เมื่อพ่อเหยื่อสังหารโหดเมษายน 2553 ทวงความยุติธรรมให้กับลูก “ทำไม”เฌอ”ต้องตาย? การรอคอยความจริง91ศพ”

พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือ “พี่เหน่ง” ที่รู้จักกันดีในแวดวงนักกิจกรรมเพื่อสังคม หลังจากสูญเสียลูกชายคนเดียว “น้องเณอ” ไปกับการปราบปรามประชาชนอย่างบ้าคลั่งของทหารไทยเมื่อเดือนเมษายน 2553 เขาได้เข้าร่วมงานกับกลุ่มญาติวีรชนอย่างแข็งขันเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับลูกชายและผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บคนอื่นๆ

โดย วิภาวี จุฬามณี
21 กันยายน 2554

ที่มา ข่าวสดรายวัน

ใน บรรดาเหยื่อหลายชีวิตที่ถูกสังหารระหว่างเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 ซึ่งหนังสือพิมพ์ข่าวสดทยอยนำเสนอ “เสียงเรียกร้อง” จากญาติคดี 91 ศพอยู่ในขณะนี้ มีเด็กหนุ่มร่างใหญ่ อ้วน ดำ ท่าทางโตเกินวัย รวมอยู่ด้วย

สมา พันธ์ ศรีเทพ หรือ เฌอ เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ถูกกระสุนปลิดชีพล้มลงตรงใจกลางเมืองหลวง บริเวณซอยรางน้ำ ย่านดินแดง เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2553

พันธุ์ ศักดิ์ ศรีเทพ ผู้เป็นพ่อ บอกว่า ลูกชายสวมเสื้อยืดสีฟ้า นุ่งกางเกงยีนส์ขาสั้น ออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. เพื่อจะเดินทางมาหาตนที่สวนเงินมีมา ย่านคลองสาน โดยก่อนหน้านั้นได้แวะดูสถานการณ์การปะทะกันระหว่างนปช.กับทหารที่แยก ราชปรารภ ก่อนจะขยายพื้นที่ไปถึงซอยรางน้ำ ซึ่งเป็นจุดที่เฌอเข้าไปสังเกตการณ์แล้วถูกยิงเสียชีวิต

พันธุ์ ศักดิ์ ตั้งชื่องานศพลูกชายว่า “ส่งเฌอกลับดาวดวงอื่น” เพราะ “เป็นไปได้อย่างมาก ว่าเฌอเป็นเด็กชายจากดาวอื่น และหาวิธีกลับบ้านอยู่”

งาน ศพของเฌอ มีทั้งนักเขียน กวี นักดนตรี และนักกิจกรรมต่างๆ มาร่วมไว้อาลัยอย่างหนาตา ส่วนหนึ่งเพราะมีพ่อเป็นเอ็นจีโอเก่า และปัจจุบันก็ยังทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

อีกส่วนเป็นเพราะเฌอเองก็เป็นนักกิจกรรมไม่ต่างไปจากพ่อ

“ตั้งแต่ เด็กๆ เวลามีกิจกรรมอะไร ผมจะชวนเขาไปช่วยงานเป็นประจำอยู่แล้ว ที่ทำอยู่บ่อยๆ คือการรณรงค์ของกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีทั้งการจัดสัมมนา การขี่จักรยานประท้วงที่กระทรวงต่างประเทศ เขาจะเป็นคนถ่ายวิดีโอและนำไปเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต โดยทางกลุ่มจะให้กล้องวิดีโอตัวหนึ่งราคา 7-8 หมื่น เขาก็จะคิดว่าเขาโตแล้ว รับผิดชอบได้แล้ว เพราะได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่”

พันธุ์ ศักดิ์บอกว่า เฌอชอบทำกิจกรรม เพราะเป็นเด็กแรงเยอะ ตัวใหญ่ โตไว และส่วนหนึ่งก็ได้ไปเจอคนรู้จัก เจอกลุ่มพี่ๆ น้าๆ ที่กล้าให้เด็กหนุ่มวัย 17 ร่วมงานได้อย่างเต็มที่ ช่วงที่เรียน ม.4 เฌอมีทีท่าว่าอาจเรียนไม่จบ เพราะมัวแต่ทำกิจกรรม เล่นดนตรีอยู่ในวงโยธวาทิต ทำให้เวลาเรียนไม่พอ ไม่ได้เช็กชื่อเข้าเรียน จนโรงเรียนต้องเรียกผู้ปกครองไปพูดคุย

“ผม ยื่นคำขาดกับเขาว่า ต้องตั้งใจเรียน จะละทิ้งหน้าที่ไม่ได้ แต่พอกลับไปอยู่บ้านได้ 2-3 วัน เขาก็หายตัวไปอีก 3-4 เดือน เดาว่าไปอยู่ที่มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ของ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่เขาไปช่วยงานเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เพื่อนผมไปเจอเขาอยู่ในกลุ่มพันธมิตรฯ ช่วงที่ไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ผมจึงบอกเขาว่า ให้กลับมาเพราะมันไม่ถูกต้อง”

หลังจากตามตัวลูกชายกลับมาได้ พันธุ์ศักดิ์ให้เฌอกลับเข้าเรียนอีกครั้งที่โรงเรียนปัญญาภิวัฒน์เทคโนโลยี ธุรกิจ และชวนไปช่วยกิจกรรมพัฒนาชุมชนอยู่สม่ำเสมอ

ช่วงนั้นมีการรวม ตัวของนปช.แล้ว แต่สองพ่อลูกยังไม่ได้ไปร่วมกลุ่ม กระทั่งวันที่ 10 เม.ย. 53 มีการฆ่าประชาชนที่แยกคอกวัว พันธุ์ศักดิ์กับกลุ่มเพื่อนในเฟซบุ๊ก จัดงานรำลึกการเสียชีวิตที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในวันที่ 11 เม.ย. และชวนเฌอมาถ่ายวิดีโอให้ ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมกลุ่มกับนปช.

“ช่วง วันเสาร์-อาทิตย์ที่ไม่มีเรียน เขาจะขี่จักรยานยนต์เพื่อไปสังเกตการณ์ ดูนู่นดูนี่สักชั่วโมงแล้วก็กลับ กระทั่งวันศุกร์ที่ 14 เม.ย.53 ผมทำงานอยู่ที่สำนักงานของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ เวลาประมาณ 3-4 ทุ่ม เขาโทร.ไปบอกแม่ว่า จะมาหาผมที่ทำงาน จากนั้นก็หายตัวไป จนตอนเช้ามาทราบว่าเสียชีวิตแล้ว”

เฌอเสียชีวิตอยู่ริมฟุตปาธย่านดิน แดง ใกล้ร่างมีรอยเลือดเป็นทางยาว หลังร่างล้มลงเกือบ 1 ชั่วโมง หน่วยกู้ภัยจึงเข้าไปเอาร่างที่มีลมหายใจรวยรินออกมาได้ และมาสิ้นใจที่โรงพยาบาล เช้าวันต่อมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เฌอถูกยิงโดยสไนเปอร์ กระสุนเจาะเข้าที่ด้านหลังศีรษะเสียชีวิต

“สิ่ง ที่ทำให้เขาตายเราไม่สงสัย เพราะเขาโดนกระสุนปืนลูกโดดที่ศีรษะด้านหลังจนตาย แต่เราสงสัยว่าทำไมเขาต้องตาย มันเกิดจากอะไร ไม่ใช่สาเหตุทางการแพทย์ แล้วทำไมตอนเขาตาย ไม่มีใครไยดีเลย ทั้งรัฐบาลและประชาชนที่เกี่ยวข้อง เรางงมากว่ามันเป็นสังคมแบบไหนกัน สังคมที่ใครก็มาตายฟรีๆ ข้างถนน หรือกลางเมืองหลวงก็ได้หรือ”

“สิ่งที่เกิดขึ้นกับเฌอเป็น สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ แต่ปัญหาคือมันไปเกิดใจกลางเมืองหลวงกลางวันแสกๆ แล้วไม่มีการรับผิดชอบว่า ตกลงแล้วใครทำ ใครต้องรับผิด ใครที่ดูแลบ้านเมืองอยู่ กลายเป็นว่าต่อไปเราก็สามารถจะแบกปืนไปยิงหัวกันกลางถนน กลางเมืองหลวงกันได้อีกใช่ไหม” พันธุ์ศักดิ์ตั้งคำถามในวันที่ลูกชายจากไปแล้วกว่า 1 ปี แต่ยังไม่มีผู้รับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น

ทุกวันนี้พันธุ์ศักดิ์ ยังร่วมกับ บ.ก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์ ต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้เหยื่อจากเหตุสลายการชุมนุม แต่เขาบอกว่าเป็นการช่วยเหลือในฐานะเพื่อนกัน ไม่ได้เป็นแกนนำอะไร นอกจากนี้ยังช่วยงานศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) ซึ่งทำให้เห็นว่ามีญาติเหยื่อจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าจะเรียกร้องอย่างไร บางคนสับสนว่าคดีของตัวเองอยู่ที่ดีเอสไอหรือท้องที่ บางคนติดคุกไปแล้ว 1 ปี แต่ศาลเพิ่งมีคำพิพากษาให้ติดคุก 6 เดือน เลยไม่รู้ว่าที่ติดเกินมาจะทำอย่างไร ซึ่งเขามองว่า คนเหล่านี้จำเป็นต้องรวมกันเพื่อเป็นกระบอกเสียงและต่อสู้ให้กัน

ถาม ถึงท่าทีของรัฐบาลใหม่ต่อการให้ความเป็นธรรมกับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุ สลายการชุมนุม พันธุ์ศักดิ์บอกว่า ยังเร็วเกินไป ตั้งแต่หาเสียงจนได้เป็นนายกฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่พูดรายละเอียดเรื่องนี้เท่าไร พูดกว้างๆ เพียงต้องปรองดองกัน แต่ก็รับได้ในระดับหนึ่ง เพราะนายอภิสิทธิ์พูดแค่ให้ปรองดองกัน ขณะที่นายกฯ คนใหม่บอกว่า การปรองดองต้องมีการแสวงหาความจริงด้วย

ก่อนเสียชีวิต “เฌอ”สมาพันธ์ ศรีเทพ เคยพูดกับพ่อขณะไปเข้าค่ายที่สบเมยว่า อยากเป็นครูสอนเด็กชาวเขา ตอนนั้นผู้เป็นพ่อหยอกกลับไปว่า สอบให้ผ่านก่อนเถอะ เพราะเขาเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง เมื่อเฌอกลับมาเรียนที่ปัญญาภิวัฒน์อีกครั้ง เขาบอกแม่ว่าจะเรียนไปทำงานไป ต่อไปแม่จะได้ไม่ต้องทำงานอีก แต่ก่อนที่จะได้ทำตามสัญญา กระสุนนัดนั้นก็ซัดร่างเขาล้มกองกับพื้น

เขาจากไปในวัย 17 ปี เด็กหนุ่มร่างใหญ่ อ้วน ดำ ท่าทางโตเกินวัย

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s