เริ่มแล้ว! สืบพยานคดี ‘ลุง SMS’ ส่งข้อความเข้าข่ายหมิ่นให้เลขาฯ อภิสิทธิ์


ภาพจากเฟซบุ๊ก ป๋าจอมตั๊ปฯ

23 ก.ย.54 เวลาประมาณ 10.00 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ ห้องพิจารณาคดี 801 มีการสืบพยานในคดีที่อัยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา7 สำนักงานอัยการสูงสุด ฟ้อง นายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 61 ปี เป็นจำเลย ในความผิดตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา และ มาตรา 14(2), (3) จากกรณีที่จำเลยถูกกล่าวหาว่า ส่งข้อความสั้น (SMS) เข้าข่ายหมิ่นไปยังโทรศัพท์มือถือของเลขานุการส่วนตัวนายกฯ รัฐมนตรี 4 ครั้ง ในช่วงเดือนพ.ค.53

โดยในวันนี้เป็นสืบพยานโจกท์ คือ นายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ ร.ต.อ.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้จับกุมจำเลย

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในห้องพิจารณาคดีว่า มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังการสืบพยานราว 20 คนจนเต็มห้องประชุม รวมทั้งครอบครัวของจำเลย ซึ่งประกอบด้วยภรรยา บุตรสาว และหลานของจำเลยจำนวน 5 คน อายุตั้งแต่ 5-11 ปี ซึ่งทั้งตอนเข้าและออกจากห้องพิจารณาคดี จำเลยและหลานๆ ได้เข้าสวมกอดกันและพากันร่ำไห้

เลขานุการส่วนตัวอดีตนายกฯ เบิกความว่า มีการส่ง SMS ข้อความที่เข้าข่ายหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินี 4 ครั้งในช่วงเดือน พ.ค.53 ตนจึงถ่ายภพาหน้าจอเก็บไว้ทุกครั้งและแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ร.ต.อ.ศักดิ์ เบิกความว่า ได้เดินทางไปรับเรื่องร้องทุกข์จากนายสมเกียรติที่ทำเนียบรัฐบาล และสืบทราบจากหมายเลข EMEI (อีมี่) เครื่องโทรศัพท์ ผ่านการตรวจสอบข้อมูลจากบริษัทผู้ให้บริการทั้ง 3 เครือข่ายคือ ทรู ดีแทค และเอไอเอส จากนั้นจึงตรวจสอบอีกว่าเครื่องดังกล่าวโทรติดต่อกับเครื่องใดอีกหรือไม่ จนทราบจากบริษัททรูและดีแทคว่า มีการโทรหาปลายทางที่เป็นโทรศัพท์ในระบบจดทะเบียน สืบทราบว่าเป็นลูกสาวของจำเลย จึงเรียกลูกสาวจำเลยมาให้การ และลูกสาวจำเลยแจ้งว่าหมายเลขดังกล่าวเป็นหมายเลขของพ่อตนเอง

ขณะที่นางรสมาลิน (ขอสงวนนามสกุล) ภรรยาของจำเลย ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวก่อนจะมีการพิจารณาคดีว่า เจ้าหน้าที่ตำวจได้เรียกตัวลูกสาวของจำเลยไปให้การ โดยอ้างว่าเธอมีส่วนเกี่ยวพันกับคดีค้ายาเสพติด หลังจากให้ข้อมูลแล้วจึงแจ้งว่าได้ถอนคดียาเสพติดไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสืบพยานเสร็จสิ้นในครึ่งวันเช้า และจะมีการสืบพยานอีกในวันที่ 27-29 ก.ย.นี้ โดยในวันที่ 27-28 ก.ย.จะเป็นการสืบพยานโจทก์และ 29 ก.ย.จะเป็นการสืบพยานจำเลย

ทั้งนี้ นายอำพล ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 3 ส.ค.53 ที่ห้องเช่า และคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จนได้ประกันตัวเมื่อวันที่ 4 ต.ค.53 กระทั่งเมื่ออัยการส่งฟ้อง จึงถูกคุมตัวยังเรือนจำเดิมอีกครั้งเมื่อวันที่ 18 ม.ค.54 ทนายยื่นประกันตัวหลายครั้งแต่ได้รับการปฏิเสธ ทำให้จำเลยยังถูกขังอยู่จนปัจจุบัน โดยมีอาการป่วยเป็นโรคมะเร็งช่องปาก

 

รายงาน: เปิดชีวิตครอบครัวผู้ต้องหา ผลกระทบจากคดีหมิ่นสถาบัน

Tue, 2011-01-18 20:40

18 มกราคม 2554

อำพล ตั้งนพกุล ชายวัย 61 ปี หรือที่คนในครอบครัวและคนอื่นๆ เรียกว่า “อากง” เดินทางมาศาลพร้อม ‘ป้าอุ๊’ ภรรยาและ ‘ปุ้ย’ ลูกสาวคนท้ายๆ ในบรรดาลูก 7 คน รวมถึงทนายความอาสาที่เข้ามาช่วยคดีนี้ เพราะวันนี้เป็นวันที่อัยการส่งคดีฟ้องต่อศาล กรณีที่ลุงอำพลตกเป็นผู้ต้องหาหมิ่นสถาบันด้วยการส่ง SMS ที่มีข้อความดังกล่าวไปยังเลขานุการส่วนตัวนายกรัฐมนตรี

อำพล และภรรยา อาศัยอยู่ย่านสำโรงในห้องเช่าราคาเดือนละ  1,200 บาท โดยอาศัยเงินจากลูกๆ ที่ส่งให้คนละเล็กคนละน้อย เพราะสองลุงป้าไม่ต้องการเป็นภาระกับลูกซึ่งแยกย้ายกันไปมีครอบครัวแล้ว และที่สำคัญ ล้วนแต่หาเช้ากินค่ำกันทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม เขาทั้งคู่ยังมีภาระต้องเลี้ยงดูหลาน 3-4 คน  ซึ่งเป็นผลิตผลที่ลูกบางคนทอดทิ้งไว้อีกด้วย
ส่วน ‘ปุ้ย’ เป็นซิงเกิลมัม แต่สามียังช่วยส่งเสียลูก 2 คน  ปัจจุบันปุ้ยกลายเป็นหัวเรือหลักในการดูแลแม่และดำเนินการเรื่องคดีพ่อ เธอมีอาชีพเป็นคนงานในโรงงานผลิตโฟมแถวบ้าน ได้ค่าจ้างตามค่าแรงขั้นต่ำ ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง วันนี้เธอสลับกะกับเพื่อนเพื่อส่งพ่อสูงวัยมารายงานตัวที่ศาลตั้งแต่เช้า และรอจนฟ้าเกือบมืดเพื่อฟังคำสั่งศาลซึ่งไม่ให้ประกันตัวพ่อของเธอ
อากงถูกตำรวจบุกจับกุมเมื่อวันที่ 4 ส.ค.53 และถูกควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อยู่ราว 2 เดือน จนได้รับอนุญาตให้ประกันตัวได้ในที่สุด สำหรับชาวบ้านธรรมดาหาเช้ากินค่ำ เรื่องราวของการที่ตำรวจเกือบ 20 นายพร้อมกองทัพนักข่าวบุกเข้าบุกค้นบ้านพักและทำการจับกุมในวันนั้นถือเป็น สิ่งที่กระทบกระเทือนความรู้สึกของภรรยาและหลานๆ อย่างไม่รู้ลืม
“มัน เหมือนเราเป็นอาชญกรร้ายแรง เหมือนเราแปลกแยกกับคนอื่น เขาเข้ามาค้นทุกอย่าง ถ่ายรูปทุกอย่าง แม้แต่รูปหลานๆ ตัวเล็กๆ ที่ร้องกันกระจองงอแง มันน่ากลัว อย่าให้เกิดอีกเลย มันจะไม่มีแบบนั้นแล้วใช่มั้ย” ป้าอุ๊เล่าเรื่องไป ถามหาคำตอบไป
พาด หัวข่าววันต่อมาปรากฏข่าวจับกุมลุงอำพล พร้อมระบุว่าเป็นฮาร์ดคอร์เสื้อแดง มันทำให้ครอบครัวตั้งนพกุลหวาดระแวงกับนักข่าวตั้งแต่นั้น เพราะพวกเขายืนยันว่าอากงเป็นเพียงคนแก่ๆ ที่มีอาชีพหลักคือ อยู่บ้านเลี้ยงหลาน และด้วยความที่มีเวลาว่างมากในช่วงกลางวัน แกจึงมักจะเดินทางไปสังเกตการณ์กิจกรรมทางการเมืองหรืองานต่างๆ ที่จัดขึ้นเสมอ
“สมัย เสื้อเหลืองแกก็ไป ตอนในหลวงท่านป่วยช่วงแรกๆ แกก็ไปถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราช พอมาสมัยเสื้อแดงแกก็ไปดูอีก แต่ยังไงๆ แกก็ต้องกลับมาให้ทันรับหลานกลับจากโรงเรียน” ภรรยาอากงเล่า
อำพลให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่ผู้กระทำการ เพราะเพียงจะส่ง sms ยังส่งไม่เป็น เขาเคยกล่าวกับภรรยาว่าอย่างไรก็จะยืนยันเช่นนี้ จะฆ่าจะแกงแกก็ยอม
ป้า อุ๊ยังเล่าถึงความยากลำบากภายหลังอากงถูกจับว่า ทั้งครอบครัวระส่ำระสาย เพราะไม่มีเงินว่าจ้างทนายความ ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป และเป็นห่วงอากงมาก กระทั่งได้เจอกลุ่มทนายอาสาที่เข้าให้ความช่วยเหลือ
แม้ คดีความเพิ่งถึงชั้นศาล และยังศาลยังไม่ได้พิพากษา แต่สำหรับคดีเช่นนี้ สังคมไทยพิพากษาแล้วแต่แรก มันทำให้ป๊าอุ๊และหลานๆ ไม่สามารถอาศัยอยู่ห้องเช่าเดิมได้ ต้องหอบข้าวหอบของมานอนแออัดอยู่ที่ห้องเช่าของปุ้ย เพราะแม้แต่หลานตัวเล็กๆ ยังถูกกระแนะกระแหน ด่าว่า จากคนรอบข้าง ลูกชายคนเล็กต้องลาออกจากโรงงานเพราะถูกกดดันจากเรื่องคดีของพ่อ และลูกสาวถูกล้อเลียนในโรงงานว่าเป็นลูกฮาร์ดคอร์
“คน ที่เข้าใจก็มี แต่กับคนที่ไม่เข้าใจเขาก็มาทำให้เราเจ็บปวดอยู่เสมอ คดีนี้ถึงที่สุดแล้วต่อให้ไม่ผิด ไม่ติดคุก สังคมก็ตัดสินเราไปแล้ว” ป๊าอุ๊ว่า
เธอกล่าวว่า เธอเชื่อว่าสามีของเธอไม่ได้กระทำการอย่างที่ยืนยัน แต่แม้ถ้าสามีกระทำการอย่างนั้นก็ไม่ควรลงทัณฑ์เลยมาถึงครอบครัว
“เป็น ห่วงหลานๆ มากที่สุด ไม่อยากให้พวกเขาต้องลำบาก แค่ลำพังแค่พวกเราคนแก่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราก็ตายกันแล้ว ป้าอยากให้หลานๆ เปลี่ยนนามสกุลใหม่ เขาจะได้ไม่ต้องมีปัญหากับเรื่องแบบนี้ มีชีวิตใหม่” ป้าอุ๊น้ำตาเอ่อ
ในชั้นสอบสวนของตำรวจ หลังอากงติดคุกอยู่ราว 2 เดือน ในที่สุดศาลอุทธรณ์ก็อนุญาตให้ประกันตัวในวันที่ 4 ต.ค.53 โดยให้เหตุผลว่าหลักประกันน่าเชื่อถือ หลังจากก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นให้เหตุผลที่ไม่อนุญาตให้ประกันว่าเป็นคดีร้าย แรงกระทบกระเทือนจิตใจคนไทย เกรงจะหลบหนี อย่างไรก็ตาม การปล่อยก็ทำให้ลุงอำพลได้ออกมารักษาแผลผ่าตัดมะเร็งใต้โคนลิ้นที่กำเริบจน ลิ้นบวมคับปากได้ทันการณ์
จากนั้นวันที่ 18 ม.ค. อัยการจึงมีคำสั่งฟ้องและต้องประกันตัวอีกครั้งในชั้นพิจารณาคดี ทนายความยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ใช้โฉนดที่ดินเป็นหลักประกัน ระหว่างรอคำสั่ง ลุงอำพลถูกคุมตัวไว้ในคุกใต้ถุนศาลไม่ยอมกินข้าวกินปลา เช่นเดียวกับป้าอุ๊ที่แม้อยู่นอกกรงขังก็ไม่ยอมกินข้าวเช่นเดียวกัน รอกว่า 8 ชั่วโมง จึงได้รับทราบคำสั่ง ก่อนที่ลุงอำพลจะถูกนำตัวไปไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่เพิ่งจากมาอีกครั้ง
เย็น ย่ำ แม่ลูกกระเตงกันขึ้นรถเมล์ไปซื้อของใช้จำเป็นรีบมาฝากให้อากง เสียงป้าอุ๊ที่ปลายสายสั่นเครือ ขณะที่เสียงปุ้ยก็อ่อนแรง แต่เธอต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเพื่อไปเข้ากะทำงานตอนหนึ่งทุ่ม วันนี้ ออกกะเจ็ดโมงเช้าในวันพรุ่งนี้แล้วรีบพาแม่มายื่นอุทธรณ์ขอประกันตัวอีก ครั้ง

Leave a comment

Filed under ข่าวจากประชาไท

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s