“จลาจลกลางเมือง: แบบแผนจากโลกสู่อังกฤษ”


โดย เกษียร เตชะพีระ
 

ที่มา: มติชนรายวัน หน้า 6 (กระแสทรรศน์)

 


เบื้องหน้าการจลาจลปล้นชิง เผาบ้านเผาเมืองที่ลุกลามแผ่กว้างไปหลายเมือง ครั้งใหญ่ที่สุดของอังกฤษในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคมศกนี้เป็นต้นมา และชั่วสัปดาห์เดียวมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 5 คน, ถูกจับกุมกว่า 1,700 คน, ค่าเสียหายราว 200-320 ล้านปอนด์ และทางการต้องระดมกำลังตำรวจออกดูแลความสงบตามท้องถนนถึง 16,000 นายนั้น

 

นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน แห่งพรรคอนุรักษนิยม แถลงเน้นย้ำว่ามันเป็น “ปัญหาทางศีลธรรมพอๆ กับการเมือง” และนิยามว่านี่เป็นเรื่องอาชญากรรมโดยสมบูรณ์แบบ และความรุนแรงแบบสิ้นคิด
วาทกรรมหรือเรื่องเล่า (discourse/narrative) เกี่ยวกับการจลาจลปล้นชิงเผาบ้านเผาเมือง และเหตุรุนแรงขนานใหญ่ในสังคมทำนองนี้มีประโยชน์อเนกประการ กล่าวคือ: –
1) มันตราหน้าผู้ก่อเหตุว่าเป็นคนชั่วร้ายเลวทรามทางศีลธรรม/วัฒนธรรม เป็นพวกเห็นแก่ตัว ไม่รักชาติ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เป็นคนอื่นพวกอื่น ซึ่งแตกต่างจากคนดีอย่างเรา จึงชอบแล้วที่เจ้าหน้าที่จะใช้กำลังรุนแรงเข้าปราบปราม “พวกมัน” อย่างเด็ดขาดตามกฎหมายบ้านเมือง
2) มันย้ายความสนใจของสาธารณชนจากเงื่อนไขแวดล้อมเชิงโครงสร้างทาง เศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง-วัฒนธรรม ฯลฯ ที่เอื้อให้เกิดเหตุจลาจลรุนแรงขึ้นได้ไปสู่ ไอ้ตัวหัวโจกวายร้ายผู้ก่อการ (structure agency) นำไปสู่ข้อสรุปเชิงปฏิบัติว่าถ้าจับกุมหรือขจัดตัวการแห่งการกระทำนั้นๆ ได้ เหตุร้ายเฉพาะหน้าหนึ่งๆ ก็ย่อมจบสิ้นลง

 

(บน)เดวิด คาเมรอน (ล่าง)พอล โรเจอส์
มิไยว่าเงื่อนไขแวดล้อมเชิงโครงสร้างซึ่งเป็นตัวปิดกั้นจำกัดเสรีภาพที่จะทำดีของ ผู้คนในสังคม (moral freedom เช่น หากบริการรถเมล์มีน้อยคันและไม่สะดวก ย่อมลำบากยากขึ้น หรือนัยหนึ่งมีเสรีภาพน้อยลงที่ผู้โดยสารจะทำดีด้วยการลุกยืนสละที่นั่งให้ เด็กเล็กคนแก่) ย่อมจักผลิตซ้ำ ผู้ก่อการจลาจลหน้าใหม่ออกมาไม่ขาดสาย ตราบที่ไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขเงื่อนไขแวดล้อมดังกล่าวเสีย แต่กลับปล่อยให้มันยั่งยืนสืบไป

3) มันโบ้ยความพร้อมรับผิด (accountability) จากรัฐบาล/ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายซึ่งพึงเล็งเห็นและหาทางป้องกันแก้ไขไม่ให้ เกิดเหตุร้ายดังกล่าวแต่เนิ่น ไปให้กับผู้ก่อการจลาจล และกลไกเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการชั้นผู้น้อย
อีกทั้งโบ้ยความรับผิดชอบจากประชาสังคมซึ่งพึงปฏิบัติการรวมหมู่ทาง การเมืองเพื่อช่วยกันเปลี่ยนแปลงแก้ไขแนวนโยบายของรัฐบาลและทิศทางเศรษฐกิจ สังคมที่ผิดพลาด ไปให้กับปัจเจกบุคคลผู้มีศีลธรรมอ่อนแอจนหลงผิดคิดชั่วแต่ละคนๆ
วาทกรรมแบบนี้สบายหูผู้คนและสบายใจ ผู้มีอำนาจที่สุดในช่วงเหตุการณ์คับขันเฉพาะหน้า แต่ในระยะยาวแล้ว มันไม่ช่วยให้เข้าใจและสามารถหาทางแก้ไขมูลเหตุพื้นฐาน อันเป็นเงื่อนไขของการจลาจลและเหตุรุนแรงอันใดเลย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ พอล โรเจอส์ ศาสตราจารย์สันติภาพศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยแบรดฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เจ้าของแนวคิดและแกนนำทีมวิจัยเรื่องความมั่นคงที่ยั่งยืน (sustainable security ดู http://sustainablesecurity.org/ ) ผู้เขียนหนังสือขายดีล่าสุดชื่อ Losing Control: Global Security in the 21st Century (2010) ฟันธงว่าจลาจลกลางเมืองในอังกฤษเที่ยวนี้เป็นเพียงกรณีเฉพาะ ของแบบแผนการจลาจลทำนองเดียวกันหลายที่ในโลก ซึ่งมีรากเหง้าร่วมกัน กล่าวสำหรับปีนี้มี อาทิ:
-เอเธนส์ ประเทศกรีซ ต่อต้านโครงการรัดเข็มขัดตัดลดงบประมาณสังคม เพื่อชำระหนี้ต่างชาติของรัฐบาล
-มาดริดและเมืองอื่นๆ ประเทศสเปน ต่อต้านโครงการรัดเข็มขัดตัดลดงบประมาณสังคม เพื่อชำระหนี้ต่างชาติของรัฐบาล
-ซันติอาโก ประเทศชิลี นักเรียนนักศึกษานับแสนทั่วประเทศหยุดเรียนเดินขบวนประท้วง เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูประบบการศึกษาซึ่งตกอยู่ในสภาพโกลาหลอลหม่านและ ชำรุดทรุดโทรม เนื่องจากถูกแปรรูปเป็นของเอกชนไปตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ทำให้ค่าเล่าเรียนแพงลิบ นักเรียนนักศึกษาและครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีต้องกู้ยืมมาเรียนจน ติดหนี้สินรุงรัง ขณะที่คุณภาพการศึกษาก็น่ากังขา พวกเขาต้องการให้ภาครัฐทุ่มงบประมาณฟื้นฟูสร้างเสริมการศึกษาภาครัฐกลับคืน มา

 


-เทลอาวีฟ, เยรูซาเล็มและเมืองอื่นๆ ประเทศอิสราเอล คนชั้นกลางที่ทำงานกว่าสองแสน ชุมนุมยืดเยื้อและเดินขบวนประท้วงรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาค่าครองชีพพื้นฐานที่ สูงขึ้น เช่น ค่าที่อยู่อาศัย, อาหาร, น้ำมัน, ภาษีสูง, บริการสังคมหดลดลง, ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างกว้างขึ้น
สรุปแบบแผนภาพรวมได้ว่านี่เป็นปรากฏการณ์เคลื่อนไหวประท้วงระดับสากล ของคนหนุ่มสาวอายุราว 16-30 ปี รวมทั้งพวกบัณฑิตจบใหม่ ผู้รู้สึกคับแค้นสิ้นหวังเพราะประสบปัญหา การตกงานหรือว่างงานแฝง, ลู่ทางโอกาสในชีวิตข้างหน้าค่อนข้างมืดมนอับเฉาจำกัดแคบกว่ารุ่นพ่อแม่, ขณะที่สังคมก็แตกแยกเหลื่อมล้ำขึ้นทุกที ในสภาพที่พวกอภิมหาเศรษฐีโดยเฉพาะนายธนาคารและนักการเงิน พากันอวดมั่งอวดมีนิยมบริโภคสินค้าแบรนด์เนม
ความจริงการแบ่งแยกชนชั้นทางเศรษฐกิจข้ามชาตินี้เป็นอาการป่วย เรื้อรังที่สะท้อนความล้มเหลวของตัวแบบเศรษฐกิจตลาดเสรีนิยมใหม่ ที่จะสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจสังคมขึ้นในโลกตลอดช่วง 30 กว่าปี ที่นานาประเทศในโลกใช้มันกันอย่างแพร่หลาย

 

ผลของความแตกแยก เหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมนี้นำไปสู่กระแสการจลาจล/กบฏที่เริ่มต้นก่อตัว ขึ้นบริเวณชายขอบของเศรษฐกิจโลก (revolts from the global margins) อาทิ กบฏเหมาอิสต์ในชนบทของอินเดีย, การก่อความไม่สงบซ้ำซากในจีนซึ่งส่วนใหญ่ถูกทางการปิดข่าวไว้ เป็นต้น
จนกระทั่งเมื่อเกิดวิกฤตซับไพรม์และเศรษฐกิจโลกหดตัวใหญ่ในปี ค.ศ. 2008 เป็นต้นมา รัฐบาลประเทศทุนนิยมก้าวหน้าทั้งหลายรับมือวิกฤตการเงินดังกล่าว โดยทุ่มเงินหลวงเข้าโอบอุ้มธนาคารเอกชนไว้ไม่ให้ล้ม แต่กลับตัดลดงบประมาณทางสังคมด้านต่างๆ ลง ซึ่งส่งผลกระทบแรงที่สุดต่อคนยากคนจน

 

พวกเขาจึงประสบสภาพที่คนหนุ่มสาวร่วมรุ่นร่วมวัย ณ ชายขอบเศรษฐกิจโลกได้ประสบมาแล้วบ้าง และก็แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ทำนองเดียวกันคือ ก่อการจลาจลปล้นชิงเผาบ้านเผาเมืองขึ้น ณ ศูนย์กลางเศรษฐกิจทุนนิยมโลกบ้างนั่นเอง
แน่นอนว่าแต่ละประเทศ แต่ละสังคมที่เผชิญการจลาจลกลางเมืองลักษณะดังกล่าว ย่อมมีเหตุปัจจัยอันสลับซับซ้อนแตกต่างเฉพาะของตน ทว่าแบบแผนอันปรากฏชัดนี้นับวันจะเหลือวิสัย การควบคุมของรัฐชาติต่างๆ นำไปสู่ภาวะ (อนาธิปไตยบนท้องถนน+อำนาจนิยมของรัฐบาล) เรื้อรัง โดยฝ่ายหลังก็มุ่งแต่จะคุมสถานการณ์ให้ได้ด้วยกำลังอำนาจ
แต่กลับปิดฝาหีบเก็บงำมูลเหตุแห่งปัญหาไว้ ไม่ขุดแก้มันที่รากเหง้า (Liddism) พลางท่องคาถาศีลธรรมปลอบโยนตัวเองและประชาชนไปวัน ๆ

 

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s