“iSteve” บุปผาชนแห่ง “ซิลิคอน วัลเลย์”

โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com


มีบ้างบางคนที่ถือกำเนิดมาเพื่อยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะลืมตามาดูโลกในสภาพต่ำต้อยติดดินเพียงใด สตีฟ จ็อบส์ เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น

จาก สภาพของการเป็น “ลูก” ที่พ่อแม่ไม่ต้องการ ยกให้ผู้อื่นไปเลี้ยง จากคนที่ไม่มีแม้แต่เงินเพื่อการศึกษาในระดับอุดมศึกษา อาศัยเศษสตางค์จากการเก็บขวดน้ำอัดลมไปแลกคืนในอัตรากระป๋องละ 5 เซนต์ยังชีพ

จากคนที่เรียนรู้คอมพิวเตอร์ด้วยตัวเอง “สตีฟ จ็อบส์” กลายเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีที่ทั้งโลกยกย่องและยอมสยบ

เมื่อ เขาสิ้นชีวิตลง ผู้นำทั่วโลกออกปากไว้อาลัยและสดุดี คนแปลกหน้าเกือบครึ่งล้านส่งข้อความไว้อาลัยผ่านทางทวิตเตอร์ภายในไม่กี่ ชั่วโมง

นั่นไม่นับการไว้อาลัยจากชาวจีนอีกมากถึง 35 ล้านคนผ่านรูปแบบต่างๆ ของการสื่อสารทันสมัย รูปแบบที่ สตีฟ จ็อบส์ มีส่วนในการวางรากฐานไว้ในหลากหลายวาระและโอกาส

สตีฟ จ็อบส์ เป็นอัจฉริยะแน่นอน

แต่น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ว่า อะไรคือเบ้าหลอมความเป็นเอตทัคคะในโลกเทคโนโลยีของเขากันแน่!

สตีเฟน พอล จ็อบส์ เกิดในซานฟรานซิสโก เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 1955 ถูกโจแอนน์ แคโรล ชีเบิล มารดาชาวอเมริกัน และอับดุลฟาตาห์ จานดาลี บิดาชาวซีเรียที่กำลังศึกษาระดับบัณฑิตวิทยาลัยอยู่ในเวลานั้น มอบให้เป็นลูกของพอล และคลาร่า จ็อบส์

พอล จ็อบส์ เป็นพ่อค้า นักการเงิน และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นำเด็กชายย้ายถิ่นบ่อยครั้ง จากซานฟรานฯ ไปยังเมาเท่นวิว และลอส อัลทอส เพื่อปักหลักค้าขายเครื่องจักรกลในทศวรรษ 1960 ยุคที่ “ฮิปปี้” บุปผาชนบานสะพรั่งในละแวกนั้นของสหรัฐอเมริกา

สตีฟสนใจเรื่อง อิเล็กทรอนิกส์มาตั้งแต่ยังเด็ก เคยซื้อชุด “คิท” ชุดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กึ่งสำเร็จรูป หลายๆ อย่างมาประกอบเองเพื่อใช้งาน ครั้งหนึ่งตอนเรียนเกรด 8 เมื่อชุดประกอบของเขาเกิดไม่ทำงานอย่างที่คาด สตีฟถึงกับโทรศัพท์ไปหาวิลเลียม ฮิวเล็ตต์ ผู้ก่อตั้งบริษัทฮิวเล็ตต์-แพคการ์ด ที่รู้จักกันทั่วโลกในชื่อ “เอชพี” ในเวลานี้เพื่อขอความรู้

ลงเอยนอกจากจะได้คุยกับฮิวเล็ตต์นานถึง 20 นาที ได้ชิ้นส่วนที่ขาดหายไปแล้ว เขายังถูกทาบทามให้ทำงานพาร์ทไทม์ในช่วงวันหยุดหน้าร้อนจากความอยากรู้อยาก เห็น และไม่ยอมแพ้หนนั้น

สตีฟ จ็อบส์ พบกับสตีฟ วอซเนียค ผู้ร่วมก่อตั้ง “แอปเปิล” ที่โรงเรียนมัธยม โฮมสตีด ในย่านคัพเปอร์ติโน่ แคลิฟอร์เนีย ไม่ใช่เพราะเรียนอยู่ในระดับชั้นเดียวกัน แต่เป็นเพราะบังเอิญเลือกเข้าเรียนวิชา “อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น” เหมือนๆ กัน

แต่เรื่องที่ทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ เกิดขึ้นตอนที่วอซเนียคไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ แล้ว ในขณะที่สตีฟยังอยู่ที่โฮมสตีด แม่ของวอซเนียคส่งบทความเรื่อง “ความลับของลิตเติล บลูบ็อกซ์” มาให้ลูกชายอ่าน

มันเป็นเรื่องการค้นพบพิเรนทร์ๆ ของผู้ที่ใช้ชื่อแฝงว่า “กัปตันครันช์” ที่ว่า “นกหวีด” ที่แจกมากับกล่องขนมกรุบกรอบ “แคป แอนด์ ครันช์” นั้น สามารถปรับแต่งความถี่ให้กลายเป็นความถี่เดียวกันกับย่านความถี่โทรศัพท์ ผลก็คือ มันช่วยให้สามารถโทร.ทางไกลได้ฟรีๆ เพียงแค่ใช้มันเป่าข้างๆ หูโทรศัพท์เท่านั้น


แอปเปิล วัน ผลผลิตชิ้นแรกสุดของแอปเปิลในปี 1976

วอซเนียคกับสตีฟ จ็อบส์ ใช้เวลานานร่วมสัปดาห์ เสาะหาจนพบว่า “กัปตันครันช์” ที่แท้คือ จอห์น แดรปเปอร์ อดีตเจ้าหน้าที่เทคนิคอิเล็กทรอนิกส์ของกองทัพอากาศ พวกเขาจัดแจงนัดพบแดรปเปอร์ที่หอพักของวอซเนียคในมหาวิทยาลัย ได้ความรู้มาทำ “บลูบ็อกซ์” ออกขายเล่นๆ ให้คนแถวบ้านซื้อไปใช้เพื่อโทร.ทางไกลฟรีๆ-แบบผิดกฎหมาย

ขายดิบขายดีจนได้เงินมามากถึง 6,000 ดอลลาร์

สตีฟ จ็อบส์ จบไฮสกูลและถูกส่งไปเรียนต่อที่ “รีด คอลเลจ” ในปี 1972 ก่อนที่จะไปลาออกอย่างเป็นทางการ เมื่อเรียนไปเพียงเทอมเดียว

เหตุผล “เพราะการเรียนอย่างนั้นผลาญเงินออมเกือบทั้งหมดของพ่อแม่” เขาเปิดเผยไว้ในคำปราศรัยเนื่องในพิธีเชิดชูเกียรติที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมื่อปี 2005

แต่แทนที่จะเลิกเรียน สตีฟยังคงเรียนในแบบฉบับของตัวเอง-แอบเข้าไปเรียนร่วมกับเพื่อนๆ ในวิชาที่ตนอยากรู้

“ลา ออกมาก็ไม่มีหอให้อยู่ ผมก็ต้องไปนอนบนพื้นในหอเพื่อนๆ เก็บขวดโค้กไปคืน เพื่อแลกกับเงิน 5 เซนต์ใช้ซื้อหาอาหาร ทุกคืนวันอาทิตย์ผมยินดีเดิน 7 ไมล์ ข้ามเมืองไปยังวัดหิริ กฤษณะ เพื่อกินอาหารดีๆ ให้เต็มอิ่มสักมื้อต่อหนึ่งสัปดาห์”

ทั้งหมดนั่นไม่ใช่เรื่องยาก ลำบากสำหรับสตีฟ ตรงกันข้ามมันเป็นความรื่นรมย์ประการหนึ่ง เป็นการสนองตอบต่อความอยากรู้อยากเห็น เป็นการหล่อหลอมสัญชาตญาณการ “หยั่งรู้” ที่เขาบอกว่า “หาค่ามิได้” ในภายหลัง

เขาทำอย่างนั้นอยู่ 18 เดือนเต็มๆ ก่อนกลับมายังซิลิคอน วัลเลย์ อีกครั้งในปี 1974 เข้าทำงานกับอาตาริ บริษัทผู้ผลิตวิดีโอเกม ทำงานอยู่หลายเดือนก็ถูกจิตวิญญาณ “เสรีชนแสวงหา” เรียกร้อง จนต้องลาออกมา ชวนเพื่อน “แดเนียล คอตต์เค่” ไป “อินเดีย”

คอตต์เค่ ต่อมาคือพนักงานคนแรกๆ ที่ “แอปเปิล” ว่าจ้างให้ทำงานด้วย

สตี ฟกลับมาเจอกับวอซเนียคอีกครั้ง เมื่อเริ่มหนาวในปี 1975 ก็ด้วยเหตุที่ว่า ทั้งคู่ไปร่วมการอบรมคอมพิวเตอร์ที่สโมรสร “โฮมบรูว์ คอมพิวเตอร์ คลับ” พร้อมๆ กัน

“โฮมบรูว์” เป็นสโมสรของคนที่สนใจคอมพิวเตอร์เป็นงานอดิเรก เป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่พยายามอย่างยิ่งที่จะดึงเอา “คอมพิวเตอร์” ออกมาจากการใช้งานกันในแวดวงค้นคว้าวิจัยของมหาวิทยาลัยทั้งหลาย

ลี เฟลเซนสไตน์ หนึ่งในสมาชิกโฮมบรูว์ ที่ตอนนี้เป็นนักออกแบบคอมพิวเตอร์ จำสตีฟได้แม่นยำ เพราะ “หมอนี่เหมือนอยู่ไปทุกที่ อยากรู้ไปเสียทุกอย่าง พยายามจะฟังทุกคำที่ทุกคนพูด”

ปี 1976 สตีฟกับวอซเนียครวมเงินกันได้ 1,300 ดอลลาร์ ทั้งคู่ก่อตั้งแอปเปิลคอมพิวเตอร์ขึ้น โดยใช้ “โรงรถ” ที่บ้านสตีฟเป็นสำนักงาน

ผล งานแรกสุดของทั้งคู่คือ “แอปเปิล วัน” ที่วอซเนียคเป็นคนออกแบบผลิต และสตีฟรับหน้าที่เป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในสำนักงานใหญ่ๆ โดยเฉพาะ

ปี 1977 สตีฟเป็นคนออกแบบและดูแลการผลิต “แอปเปิล ทู” ที่มีวอซเนียคเป็นวิศวกร มันกลายเป็นคอมพิวเตอร์ “ส่วนบุคคล” เครื่องแรกของโลก และขายได้อยู่นานถึง 16 ปี

ที่เหลือหลังจากนั้นก็คือตำนาน ตำนานที่เล่ากันครั้งแล้วครั้งเล่าถึงความสำเร็จและความยิ่งใหญ่ของสตีฟ จ็อบส์

สตีฟ จ็อบส์ ไม่เคยยึดถือว่าตนเองเป็นวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ ไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นซอฟต์แวร์โปรแกรมเมอร์ และไม่เคยยืนยันว่าเขาเป็นผู้จัดการ เขาบอกเพียงแต่ว่า เขาเป็น “ผู้นำเทคโนโลยี” เท่านั้น

เป็นคนที่มีความสามารถในการเลือกคนที่ดี ที่สุดเท่าที่จะหาได้มาร่วมงาน กระตุ้นเร่งเร้า และบ่มเพาะพวกเขาให้ทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ อยากเห็นและอยากได้

แต่สุดท้ายงานออกแบบผลิตภัณฑ์ทุกอย่างทั้งภายนอกและภายใน สตีฟ จ็อบส์ เป็นผู้ตัดสินว่า “ใช่” หรือไม่

นั่น เป็น “วิถี” ที่กลายมาเป็น “ขนบ” แห่งแอปเปิล ทุกคนที่ทำงานกับเขามักเริ่มต้นจากการหงุดหงิด คับข้องใจ แต่ลงเอยด้วยการตระหนัก ภักดีและชื่นชมยกย่องถึงที่สุด

เอดวิน แคทมุลล์ ที่ร่วมก่อตั้ง พิกซาร์ มากับสตีฟ บอกว่า ทำงานอย่างสตีฟ มีวิสัยทัศน์อย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องดื้อรั้น ยืนกราน เต็มไปด้วยทิฐิ มุ่งมั่น แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องเปี่ยมด้วยศรัทธา และความอึด พร้อมกันไปด้วย

ความยิ่งใหญ่ของสตีฟ จ็อบส์ ส่วนหนึ่งเกิดจากความสามารถในเข้าใจจนกระจ่างทั้งทางด้านเทคโนโลยีและ วัฒนธรรมร่วมสมัย อย่างที่เรียกกันว่า “ป๊อปคัลเจอร์” เขาสามารถกำซาบทั้งสองประการเข้าไว้ในตัว หล่อหลอมมันเข้าด้วยกัน แล้ว “ผลิต” มันออกมาใหม่ในรูปแบบดุจเดียวกันกับงานศิลปะที่ลงตัว ไม่มีขาด ไม่มีเกิน

ข้อเท็จจริงที่ว่า สตีฟ จ็อบส์ เกิดและเติบโตมาพร้อมๆ กับอาการบานสะพรั่งของวัฒนธรรม “ขบถ” อย่าง “ฮิปปี้” ที่จำหลักอยู่หนักแน่นในย่านเบย์แอเรีย ของซานฟรานซิสโก สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนในทุกๆ ย่างก้าวของการรังสรรค์สิ่งใหม่ๆ ปลูกฝังความคิดใหม่ๆ และการมองโลกในแง่มุมใหม่ที่แตกต่างออกไปจากเดิม ซึ่งกลายเป็น “แก่น” สำคัญของผลิตภัณฑ์ยุคหลังทุกชิ้นของแอปเปิล

เขา เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัยในยุคนั้นอย่างแนบแน่น ขนาดเคย “ออกเดท” กับ “โจแอน บาเอซ” ศิลปินระดับ “เจ้าแม่” ของบรรดาบุปผาชนทั้งหลายตั้งแต่วัย 20 เศษๆ

สตีฟ จ็อบส์ เคยกระทั่งใช้ “แอลเอสดี” ที่เป็นเสมือน “เครื่องหมายการค้าของยุคบุปผาชน” ซึ่งเขาบอกในภายหลังว่า ถือเป็นหนึ่งในสองสามอย่างที่สำคัญที่สุดที่เขาได้กระทำมาในชีวิตนี้

แอล เอสดีเป็นยาเสพติดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการหลอนรุนแรงที่สุด และทำให้เกิด “หลายอย่าง” ขึ้นกับสตีฟ จ็อบส์ ชนิดที่ไม่มีใคร-แม้แต่ภรรยาของเขาจะสามารถเข้าใจได้-หากไม่เคยใช้มัน

ครั้ง หนึ่ง เคยมีผู้สื่อข่าวขอให้เขาบอกสิ่งที่มีอิทธิพลชนิดไม่รู้จักจบสิ้นต่อ มนุษยชาติเท่าที่เคยมีการรังสรรค์ขึ้นมาในทรรศนะของเขาเอง

สตีฟ จ็อบส์ บอกว่า หนึ่งนั้นคือ ไมโครชิป อีกหนึ่งคือ หนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อ “เดอะ โฮล เอิร์ธ แคตตาล็อก” ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาเมื่อปี 1960

และถูกยึดถือกันว่า เป็นเสมือน “คัมภีร์แห่งบุปผาชน” นั่นเอง

ความ “ง่าย” การเป็น “ขบถ” และความมี “รสนิยม” ส่วนหนึ่งของปรัชญาที่เป็นวิถีของฮิปปี้ในยุค 60 จำหลักอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ทุกชิ้นของสตีฟ จ็อบส์

เขาเน้นและ พูดถึง “รสนิยม” บ่อยครั้งมากพอๆ กับการให้ความสำคัญของคำถามที่ว่า “ถ้าเราทำเพื่อให้ตัวเองใช้ เราต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้” ที่กลายเป็นหลักในการสร้างผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลมาจนถึงทุกวันนี้

รีจิ ส แมคเคนนา นักการตลาดที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งแห่งซิลิคอน วัลเลย์ คนที่สตีฟเข้าไปปรึกษาเมื่อต้องการสร้างแบรนด์ “แอปเปิล” ให้แข็งแกร่ง บอกว่า การทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย คือ อัจฉริยภาพสูงสุดของสตีฟ จ็อบส์

สตีฟตัดทอนส่วนที่ซับซ้อนอย่างยิ่งของผลิตภัณฑ์ที่เต็มไปด้วย โครงสร้างวุ่นวายทางวิศวกรรมให้หลงเหลือเพียงส่วนที่ง่าย แต่งาม อย่างยิ่งไว้เท่านั้น

แอปเปิลไม่เคยทำวิจัยด้านการตลาด หรือผลวิจัยด้านการตลาดไม่เคยมีอิทธิพลใดๆ ต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ของแอปเปิล เหตุผลง่ายๆ ของเขาก็คือ ผู้บริโภคไม่มีหน้าที่ต้องมาคิดว่าตัวเองต้องการอะไร

ผู้ผลิตต่างหากที่ต้องคิดและทำออกมาให้ดีที่สุด ชนิดที่เมื่อทุกคนได้เห็นแล้วต้องชอบและปลาบปลื้มเมื่อได้เป็นเจ้าของมัน

วิญญาณ ขบถมีอยู่เต็มเปี่ยมในตัวสตีฟ เขาออกนอกแนวทางดั้งเดิมในความคิดเรื่องธุรกิจเพลงโดยสิ้นเชิงด้วย ไอพอด และ ไอจูน เขาสร้างสรรค์วิธีการติดต่อสื่อสารและรูปแบบการใช้งานโทรศัพท์มือถือเสีย ใหม่และต่างออกไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงด้วยไอโฟน

เขาไม่เพียงทำให้ “แท็บเล็ต” มีนิยามใหม่ด้วยไอแพด แต่ยังทำให้มันโดดเด่นจนบดบังเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทุกเครื่องที่เคย ผลิตกันมา แม้แต่กระทั่งแม็คและแอปเปิลเอง

ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ ว่า ถ้าหากสตีฟ จ็อบส์ ยังคงอยู่ต่อไป เขาจะพลิกโฉมอะไร และอย่างไรไปอีกบ้าง-เพียงรู้ว่า มันจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเท่านั้นเอง

หลัง มรณกรรมที่สตีฟ วอซเนียคอุปมาเอาไว้ว่า ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เหมือนเมื่อครั้งที่จอห์น เลนนอน ตำนานสี่เต่าทองถูกยิงเสียชีวิต แมท กัลลิแกน ส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ เอาไว้ว่า

อาร์ไอพี-พักให้สงบเถิด สตีฟ จ็อบส์

“คุณเอื้อมมือมาแตะโลกอันแสนอัปลักษณ์ของเทคโนโลยี แล้วเปลี่ยนมันให้เป็นโลกที่งดงามยิ่ง…

“ขอบคุณ”

 

หน้า 30,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2554

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s