อารมณ์ขันของ “มหาตมา คานธี”

คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ

โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก


มหาบุรุษของอินเดียที่คุ้นหูของคนไทย ดูเหมือนจะมีอยู่คนเดียว (ยกเว้นพระพุทธเจ้านะครับ) คือ คานธี

ส่วน อีกคนที่มีชื่อเสียงไม่แพ้คานธีคือ ดอกเตอร์อัมเบดการ์ คนไทยกลับไม่ค่อยรู้จัก ทั้งๆ ที่อัมเบดการ์คนอินเดียรู้จักดีและให้เกียรติสร้างอนุสาวรีย์ไว้ที่รัฐสภา ในขณะที่คานธีไม่ได้รับเกียรติเช่นนั้น

คานธีชื่อเต็มของท่านคือ มหาตมา คานธี ไม่ใช่มหาตมะ คานธี ดังที่เขียนกันทั่วไป มหาตมา แปลว่า อาตมันอันยิ่งใหญ่ หรือ Great Mind

คาน ธีมีอารมณ์ขันด้วยหรือ? ใครๆ ก็คงสงสัยเช่นนี้ เพราะเมื่อเอ่ยถึงคานธี คนก็นึกถึงภาพของผู้เคร่งครัดและเคร่งขรึม อยู่อย่างง่ายๆ มีไม้เท้าและผ้าเตี่ยวเป็นสัญลักษณ์ ถือมังสวิรัติอย่างเคร่งครัด

คนธรรมดามิใช่ธรรมดาเช่นนี้แหละครับ ได้ใช้วิธีอหิงสาต่อสู้กับจักรวรรดิอังกฤษจนได้รับชัยชนะพาชาติของท่านไปสู่อิสรภาพมาแล้ว

คนเช่นนี้ไม่น่าจะมีอารมณ์ขัน

นักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งได้ถามคำถามข้างต้นกับท่าน ท่านตอบว่า

หากไม่มีอารมณ์ขัน ผมคงฆ่าตัวตายไปนานแล้ว

ครับ “ขันไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก” คนที่เป็นใหญ่คับโลกอย่างท่านคานธี ย่อมต้องมีอารมณ์ขันเหลือเฟือแน่นอน ผมขออนุญาตนำอารมณ์ขันของท่านคานธีมาให้อ่านกัน ผมคัดมาจากไหน จะบอกในตอนท้าย

ได้ค่าเรื่องแล้วก็นำไปแบ่งให้ท่านเจ้าของเรื่องอีกต่างหาก (ว่าเข้านั่น)

อารมณ์ ขันเรื่องแรก (ที่เลือกมาให้อ่าน) มีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งมหาตมา คานธี ได้ออกนอกอาศรมไปเดินเล่นออกกำลังกายในเวลาเย็นตามที่เคยปฏิบัติ

มีนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งเข้าไปไหว้แล้วถามว่า สัตบุรุษทรงศีลอย่างท่านตายไปแล้วคงได้ขึ้นสวรรค์แน่ ใช่ไหมครับ

ท่าน คานธีตอบว่า ตายแล้วผมจะขึ้นสวรรค์หรือลงนรกก็ไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ ไม่ว่าผมจะไปไหน คงมีพวกคุณไปยืนคอยต้อนรับผมโดยไม่ต้องสงสัย

นัก หนังสือพิมพ์กับคนใหญ่คนโตเป็นของคู่กัน ท่านเดินไปไหนก็จะถูกผู้สื่อข่าวรุมล้อมยื่นไมโครโฟนจ่อปาก ซักถามโน่นนี่ บางท่านถูกซักถูกต้อนมากๆ ก็แสดงอารมณ์ หาว่าถามน้ำเน่าบ้างล่ะ ถามนอกเรื่องบ้างล่ะ ซ้ำซาก ถามแต่ปัญหาปัญญาอ่อนบ้างล่ะ ถามคำถามแบบเสี้ยมเขาควายให้ชนกันบ้างล่ะ ฯลฯ แล้วแต่จะว่าไป

ครั้น ผู้สื่อข่าวไม่สนใจไปสัมภาษณ์ ก็รู้สึกเหงาหรือแสดงอาการกระฟัดกระเฟียด พูดกระเทียบเปรียบเปรยว่า เดี๋ยวนี้เราไม่เนื้อหอมเหมือนคนอื่นเขา เป็นยังงั้นก็มี (เสียล่วย)

บางคนเขาถามอะไรก็ตอบอยู่คำเดียว “ไม่รู้ ไม่ทราบ”

จำ ได้ว่าครั้งหนึ่งนานมาแล้ว “ท่าน” คนหนึ่งถูกหนังสือพิมพ์ถาม ไม่ว่าเรื่องอะไร ท่านตอบว่า “ไม่ทราบ” ตลอด จนผู้สื่อข่าวคนหนึ่งซักต่อไปว่า “มีเรื่องอะไรบ้างที่ท่านทราบ” (เพราะเท่าที่ผ่านมา ท่านไม่ทราบอะไรเลย) เท่านั้นแหละคุณเอ๋ย “ท่าน” ผู้ยิ่งใหญ่ก็ออกท่าทางยักษ์ในวรรณคดีขึ้นมาทันที

คำตอบของท่านคานธี ต่อผู้สื่อข่าวนั้น ใครอ่านแล้วจะเห็นขันหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ผมมองในอีกแง่หนึ่งว่า ท่านตอบเป็นปรัชญาเสียดสีนิดๆ ว่าไม่ต้องถามดอกว่าผมจะไปไหน คุณรู้คำตอบอยู่แล้ว เพราะคุณตามติดผมตลอดเวลา

กระบวนอารมณ์ขันแบบแสบๆ คันๆ ไม่มีใครเกินท่านปรมาจารย์แห่งซอยสวนพลู สมัยท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ถูกนักหนังสือพิมพ์ตั้งฉายาให้แปลกๆ แต่ละฉายาล้วนเป็นการละลาบละล้วงเกิน ไม่ให้เกียรติท่านในฐานะเป็นผู้นำประเทศ เช่น “เฒ่าสารพัดพิษ” และอะไรอีกหลายฉายา

ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งก็คือ ท่านมิได้โกรธเลย ใครจะตั้งฉายาอะไรก็เชิญตามสบาย วันหนึ่งผู้สื่อข่าวคนหนึ่งถามท่านว่า ที่นักหนังสือพิมพ์ตั้งฉายาให้ท่านอย่างนั้น ท่านไม่โกรธบ้างหรือ ท่านตอบว่า

“คุณเอ๋ย หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง มันจะสึกหรออะไรนักหนา”

อารมณ์ ขันแสบๆ คันๆ อีกเรื่องหนึ่งของท่านคานธีก็คือ ครั้งหนึ่งท่านคานธีเดินทางโดยเรือเดินทางไปเข้าร่วม “ประชุมโต๊ะกลม” ที่ประเทศอังกฤษ ตามคำเชิญของรัฐบาลอังกฤษสมัยนั้น

ในเรือมีชาว อังกฤษคนหนึ่งซึ่งคัดค้านการต่อสู้เพื่อเอกราชของคานธีตลอดมา เขียนกลอนล้อเลียนและเหยียดหยามคานธี พิมพ์ใส่กระดาษหลายหน้า แล้วนำไปให้คานธีด้วยตนเอง

ท่านคานธีอ่านข้อความในกระดาษด้วยสีหน้า ปกติ ฉีกกระดาษทิ้งลงตะกร้า แต่ก่อนจะทิ้ง ท่านคานธีไม่ลืมที่จะแกะเข็มหมุดกลัดกระดาษเก็บไว้ในกล่องบนโต๊ะ

ชาวอังกฤษคนนั้นถามว่า มิสเตอร์คานธี ข้อความในกระดาษนั้นมันมี “สารประโยชน์” สำหรับคุณนะ ทำไมคุณฉีกทิ้งเสียเล่า

ท่านคานธีตอบว่า “ผมเก็บสาระ” ที่ติดอยู่กับกระดาษนั้นไว้แล้ว พูดพลางคานธีก็หยิบเข็มหมุดจากกล่องชูให้นายฝรั่งอังกฤษคนนั้นดู

แต่นั้นมา เจ้าหมอนั้นไม่ย่างกรายมาใกล้ท่านคานธีอีกเลย

ก็ หน้าแตกไปตามระเบียบนั้นแหละจ้า แตกตรงไหนหรือ ก็ตรงที่กระดาษเขียนข้อความยาวเหยียดเป็นปึกนั้นหา “สาระ” หรือแก่นอะไรมิได้เลย จะมีอยู่บ้างก็ “เข็มหมุดกลัดกระดาษ” นั่นแหละ

อีก เรื่องหนึ่ง (เรื่องสุดท้าย) คือ คานธีนั่งคุยอยู่กับข่าน อับดุล กัฟฟาร์ ข่าน ว่ากันว่าเป็นแขกปาทานรูปร่างสูงใหญ่ ถามท่านคานธีว่า เขาว่าเวลาท่านคานธีชอบใจหรือพออกพอใจอะไรมักตบหลังเขาแรงๆ ผมไม่เห็นท่านทำอย่างนั้นกับผมเลย

คานธีตอบว่า “ผมทำไม่ได้”

“ทำไมละครับ ท่านไม่ชอบผมหรือ”

“หามิได้” ท่านคานธีตอบ “ผมกลัวว่า ถ้าผมทำเช่นนั้น ท่านเกิดพิศวาสผมขึ้นมาตบหลังผมตอบบ้าง ก็พิการน่ะสิครับ”

ท่านมหาตมา คานธี ร่างเล็กออกอย่างนั้น ถูกท่านข่านตบหลังตอบอย่างเสน่หา คงต้องหยอดน้ำข้าวไปหลายวัน!

ที่ นำมาเล่าให้ฟังนี้ เป็นเพียง “หนังตัวอย่าง” จากหนังสือ อารมณ์ขันของมหาตมา คานธี ท่านอาจารย์กรุณา กุศลาสัย ปราชญ์ทางด้านการภารตวิทยาแปลและเรียบเรียงจากต้นฉบับภาษาฮินดู สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมล คีมทอง จัดพิมพ์ ค่อนข้างเก่าพอสมควร ไม่ทราบว่ายังพอหาได้อยู่บ้างรึเปล่า

อย่าลืมว่า ขันไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก ใครอยากเป็นใหญ่เป็นโต ก็หัดขันไว้ ขันบ่อยๆ เอาให้ชนะไก่ไปเลย เป็นอย่างนั้นซะล่วย

 

1 Comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

One response to “อารมณ์ขันของ “มหาตมา คานธี”

  1. ข้าราชการ รร.สธ.ทบ

    แม้พ่อไม่เคยบอกให้เรารักพ่อแต่เรารู้ด้วยสัญชาตญาณของเราเอง
    ท่านเหนื่อยมามากแล้ว”
    หยุดความรุนแรงซะเถอะ เพื่อให้พ่อสบายใจ
    ข้าราชการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s