การเมืองเรื่อง‘แม้วๆ’

“อยากกลับบ้านสิ้นปีเพื่อมางานแต่งงานของลูกสาวที่จะแต่งงานเดือนธันวาคมนี้”

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์อย่างยิ้มแย้ม และเต็มไปด้วยความหวังที่จะได้มางานแต่งงานของลูกสาว “เอม-พินทองทา” กับเจ้าบ่าวอาชีพสถาปนิก ทายาทนักธุรกิจเสื้อผ้าส่งออกและอสังหาริมทรัพย์ย่านโบ๊เบ๊ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2554 และยังย้ำหลาย ครั้งระหว่างช่วยหาเสียงเลือก ตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ในการโฟนอินกับคนเสื้อแดงและประชาชนที่สนับสนุนว่าขอให้เลือกพรรคเพื่อไทย ให้ได้ ส.ส. อย่างน้อย 300 คน แล้วตัวเองจะกลับบ้านปลายปีนี้แน่นอน

แต่หลังจากพรรคเพื่อไทยได้ชัยชนะอย่างถล่มทลาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณที่แสดงความประสงค์จะกลับเมืองไทยทันทีกลายเป็นการแสดงท่าที แบ่งรับแบ่งสู้ อย่างที่ให้สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์ “เดอะไทม์ส” ของอังกฤษเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2554 ว่าคงอีกนานกว่าจะได้เดินทางกลับประเทศไทย หรือจนกว่าโทษจำคุกจะถูกยุติลง เพราะไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในประเทศไทยอีก เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากๆ

เช่นเดียวกับการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่า ไม่มีแผนกลับประเทศไทยในขณะนี้จนกว่าจะมีการเยียวยาและการสมานฉันท์ จึงอยากเรียกร้องให้คนไทยหันหน้ามาสมานฉันท์กัน ร่วมกันขจัดความขัดแย้ง เพราะจะเป็นกุญแจสำคัญที่สร้างเสถียรภาพและความรุ่งเรืองให้กับประเทศได้

อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ปิดประตูตาย ความหวังที่จะกลับบ้าน แม้แต่การกลับมาทำงานการเมือง อย่างที่ให้สัมภาษณ์ว่า หากประชาชนยังต้องการให้มาทำงานหรือเป็นผู้นำประเทศอีกก็อาจจำเป็นต้องทำ เพราะเป็นหนี้บุญคุณประชาชนจำนวนมากที่ไม่เคยลืมตนเลย ยังลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อตนอีก จึงเป็นหนี้บุญคุณประชาชน

ล่าสุดการไปเยือนกัมพูชา พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวกับกลุ่มคนเสื้อแดงและสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่เดินทางเข้าพบ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2554 ว่า “มั่นใจว่าอีกไม่นานจะได้เดินทางกลับเมืองไทย”

จับก็ไม่ได้ ฆ่าก็ไม่ตาย

ความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณวันนี้และตลอด 5 ปีที่ผ่านมาจึงเหมือน “เงาผีดิบ” ของกลุ่มอำนาจนอกระบบและกลุ่มเกลียดทักษิณ เพราะไม่รู้จะจัดการอย่างไร “จับก็ไม่ได้ ฆ่าก็ไม่ตาย” ไม่ว่าจะใช้ “อำนาจนอกระบบ” หรือ “อำนาจพิเศษ”

กว่า 2 ปีของรัฐบาล “ดีแต่พูด” ที่ก้มหน้าก้มตาไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ นอกจากจะทำให้คนไทยจำนวนมากไม่ลืม พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว ยังต้องฉุกคิดว่าเหตุใดระยะเวลาที่ผ่านไปกว่า 5 ปี การเมืองไทยจึงวนเวียนและเดินวนอยู่กับเรื่องแม้วๆ กลับกลายเป็นความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงของกลุ่มอำมาตย์และพวกพ้องทั้งที่ลง ทุนทำรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้าง พ.ต.ท.ทักษิณคนเดียว

แม้วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณจะยังไม่สามารถกลับบ้านได้ แต่ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยและปรากฏการณ์ “อะเมซิ่งยิ่งลักษณ์” ก็ไม่ต่างอะไรกับชัยชนะของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ยังมีโอกาสกลับบ้านได้ตลอดเวลา ขณะที่การเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี ญี่ปุ่น กัมพูชา และในอีกหลายประเทศที่ไม่อาจเป็นข่าว จึงไม่ต่างกับการเป็น “ผู้นำประเทศ” ที่เหมือนเป็นการตบหน้าและเหยียบจมูกกลุ่มอำมาตย์และพรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์จึงทำได้แค่ด่า ตีกินเป็นรายวัน เพื่อพยายามสร้างกระแสให้กลุ่มเกลียดทักษิณออกมาต่อต้านเหมือนในอดีต ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็รู้ดีว่าต้องแสดงจุดยืนและระยะห่างกับ พ.ต.ท.ทักษิณให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ถูกดึงไปเป็นเงื่อนไขทางการเมือง

พรรคประชาธิปัตย์จึงได้แต่พล่ามและเรียกร้อง ให้ดำเนินการกับ พ.ต.ท.ทักษิณในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่าไม่มีประเทศใดให้ความ ร่วมมือแล้วยังเอือมระอากับการเมืองเน่าๆของไทยอีกด้วย แม้แต่ตำรวจสากลยังฉีกหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเมื่อครั้งเป็นรัฐบาลทางตำรวจสากลไม่ออกหมายแดง หรือหมายจับ โดยยืนยันการกล่าวโทษ พ.ต.ท.ทักษิณว่าเป็นเรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องอาชญากรรม

เปิดเกมสู้ด้วยกฎหมาย

ขณะเดียวกันการทวงถามเรื่องการยื่นถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณของกลุ่มคนเสื้อแดง และกรณีของ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้เปิดประเด็นเรื่องคำตัดสินของศาลแพ่งในคดีที่ดินรัชดาภิเษกที่ศาลให้คู่ สัญญาคืนเงินคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากการซื้อขายเป็นโมฆะ เพราะถือว่าการซื้อขายยังไม่เกิดขึ้น จึงเชื่อว่าความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่เกิดขึ้นเช่นกัน ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจต้องนำเรื่องดัง กล่าว มาตัดสินใหม่ โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ก็รับลูกทันที โดยประกาศพร้อมเดินหน้ารื้อคดีการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาฯที่ทำให้ศาลตัดสิน สั่งจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปีอีกครั้ง และมั่นใจว่ามีความเป็นได้ที่จะช่วยปลดล็อก พ.ต.ท.ทักษิณได้

ขณะที่ขาประจำ “กลุ่มคนหลากสี” ออกมาคัดค้านทันทีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการขอพระราชทานอภัยโทษ หรือการรื้อฟื้นคดีที่ดินรัชดาฯ อย่างนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อ้างว่ากรณีศาลแพ่งตัดสินเป็นโมฆะยิ่งแสดงว่าควรจะผิด เพราะรัฐมนตรีไปซื้อทรัพย์สมบัติจากรัฐ ถ้าภรรยาซื้อก็ถือว่ารัฐมนตรีซื้อ จีงมีความผิด เพราะกฎหมาย ห้ามรัฐมนตรีซื้อขายกับรัฐ แต่ที่ศาลตัดสินเป็นโมฆะเพราะเห็นว่าทำขัดกับกฎหมายเกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อย จึงต้องกลับสู่ฐานะเดิม คืนที่ดินให้รัฐแล้ว เอาเงินคืนไป พร้อมกับการออกมาของนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่เริ่มก่อร่างม็อบหลากสีอีกครั้ง

ตะแบงขวางฎีกาแดง

การปลดล็อก พ.ต.ท.ทักษิณจึงเป็นประเด็นร้อนนอกสภาที่ใช้กฎหมายต่อสู้กัน ซึ่งประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดหนีไม่พ้นการถวายฎีกาของคนเสื้อแดงกว่า 3.2 ล้านคน ซึ่งนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ แกนนำคนเสื้อแดง ที่ออกมาทวงถามความคืบหน้าหลังจากเงียบหายไปกว่า 2 ปี

วันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จึงได้มีคำสั่งกระทรวงยุติธรรมแต่งตั้งคณะทำงานกลั่นกรองและตรวจสอบข้อเท็จ จริงจำนวน 10 คน เพื่อพิจารณาอย่างถูกต้องรอบคอบตามหนังสือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2552 ที่กรมราชทัณฑ์เสนอเรื่องขึ้นมา

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็ออกมาค้านหัวชนฝา ทั้งยังอ้างว่าเป็นการกดดันพระราชอำนาจ ซึ่ง พ.ต.ท. ทักษิณต้องถูกจำคุกก่อนจึงจะขอพระราชทานอภัยโทษได้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 260 ซึ่ง รศ.ดร.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โต้แย้งว่า อย่านำกฎหมายมาใช้อย่างอคติและสร้างความสับสนให้กับสังคม เพราะมาตรา 260 เป็นกรณีผู้ต้องขังที่จำคุกอยู่ในเรือนจำที่ให้ดำเนินการยื่นเรื่องต่อ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และส่งเรื่องต่อไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จึงต้องจำคุกก่อน แต่มาตรา 259 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณสามารถขอพระราชทานอภัยโทษได้โดยไม่จำเป็นต้องจำคุกก่อน นอกจากนี้ประชาชนจำนวน 3 ล้านคนเศษ ได้ลงชื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษจากพระมหากษัตริย์ที่ไม่จำกัด เฉพาะโทษจำคุก แต่หมายถึงโทษทุกอย่าง

แต่ผู้รักประชาธิปไตยที่ไม่เห็นด้วยกับการขอพระราชทานอภัยโทษให้เหตุผล ว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมายอมรับผิด กลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนอาจจะไม่ยอมรับวิธีการนี้ก็ได้ เนื่องจากขัดต่ออุดมการณ์ของกลุ่ม เพราะไม่ยอมรับการลงโทษที่มาจากอำนาจรัฐประหาร และใช้คนของคณะรัฐประหารมา ดำเนินการเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นกระบวนการ ยุติธรรม “สองมาตรฐาน” ที่กลุ่มคนเสื้อแดงไม่ยอมรับ

ล้างความผิดสร้างความปรองดอง

ดังนั้น การที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับบ้านได้จึงอยู่ที่การปลดล็อกด้วยข้อกฎหมาย ซึ่งข่าวที่ออกมาขณะนี้มี 3 รูปแบบคือ

1.การขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงถวายฎีกาไปแล้ว

2.การออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่ออกเป็น “พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม” หรือตราเป็น “พระราชกำหนด (พ.ร.ก.)” ซึ่งจะต้องระบุถึงเหตุการณ์ กลุ่มบุคคล รูปแบบการกระทำความผิด และระยะเวลาในการกระทำความผิดอย่างชัดเจน ซึ่งถือว่าบุคคลเหล่านั้นกระทำความผิดหรือยอมรับว่าทำผิด

แต่ที่เป็นข่าวเพิ่มเข้ามาคือการเสนอ พ.ร.บ.ล้าง มลทินของพรรคภูมิใจไทยที่เคยพยายามผลักดันเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในรัฐบาลที่ แล้ว แต่นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ยืนยันว่า พ.ร.บ. นี้จะไม่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะมีผลเฉพาะผู้ที่รับโทษ หรือ อยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น เหมือนยุครัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เสนอล้างมลทินให้กับข้าราชการและบุคคลต่างๆที่ต้องโทษทางวินัยจาก เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา

รวมถึงบันได 3 ขั้นสู่การปรองดองฉบับนายวัฒนา เมืองสุข ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่เสนอว่าหาก “ฎีกาแดง” ไม่ได้รับการตอบรับจากสังคมให้ใช้วิธีการประนีประนอมคือ 1.ค้นหาความจริงเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหมดหลังรัฐประหาร 2.เยียวยาผู้เสียหายทุกฝ่าย และ 3.ยกเลิกความผิดนักโทษการเมืองทุกฝ่าย ไม่ว่าสีเหลือง สีแดง ตำรวจ หรือทหาร ฯลฯ โดยคดีอยู่ที่อัยการก็ให้อัยการ ไม่ฟ้องคดีที่อยู่ในการพิจารณาในที่รับฟ้องแล้วก็ให้ประกันตัวผู้ต้องหา ไม่แช่แข็งคดีหรือยกฟ้อง ส่วนคดีที่ศาลตัดสินแล้วก็ให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรม

อย่างไรก็ตาม แนวทางของนายวัฒนานั้น คนเสื้อแดงบางส่วนไม่เห็นด้วย เพราะเท่ากับผู้กระทำผิดที่ฆ่าประชาชนไม่ถูกลงโทษตามกฎหมาย ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มเกลียดทักษิณกลัวว่าจะเป็นแนวทางช่วย พ.ต.ท.ทักษิณนั่นเอง

ย้อนคดี “ทักษิณ”

หากย้อนถึงคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณที่สำคัญมี 3 คดีคือ

1.คดีขายหุ้นตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ของ กลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กับ บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ จำกัด (พีทีอี) ซึ่งเป็นกองทุน เพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ จำนวน 1,487,740,000 หุ้น (คิดเป็น 49.595% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด) มูล ค่าหุ้นละ 49.25 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 73,271,200,910 บาท ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณถูกกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และนำไปปลุกระดมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ

2.คดีที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปี โดยคดีมีอายุความ 15 ปี (วันที่ 12 สิงหาคม 2566)

3.คดียึดทรัพย์ 46,373,687,454.64 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาคดียึดทรัพย์ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 เพราะเห็นว่า พ.ต.ท. ทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่แท้จริง และใช้อำนาจหน้าที่ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่ม ชินคอร์ปโดยตรง ทำให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้น รวมทั้งได้เงินปันผล

“ขิงแก่” ประจาน “ทักษิณ”

นอกจากนี้ยุครัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อตัวแทนสื่อมวลชนต่างประเทศประจาน 5 ปีภายใต้ระบอบทักษิณว่า ประชาธิปไตยภายใต้ระบอบทักษิณเป็นประชาธิปไตยเพียงหน้าฉากและบิดเบือนระบบ การเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นการบ่อนทำลายหลักการของประชาธิปไตยที่ยึดหลักนิติธรรม หลักความเท่าเทียม หลักความซื่อสัตย์และโปร่งใสของรัฐบาล บิดเบือนหลักการประชาธิปไตยที่ประชาชนมอบอำนาจ โดยการรวบอำนาจไว้ที่พรรคการเมืองเดียว ทั้งใช้อำนาจทางการเมืองและพลังทางการเงิน จนทำให้ระบบการตรวจสอบต่างๆตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำงานให้เกิดความเป็นกลาง และสมดุลได้อย่างแท้จริง

ระบอบทักษิณใช้เล่ห์กลโกงสารพัด ทั้งอิทธิพลจากสถานะการเป็นรัฐบาล รวมทั้งใช้อำนาจเงินเอาชนะการเลือกตั้งเพื่อเข้ามายึดครองประเทศ รวมถึงการครอบงำองค์กรต่างๆที่มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภา ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ล้วนถูกมองว่าเป็นร่างทรงรับใช้รัฐบาล รวมทั้งสื่อมวลชนก็ขาดความเป็นอิสระและเสรีภาพในการเสนอข่าวสารอย่างแท้จริง

5 ปีหนีไม่พ้นเรื่องแม้ว

อย่างไรก็ตาม วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ตาสว่าง และสามารถตัดสินได้ว่ารัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สร้างความหายนะให้กับประเทศชาติและประชาชน มากมายอย่างไร รวมทั้งรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ที่ได้ฉายา “ขิงแก่” นั้นสร้างคุณประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติ และประชาชนบ้าง นอกจากการเป็นรัฐบาลภายใต้อำนาจเผด็จการที่สร้างรัฐธรรมนูญปี 2550 “มรดก อัปยศ คมช.” ที่กลายเป็นปัญหาและวิกฤตชาติอยู่ในขณะนี้เท่านั้น

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณที่ถูกกล่าวหาว่าเลวและโกงสารพัดกลับยังได้รับความศรัทธาจาก ประชาชนและการยกย่องจากประชาคมโลก แต่ 5 ปีของ พ.ต.ท.ทักษิณในฐานะนักโทษการเมืองกลับเป็นปัจจัยสำคัญให้พรรคเพื่อไทยได้ชัย ชนะตามระบอบประชาธิปไตยติดต่อกันถึง 4 ครั้ง และยังสร้างปรากฏการณ์ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่เริ่มเข้าสู่การเมืองครั้งแรกและใช้เวลาเพียง 49 วันกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

5 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีแต่ผู้คน ประณามและสาปแช่ง ขณะที่ 5 ปีของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ถูกทั้ง “อำนาจนอกระบบ” และ “อำนาจพิเศษ” ไล่ล่า วันนี้กลับได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนอย่างท่วมท้น ซึ่งน่าจะเป็นคำตอบอย่างดีว่าใครที่สร้างความหายนะและเสื่อมเสียให้กับ ประเทศชาติและประชาชนมากกว่ากัน

5 ปีการเมืองไทยจึงยังหมุนรอบ พ.ต.ท.ทักษิณ เหมือน พ.ต.ท.ทักษิณเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาลการเมืองไทย ทำให้รัศมีความเป็น “ผู้นำ” บดบังรัศมีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นธรรมดา

ต้องย้อนดูว่า 5 ปีของการทำรัฐประหารเพื่อโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณคนเดียวนั้นสร้างความหายนะให้กับบ้านเมืองและประชาชนมากมายแค่ ไหน โดยเฉพาะสถาบันหลักของชาติที่เสื่อมถอยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้แต่สถาบันตุลาการยังยอมรับนับถือคำสั่งและประกาศต่างๆของอำนาจ เผด็จการเป็นกฎหมาย เป็นความถูกต้อง

ทั้งที่ควรทำให้เรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเหมือนดาวดวงเล็กๆในจักรวาลที่เป็นเรื่องธรรมดาตาม ปรากฏการณ์แห่งธรรมชาติการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณจะผิดหรือถูกจึงควรดำเนินการไปตามกระบวนการกฎหมายตามปรกติเท่า นั้น ไม่ใช่ใช้ความยุติธรรม “สองมาตรฐาน” ทำ “กฎหมาย” ให้เป็น “กฎหมา(ย)” ปกป้องอำนาจและผลประโยชน์ของตนเองและพวก พ้อง การบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติก็ไม่มีความผิด ยึดสนามบินก็ไม่ผิด ขนาดฉีกรัฐธรรมนูญที่มีความผิดเป็นกบฏ มีโทษประหารชีวิต ก็สามารถออกกฎ หมายนิรโทษกรรมตัวเองได้โดยไม่เกิดอะไรขึ้น

แม้แต่การไล่ฆ่าประชาชนอย่างเหี้ยมโหดเกือบร้อยศพกลางเมือง คนสั่งฆ่า คนฆ่า และคนบงการยังเดินลอยหน้าเป็น “คนดี” ท่ามกลางอำนาจวาสนาอย่างไม่สะทกสะท้าน

นับประสาอะไรกับแค่เซ็นชื่อให้เมียไปโอนซื้อที่ดินถึงจะกลับมาเหยียบแผ่นดินเกิดอีกไม่ได้!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s