อำนาจนอกระบบวงจรอุบาทว์การเมืองไทย

“อำนาจนอกระบบ” ต่างจาก “อำนาจในระบบ” ตรงที่อำนาจในระบบเป็นอำนาจที่พ่วงมาด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบที่เรียก กันมาตลอดว่า “อำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบ” นั่นเอง

อำนาจในระบบนั้นเมื่อมีอำนาจต้องใช้อำนาจนั้นตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ใน กฎหมายและรัฐธรรมนูญ การใช้อำนาจนอกเหนือจากหน้าที่ที่มีอยู่ หรือใช้อำนาจในทางที่ผิด ใช้อำนาจเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายกำหนดก็ต้องรับผิดชอบ

การรับผิดชอบที่ว่านี้คือความรับผิดนั่นเอง โดยเฉพาะความรับผิดในทางแพ่ง ทางอาญา ทางวินัย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรับผิดทางการเมือง

แม้แต่อำนาจในระบบเองยังแบ่งเป็น 2 ขั้ว ขั้วหนึ่งฝ่ายอำนาจนอกระบบเห็นเป็นศัตรูตลอดเวลา เพราะหวาดระแวงว่าไม่จงรักภักดีและไม่เทิดทูนสถาบัน ในขณะที่อีกขั้วหนึ่งได้รับความอุปถัมภ์โดยอำนาจนอกระบบ เพราะเชื่อว่าเป็นเด็กดีที่ได้รับการชื่นชมว่าจงรักภักดีและปกป้องสถาบัน จึงเสมือนหนึ่งมีภูมิคุ้มกันในลักษณะที่ “ทำอะไรก็ไม่ผิด” ไปด้วย

ส่วนอำนาจนอกระบบนั้นเมื่อไม่มีหน้าที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายหรือ ในรัฐธรรมนูญ การใช้อำนาจจึงเป็นไปตามอำเภอใจและไม่มีขอบเขต และไม่ว่าการใช้อำนาจนั้นจะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติบ้านเมือง หรือก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ประชาชนหรือบุคคลใดสักแค่ไหนก็ตามก็ไม่ต้องรับ ผิด ไม่ว่าจะเป็นในทางแพ่ง ทางอาญา ทางวินัย หรือแม้แต่ในทางการเมือง

ปัญหารัฐธรรมนูญไทย

โดยปรกติทุกประเทศทั่วโลกจะมีรัฐธรรมนูญใช้บังคับเป็นกฎหมายสูงสุดของ ประเทศ ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงเป็นเครื่องมือในการกำหนดความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้ ปกครองกับผู้ถูกปกครอง

ผู้ถูกปกครองนั้นไม่มีอำนาจ มีแต่หน้าที่และความรับผิดชอบ ในฐานะเป็นพลเมืองของประเทศ ส่วนผู้ปกครองมีทั้งอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบ

ด้วยเหตุนี้ถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแล้ว ใครก็ตามยิ่งมีอำนาจมากเท่าไรย่อมต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบเพิ่มมาก ขึ้นเป็นเงาตามตัว

แต่ปัญหาคือในบางประเทศ อย่างเช่น ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา หน้าที่และความรับผิดชอบที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไม่สามารถนำไปใช้บังคับกับ คนบางคน บางกลุ่มที่มีอำนาจในบ้านเมืองได้เลย เพราะเหตุว่ารัฐธรรมนูญมิได้กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของคนเหล่านั้นไว้

พูดง่ายๆคือรัฐธรรมนูญของประเทศไทยใช้บังคับได้อย่างเอาเป็นเอาตายแต่ เฉพาะกับคนบางคน บางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เท่านั้น แต่สำหรับคนบางคน บางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน หรือมาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารหลังวันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐธรรมนูญดูเหมือนจะใช้บังคับกับเขาเหล่านั้นไม่ได้เลย ออกจะมีภูมิคุ้มกันพิเศษเสียด้วยซ้ำไป

“กรรมการ” ทายาทเผด็จการ

แม้แต่บทบัญญัติในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ดูจะเป็นการสะท้อนให้เห็นการแบ่งชั้นวรรณะกันในประเทศอย่างชัดเจน กล่าวคือ แบ่งเป็นฝ่ายที่กุมอำนาจ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดและสืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 กับอีกพวกหนึ่งคือ พวกที่ถูกโค่นล้มโดยการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รวมทั้งเครือข่ายพวกพ้อง หรือแม้แต่พรรคการเมืองที่ใกล้ชิดกับผู้ที่ถูกโค่นล้มโดยการรัฐประหาร ซึ่งฉายภาพให้เห็นเลยว่าบทเฉพาะกาลนี้เป็นเวทีของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน ระหว่างฝ่ายหนึ่งซึ่งอยู่ในฐานะที่จะทำอะไรก็ไม่ผิดตลอดเวลา ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งจะทำอะไร หรือแม้แต่ไม่ได้ทำอะไรก็ผิดอยู่วันยังค่ำ

ที่น่าเกลียดก็คือพวกที่จะทำหน้าที่เป็นกรรมการห้ามมวย หรือกรรมการตัดสินกีฬาการเมือง ล้วนเป็นพวกที่คณะรัฐประหารตั้งมากับมือทั้งสิ้น บางครั้งจึงดูเหมือนกับว่ากรรมการเองนั่นแหละออกอาการลำเอียงและมีอคติ หรือถึงขนาดโดดลงมาเล่นกับเขาด้วยอย่างหน้าตาเฉย

แม้แต่ผู้พิพากษาศาลฎีกาและพนักงานอัยการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็น 2 ใน 3 ของกระบวนการยุติธรรม รวมถึงเป็นที่คาดหวังในความเที่ยงธรรมและความเป็นกลาง ทั้งยังเป็นเสาหลักของกระบวนการยุติธรรม ก็ได้รับการปูนบำเหน็จในลักษณะผลประโยชน์ต่างตอบแทนไว้ล่วงหน้า โดยผลพวงของบทเฉพาะกาลนี่แหละที่เมื่ออายุครบ 60 เกษียณอายุแล้วยังสามารถเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอัยการอาวุโสในตำแหน่งที่ตนเกษียณ โดยมีอำนาจเต็มเหมือนเมื่อครั้งยังไม่เกษียณต่อไปได้จนกว่าจะอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์เลยทีเดียว กฎกติกาแบบนี้เรียกว่ามัดมือคู่ต่อสู้ให้อีกฝ่ายถลุงเอาข้างเดียวก็ยังไม่ ปาน

แตะต้องไม่ได้-พูดไม่ได้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 รวมทั้งบทเฉพาะกาลนี้เป็นตัวอย่างที่เลวร้ายที่สุดที่สะท้อนความจริงที่ว่า ภายหลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา อำนาจในระบบที่มาตามครรลองของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนต้องกลายเป็นลูกไก่ในกำมือ ของกลไกต่างๆที่เป็นเสมือนนอมินีของอำนาจนอกระบบ ซึ่งมีแต่อำนาจเต็มมือล้นฟ้าล้นแผ่นดิน แต่ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องทำ ซ้ำยังไม่มีความรับผิดชอบที่ต้องผูกพัน ทั้งนี้ เพราะอำนาจนอกระบบเหล่านั้นเป็นอำนาจที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ

กลุ่มคนหรือองค์กรที่กุมอำนาจนอกระบบนั้นเนื่องจากเป็นอำนาจที่อยู่เหนือ รัฐธรรมนูญ และด้วยเหตุนี้บุคคลใดหรือใครก็ตาม หรือแม้แต่คนที่มีอำนาจในระบบจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากบทบัญญัติของรัฐ ธรรมนูญในเรื่องสิทธิเสรีภาพที่จะวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้แต่จะกล่าวถึง พูดง่ายๆคือแตะต้องไม่ได้ พูดถึงก็ไม่ได้ ประสาอะไรกับการจะขอตรวจสอบตามกลไกของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

ดังนั้น จึงเป็นธรรมดาที่ผู้เขียนบทความฉบับนี้ หรือแม้แต่ใครก็ตามคงต้องละเว้นหรือหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวพาดพิงถึง จริงอยู่ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนที่พูดความจริงนั้นตายมานักต่อนักแล้วมิใช่หรือ?

กลไกทำลายความชอบธรรม

อย่างไรก็ดี ถ้าเราไม่ใช้หลักวิชาและหลักกฎหมายในการวิเคราะห์โครงสร้างการใช้อำนาจนี้ ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เราจะพบว่ากลไกในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญที่กลุ่มอำนาจนอกระบบใช้ในการควบคุมประเทศ และใช้เป็นอาวุธหรือเครื่องมือในการทำลายความชอบธรรม ถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรือถึงขั้นคุกคามชีวิตและเสรีภาพของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจในระบบ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็มีดังต่อไปนี้

1.ระบบศาล

2.กองทัพ

3.องค์กรตามรัฐธรรมนูญ

4.สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ประเภทสรรหา

5.บทเฉพาะกาลมาตรา 309

ตุลาการภิวัฒน์

ระบบศาลซึ่งประกอบด้วยศาลยุติธรรม ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองสูงสุด ทั้งหมดส่วนใหญ่เป็นศาลที่ใช้คำพิพากษา คำวินิจฉัย หรือคำสั่งซึ่งเป็นที่สิ้นสุดเด็ดขาด โดยไม่มีอุทธรณ์ฎีกา

ที่สำคัญเป็นระบบศาลที่สืบทอดลายแทงของอำนาจนอกระบบที่อยู่เบื้องหลังการ รัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ภายใต้โลโก้ว่า “ตุลาการภิวัฒน์” โดยไม่ได้ยึดโยงกับรัฐสภาหรือประชาชน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องที่มา องค์ประกอบ การแต่งตั้ง การถอดถอนออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ไม่ได้พูดถึงการตรวจสอบ ซึ่งแทบจะไม่มีช่องทางเข้าถึงตัวได้เลย

“กองทัพ” เอนเอียงและอคติ

สำหรับกองทัพนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นกลไกหลักของอำนาจนอกระบบที่ใช้ ในการก่อรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และเป็นเสาค้ำยันรัฐบาล คมช. ที่ตั้งขึ้นหลังการรัฐประหาร รวมทั้งเป็นตัวจักรสำคัญที่สานต่อคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคพลัง ประชาชน และเป็นเจ้าภาพหลักอย่างเป็นทางการในการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ตลอดจนเป็นกำลังหลักในการปราบปรามและสลายการชุมนุมของประชาชน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน และระหว่างวันที่ 14-19 พฤษภาคม 2553

ตลอดเวลานับตั้งแต่หลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมาได้มีท่าทีและวางตนเป็นปรปักษ์กับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งพรรคการเมืองที่ใกล้ชิดและเครือข่ายพวกพ้องทั้งสิ้น

กองทัพเป็นปัจจัยหลักที่ไม่ไว้วางใจและดูเหมือนจะไม่เคารพการตัดสินใจของ ประชาชนที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง จึงทำให้ระบบศาลและกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งองค์กรอิสระทั้งหลาย ซึ่งควรจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมและบริสุทธิ์ยุติธรรมต้องมีอคติและ เอนเอียงไปในทางที่เป็นปรปักษ์กับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของกลุ่มอำนาจนอก ระบบและกองทัพอย่างเห็นได้ชัด

และดูเหมือนว่าจะเป็นการแปลงสภาพการใช้อำนาจจากการที่กองทัพมีบทบาทนำและ เป็นตัวจักรในการบดขยี้ทำลายฝ่ายตรงข้ามกลายมาเป็นการบดขยี้ทำลายโดย ผ่านกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ของระบบศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญไปอย่างเป็น รูปธรรม

องค์กรอิสระ-องค์กรเทวดา

สำหรับองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น เดิมทีตามรัฐธรรมนูญ 2540 มีอำนาจมากอยู่แล้ว แต่ค่อนข้างเป็นอิสระ ที่สำคัญมีความยึดโยงและรับผิดชอบต่อรัฐสภาและประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ เพียงแต่ถ้าได้มีการปรับปรุงแก้ไขในเรื่ององค์ประกอบ ที่มา อำนาจหน้าที่ โดยให้ยึดโยงและรับผิดชอบต่อประชาชนและรัฐสภามากยิ่งขึ้นก็จะสมบูรณ์ ก่อให้เกิดความยุติธรรมและเสถียรภาพทางการเมืองอย่างยั่งยืนได้

แต่ผลจากการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 นอกจากจะตัดทิ้งการยึดโยงและรับผิดชอบต่อรัฐสภาออกไปอย่างไม่มีเยื่อใยแล้ว ยังเพิ่มอำนาจเขี้ยวเล็บให้สามารถจัดการกับฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือก ตั้งของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายหรือพรรคการเมืองที่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างเต็มไม้เต็มมืออีกต่างหาก

ที่สำคัญรัฐธรรมนูญ 2550 ได้ยกระดับองค์กรต่างๆเหล่านี้ให้เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ เหมือนกับจะบอกแก่สาธารณชนว่าองค์กรเหล่านี้แท้ที่จริงก็คือองค์กรเทวดาที่ มีความใกล้ชิดกับระบบศาล กองทัพ และอำนาจนอกระบบอย่างแน่นแฟ้นนั่นเอง

การที่รัฐธรรมนูญระบุให้องค์กรเหล่านี้เป็น “องค์กรอิสระ” เพียงเพื่อจะบอกแก่สาธารณชนว่าใครผู้ใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐสภา ประชาชน หรือแม้แต่องค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็ไม่สามารถแตะต้องได้ เพราะพวกเขาเป็น “องค์กรอิสระ”

ส.ว.ลากตั้ง-อาวุธมหาประลัย

ส่วนสมาชิกวุฒิสภาประเภทสรรหารอบที่ 2 จำนวน 73 คน เห็นได้ชัดว่าเป็นการจัดแถวของอำนาจนอกระบบที่ส่งมาควบคุมวุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาตรวจสอบโดยเฉพาะ ตั้งแต่คนที่เป็นประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจนำรายชื่อประธานและกรรมการขององค์กรอิสระ รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย แต่งตั้งและทำหน้าที่เป็นรองประธานรัฐสภาอีกด้วยนั้น ส.ว.สรรหารอบที่ 2 นี้จะอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลาถึง 6 ปีเต็ม

ตลอดระยะเวลา 6 ปีเต็มนี้ ส.ว.สรรหาจะมีหน้าที่ “เอ็กซเรย์” บรรดาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. หรือแม้แต่ ส.ว. เลือกตั้ง เพื่อทำทีเป็นตรวจสอบแล้วส่งเรื่องให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญดำเนินการบดขยี้ และทำลายฐานที่มั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองและฝ่ายตรงข้ามให้อ่อนแอและเปราะบางลง ทั้งนี้ โดยทำงานรับลูกส่งลูกกันระหว่าง ส.ว.สรรหา องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และศาล

ที่น่ากลัวคือ ส.ว.สรรหาแม้เพียงคนเดียวที่ได้รับสัญญาณไฟเขียวจากใครก็ตามก็สามารถยื่นให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องการและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือแม้แต่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เล่นงานผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ถึงขั้นถอดถอนออกจากตำแหน่งได้อย่างง่ายดาย โดยมีระบบศาลคอยรับลูกอยู่แล้ว

ส.ว.สรรหาจึงมีฐานะเทียบเท่ากับ “อาวุธมหาประลัย” ที่อำนาจนอกระบบใช้ในการฟาดฟันทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน นอกเหนือจากอำนาจที่จะคัดเลือกกรรมการในองค์กรอิสระที่มีอำนาจล้นฟ้าและผล ประโยชน์มหาศาล อย่างเช่นที่ได้ทำกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จำนวน 11 คนอยู่ในขณะนี้ ทั้งๆที่มีหลักฐานแสดงว่ากระบวนการในการสรรหาที่ผ่านมาหลายอย่างไม่ชอบด้วย กฎหมาย แต่ ส.ว. จะดันทุรังตั้งให้ได้ เพื่อเป็นการตัดตอนมิให้ฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้า มามีอำนาจในการแต่งตั้ง กสทช. ทั้ง 11 คน ทั้งนี้ ถ้าหากวุฒิสภาไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จตามกรอบระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด

แสดงให้เห็นว่าอำนาจนอกระบบนั้นไม่เพียงแต่จะเข้ามาควบคุมการใช้อำนาจทาง การเมืองเท่านั้น ยังต้องการจะควบคุมและจัดสรรผลประโยชน์มหาศาลที่จะได้จากกิจการโทรคมนาคม หรือกิจการสาธารณะอื่นๆที่มีมูลค่ารวมกันถึงหลายแสนหลายล้านล้านบาทอีกด้วย

มาตรา 309 ไร้เทียมทาน

สำหรับบทเฉพาะกาลมาตรา 309 ถือเป็นเกราะเหล็กที่จะคุ้มกันทุกองค์กรหรือทุกบุคคลที่ยึดโยงและเป็นกลไก ของอำนาจนอกระบบที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 รวมทั้งที่มาตามลายแทงการสืบทอดอำนาจในการควบคุมประเทศนี้ โดยผ่านกระบวนการทั้งหลายทั้งหมดตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น อันเป็นลักษณะของการนิรโทษกรรมแบบไร้เทียมทาน คือนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดตั้งแต่ในอดีต ปัจจุบัน รวมไปถึงในอนาคต ที่เรียกว่าทำอะไรก็ไม่ผิดไปตลอด

เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไปไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งอีกสักกี่ครั้ง หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอีกสักกี่หน ตราบใดที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทเฉพาะกาลมาตรา 309 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ ประเทศทั้งประเทศและประชาชนทั้งมวลยังจะต้องตกอยู่ในความควบคุมของกลไกพิเศษ ที่เป็นตัวแทนของอำนาจนอกระบบ ซึ่งเป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก จนเมื่อดูไปแล้วคงไม่มีประเทศไหนในโลกที่ใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่ม หนึ่งจะมีอำนาจล้นฟ้าและยิ่งใหญ่ไปกว่า “อำนาจนอกระบบของประเทศไทย” อีกแล้ว

เพราะเป็นอำนาจที่ไม่ต้องมีหน้าที่และไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ที่สำคัญเป็นอำนาจที่ไม่มีตัวตนที่จะสามารถจับต้องหรือตรวจสอบได้เลย

ส่วนอำนาจในระบบนั้นแม้จะมาจากการเลือกตั้งแบบถล่มทลายสักแค่ไหนก็ตาม ตราบใดที่ยังมีอำนาจเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับอำนาจนอกระบบ แต่มีหน้าที่มากล้นพ้นตัว เพราะถูกคาดหวังไว้สูงยิ่ง และต้องมีความรับผิดชอบในเกือบจะทุกย่างก้าวของการใช้อำนาจและการปฏิบัติ หน้าที่แล้ว คงพูดได้คำเดียวว่า “อยู่ยาก” และโอกาสที่กระแสจะตีกลับและถูกผลักให้กลายเป็นที่เกลียดชังของประชาชนที่ เลือกตั้งเข้ามาอย่างถล่มทลายก็มีความเป็นไปได้สูง

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเสียงเตือนอย่างจริงใจของกัลยาณมิตรของฝ่าย ประชาธิปไตย เพราะไม่อยากเห็น “วงจรอุบาทว์ทางการเมือง” ที่คร่าชีวิตคนไทยด้วยกันกี่ครั้งกี่หนแล้วกลับมาทับรอยประวัติศาสตร์ของมัน อีกครั้งแบบไม่รู้จักจบจักสิ้น

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s