“ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล” เปิดใจ ตนยังรอให้ศาลเปลี่ยนวันอ่านคำตัดสิน

แปลจาก “Daranee hoping verdict will be rescheduled” โดย อัจฉรา อัชฌายกชาติ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post วันที่ 17 ตุลาคม 2554

อัจฉรา อัชฌายกชาติ ผู้สื่อข่าว นสพ. บางกอกโพสต์ พูดคุยกับ ‘ดา ตอร์ปิโด’ หลังศาลวินิจฉัยพิจารณาคดีปิดลับไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เจ้าตัวเผยมุ่งขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ผิดหวังเนื่องจากศาลเลื่อนการพิจารณาไปหลังวันเฉลิมพระชนมพรรษา

ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล สตรีผู้ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาถึง 18 ปีในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เปิดเผยว่าตนรู้สึกว่าศาลอาญาปฎิเสธเธออย่างไม่เป็นธรรมในโอกาสขอทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษ โดยศาลอาญาได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 15 ธันวาคม ซึ่งเท่ากับภายหลังวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ตามธรรมเนียมแล้ว ในวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผู้ที่ถูกตัดสิน จำคุกและได้ขอพระราชทานอภัยโทษ อันเป็นส่วนหนึ่งของงานเฉลิมพระชนมพรรษา
องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระชนมายุ 84  พรรษาในปีนี้
ดารณี (อายุ 49 ปี) ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า เธอหวังว่าศาลจะเปลี่ยนวันนัดฟังคำพิพากษามาเป็นก่อนสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อที่อย่างน้อยตนจะได้มีสิทธิ์ยื่นเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษตามสภาพ เงื่อนไขปกติต่อไป
ดารณีให้สัมภาษณ์จากห้องคุมขังชั่วคราวของศาลอาญารัชดาว่า รายละเอียดการพระราชทานอภัยโทษในงานเฉลิมพระชนมพรรษายังมิได้กำหนดแน่นอน ชัดเจน ดังนั้น เธอยังคงสามารถใช้ชีวิตอยู่ในความหวังได้ว่า ศาลจะมีเมตตาและปรับวันอ่านคำพิพากษาให้เร็วขึ้นเพื่อที่เธอจะได้มีสิทธิ์ ยื่นเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษได้
ดารณี หรือรู้จักกันทั่วไปว่า “ดา ตอร์ปิโด” ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 18 ปีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจากการที่เธอกล่าวคำปราศรัยที่มีถ้อยคำดู หมิ่นเบื้องสูง ณ ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 18 มกราคม, 7  มิถุนายน และ 13 มิถุนายน ในปี 2551 โดยการพิจารณาคดีของเธอนั้นถูกปิดลับจากสาธารณชนและสื่อมวลชน
ดารณีได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินและยังได้ประท้วงว่าการพิจารณาคดีอย่างปิดลับดังกล่าว ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาได้อ่านคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเช้าวันนี้ (17 ต.ค.) ว่า การพิจารณคดีอย่างปิดลับในกรณีของดารณี ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
เธอยอมรับว่าตนยังไม่ทราบว่าจะต้องมีคุณสมบัติหรือเงื่อนไขใดบ้างที่จะ ขอพระราชทานอภัยโทษในปีนี้ได้ แต่เธอได้ยินมาว่า แกนนำของขบวนการเสื้อแดงกำลังจะทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผู้ต้องหา คนอื่นๆด้วยเช่นกัน
“คือมันถึงเวลาวัดใจของรัฐบาลที่ได้รับเลือกจากพลังของคนเสื้อแดงแล้ว มีคนอย่างสุรชัย (ด่านวัฒนานุสรณ์) และสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) ที่สมควรจะอยู่ในรายชื่อเหล่านั้นด้วย” ดารณีกล่าว
ในเวลานี้ยังมีผู้ต้องขังคนอื่นๆในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในเรือนจำ พิเศษกรุงเทพอีก 11 คน ซึ่ง 3 ใน 11 คนนี้คดีถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว แต่นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และนายสมยศ พฤษาเกษมสุข ยังคงรอคอยคำพิพากษาขั้นสุดท้ายอยู่ สำหรับนางสาวดารณีนั้น เป็นผู้ต้องขังในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพียงคนเดียวที่ถูกคุมขังอยู่ที่ ทัณฑสถานหญิงกลาง กรุงเทพมหานคร
ดารณียอมรับว่าตนเองจะต้องสูญเสียกำลังใจอย่างแน่นอนถ้าหากรัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่สนใจที่จะช่วยเหลือตนและคนอื่นๆในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยครั้งนี้
ดารณีให้สัมภาษณ์ว่าตนยังคงรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อหัวเรือใหญ่ของพรรค ภูมิใจไทย นายเนวิน ชิดชอบ ที่ให้ช่วยเหลือทางการเงินตลอด 14 เดือนแรก แต่หลังจากพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ นายเนวินก็หยุดส่งเงินช่วยเหลือ
“ดิฉันก็ถูกจับติดคุกเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งคือช่วงรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลชุดปัจจุบันเลยอาจจะลืมไปว่าที่ตัวเองได้มาถึงตรงนี้ก็เพราะการเสีย สละของอีกหลายคน แต่อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดเถอะ ไม่มีใครขอให้เราไปขึ้นเวทีในวันนั้น เราทำของเราเอง” เธอกล่าว
“ที่ผ่านมาไม่มีนักการเมืองคนไหนเคยมาเยื่ยมเลย แกนนำของ นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) ก็เช่นกัน ที่เรายังมีกำลังใจสู้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะพี่ชายที่มาเยี่ยมทุกอาทิตย์ แล้วก็คนเสื้อแดงบางส่วนที่เขายังห่วงใยเรา” นส ดารณีกล่าว และยังอธิบายด้วยว่าตนมิได้ชื่นชอบอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร มากเป็นพิเศษแต่อย่างใด
ดารณียืนยันว่าถ้อยคำของตนมิได้มีเจตนาที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และตนเองก็ไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์
“ดิฉันนับถือพุทธศาสนา และก็ยังนั่งสมาธิในคุก ดิฉันเคยทำงานอยู่ 3 ปีกับหนังสือพิมพ์สื่อธุรกิจที่ตอนนี้เลิกกิจการไปแล้ว ซึ่งก็มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของร่วมด้วย ดิฉันยังรู้สึกซาบซึ้งน้ำพระทัยของพระเจ้าหลานเธอพัชรกิติยาภาที่ทรงประทาน ความช่วยเหลือทางการแพทย์ให้แก่ผู้ต้องหาหญิง ซึ่งช่วยให้ดิฉันเองได้มีโอกาสรับการสแกนกระโหลกศีรษะด้วย” เธอกล่าวในระหว่างการสัมภาษณ์
ดารณี ผู้มีพื้นเพมาจากจังหวัดภูเก็ต มีอาการขากรรไกรยึดเป็นโรคประจำตัว ซึ่งเป็นโรคหายากที่เกิดจากการอักเสบของไวรัสในปากและกระดูก ทำให้เธอมีอาการเจ็บปวดอย่างมาก ดารณีเคยได้ประกันตัวชั่วคราวไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจสองครั้ง เป็นเวลา 11 วัน และยังได้เคยรับการรักษาที่โรงพยาบาลของเรือนจำอีก 5 ครั้งด้วยกัน
ดารณีเปิดเผยว่าเธอน้ำหนักลดลงจาก 65 กิโลกรัมเป็น 50 กิโลกรัมในช่วงเดือนแรกๆของการคุมขัง แต่ในขณะนี้น้ำหนักตัวขึ้นมา 4 กิโลกรัมแล้ว
อย่างไรก็ดี เธอเริ่มใจไม่ดีหลังจากพี่ชายอายุ 57 ปีของเธอ นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล ถูกจับเข้าคุกกระทันหันเป็นเวลา 1 เดือนเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมาในฐานะเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีความหนึ่ง ที่มีอายุความมาตั้งแต่ปี 2542 ทั้งคู่เพิ่งได้พบกันเมื่อเช้านี้ (17 ต.ค.)ในศาลนั่นเอง
ศาลอุทธรณ์ตัดสินในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า กระบวนการขั้นตอนของศาลอาญาในคดีนี้ไม่ถูกต้อง และสมควรเริ่มพิจารณาคดีใหม่โดยการยื่นเรื่องคำร้องของดารณี ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญก่อน
หลังจากได้รับคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลอาญาจึงค่อยดำเนินการต่ออีกทีหนึ่ง
ศาลรัฐธรรมนูญได้โพสต์คำตัดสินลงในเว็บไซต์ของศาลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และเพิ่งจะได้อ่านคำพิพากษาในวันนี้ ฝ่ายจำเลยหวังไว้ว่าศาลอาญาจะดำเนินการต่อได้ทันทีหลังอ่านคำตัดสินในวันนี้ แต่การณ์กลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
ศาลอาญาชี้แจงว่าเดือนนี้เป็นช่วงสับเปลี่ยนข้าราชการและอาจจะมีผู้ พิพากษาคนใหม่ๆ เข้ามารับหน้าที่ในคดีนี้ด้วย ดังนั้น วันที่ 15 ธันวาคมจึงเป็นวันที่เหมาะสมกว่า.
ที่มา
แปลจาก Achara Ashayagachat.  “Daranee hoping verdict will be rescheduled”. Bangkok Post. 17/10/54

Leave a comment

Filed under ข่าวจากประชาไท

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s