กาลอวสานแห่ง”เผด็จการ”และ”จอมวายร้ายโลก”โบกมือลา และ”ฝันร้ายแห่งปี”

ในช่วงขวบปีที่ผ่านมา เหตุการณ์โลกปีนี้จัดได้ว่ารุนแรงเข้มข้นมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษก็ ว่าได้ ทั้งคลื่นแห่งภัยพิบัติ  วิกฤตการเมืองในบางภูมิภาคที่เขย่าสะเทือนอย่างแพร่ลาม ชนิดต้องบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ รวมทั้งเหตุการณ์หนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ในแฟ้มเหตุการณ์ร้อนประจำปีนี้ ก็คือ การถึงกาลอวสานสิ้นชีพของเหล่าก่อการร้าย และเผด็จการโลก ที่ร่วงเป็นใบไม้กันเป็นแถว ๆ (ไม่นับรวมการสูญสิ้นอำนาจของผู้นำผูกขาดอำนาจในบางประเทศ) และเหตุการณ์สังหารหมู่ชนิด”ช๊อกโลก”ที่เขย่าสะเทือนขวัญผู้คน และถือเป็น”ฝันร้ายแห่งปี”

 

ว่าไปแล้ว ปีนี้ถือเป็นที่ปี”ดวงดับ”สำหรับวายร้ายโลกหลายราย เพราะถูกเช็คบิลกันเป็นแถว รายแรก ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นจอมก่อการ้ายหมายเลขหนึ่งของโลก โอซามา บิน ลาดิน ผู้นำเครือข่ายอัล กะอิดะห์ ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์วินาศกรรมตึกแฝดเวิลด์เทรด 11 ก.ย.ที่หลบหนีการไล่ล่าของอเมริกา ในปากีสถาน มีอันต้อง”ชะตาถึงฆาต”ถูกปลิดชีพ ชนิดกลายเป็นข่าวเขย่าโลก จากปฎิบัติการเด็ดศีรษะของหน่วยซีลสหรัฐ ที่บุกเข้าถล่มแหล่งกบดานของเขา ในเมืองแอ็บบ็อตทาบัด  ปากีสถาน ซึ่งอยู่นอกกรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน

หลังทหารอเมริกันได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ 4 ลำเข้าปิดล้อม และได้ยิงสังหารบิน ลาดิน ที่หน่วยคอมมานโดอ้างว่า ได้พยายามต่อสู้ พร้อมกับชายอีก 3 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นบุตรชายของเขา และอีก 2 รายเป็นผู้ส่งสาส์นให้แก่เขา นอกจากนี้ ยังมีสตรีหนึ่งคนเสียชีวิตเพราะถูกนักรบอัลกออิดะห์ใช้เป็นโล่กำบัง และมีสตรีอีก 2 คนบาดเจ็บ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นเต้นให้แก่ทำเนียบขาวอย่างยิ่ง เพราะมีการถ่ายทอดเหตุการณ์สด”ล่าตัวบิน ลาดิน”ของหน่วยซีล ไปยังห้องทำงานในทำเนียบขาว โดยประธานาธิบดีบารัก โอบามา และเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐ จำนวนหนึ่ง นั่งชมเหตุการณ์ ขณะที่นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศถึงกับปิดปากด้วยความช็อก กับภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญดังกล่าว โดยปฎิบัติการสังหารบินลาดิน ได้อุบัติ ขึ้นในช่วง 10 เดือนหลังมีการสืบทราบว่าบินลาดินกบดานอยู่ภายในบ้านที่เมืองแอ็บบ็อตทาบัด

ภายหลังเหตุการณ์ ทั่วโลกต่างยินดีกับการสิ้นชีพของ”บิน ลาดิน”ชาวอเมริกันหลายร้อยคนออกมาชุมนุมที่บริเวณด้านหน้าทำเนียบขาวพร้อม ตะโกนโห่ร้องด้วยความยินดี ด้านอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุชของสหรัฐก็ออกมาแสดงความยินดีกับโอบาม่าหลังการไล่ล่านานเกือบทศวรรษของ สหรัฐ และชาติพันธมิตรได้บรรลุผลในที่สุด โดยกล่าวว่า การเสียชีวิตของบินลาดินนับเป็นชัยชนะของชาวอเมริกันและผู้แสวงหาสันติภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูญเสียในเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน และว่าไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด ความยุติธรรมก็บังเกิดขึ้นในที่สุด แต่แสดงปฎิกิริยาไม่พอใจสหรัฐที่ลงมือสังหารบิน ลาดิน โดยไม่มีการแจ้งข้อมูลต่อรัฐบาลสหรัฐ ท่ามกลางกระแสประณามของชาวมุสลิมที่ไม่พอใจเหตุการณ์ปลิดชีพ”ฮีโร่ผู้ต่อ ต้านโลกตะวันตก

เหตุการณ์การสิ้นชีพของ”จอมวายร้ายโลก”บิน ลาดิน”ถูกกล่าวขานอย่างฮือฮาในหลายประเทศ และยังถูกสำนักข่าวเอพี จัดอันดับให้เป็น”ข่าวดังที่สุดแห่งปี 2554″ด้วย

รายต่อมา ถึงคิวของเผด็จการชื่อดังอีกราย อย่าง “มูอัมมาร์ กัดดาฟี” ผู้ปกครองอำนาจแห่งลิเบีย มายาวนานกว่า 42 ปี ที่เสียชีวิตอย่างน่าอนาถ  ระหว่างการปะทะระหว่างกองทัพผู้ภักดี และกองทัพของสภาถ่ายโอนอำนาจ (เอ็นทีซี) ในช่วงการบุกโจมตีเมืองเซิร์ต ในสภาพถูกยิงเข้าที่ศีรษะ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส จากบาดแผลด้วยกระสุนปืนหลังจากที่โดนจับกุมตัว ในระหว่างการโจมตีรถยนต์ที่มีนายกัดดาฟี ระหว่างการปะทะของกองทัพเอ็นทีซีและกองกำลังของนายกัดดาฟี  ก่อนที่กัดดาฟีจะถูกยิงสิ้นชีพในเวลาต่อมา สร้างความยินดีให้แก่ชาวลิเบียที่ประกาศว่า เป็นชัยชนะแห่งการโค่นล้ม”ระบอบกัดดาฟี”ที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถูกขนานนามฉายาว่า”สุนัขบ้าแห่งโลกอาหรับ” กัดดาฟี บริหารประเทศใต้ระบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังปฎิบัติการวางระเบิดสายการบินแพน แอม ของสหรัฐ เหนือน่านฟ้าล๊อคเคอร์บี้ ของสก๊อตแลนด์ เมื่อปี 2531 มีผู้เสียชีวิต 270 ราย ซึ่งกลายเป็นเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมครึกโครมที่สุดของโลก

ต่อสู้กับโลกตะวันตกชนิดเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐมากว่าหลายทศวรรษ ก่อนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับโลกตะวันตกในช่วงไม่กี่ที่ผ่านมา แต่ก็ต้องแพ้เวรกรรมตัวเองจากผลพวงของ”สึนามิถล่มโลกอาหรับ”หรือการเรียก ร้องประชาธิปไตยของโลกอาหรับ ที่แผ่ลุกลามอย่างกว้างขวางประดุจไฟลามทุ่งโลกอาหรับที่ถูกกดขี่

…….เผด็จการคนต่อมาที่”ชะตาดับ”ต้องโบกมือจากโลกใบนี้ คือ คิม จอง อิล ที่เพิ่งลาโลกด้วยโรคหัวใจวาย เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2554

ได้ชื่อว่า เป็นเผด็จการที่มีภัยคุกคามมากที่สุดต่อภูมิภาคเอเชีย จากแผนพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่สหรัฐ ชาติตะวันตก และเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น นอกจากนี้ เขายังอยู่เบื้องหลังปฎิบัติการร้ายลอบสังหารระดับสากล กล่าวกันว่า เผด็จการโสมแดงรายนี้เป็นผู้บงการให้ก่อเหตุสังหารเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ 17 นาย ที่อยู่ระหว่างการเยือนพม่า ในปี 1983 รวมถึงเหตุวางระเบิดเครื่องบินของสายการบินโคเรียนแอร์ เมื่อปี 1987 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 115 คน โดยสายลับชาวเกาหลีเหนือที่ถูกจับกุมตัวได้ที่สารภาพว่าเป็นผู้ลอบวางระเบิด กล่าวว่า นายคิมเป็นผู้สังการให้ระเบิดเครื่องบินด้วยตัวเขาเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คิม จอง อิล ขึ้นสืบทอดตำแหน่งจากบิดาเมื่อปี 1994 และได้รับตำแหน่งประธานกรรมาธิการป้องกันประเทศ ผู้บัญชาการกองทัพประชาชนเกาหลี  และหัวหน้าพรรคแรงงาน ขณะที่นายคิม อิลซุง บิดาของเขา ได้รับฉายาว่า “ประธานาธิบดีตลอดกาล” นอกจากนี้ เขายังคงสืบทอดเจตนารมย์ด้านนโยบายของบิดาที่ว่า “กองทัพต้องมาก่อน” โดยทุ่มงบประมาณมหาศาลในด้านกองทัพ ซึ่งทำให้เกาหลีเหนือกลายเป็นประเทศที่มีขนาดกองทัพใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ขณะเดียวกัน ก็เป็นผู้นำประเทศที่ถูกนานาชาติรุมโจมตีอย่างมาก ในฐานะประเทศไร้อิสรภาพและกดขี่ และมีประชากรผู้อดอยากมากที่สุดของโลก และถูกประนามว่า ใช้นโยบายโฆษณาชวนเชื่อต่อชาวเกาหลีเหนือ ให้ศรัทธาในตัวผู้นำคิมเปรียบประดุจ”บิดาของประเทศ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายยังตั้งข้อสังเกตและเคลือบแคลงต่อการถึงแก่อสัญกรรมของ นายคิม จอง อิล ระบุว่า ก่อนหน้านี้ สถานีโทรทัศน์ของเกาหลีเหนือได้รายงานว่า ข่าวการถึงแก่อสัญกรรมอย่างกะทันหันของนายคิม เกิดขึ้นในช่วงที่เขาดูมีสุขภาพดีขึ้น เห็นได้จากภาพถ่ายและวิดีโอ ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริง ที่บางคนตั้งข้อสงสัยว่า อาจจะถูกลอบสังหารหรือไม่ก็อุบัติเหตุ โดยชี้ว่าเหมือนเหตุการณ์ซ้ำรอยเมื่อปี 2537 ที่ประธานาธิบดีคิม อิล ซุง บิดาของเขา ไม่ได้เสียชีวิตที่บ้านพักหรือที่ทำงาน นอกจากนี้ นักวิเคราะห์บางคนลงความเห็นว่า ทั้งนายคิมและบิดา ถึงแก่อสัญกรรมในช่วงที่เกาหลีเหนือเผชิญแรงกดดันอย่างเข้มข้นจากโลกภายนอก เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

การตายของเขาส่งผลให้นายคิม จอง อึน บุตรชายคนเล็ก ที่ถูกวางตัวเป็นทายาททางการเมืองก่อนหน้านี้ กลายเป็นผู้นำคนใหม่แทนคิมผู้พ่อที่ลาโลกไป วิเคราะห์กันว่า ทายาทผู้ไร้ประสบการณ์ผู้นี้ จะต้องบริหารประเทศร่วมกับลุงและป้าของเขา ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือ เรียกว่า จะได้รับการประคับประคองจาก”พี่เลี้ยง”รวมทั้งจากกองทัพ ซึ่งซื่อสัตย์ต่อคิม จอง อิล และได้”ไฟเขียวอนุมัติ”การขึ้นครองอำนาจของนายคิมผู้ลูกรายนี้

…………………………………………………

ใช่เพียงแต่เหตุการณ์นักก่อการร้ายและเผด็จการดังลาโลก ที่สร้างข่าวใหญ่ให้แก่โลกในปีนี้ แต่โลกยังต้องสัมผัสกับเหตุการณ์อันสุดสะเทือนขวัญ จากเหตุการณ์”สังหารหมู่ที่นอร์เวย์”ด้วยน้ำมือของยมทูตโหดนามแอนเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก หนุ่มคลั่งอุดมการณ์นรก แนวคิด”ขวาจัด” จากเหตุการณ์วางระเบิดสำนักนายกรัฐมนตรี และเหตุสังหารหมู่กราดยิงที่เกาะอูโทย่า ในการโจมตีสองเหตุการณ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 77 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 151 ราย ( ในจำนวนนี้  มีผู้หญิงไทยที่ได้รับสัญชาตินอร์เวย์ อายุ 21 ปี ร่วมเสียชีวิตด้วย)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นโศกนาฎกรรมที่สะเทือนขวัญอย่างมาก เพราะเหตุสังหารหมู่นี้เกิดขึ้นในประเทศที่ได้ชื่อว่า”สงบสุขที่สุดของ โลก”และเป็นนักสนับสนุนสันติภาพระดับแถวหน้าของโลก แต่กลับต้องสัมผัสกับฝันร้ายที่เลวร้ายที่สุด ขณะที่ภายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่หฤโหด ชาวนอร์เวย์กว่า 150,000 คน ได้ชุมนุมกันในกรุงออสโล เพื่อแสดงการไว้อาลัยแก่เหยื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็นความพยายามแสดงพลังว่า ชาวนอร์เวย์ยังคงเชื่อมั่นในความเป็นพลเมืองที่มีจิตใจศิวิไลซ์ ที่เป็นภาพลักษณ์อันโดดเด่นของประเทศ  ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเยนส์ สตอลเท็นเบิร์ก ถึงกับกล่าวว่า เป็นเหตุการณ์นรกบนดิน ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมนอร์เวย์ นับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

จากการสอบสวนของตำรวจนอร์เวย์ได้พบความบ้าคลั่งอย่างสุดขั้วของมือปืนโหด รายนี้ ที่ถูกเปิดเผยตามลำดับ โดยทนายความระบุว่า นายเบรวิกได้กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องโหดร้ายแต่เป็นสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกัน ตำรวจพบว่า เบรวิก ได้ทิ้งแถลงการณ์ระบุรายละเอียดปฎิบัติการโหด บอกว่าสิ่งที่ตัวเองก่อเหตุ เป็นสงครามคริสเตียนเพื่อป้องกันยุโรปจากภัยคุกคามจากอิสลาม และหมกมุ่นกับแนวคิดระแวงภัยคุกคามจากวัฒนธรรมหลากหลาย และมุสลิมอพยพเข้าเมือง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในแถลงการณ์ของนายเบรวิก ได้ถูกบันทึกเป็นไดอารี่แต่ละวัน ข้อความหนึ่งระบุว่า จะเกิดมหาอัคคีภัยเข่นฆ่าผู้คนเป็นล้านคน และเวลาแห่งการเจรจาได้จบสิ้นแล้ว ขณะที่เวลาแห่งการต่อต้านด้วยการใช้อาวุธได้มาถึงแล้ว  นอกจากนี้ ยังมีข้อความในทวิตเตอร์ของเขา มีเนื้อหาว่า มนุษย์คนเดียวที่มีอุดมการณ์ ย่อมเทียบเท่าคนนับแสนที่ทำเพื่อผลประโยชน์ตน และยังโพสต์ข้อความทางอินเตอร์เนท ดูถูกพรรคคอนเซอเวทีฟ ซึ่งเขากล่าวหาว่าละทิ้งการต่อสู้กับวัฒนธรรมหลากหลายที่หลั่งเข้ายังประเทศ

ถูกจับกุมและคุมขังในเรือนจำศิวิไลซ์ของประเทศจนถึงขณะนี้ ท่ามกลางกระแสคาดหมายว่าจะถูกตัดสิน”จำคุกตลอดชีวิต”ที่เป็นโทษสูงสุดของ นอร์เวย์ แต่น่าช๊อก(อีกรอบ)คือ มีแนวโน้มเป็นไปได้ที่”ยมทูตโหดนอร์เวย์”จะรอดพ้นคุก หลังจากแพทย์นอร์เวย์ได้ออกรายงานระบุว่า นายเบรวิก มีอาการโรคจิตเภทแบบหวาดระแวง และเกิดอาการดังกล่าวระหว่างและหลังเหตุการณ์สังหารหมู่สองครั้งในวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทว่ารายงานดังกล่าวยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากนักนิติจิตเวชศาสตร์อีก ครั้ง

……………………………………………

ทั้งหมดนี้เป็นความเข้มข้นของเหตุการณ์โลกที่เกิดขึ้นในขวบปีที่ผ่านมา ขณะที่ปี 2554 กำลังจะผ่านไปแล้ว และปีใหม่ 2555 กำลังจะมาถึง……

เราได้แต่หวังว่า โลกในปีหน้า จะมี”เหตุการณ์ร้าย ๆ”น้อยกว่าที่โลกได้”แลเห็น”ในปีนี้

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s