตุ เหมือนมีนัยยะทางการเมืองแอบแฝง” นายพร้อมพงศ์กล่าว 

นาย พร้อมพงศ์ กล่าวว่า ในการตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ประชาชนคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะคดีนี้เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญรวมถึงความอยู่รอดของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ และเป็นการพิสูจน์ถึงความศักดิ์สิทธิ์ ของกฎหมายบ้านเมืองว่าสามารถบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

มือที่มองไม่เห็นบีบตุลาการหน้าเขียว ถ้าใครไม่ร่วมมือช่วยอุ้มประชาธิปัตย์ให้หลุดพ้น โดนกระหน่ำซ้ำจนต้องลาออกหนีไปอยู่ต่างประเทศ

รายงาน ข่าวแจ้งว่า ชนชั้นสูงจอมเผด็จการตัวจริง ได้สั่งให้ตุลาการรัฐธรรมนูญลงมติช่วยพรรคประชาธิปัตย์ให้หลุดพ้นคดียุบพรรค โดยให้คำมั่นว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจากกรณีนี้ จะให้ทหารโดยศอฉ.ควบคุมกำกับดูแลประชาชนเสื้อแดง หากกระพือลุกฮือขึ้น จะใช้อำนาจของศอฉ.กวาดล้างต่อไป

 

รายงานข่าวแจ้งต่อไปว่า ถ้าหากตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ร่วมมือ จะถูกหน่วยงานรัฐตรวจสอบทรัพย์สิน จะถูกเปิดโปงเรื่องต่างๆที่ปกปิดกันไว้ จนตุลาการอาจจะอยู่ในประเทศไม่ได้ ซึ่งวิธีการแบบนี้ เป็นความชำนาญของเผด็จการของชนชั้นสูง พวกเขาจะแสวงหาเจ้าหน้าที่ ข้าราชการที่มีตำหนิ หรือมีเรื่องร้องเรียน ล็อบบี้เอามาเป็นพวก ให้ร่วมทำงานตามที่สั่ง หากขัดขืนหรือไม่ร่วมมือ จะถูกโยกย้าย กลั่นแกล้งสารพัดที่จะทำต่อเหยื่อดังกล่าว แรงกดดันเหล่านี้ สร้างความกระอักกระอ่วนแก่ตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็นอย่างมาก ทำให้การพิจารณาตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นตัวชี้วัดความเชื่อถือของสถาบันยุติธรรมของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

ถ้าตัดสินวันนี้

ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน

ไม่ ผิดคาด สำหรับการเลื่อนจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้การ-สารวัตรออกไปเป็น ปีหน้า หลังผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่ไปก่อน คงประมาณราวเดือนม.ค.-ก.พ.แถวๆ นั้น

*สัญญาณมีมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพ.ย.ที่ผ่านมาแล้ว!*

เริ่มจากต้องรอให้เทพเทือก ซึ่งไปผ่านสนามเลือกตั้งส.ส.มาเรียบร้อยแล้ว ได้รับโปรดเกล้าฯ กลับมาเป็นรองนายกฯ ก่อน

พอกลับมาเป็นรองนายกฯ ยังต้องรอให้นายกฯ มอบหมายงานอีก

แล้วยังต้องรอให้นายกฯ มอบอำนาจหน้าที่ไปเป็นประธานก.ตร.แทนก่อนอีกด้วย

รอเทพเทือกอยู่พักใหญ่ พอมาปลายเดือนพ.ย. การเมืองเริ่มร้อนรุ่ม

การเมืองไม่ลงตัว ย่อมกระทบการตำรวจในทันทีอย่างแน่นอน

การเมืองเริ่มร้อนตั้งแต่การนำญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา อันนำมาสู่ความขัดแย้งมากมายหลายด้าน

พอผ่านเรื่องรัฐธรรมนูญไปอย่างทุลักทุเล

*ไม่ทันหายเหนื่อย ก็มาถึงวันศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงปิดคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีเงิน 29 ล้าน*

แล้วข่าวสะพัดว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคงอ่านคำวินิจฉัยชี้คดีในบ่ายวันเดียวกันเลย

เท่ากับวันนี้ ถ้าอ่านก็จะได้รู้กันเสียทีว่า จะยุบหรือไม่ยุบ และนายกฯ อภิสิทธิ์จะตกเก้าอี้ในทันทีหรือไม่!?

ยกเว้น ตุลาการแค่ฟังคำแถลงปิดคดี แล้วค่อยนัดฟังคำวินิจฉัยตัดสินในภายหลัง

ถ้ายังไม่อ่านทันที เท่ากับทอดเวลาแห่งความตึงเครียดให้ยืดออกไปอีกสักพัก

แต่ถึงจะอ่านในทันทีวันนี้ ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะยุติ

เอาเป็นว่าสถานการณ์ที่ผ่านมาและจากวันนี้ไป การเมืองไทยยังจะดุเดือดเลือดพล่านไม่สิ้นสุด

เพราะฉะนั้นถูกต้องแล้วที่พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. จะตัดสินใจเลื่อนการทำบัญชีโยกย้ายออกไป

บ้านเมืองยังจะตึงๆ ต่อเนื่อง ไปจนถึงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่ตำรวจจะต้องทำงานหนัก รักษาความสงบเรียบร้อยในมหกรรมรื่นเริงบนความขัดแย้งทางอำนาจ

ข้อสำคัญ สมมติว่าถ้าวันนี้มีคำวินิจฉัยให้ยุบและเปลี่ยนนายกฯ ด้วย แต่ขั้วการเมืองจะไม่เปลี่ยน

ประชาธิปัตย์เปลี่ยนชื่อใหม่แต่ยังเป็นแกนนำต่อไป

*เพียงแต่เหลือขั้วเดียวคือขั้วเทพเทือก*

ตั๋วย้ายตำรวจจากฝ่ายการเมืองจะลดลงไปอีกขั้ว!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

รำลึกความหลัง”สมชาย วงศ์สวัสดิ์”พูดถึงเพื่อนผู้พิพากษาและ”ชัช ชลวร”


สมชาย วงศ์สวัสดิ์

การรู้จักกันเรื่องธรรมดายิ่งในสังคมไทย หากแต่แยกความเป็น “เพื่อน”กับ”หน้าที่”ต่างหากเป็นเรื่องสำคัญ
ในแวดวงนักการเมืองก็เช่นกัน

“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นอีกคนหนึ่งที่มีเพื่อนฝูงมาก
สมชายจบนิติศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์ (นิติฯรุ่นปี 2513) ต่อมาเป็นคนดังหลายคน อาทิ จำลอง  ครุฑขุนทด  อดีตที่ปรึกษานายกฯ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร)  เชาวรินทร์  ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.ราชบุรี พรรคเพื่อไทย พินิต  อารยะศิริ  อดีตกรรมการ ป.ป.ช. วิชัย  ทองแตง ทนายคดีซุกหุ้น ปัจจุบันปักหลักอยู่โรงพญาไทชวลิต เศรษฐเมธีกุล อดีตอธิบดีกรมศุลกากร สุวัฒน์ ตันติพัฒน์  อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และ พิพัฒน์ วงศาโรจน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก

 

หากพลิกหนังสือ“ใต้พรมบ้านสมชาย”พบข้อมูลว่า“สมชาย”สอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา 1 ปี หลังจากนั้นก็ได้รับโปรดเกล้าฯเป็นผู้พิพากษาเต็มตัว
สมชายเล่าว่า “ระบบงานของศาลยุติธรรม ผู้ช่วยผู้พิพากษาไม่มีสิทธิตัดสินคดี ต้องเป็นผู้ช่วย ช่วยสืบพยาน ช่วยทำโน้นทำนี่ เพื่อให้มีความคุ้นเคยกับคดี  มีการอบรมภาควิชาการ ภาคปฏิบัติ แล้วประเมินจากผลงานที่ติวเตอร์เป็นคนรายงานว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ตอนนั้นกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ดูแลศาล ก็นำความกราบบังคมทูลแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษา”


ทำงานในกระทรวงยุติธรรมได้ 2 ปีก็ออกไปอยู่ต่างจังหวัด
ตอนแรกผมได้ไปประจำที่ศาลจังหวัดศรีษะเกษ แต่เพื่อนผมชื่อ สันติ  โภคารัตนานันทน์ เขาได้ไปอยู่ศาลแขวงเชียงใหม่ มาขอแลก ผมบอกว่าไม่เอา แต่เพื่อนบอกว่าเขามีครอบครัวแล้ว ผมยังโสด เขาเป็นคนอีสาน ถ้าได้อยู่อีสานก็ใกล้บ้าน แล้วค่าใช้จ่ายถูกกว่า
ตอนนั้นคิดว่าเมื่อผู้ใหญ่มีคำสั่งให้ไปอยู่ที่ไหนก็ต้องไป จึงไม่ยอมแลกด้วย
“จนกระทั่งเพื่อนเขาไปแลกกับเพื่อนผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งชื่อ ชัช ชลวร (ปัจจุบันประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) ซึ่งได้ไปอยู่สุราษฎร์ฯ แต่ก่อนที่เขาจะไปเซ็นชื่อแลกกัน เขาเดินผ่านจุดที่ผมทำงานอยู่ก็ลองแวะมาถามดูเผื่อผมเปลี่ยนใจ พอดีอาจารย์ประนอมนั่งอยู่ ผมถามไปเชียงใหม่ดีไหม  อาจารย์บอกว่าไม่รู้จักเชียงใหม่เหมือนกันแต่ได้ยินว่าดี ผมได้ยินคำว่าดีคำเดียวก็บอกว่าเอาก็เอา ไปเซ็นสัญญากันเลย”


จากนั้นเดินทางขึ้นเชียงใหม่กระทั่งพบกับครอบครัวชินวัตร

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน