11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 สงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลงอย่างเป็นทางการ

Today In History : เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 สงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลงอย่างเป็นทางการในวันนี้เมื่อสนธิสัญญาสงบศึกมีผลบังคับใช้

The Great War พ.ศ. 2457 – 2461 (1914 – 1918) เป็นสงครามใหญ่ในประวัติศาสตร์โลกที่ ขีดเส้นแบ่งยุโรปเป็นสองฟาก ปมเหตุแห่งสงครามซับซ้อนด้วยแรงกระตุ้นแห่งอำนาจ ทั้งด้านการปกครองและเศรษฐกิจของชาติที่เกี่ยวข้อง มากกว่าชนวนเหตุสุดท้ายแห่งการประกาศสงคราม

 

การสิ้นสุดของสงครามครั้งนี้ ยังมีปัจจัยที่นำไปสู่การเกิดสงครามครั้งใหม่ใน พ.ศ. 2482 (1939) ให้ The Great War ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น The First World War หรือ World War I (WWI)

 

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (WWI) นับ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2457เป็นวันเริ่มต้น กว่าจะถึงวันยุติสงครามอีกกว่าสี่ปีต่อมา มีทหารและประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 35 ล้านคน

จนถึงสองปีก่อนหน้านี้  The Last Tommy แห่ง WWI ก็ จากไป ปิดฉากชีวิตของพยานบุคคลแห่งสงครามสี่ปี ที่ยังคงฐานะโหดร้ายที่สุดแห่งประวัติศาสตร์ความขัดแย้งของมวลมนุษยชาติ และมีเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อคนรุ่นต่อมาถึงวันนี้ – – 97 ปีให้หลัง

 

Tommy หรือ Tommy Atkins คือชื่อเล่นของ British Army ที่ใช้กันทั่วไป มีต้นกำเนิดจากหลายทฤษฎี ย้อนไปได้เก่าที่สุดใน พ.ศ. 2286 เรื่อยมาจนยุค Duke of Wellington (1794) จนมาถึงสมัยที่กระทรวงกลาโหมบริทิช War office ในสมัยนั้น นำชื่อนี้มาใช้แทนการเรียกชื่อนายทหารทั่วไปตั้งแต่ พ.ศ. 2358 

 

พอเข้าสู่ WWI ชื่อ Tommy Atkins ถูกใช้เป็นตัวอย่างเพื่อการกรอกเอกสารของทหารบริทิช

 คำว่า Atkins นั้น หมายถึง ‘little son of red earth’ เปรียบเสมือนเสื้อทูนิคสีแดงของทหารบริทิชยุคโบราณ

 

 

และเมื่อเอ่ยคำว่า The Last Tommy ก็รู้กันว่า หมายถึง Harry Patch ทหารผ่านศึก WWI ที่ผ่านการต่อสู้ที่ The Trench และเสียชีวิตเมื่อ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 มีอายุ 111 ปี 38 วัน นับเป็นบุคคลที่มีอายุมากที่สุดในเกรทบริเทนและยุโรป ขณะที่ทหารหลากเหล่าชาติอื่นในยุโรปที่ผ่าน The Great War จากไปหมดสิ้นแล้ว

 

ยกเว้นคนท้ายที่สุด Claude Choules เสียชีวิตเมื่อ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 อายุ 110 ปี สังกัด Royal Navy เพราะเริ่มแรกที่อยากเป็นทหารอายุเพียง 14 – น้อยเกินกว่าจะเป็น Tommy ได้

 

Harry Patch เข้ารับราชการทหารหลังสงครามเริ่มสองปี และออกสู่แนวรบ The Trenches ที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดใน พ.ศ. 2460 Patch ไม่เคยปริปากเล่าเรื่องความทารุณของสภาพสงครามเลยจวบจนอายุได้ 100 ปี เหมือนกับ Tommy อื่นที่รอดชีวิตมา ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะย้อนคิดถึงวันเวลาระหว่างสงครามได้  

The Trenches มีความลึก 6 ฟุต กว้าง 3 ฟุต ชื้นแฉะ เต็มไปด้วยโคลน ให้ซุกตัวรอดปลอดจาก sniper แม่นปืนของทหารเยอรมัน ที่เรียกกันว่า Jerry และใช้ชีวิตร่วมกับหนูที่ตัวโตกว่าแมว ถ้าจะงีบได้สงบก็ต้องเอาผ้าคลุมศีรษะ ตัดรำคาญจากหนูที่วิ่งพล่านกระทั่งบนใบหน้า กัดกินทุกอย่างที่ขวางทาง น้ำดื่มติดกลิ่นน้ำมันจากถังบรรจุ     แต่ที่ร้ายที่สุด คือ ศัตรูที่อาศัยแนบตัวคือ ‘เหา’ ทั้งตัว ทั้งไข่ แทรก อยู่ทุกอณูของเสื้อผ้า หลายๆวันก็ต้องกลับด้านเสื้อใส่ให้หายคัน สุดท้ายก็พ่ายแพ้เหาเหล่านั้น ที่คืบคลานย้ายไปฝังตัวในแนวตะเข็บผ้า  

 

ทหารแต่ละนาย อย่างดีก็อายุราว 18 ยังเป็น boys ในโลกแห่งสงคราม ผู้รอดชีวิตจึงได้ประสบการณ์ของความหฤโหดเกินสงครามครั้งไหนแม้ในปัจจุบันนี้  

 

เมื่อ Harry Patch เริ่มเอ่ยถึง The Great War มีเพียงคำพูดสั้นๆ ว่า

‘It wasn’t worth it. No war is worth it.

No war is worth the loss of a couple of lives let alone thousands.

World War One is history, it isn’t news.’

 

 

และวันหนึ่งเมื่อ Patch ได้พบกับ Charles Kuentz ทหารผ่านศึกเยอรมัน ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ที่ ต่างคนอายุร้อยปีเศษแล้ว และอุตส่าห์มีของที่ระลึกติดมือมาแลกกัน ต่างคนต่างสงบใจและมีจุดหมายเดียวกัน คือ คำนึงแค่ความเป็นหนึ่งเดียวและสันติภาพของยุโรป   

ไม่กี่ปีถัดมา Patch ได้กลับไปดู Flanders หนึ่งในสมรภูมิรบ และหลุดปากออกได้เพียงว่า ‘war isn’t worth one life.’ 

 Patch จาก ไปอย่างสงบ สั่งเสียไว้ว่าไม่ต้องมีการยิงสลุต และให้งดการติดอาวุธแม้ในกรณีที่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธอาภรณ์ของทหารผู้ร่วม พิธีศพ ที่มีตัวแทนมาจากเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และเยอรมนี

วันนั้น จึงมีเพียงเสียงระฆังที่กังวานสั่งลา 111 ครั้ง  

 

ใน ระหว่างสงคราม ชีวิตผู้คนจำนวนมากล้มหายตายจาก มีหนึ่งชีวิตของทหารเยาว์วัย ที่เป็นแรงบันดาลใจให้มีบันทึกไว้ และเป็นที่มาของบางธรรมเนียมในวันนี้

Lieutenant Alexis Helmer ทหารปืนใหญ่คาเนเดี้ยน อายุเพียง 22 ปีถูกกระสุนปืน 8-inch shell จากฝ่ายเยอรมนียิงร่างแหลก เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2458 ณ บริเวณ Flanders, Belgium ที่เดี๋ยวนี้คาบเกี่ยวในเขตของทั้งเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์

John McCrae แพทย์สนามและผู้เคยสอนหนังสือ Helmer มาก่อน เป็นผู้รวบรวมชิ้นส่วนร่างของ Helmer และประกอบพิธีฝังศพให้ กระทบใจกับความสูญเสียของ the fallen ที่มีชีวิตร่วงหล่นลงง่ายเหลือเกิน จึงเขียนกลอนไว้ ภายใต้บรรยากาศของสนามรบและบริเวณที่ทำเป็นที่ฝังศพที่ Flanders ซึ่งเกลื่อนไปด้วยสีแดงของดอกป๊อปปี้บานสะพรั่งเต็มท้องทุ่ง

 

To you from failing hands we throw

The torch; be yours to hold it high.

If ye break faith with us who die

We shall not sleep, though poppies grow

In Flanders fields.

 

In Flanders Fields ของ McCrae กลายเป็นหนึ่งในบทประพันธ์โด่งดังผลผลิตจากสงคราม ที่รู้จักกันไปทั่วโลกในวันนี้

 

หลังสงคราม Tommy ที่รอดมาจาก The Great War ต่างก็หาทางดำเนินชีวิตต่อไป ถึง พ.ศ. 2456 มีการก่อตั้ง The Royal British Legion องค์กรการกุศลที่ช่วยเหลือ ดูแลความเป็นอยู่ของทหารผู้ได้รับผลกระทบทั้งร่างกายและจิตใจ

ปีถัดมา Major George Howson MC ทหารผ่านศึกจาก The Great War ได้ก่อตั้ง Disabled Society เพื่อช่วยเหลือทหารทุพพลภาพทั้งชายและหญิง และไปชักชวน The Royal British Legion ทำดอกป๊อปปี้เพื่อสร้างงานและรายได้ให้ผู้ทุพพลภาพ และหาทุนไว้ใช้ในการช่วยเหลือทหาร

 

จากวันนั้นมา The Royal British Legion ได้ให้ความช่วยเหลือชุมชนทหารมาจนครบ 90 ปี ปัจจุบันมี Queen Elizabeth II เป็นองค์อุปถัมภ์

 

 และการสร้างงานของ Howson ได้ก่อให้เกิด The Poppy Factory องค์กรที่ขยายขอบข่ายในการจัดหางานให้ทหารผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามทั้งร่างกายและจิตใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้

 

อันที่จริง ธรรมเนียมการใช้ดอกป๊อปปี้เป็นสัญลักษณ์ระลึกถึงทหารผ่านศึกสงครามถูกจุดประกายผ่านมาจากสตรีสองท่าน คือ Moina Bell Michael ครูอเมริกัน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำประพันธ์ In Flanders Fields ของ John McCrae ถึงขั้นเขียนกลอน We Shall Keep the Faith ตอบไว้ และตั้งปณิธานว่าจะใช้ดอกป๊อปปี้เป็นเครื่องระลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงคราม และช่วยผู้หลงเหลือ

จากอเมริกา ความคิดของ Moina Michael ได้รับการตอบรับจาก Madame Anna Guérin ชาวฝรั่งเศส ที่ใช้ดอกป๊อปปี้มาระดมทุนหาเงินช่วยทหารผ่านศึก และบูรณะพื้นที่ในฝรั่งเศสที่เสียหายจากสงคราม และชวนชาติพันธมิตรของฝรั่งเศสใช้ดอกป๊อปปี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการรำลึกถึง The Great war ร่วมกัน

ดอกป๊อปปี้สีแดงชาดนี้ จึงเดินทางมาถึงเกรทบริเทน ในที่สุด

  

ขณะที่ พ.ศ. 2557 ในอีกสองปีข้างหน้าจะเป็นวาระครบรอบหนึ่งร้อยปี The Great War เกรทบริเทนไม่เคยละเว้นที่จะนึกถึง The Glorious Dead ชีวิตที่สิ้นไป จากสงครามนั้น ในวันที่สงครามยุติลงเมื่อ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2461 

‘the eleventh hour of the eleventh day of the eleventh month’

วันที่เรียกกันว่า Armistice Day ที่ทุกฝ่ายตกลงหยุดยิง แม้การยุติ The Great war มีผลอย่างเป็นทางการเอาเมื่อมีการลงนาม Treaty of Versailles ในวันที่ 28 มิถุนายนปีถัดมา

 

 

เกรทบริเทน เริ่มการรำลึกถึง The Glorious Dead ที่จากไปในสงครามเมื่อครบรอบปีแรก ด้วยการยืนสงบนิ่งเป็นเวลาสองนาที เมื่อ Big Ben ตีบอกเวลา 11.00 น. ในวันที่ 11 พฤศจิกายน

หลังการลงนามใน Treaty of Versailles มีพิธีสวนสนามเฉลิมฉลองการสิ้นสุดของสงครามกลางกรุงลอนดอน มีบุคคลสำคัญของฝ่ายพันธมิตรอย่าง John Pershing, Ferdinand Foch, Douglas Haig และ David Beatty มาร่วมพิธี จึงมีการสร้างอนุสรณ์สถานประกอบพิธีนั้นเป็นการชั่วคราวเรียกว่า The Cenotaph ที่หมายถึงหลุมศพที่ว่างเปล่า ซึ่งเข้ากับสถานการณ์ของความสูญเสียของทหารจำนวนมากที่ยากจะหาร่างกลับคืนสู่มาตุภูมิได้

หลังพิธีการ ประชาชนต่างนำพวงหรีดและดอกไม้มาวางคารวะและรำลึกถึงทหารเป็นจำนวนมาก เกิดเป็นแรงผลักดันให้สร้าง The Cenotaph ขึ้นเป็นการถาวร

 

 

พอถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (World War II / WWII) พ.ศ. 2482 การประกอบพิธีในปีที่วันที่ 11 อยู่ในวันธรรมดาเป็นไปอย่างลำบาก จึงเลื่อนไปปฏิบัติกันในวันอาทิตย์ที่ใกล้วันที่ 11 ที่สุด

เมื่อจบ WWII แล้วจึงเลื่อนพิธีไปเป็นวันอาทิตย์ที่ใกล้วันที่ 11 อย่างถาวร และเรียกวันนั้นว่า Remembrance Day หรือ Remembrance Sunday เพื่อรำลึกถึงชีวิตที่ปลิดปลิวไปในสงครามโลกทั้งสองครั้ง

 แม้บางขณะจะมีกระแสต่อต้าน Remembrance Day ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งสงครามและการทำลายล้าง ประชาชนบริทิชก็ยังให้ความสำคัญและไม่เคยลืมทหารผู้จากไป ที่เสียสละความสุขสบายเพื่อรักษาความสงบให้ประชาชนในชาติ และไม่ลืมความยากลำบากในยามศึกสงคราม จากเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้วเสมอมาจนถึงปัจจุบัน

 การล่วงเกินสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียสละชีวิตเหล่านั้น แม้เพียงการลบหลู่ห้อยโหน  เดอะซีโนถาป เป็นเรื่องใหญ่

การละเลยไม่ให้ความสำคัญอย่างที่ FIFA ห้ามนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษติดสัญลักษณ์ดอกป๊อปปี้ในการแข่งวันอาทิตย์ Remembrance Sunday (ทั้งที่เยอรมนีออกมาสนับสนุน) จึงเดือดร้อนถึง Prince William of Wales ต้องเขียนจดหมายท้วงติงจนได้รับการยินยอม

ไปจนถึงการที่ Robin Gibb นำเพลงของ Bee Gees มาร้องร่วมกับทหารเพื่อหารายได้จุนเจือผู้ผ่านศึกสงคราม

 

เหล่านี้เป็นเรื่องที่ British Public ร่วมใจกันทำได้ เพื่อดูแลผู้ที่เสียสละความสุขส่วนตัวทำหน้าที่ปกป้อง The Queen and Her Country เฉกเช่นคำกล่าวขอบคุณผู้ซื้อดอกป๊อปปี้จากใจคุณปู่ทหารผ่านศึกว่า

We served you and you take care of us…

 

ก่อนจะถึง Remembrance Sunday ของทุกปีชีวิตจำนวนมากในลอนดอนจะเต็มใจชักชวนกันหยุดนิ่งในวัน Armistice Day 11–11 11 

 แค่สองนาทีสงบนิ่ง ครั้งหนึ่งในชีวิต

ณ เวลา 11 นาฬิกาของวันที่ 11 เดือน 11 ปี 11

เพื่อรำลึกถึงความเสียสละของ Service men and women ทหารชายและหญิงจาก The Great War 

 

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s