เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน

http://www.kaninboonsuwan.com/article/detail.php?id=66
 

            มาตรา ๑๒๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติว่า
            “สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์”
            นอกจากนั้น ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ จะบัญญัติไว้เหมือนๆ กัน ว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตน เป็นสมาชิก ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
            “ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
            ข้อความในรัฐธรรมนูญทั้งสองข้อความดังกล่าว สรุปได้สั้นๆ ว่า ส.ส. และ ส.ว. เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน โดยไม่ตกอยู่ในความผูกมัดหรือความครอบงำใดๆ และที่สำคัญ คือ จะต้องรักษาไว้ และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ
            ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญทุกฉบับ จึงบัญญัติรองรับโดยการให้ความคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. และ ส.ว. อย่างเต็มที่ ความคุ้มครองดังกล่าว แบ่งเป็น “เอกสิทธิ์” และ “ความคุ้มกัน” ซึ่งความจริงแล้วเรื่องเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ของ ส.ส. และ ส.ว. นี้ เป็นสองเรื่องที่แตกต่างและแยกต่างหากออกจากกัน เพียงแต่ว่าในรัฐธรรมนูญทุกฉบับจะไม่มีการบัญญัติคำว่า “ความคุ้มกัน” เอาไว้ บัญญัติแต่คำว่า “เอกสิทธิ์” อย่างเดียว ด้วยเหตุนี้ ที่ผ่านมาจึงมีการใช้คำว่า “เอกสิทธิ์” กับแบบครอบจักรวาล อย่างที่ภาษาชาวบ้านเขาเรียกกันว่า “ใช้กันจนเฟือ” นั่นแหละ เอะอะอะไรก็บอกว่าเป็น “เอกสิทธิ์” จนไม่รู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว เอกสิทธิ์ หมายถึงอะไรกันแน่ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องบอกกันเสียก่อนว่า “เอกสิทธิ์” ไม่ใช่อภิสิทธิ์ที่ว่า เมื่อเป็น ส.ส. ส.ว. แล้ว จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ อย่างที่สอง คือ เอกสิทธิ์ ไม่ใช่ความคุ้มกัน และความคุ้มกันก็ไม่ใช่เอกสิทธิ์ และอย่างที่สาม คือ ทั้งเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ถือเป็น “ความคุ้มครอง” ที่ ส.ส. และ ส.ว. จะได้รับในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ปฏิญาณตนไว้ กล่าวโดยเฉพาะเจาะจงในเรื่องเอกสิทธิ์ นั้น พอสรุปได้ดังต่อไปนี้
            ประการที่หนึ่ง เอกสิทธิ์เป็นการคุ้มครองให้ ส.ส. หรือ ส.ว. สามารถอภิปรายหรือกล่าวถ้อยคำหรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภา โดยผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวในทางใดมิได้
            ประการที่สอง ส.ส. หรือ ส.ว. มีเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ถ้าเป็นการอภิปรายหรือแสดงความคิดเห็นในการประชุมสภา ที่มิได้มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ เท่านั้น ถ้าหากเป็นการอภิปรายที่มีการถ่ายทอด และการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่ง ต่อบุคคลอื่น ก็ไม่ได้รับความคุ้มครอง คือ อาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ทั้งทางแพ่งหรืออาญา
            ประการที่สาม ถึงแม้จะเป็นการประชุมสภาที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ถ้าหากผู้ที่ถูกอภิปรายพาดพิงในทางเสียหาย เป็นรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภา ผู้นั้นก็ไม่มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง ทางอาญาต่อผู้อภิปราย เพราะเหตุว่า คนเหล่านั้นอยู่ในที่ประชุมสภาซึ่งมีโอกาสที่จะโต้ตอบหรือชี้แจงได้เต็มที่ อยู่แล้ว
            ประการที่สี่ ถ้าสมาชิกกล่าวถ้อยคำพาดพิงในทางเสียหายแก่บุคคลภายนอก ซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกสภา นอกจากจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลแล้ว ประธานสภายังต้องจัดให้มีการโฆษณาคำชี้แจงที่ผู้เสียหายร้องขอตามวิธีการและ ภายในระยะเวลาที่กำหนด อีกด้วย
            ประการที่ห้า เอกสิทธิ์ของ ส.ส. หรือ ส.ว. ที่จะอภิปรายหรือแสดงความคิดเห็น ในที่ประชุมสภาโดยไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ย่อมคุ้มครองไปถึงผู้พิมพ์ ผู้โฆษณารายงานการประชุมตามข้อบังคับการประชุมสภา และยังคุ้มครองไปถึงบุคคลอื่น ประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ตลอดจนผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโททัศน์ ที่ได้รับอนุญาตจากประธานแห่งสภานั้นด้วย
            ส่วนการคุ้มครองนั้น คือ การคุ้มครอง ส.ส. หรือ ส.ว. มิให้ถูกจับกุมคุมขัง หรือหมายเรียกตัวไปทำการสอบสวน ในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาในระหว่างสมัยประชุม เว้นแต่ในกรณีที่ได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือในกรณีที่จับในขณะกระทำความผิด หรือแม้แต่ในกรณีที่มีการจับ ส.ส. หรือ ส.ว. ในขณะกระทำความผิด และอยู่ในระหว่างสมัยประชุม เมื่อมีผู้รายงานต่อประธานสภา ประธานสภาอาจสั่งปล่อยผู้ถูกจับได้
            หรือในกรณีที่มีการฟ้อง ส.ส. หรือ ส.ว. ในคดีอาญา ไม่ว่าจะได้ฟ้องนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุมสภามิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก พูดง่ายๆ คือ ถ้าศาลต้องการพิจารณาคดีที่ ส.ส. หรือ ส.ว. ตกเป็นจำเลยในระหว่างสมัยประชุม ต้องมีหนังสือขอตัวไปที่ประธานสภา แล้วประธานสภาก็จะบรรจุเข้าระเบียบวาระ เพื่อให้สมาชิกได้อภิปรายและลงมติว่าจะให้ ส.ส. หรือ ส.ว. ไปรับการพิจารณาคดีในระหว่างสมัยประชุมหรือไม่
            เพราะฉะนั้น จึงถือเป็นเอกสิทธิ์ของที่ประชุมสภา ที่จะอนุญาตให้ ส.ส. หรือ ส.ว. ไปรับการพิจารณาคดีในระหว่างสมัยประชุมหรือไม่ ส่วนความคุ้มครอง ที่ ส.ส. ส.ว. แต่ละคนได้รับเป็นการเฉพาะตัวนั้น เรียกว่า “ความคุ้มกัน” ไม่ใช่เอกสิทธิ์
            และในประการสุดท้าย ถ้า ส.ส. หรือ ส.ว. ถูกคุมขังอยู่ในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาอยู่ก่อนสมัยประชุม พนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณี ต้องสั่งปล่อยทันที ถ้าประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้ร้องขอ
            สรุปง่ายๆ คือ เอกสิทธิ์ คือ ความคุ้มครองที่ ส.ส. หรือ ส.ว. ได้รับ ในระหว่างการอภิปรายในที่ประชุมสภาโดยไม่ต้องรับผิดหรือถูกฟ้องร้องในคดี แพ่งหรือคดีอาญา ถ้าหากการอภิปรายในครั้งนั้น ไม่มีการถ่ายทอดวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ เรียกว่า เอกสิทธิ์โดยเด็ขาด
            ส่วนความคุ้มกัน คือ ความคุ้มครองที่ ส.ส. หรือ ส.ว. จะถูกจับกุมคุมขัง หรือหมายเรียกตัวไปทำการสอบสวน ในฐานะเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาในระหว่างสมัยประชุม และที่จะไม่ถูกพิจารณาคดีในศาล เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก
บทความนี้เขียนเมื่อ สิงหาคม ๒๕๕๔

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s