บทความแปล: วิกิลีกค์, ฝ่ายสถาบันฯ และ การเข้าไปพัวพันกับทางการเมือง

อ้างอิง:http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2011/08/14/wikileaks-palace-and-political-meddling/
บทความลงอยู่ในเวปเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

รูปภาพ


แปลโดย: ดวงจำปา

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2549, เพียงแค่เดือนเดียว ก่อนที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงกระทำการตัดสินพระทัยอย่างสำคัญที่สุดต่อการแทรกแทรงทางการเมือง เอกอัครราชฑูตประเทศสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคือ นายราล์ฟ บอยซ์ ได้รายงานให้กับทางกรุงวอชิงตันและสถานฑูตสหรัฐอเมริกาทั่วโลกทราบว่า ทางฝ่ายสถาบันฯของประเทศไทยนั้น ได้วางตัวเป็นกลางและต้องการที่จะอยู่นอกเหนือเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งสิ้น ตามเอกสารเคเบิ้ลของวิกิลีกค์ฉบับนี้ (ลงวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2549 – ผู้แปล)

เค เบิ้ลฉบับนี้ได้เริ่มขึ้นด้วยบันทึกที่น่าสนใจ เนื่องจากว่า “เอกอัครราชฑูตได้โทรศัพท์ไปหานายอาสา สารสิน ซึ่งเป็นราชเลขาธิการในพระองค์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม เพื่อที่จะส่งหนังสือพระราชประวัติที่มีข้อกังขาเล่มหนึ่งให้ มาให้วิเคราะห์ล่วงหน้า ซึ่งกล่าวอย่างตำหนิว่า จะมีการพิมพ์กันในประเทศสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤษภาคม “ตามข้อเท็จจริงตามที่กล่าวไว้ในการวิจารณ์ของนักวิชาการผู้นี้ เอกอัครราชฑูตบอยซ์ ได้กระทำการช่วยเหลืออย่างสุดฤทธิ์ เพื่อปลอบโยนกับรัฐบาลของนายกทักษิณ ชินวัตรและกับทางฝ่ายสถาบันฯ ต่อหนังสือของนายพอลล์ แฮนด์ลี่ย์ ที่มีชื่อว่า The King Never Smiles โดยการหาหนังสือที่พิมพ์ล่วงหน้ามาได้เล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นขั้นแรกขั้นหนึ่งในกระบวนการนี้ (เป็นเรื่องที่เห็นได้อย่างชัดเจนทีเดียวว่าสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยเยลล์ ได้ส่งหนังสือที่พิมพ์ล่วงหน้ามาให้กับกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เป็นจำนวนสองเล่ม)

ในการพูดคุยกับเอกอัครราชฑูตบอยซ์ นายอาสาได้ยืนยันว่า ทางฝ่ายสถาบันฯ มีความกังวลเกี่ยวกับ:

ข้อ เรียกร้องที่ถูกย้ำเตือนจากผู้ประท้วงต่อต้านกับรัฐบาลนายกทักษิณ ในการให้องค์พระมหากษัตริย์เข้ามาแทรกแทรงเพื่อยุติสถานการณ์ทางการเมืองใน ปัจจุบันซึ่งถึงทางตันแล้ว นายอาสาได้กล่าวว่า องค์พระมหากษัตริย์เองไม่ทรงมีพระราชประสงค์ที่ต้องการเข้ามาแทรกแทรง เพราะว่ามันจะกลายเป็นการขวางกั้นการพัฒนาในรูปแบบประชาธิปไตยของประเทศไทย ทางฝ่ายสถาบันฯ เชื่อได้ว่า สถานการณ์นี้ จะสามารถแก้ไขลงได้ โดยปราศจากการแทรกแทรงของพระองค์

เรื่องนั้นไม่ได้ตรงกับการแถลงของ เรื่องความสัตย์ซื่อในทางการเมืองเสียเลยเดียว ในแง่ของการปกครองในระบอบที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐธรรมนูญ มันเป็นแต่เพียงคำกล่าวของความเชื่อที่ว่า วิกฤติการณ์ทางการเมืองนั้น สามารถแก้ไขยุติลงได้โดยปราศจากการแทรกแทรงขององค์พระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องแน่นอนทีเดียวที่เห็นกันว่า ทางฝ่ายสถาบันฯ นั้น ได้เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างล้ำลึกแล้วทีเดียว กับทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและรวมไปถึงการรวมหัวกับฝ่าย อำมาตย์ชนชั้นสูงเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ตาม ความจริงแล้ว, นายอาสาได้สรุปว่า ทางตุลาการ (คำภาษาอังฤษใช้คำพหูพจน์ แสดงว่าไม่ใช่ศาลเดียว – ผู้แปล) ก็จะจัดการกำจัดนายกทักษิณเอง หรือไม่ก็ “การประท้วงเรียกร้องเหล่านั้น ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ต่อไปอย่างไม่ลดถอย ในที่สุดแล้ว จากการประเมินของเขา (นายอาสา) ตัวนายกรัฐมนตรีเอง ก็จะถูกบังคับให้ยินยอมต่อฝ่ายตรงข้ามที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้จบ และก็หลีกทางลงมาเอง” นายอาสายังได้รายงานดังต่อไปนี้:

ในทั้งสอง กรณีนี้, นายอาสาได้กล่าวว่า สถานการณ์นั้นจะยุติได้ด้วยตัวของมันเองโดยปราศจากความต้องการที่จะให้ฝ่าย สถาบันฯ เข้ามาแทรกแทรง มันอาจจะต้องใช้เวลานานนิดหน่อย เพราะว่าตัวนายกรัฐมนตรีเองนั้น “ได้เพิกเฉยต่อสัญญาณทุกอย่าง” (PPT ให้ความเห็นว่า: สันนิษฐานว่า รวมไปถึงสัญญาณที่ออกมาจากทางฝ่ายสถาบันฯ ด้วย) แต่ทางฝ่ายสถาบันฯ ก็ยังชอบ วิธีนี้มากกว่า วิธีที่ของการแทรกแทรงก่อนกำหนดอันควรและไม่มีความจำเป็นใดๆ ในทางการเมือง

เอก อัครราชฑูตบอยซ์ก็ดูเหมือนว่า ตนเองนั้นมีความชื่นชอบ ต่อการบันทึกเรื่องราวที่เขาได้เห็นด้วยโดยทั่วไป โดยกล่าวว่า ถึงแม้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมี “ชื่อเสียงที่น่ากังขา” ถ้าทางศาลไม่ตัดสินว่า มันไม่มีความชอบธรรมในทางกฎหมายการเลือกตั้งของผู้สมัครบางคนในพรรคไทยรัก ไทยว่า พวกเขายังสามารถมีสิทธิ์ลงสมัครเลือกตั้งได้ ดังนั้น ทางฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็คงจะหนุนเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างแน่ นอน

ทางเวปของ PPT ก็ไม่สามารถที่จะช่วยให้ตั้งข้อสงสัยได้ว่า ตัวเอกอัครราชฑูตบอยซ์นั้น กำลังมีความประสงค์อันร้ายกาจในการเขียนเคเบิ้ลฉบับนี้หรือไม่ ทั้งๆ เขาก็รู้อยู่เต็มอกว่า ทางฝ่ายสถาบันฯ นั้นมีความเห็นทางการเมืองอย่างสุดขั้ว ในเคเบิ้ลฉบับก่อนๆ เขาได้บันทึกว่า ทางฝ่ายสถาบันฯ นั้น ไม่ได้ยอมรับให้นำเอาเรื่องการแทรกแทรงนั้นออกไปจากการพิจารณา ทางฝ่ายประธานองคมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ก็ได้แถลงว่า นายกทักษิณนั้น ควรที่จะลาออกจากตำแหน่งเสีย และองคมนตรีสุรยุทธ จุลานนท์ ก็ได้บอกกับเอกอัครราชฑูตบอยซ์ว่า สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ เป็นเรื่องที่ “ยุ่งเหยิง” ไปหมด – ซึ่งคำเหล่านี้ องค์พระมหากษัตริย์เองได้ทรงนำเอามาใช้ และได้มีการบันทึกถึงการ “คอรัปชั่น” ของตัวนายกฯ ทักษิณด้วย

ถ้า เรานำเอารายงานข่าวสารตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2548 มาจนถึงเดือน เมษายน พ.ศ. 2549 เข้ามาวิเคราะห์กัน, การเกี่ยวข้องทางการเมืองโดยทางฝ่ายสถาบันฯ นั้น สามารถเห็นกันได้อย่างชัดเจน จากตัวอย่างเช่น การรณรงค์ที่มีพฤติกรรมแปลกๆ ที่ต้องการให้อัยการสูงสุด ซึ่งเป็นผู้ที่ต่อต้านนายกฯ ทักษิณ นั่นก็คือ คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา สามารถยังคงดำรงตำแหน่งนั้นได้อยู่ ถึงแม้ว่าจะปราศจากฐานความถูกต้องในทางกฎหมายที่จะให้เธอทำงานในตำแหน่งนั้น ได้ต่อไป เธออ้างว่า ทางสถาบันฯ ไม่ได้เห็นเป็นเรื่องของเธอนี้ เป็นข้อครหาแต่อย่างใด เพราะว่าตัวเธอได้รับการแต่งตั้งจากพระราชโองการฯ และองค์พระมหากษัตริย์เท่านั้นที่ทรงสามารถให้เธอออกจากตำแหน่งนี้ได้ ตัวพลเอกเปรมก็ได้ประโคมข่าว (ด้วยการทำลาย) แบบนี้ เมื่อตนเองได้ไปตรวจเยี่ยมทางภาคใต้ โดยอ้างว่า นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่ช่วยผู้คนทางแถบนั้น (ทางภาคใต้ – ผู้แปล) ได้ประสบกับความล้มเหลว – ซึ่งอาจจะเป็นจริง แต่นี่เป็นการรณรงค์ทางการเมืองโดยข้าราชการอาวุโสของทางฝ่ายสถาบันฯ เอง ตัวพลเอกเปรมและพลเอกสุรยุทธก็ยังได้ร่วมมือกันในการลงมาเล่นบทบาททางการ เมือง เมื่อมีการโยกย้ายนายทหารเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2548 ไปจนถึงเดือน มกราคม พ.ศ. 2549 อีกด้วย

ไม่จำเป็นที่จะต้องเขียนต่อไป ตัวเอกอัครราชฑูตบอยซ์นั้น ได้รู้เรื่องเหล่านี้ทั้งหมด และแถมยังมีรายละเอียดมากกว่านี้อีก แต่ก็ยังคงสร้างภาพพรรณาว่า ทางฝ่ายสถาบันฯ นั้นทำตัวเป็นกลางและกระทำตัวอย่างถูกต้องตามรูปแบบของรัฐธรรมนูญ เขาไม่เพียงแต่รายงานเกี่ยวกับตำแหน่งสถานะของฝ่ายสถาบันฯ เท่านั้น แต่เขายังไปเห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับทางฝ่ายสถาบันฯ เสียอีกด้วย

ในขณะนี้ อดีตเอกอัครราชฑูตบอยซ์ (ได้ลาออกจากกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา – ผู้แปล) มาเป็นรองประธานของบริษัทโบอิ้งอินเตอร์แนชชั่นนัล และเป็นประธานของบริษัทโบอิ้งในภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเขาก็ยังคงรักษาสายสัมพันธไมตรีที่เขามีอยู่กับกลุ่มสถาบันฯ นิยมและทางฝ่ายทหารของประเทศไทยอยู่เสมอมา


ความเห็นของผู้แปล:

เค เบิ้ลฉบับนี้ ได้เปิดโปงถึงการกระทำอันชั่วร้ายของเอกอัครราชฑูตบอยซ์ ซึ่งเป็นผู้เขียนเรื่อง “โกหก” โจมตีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งส่วนใหญ่ของประชาชน เขาได้ถูกฝ่ายปรปักษ์กับนายกฯ ทักษิณ กรอกหูอยู่ตลอดเวลา ตามที่เห็นจากเคเบิ้ลฉบับก่อนๆ ผู้แปลมีความเห็นว่า เอกอัครราชฑูตบอยซ์ มีแต่ทัศนคติอันเลวร้ายต่อตัวนายกฯ ทักษิณ และคณะรัฐมนตรี เนื่องจากการใส่ร้ายป้ายสี โดยบุคคลต่าง เช่น นายอาสา, จากองค์มนตรี และ จากพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเป็นผู้ส่งข้อมูลข่าวสารให้กับสถานฑูตฯ โดยตลอดมา

ที่แปลกใจก็ คือทางฝ่ายองคมนตรีเองนั้น กลับมาเล่นบทบาทอย่างโจ่งแจ้งต่อการโจมตีและดิสเครดิทรัฐบาลของนายกฯ ทักษิณทุกอย่าง โดยใช้อิทธิพลและตำแหน่งของตนเอง

เอกอัครราชฑูตบอยซ์ ได้เขียนสร้างเรื่องและแต่งเรื่องร้ายๆ จนกระทั่งมีการรัฐประหารเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยทางประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เชื่อในน้ำหนักที่เขาได้เขียนในเคเบิ้ลทั้งหมด เราจึงไม่เห็นการต่อต้านจากทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาเลย เพราะรัฐบาลกลางเขาไว้ใจตัวแทนของประเทศที่นี่อยู่แล้ว เอกอัครราชฑูตบอยซ์กลับบอกว่า ประชาชนให้การสนับสนุนในเรื่องนี้เสียอีก ดิฉันยังเชื่อว่า มันเป็นเรื่องความชั่วร้ายของตัวบุคคลมากกว่าของประเทศ เพราะเคยรู้จักกับเอกอัครราชฑูตที่ดีๆ หลายคนค่ะ

ตอนนี้ เอกอัครราชฑูตบอยซ์ ก็คงจะนอนตีพุง เป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งของโลก…..

หลังจากอ่านข้อมูลช่วงสุดท้ายแล้ว ทำให้ผู้แปลอดนึกไม่ได้ว่า การที่บริษัทการบินไทยไปทำสัญญาการซื้อเครื่องบินจากบริษัทโบอิ้ง เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า จำนวน 14 ลำ ที่มีมูลค่าเป็นจำนวน 3.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 117,000,000,000 บาท (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นเจ็ดพันล้านบาท) เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (พ.ศ. 2554) พร้อมกับ แผนการที่จะซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER อีก 6 ลำ ซึ่งจะมีการส่งมอบในปี พ.ศ. 2557-2560 รวมถึง การเช่าเครื่องบิน โบอิ้ง 787-8 Dreamliners อีก 6 ลำ ซึ่งจะใช้เงินเป็นมูลค่ามากกว่าอีก หนึ่งแสนล้านบาทไทยนั้น ตัวอดีตเอกอัครราชฑูตบอยซ์ ได้มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการ lobby ให้เกิดสัญญาการซื้อขายเหล่านี้ได้หรือเปล่า? เนื่องจากตนเองประธานของบริษัทโบอิ้งในภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ แล้ว แถมรู้จักคนในระดับบริหารเป็นอย่างดีเสียด้วย น่าสงสัยนะคะ

อยาก ให้ทางรัฐบาลฝ่ายพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วม ช่วยตรวจสัญญาซื้อขายเครื่องบินนี้ด้วยว่า มันมีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) หรือเปล่า เนื่องจากการ lobby ของอดีตเอกอัครราชฑูตบอยซ์ (คู่สัญญารู้จักกันเป็นอย่างดี)ะ เพราะเงินที่จะมาใช้ในการจัดซื้อส่วนหนึ่งนั้น เป็นเงินภาษีของประชาชนที่จะต้องนำมาสนับสนุนรัฐวิสาหกิจแห่งนี้ น่าจะมีการตรวจสอบเป็นอย่างดีและโปร่งใสนะคะ

ดวงจำปา

_________________

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s