50 ปี สุนทรพจน์ ‘ข้าพเจ้ามีความฝัน’

ข้าพเจ้ามีความฝัน


มาร์ติน  ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (2472 – 2511) นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนผิวสี

เป็นประโยคอมตะในการสร้างประวัติศาสตร์อเมริกัน  แต่เดิมตั้งแต่ยุคค้าทาสเพื่อ
เป็นแรงงานในอุตสาหกรรม ซึ่งมีคนผิวดำส่วนใหญ่เป็นทาสในอุตสาหกรรม และ
ได้มีการต่อสู้่เพื่อให้ชนผิวสี  ได้มีสิทธิเสมอคนผิวขาว  และถูกลอบสังหารโดย
คนผิวขาว เมื่อ ปี 2511  ทำให้ได้ข้อคิดว่า การต่อสู้ทำให้เกิดผล เขาเป็นแรงบันดาล
ให้กับนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน และ ผู้ที่ต้องการแรงบันดาลใจ  ความฝันของเขา
เป็นจริงเมื่อเขาตายไปแล้ว

ศึกษาชีวิตเขา ต่อที่
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99_%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%87_%E0%B8%88%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%8C

ชาวอเมริกันนับหมื่นคน รวมตัวกันที่อนุสรณ์สถานลินคอล์น ในกรุงวอชิงตันดีซี เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ของวันที่นาย มาร์ติน ลูเธอร์ คิง กล่าวสุนทรพจน์ครั้งประวัติศาสตร์ ที่ชื่อว่า “ข้าพเจ้ามีความฝัน” เพื่อปลุกเร้าให้ชาวอเมริกัน ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันทางเชื้อชาติ
นายเอริค โฮลเดอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ และนายมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ที่สาม ลูกชายคนโตของนายมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นักต่อสู้ต่อต้านการเหยียดสีผิวในสหรัฐฯ ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์รำลึกถึงการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมระหว่างคนผิวดำ และผิวขาว
เมื่อ 50 ปีที่แล้ว นายมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ กล่าวสุนทรพจน์ “ข้าพเจ้ามีความฝัน” ในการชุมนุมประท้วงของคนผิวสีที่กรุงวอชิงตันดีซี ต่อหน้าผู้คนกว่า 250,000 คน 
สุนทรพจน์นี้ได้รับการยกย่องโดยสื่อใหญ่แทบ ทุกสำนัก และช่วยให้รัฐบาลของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี ผลักดันกฎหมายสิทธิพลเมืองผ่านรัฐสภาได้สำเร็จ
หลังจากสุนทรพจน์ครั้งนี้ นิตยสารไทมส์ยกย่องให้นายคิงเป็น “บุคคลแห่งปี” และปีถัดมา นายคิงก็กลายเป็นคนอายุน้อยที่สุดที่ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
ต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ “ผมมีความฝัน”
” เราไม่มีทางพอใจได้ ตราบใดที่คนผิวดำในมิสซิสซิปปี ยังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง และคนผิวดำในนิวยอร์ก ยังรู้สึกว่าเลือกตั้งไปก็เท่านั้น
ไม่เลย เราจะไม่มีทางพอใจ และเราจะไม่พอใจ จนกว่า “ความยุติธรรมจะไหลรินเหมือนลำธาร และความเป็นธรรมไหลเชี่ยวเหมือนน้ำแก่ง”
ผมรู้ดีว่าคุณหลายคนเดินทางมาที่ชุมนุมนี้ อย่างลำบากตรากตรำ  คุณบางคนเพิ่งออกมาจากคุกอันคับแคบ  คุณบางคนมาจากพื้นที่ที่ผู้แสวงหาเสรีภาพถูกพัดเซด้วยพายุแห่งการข่มเหงและ ความป่าเถื่อนของตำรวจ
คุณทั้งหลายได้ผ่านความทุกข์ทรมาน ที่จะนำไปสู่การสร้างสิ่งใหม่
ผมฝัน ว่าวันหนึ่ง ประเทศนี้จะลุกขึ้นยืนหยัดกับความหมายที่แท้จริงของหลักของประเทศนี้ ที่ว่า “มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน”
ผมฝัน ว่าวันหนึ่ง ที่เนินแดงของจอร์เจีย ลูกของอดีตทาส และลูกของอดีตนายทาส จะนั่งร่วมโต๊ะแห่งภราดรภาพ
ผมฝัน ว่าวันหนึ่ง มิสซิสซิปปี มลรัฐที่ระอุไปด้วยความร้อนของความอยุติธรรมและการกดขี่ จะกลายสภาพไปเป็นแหล่งน้ำกลางทะเลทราย ที่ชอุ่มไปด้วยเสรีภาพและความยุติธรรม
ผมฝัน ว่าวันหนึ่ง ลูกๆ ทั้ง 4 ของผมจะได้อยู่ในประเทศที่พวกเขาจะไม่ถูกพิพากษาด้วยสีผิว แต่ด้วยเนื้อแท้ของอุปนิสัย  วันนี้ผมมีความฝัน!
ผมฝัน ว่าวันหนึ่ง แม้แต่ในแอละแบมา ซึ่งเต็มไปด้วยนักเหยียดผิว และผู้ว่าการรัฐที่ปากเอ่ยเป็นแต่คำว่า “กฎหมายมลรัฐเป็นใหญ่”  เด็กผิวดำจะได้จูงมือกับเด็กผิวขาวในฐานะพี่น้อง  วันนี้ผมมีความฝัน!
ผมฝัน ว่าวันหนึ่ง หุบเขาทุกแห่งจะถูกยกสูง  เนินและภูจะถูกทับต่ำ  ที่ขรุขระจะถูกไถเรียบ  ที่บิดงอจะถูกดัดตรง  และเกียรติของพระเจ้าจะเปล่งประจักษ์แก่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามเสมอกัน”

by Prach

28 สิงหาคม 2556 เวลา 17:38 น.

‘มาร์ติน ลูเธอร์ คิง’ : ‘คนดำที่อันตรายที่สุด’ ของ FBI

หลังจากนายมาร์ติน ลูเธอร์ คิง กล่าวสุนทรพจน์ชิ้นประวัติศาสตร์ และได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง มีส่วนช่วยผลักดันให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายสิทธิพลเมืองในเวลาต่อมา แต่เอกสารลับของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยภายหลัง ระบุว่า หน่วยสืบสวนกลาง หรือเอฟบีไอ เชื่อว่านายคิง เป็น “คนดำที่อันตรายที่สุด” ในสหรัฐฯ
คณะกรรมการซึ่งสภาคองเกรสตั้งขึ้นภายหลัง เพื่อตรวจสอบหน่วยงานข่าวกรอง และหน่วยสืบสวนของสหรัฐฯ ตรวจเอกสารในอดีตของ FBI  แล้วพบว่า นายวิลเลียม ซัลลิแวน หัวหน้าฝ่ายข่าวกรองภายในประเทศของ FBI ในขณะนั้น เขียนในเอกสารชิ้นหนึ่งว่า “ส่วนตัว ข้าพเจ้าเชื่อว่า สุนทรพจน์ที่ทรงพลัง และปลุกเร้าของนายคิงเมื่อวานนี้ ทำให้เขามีอิทธิพลต่อมวลชนคนผิวดำ มากกว่าผู้นำคนผิวดำทุกคนรวมกัน ถ้าเรายังไม่เคยคิดว่าเขาเป็นเป้าหมาย เราก็ต้องพุ่งเป้าไปที่เขาโดยด่วน ในฐานะที่เขาเป็นคนดำที่อันตรายที่สุดในประเทศนี้ จากมุมมองด้านคอมมิวนิสต์ คนผิวดำ และความมั่นคง”
ในปีเดียวกัน นาย เจ เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ ผู้อำนวยการ FBI สั่งให้ FBI สืบข่าวกรองลับเกี่ยวกับอิทธิพลคอมมิวนิสต์ในหมู่คนผิวดำให้เข้มข้นขึ้น และได้ขอให้นายโรเบิร์ต เคเนดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในสมัยนั้น เซ็นยินยอมให้ FBI แอบดักฟังโทรศัพท์ของนายคิง โดยระบุว่า นายคิงอาจมีสายสัมพันธ์กับคอมมิวนิสต์  และนายเคเนดีก็ยินยอม
แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน FBI ก็เพิ่มจำนวนไมโครโฟนและอุปกรณ์ดักฟังนายคิง ทั้งในสำนักงานและโรงแรมของนายคิง โดยไม่ได้ขอคำสั่งอนุญาตจากรัฐมนตรี
ข้อมูลที่ FBI ล้วงมาได้นั้น เผยให้เห็นอีกด้านหนึ่งของนายคิง กล่าวคือ มันบ่งชี้ว่านายคิงได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งอย่างลับๆ ในโรงแรมแห่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่นายคิงแต่งงานแล้วและมีลูก 4 คน  อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ล้วงมาไม่มีอะไรบ่งชี้ว่า นายคิงร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด
การล้วงข้อมูลของนายคิงนี้ อาจเป็นบทเรียนในสถานการณ์ปัจจุบันได้  นายเดวิด แกร์โรว์ นักประวัติศาสตร์รางวัลพูลิตเซอร์ กล่าวว่า สาธารณชนไม่ควรไว้ใจให้หน่วยงานข่าวกรองมีอำนาจล้วงข้อมูลใครก็ได้เอาเอง โดยไม่มีกลไกตรวจสอบ

by Prach

28 สิงหาคม 2556 เวลา 17:32 น.

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s