บทเรียนจากกรณี 6 ตุลาคม

โดย สุชีลา ตันชัยนันท์



ผู้ เขียนขอกล่าวย้ำความรู้สึกของตัวเองอีกครั้งหนึ่งว่า จนถึงขณะนี้ผู้เขียนยังทำใจไม่ได้กับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เพราะบาดแผลฉกรรจ์ในหัวใจของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงยังไม่ได้รับการ เยียวยา หรือยากอย่างยิ่งแก่การเยียวยา

นั่นเพราะความ “กลัว” ในกลุ่มผู้มีอำนาจได้นำไปสู่ความเกลียดชัง และความโกรธต่อฝ่ายที่คิดแตกต่างจากตน โดยการอ้างความชอบธรรมที่ได้ทำการเข่นฆ่าฝ่ายที่คิดไม่เหมือนตน

พระไพศาล วิสาโล กล่าวไว้ว่าเมื่อความโกรธเป็นสิ่งที่ชอบธรรม และเมื่อเป็นความชอบธรรมที่เราโกรธ เราก็สามารถทำร้ายคนอื่นได้อย่างไม่รู้สึกผิด

เพราะว่าฉันถูก แกเป็นฝ่ายผิด

ดัง เช่นเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการรุมฆ่านักศึกษาขนาดเผาทั้งเป็น คนที่ทำเช่นนั้นด้วยความโกรธ เพราะปักใจเชื่อว่านักศึกษาเป็นตัวเลวร้าย ส่วนฉันเป็นฝ่ายถูก

สังคมไทยก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม มีกระบวนการสร้างให้รู้สึกเกลียดชังคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจคิดไม่เหมือนตัวเอง

ได้ มีการเตรียมการสังคมไทยจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตามเพื่อรับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ทั้งในเรื่องของการทำลายความจริง และในเรื่องของการใช้ความรุนแรง

จุดนี้เองที่ทำให้เราเห็นว่าสติปัญญาของคนมีอำนาจในสังคมไทยเขามีปัญญาคิดเพียงแค่นั้น

การแก้ปัญหาความขัดแย้งทางความคิดเขาทำได้แค่ต้องฆ่าคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างให้ตายเท่านั้นเอง

และยิ่งเป็นความเลวร้าย และน่าละอายเกินกว่าที่จะกล่าวถึง

เพราะ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม เป็นการสังหารหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างบริสุทธิ์ใจเพียงเพื่อหาแพะ รับบาปสำหรับการก้าวขึ้นสู่อำนาจของฝ่ายเผด็จการ

ทั้งนี้จากการศึกษาของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (2544) ได้เปิดเผยถึงหนังสือบันทึกการปฏิวัติ 1-3 เมษายน 2524 กับข้าพเจ้า ของบุญชนะ อัตถากร (2525) เกี่ยวกับบทสนทนาระหว่างเขากับ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ที่แสดงให้เห็นว่าทางทหารได้มีการเตรียมการปฏิวัติไว้นานแล้ว

“…คุณ สงัดบอกต่อไปว่า ได้รอคอยโอกาสที่จะยึดอำนาจการปกครองอยู่เรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีจังหวะ จนในที่สุดก็เกษียณอายุต้องออกจากราชการ เมื่อ 1 ตุลาคม 2519…”

จนกระทั่งต่อมาได้เกิดเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคมขึ้น

สมศักดิ์วิเคราะห์ต่อไปว่า

“…สงัด ได้บอกทั้งธานินทร์ (นายธานินทร์ กรัยวิเชียร) และเสนีย์ ปราโมช เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ว่าสองหรือสี่ทุ่มของคืนวันนั้นจะมี ′อีกฝ่ายหนึ่ง′ ′ทำรัฐประหาร จึงต้องชิงลงมือทำเสียเองก่อนตอนหกโมงเย็น”

ใครที่บอกว่าเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม เป็นอุบัติเหตุทางการเมืองนั้นเป็นการกล่าวเพื่ออำพรางความเลวร้ายของตนและพวกพ้องมากกว่า

20 ปีที่ผ่านมา มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเพื่อเรียกร้องความสันติสุขให้กลับคืนมา

แล้วสังคมไทยจะจัดการกับความจริงและความสูญเสียอย่างไร

จากรายงานของคณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (2544) ได้สรุปความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากความรุนแรงไว้ว่า

เหตุการณ์ความรุนแรง 6 ตุลาคมได้นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งในแง่ส่วนตัวและในแง่ของสังคมไทยโดยส่วนรวม

ประการแรก ความสูญเสียในแง่ส่วนตัวนั้น ได้แก่

การกระทำของฝ่ายรัฐไทยร่วมกับองค์กรอันธพาลนอกระบบในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายคน

ญาติ พี่น้องและเพื่อนของผู้เสียชีวิตได้สูญเสียคนในครอบครัว คนที่เขารักใคร่และคนใกล้ชิด ส่วนผู้ที่บาดเจ็บก็มีทั้งผู้ที่บาดเจ็บทางกายโดยตรง และผู้ที่บาดเจ็บทางจิตใจเนื่องจากผ่านเหตุการณ์อันโหดร้ายมา

ในส่วน นี้แม้แต่ฝ่ายผู้กระทำเอง เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐชั้นผู้น้อยบางคน หรือผู้ที่ถูกชักชวนมาร่วมในองค์กรนอกระบบบางคน เมื่อสำนึกผิดแล้วก็อาจมีบาดแผลทางจิตใจเหมือนกัน

กลุ่มผู้สูญเสีย กลุ่มที่สอง คือ นักศึกษาและประชาชนส่วนหนึ่งจำนวนหลายพันคนต่างพากันเข้าป่าร่วมต่อสู้ในกอง กำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อีกส่วนหนึ่งต้องหนีออกนอกประเทศ

ในกรณีของคนที่เข้าป่า หรือต้องเดินทางออกนอกประเทศเพราะไม่มีความปลอดภัยในสังคมเมือง

คน เหล่านี้จะสูญเสียโอกาสในการศึกษาเล่าเรียน หรือประกอบอาชีพหลายปี ซึ่งย่อมมีผลกระทบต่อชีวิตในเวลานั้นและในชีวิตภายหลังด้วย นอกจากนี้แล้วคนเหล่านี้ยังสูญเสียโอกาสที่จะอยู่กับญาติพี่น้องและครอบครัว

กลุ่ม ผู้สูญเสียอีกกลุ่มหนึ่งคือ ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกตำรวจจับในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ต้องขึ้นศาลทหาร และต้องติดคุกเป็นเวลาถึงสองปีก่อนจะได้รับการปล่อยเป็นอิสระโดยปราศจากความ ผิดใดๆ ต้องถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ถูกเกลียดชัง ถูกเข้าใจผิดๆ และถูกตราหน้าว่าเป็นพวกทำลายชาติ

พวกเขาต้องสูญเสียเวลาช่วงหนึ่งของชีวิต และโอกาสที่จะเล่าเรียน หรือประกอบอาชีพการงานเช่นกัน

ประการที่สอง ความสูญเสียในแง่ของสังคมไทยโดยรวมนั้น คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีข้อสรุปว่า ความสูญเสียทางสังคมหรือความสูญเสียในลักษณะส่วนรวมมีอยู่หลายประการ อาทิ การบุกทำลายธรรมศาสตร์นอกจากได้ก่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและ ต่อมหาวิทยาลัยในการผลิตผู้นำทางสังคมแล้ว ยังเป็นการจงใจทำลายจิตวิญญาณการต่อสู้ในหมู่นักศึกษาปัญญาชน เรื่องต่อมาคือความสูญเสียทางจริยธรรมที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย เนื่องจากเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 สิ่งที่ควรพิจารณาคือ เราจะ “จัดการ” กับบรรดาผู้นำประเทศที่ต้องรับผิดชอบกับการฆ่าฟันประชาชนในอดีตอย่างไร เป็นต้น

คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้มีข้อเสนอเรื่องการจัดการกับบาดแผล 6 ตุลาคม 2519 ในสังคมไทยนั่นคือ ต้องมีการทำความเข้าใจ อย่างทั่วถึงในสังคมเราว่าในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 รัฐไทยกระทำความผิดอย่างไร รวมทั้งการจัดตั้ง “กรรมการแสวงหาความจริง” (Truth Commission) ซึ่งจะมีอำนาจทางกฎหมายในการเรียกพยานและสืบหาเอกสาร

อย่างไรก็ตาม ในฐานะของผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แม้ว่าผู้เขียนจะเห็นด้วยกับความเห็นของพระไพศาล วิสาโลที่ว่า “แท้ที่จริงมนุษย์หาใช่ศัตรูของเราไม่ ความโกรธเกลียดต่างหาก คือศัตรูที่แท้จริง”

ผู้ เขียนก็ยังมีความเห็นว่าสังคมไทยต้องดำเนินการทั้งในแง่ของการเปิดเผยข้อ เท็จจริง และการ “จัดการ” กับผู้ก่ออาชญากรรมในเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม เพื่อนำไปสู่การยุติความรุนแรงต่อภาคประชาชน และเพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อกรณีการก่ออาชญากรรมโดยรัฐ ดังที่มีการดำเนินการในนานาอารยะประเทศ

1 Comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

One response to “บทเรียนจากกรณี 6 ตุลาคม

  1. muzyka

    It is great article ! I simply love’d it !

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s