ฮ.ตกกับปัญหาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

เปิดปูมชีวิต’ปู่คออี๋’แห่งป่าแก่งกระจานแนะหาทางออกชาว’กะเหรี่ยง’ดั้งเดิม!

ภายหลังจากทีมข่าวเฉพาะกิจ ศูนย์ภาคตะวันตก นสพ.เดลินิวส์ ได้เข้าไปเกาะติดทำข่าวเฮลิคอปเตอร์ประสบอุบัติเหตุตกในพื้นที่ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ตั้งแต่เดือน ก.ค. 54 ที่ผ่านมา นอกจากจะถ่ายทอดเรื่องราว ฮ.ตก แล้วยังได้นำข้อมูลที่มีโอกาสพบเจอในพื้นที่แก่งกระจานมานำเสนออย่างต่อ เนื่องทุกวันจันทร์ไปแล้ว 3 ตอนด้วยกัน เรื่องราววันนี้ก็ถือเป็นตอนที่ 4 หลังจากมีการนำร่องไปแล้วจึงทำให้สังคมได้รับรู้ข้อมูลปัจจุบันยังมีกลุ่ม “กะเหรี่ยงดั้งเดิม” จำนวนหนึ่งปักหลักอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน แนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่า ทำให้ทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ จำเป็นต้องดำเนินการผลักดันตามขั้นตอนกฎหมาย

ล่าสุดวันที่ (8 ก.ค. 54) ที่ผ่านมาทางสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดเสวนาหัวข้อ “ฮ.ตกกับปัญหาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน” โดยเชิญ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา และ นายวุฒิ บุญเลิศ ประธานประชาคมอำเภอสวนผึ้ง จ.ราชบุรี มาร่วมเสวนาถึงเรื่องราวต่าง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นภายในผืนป่าแก่งกระจาน??

ถึงแม้การเสวนาในวันนั้นยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ก็ทำให้พอจะได้ทราบปัญหาในเบื้องต้น ซึ่งทางนายชัยวัฒน์ ยืนยันว่า กลุ่มคนที่ผลักดันออกนอกพื้นที่มีบางส่วนไม่ใช่ชนกลุ่มน้อย น่าจะเป็นคนไร้สัญชาติอพยพมาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เพราะขนาดคนที่เป็นล่ามซึ่งอาศัยในพื้นที่ก็ยังคุยไม่รู้เรื่อง นอกจากนี้ยังมีพวกที่แอบแฝงประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง อาจมีกลุ่มนายทุน ตลอดไปถึงนักการเมืองท้องถิ่นคอยให้การสนับสนุนอำนวยความสะดวกในการเดินทาง เข้ามาบุกรุกพื้นที่ป่า ตัดโค่นต้นไม้ ไม่เว้นแม้กระทั่งลักลอบปลูกกัญชากระจายอยู่ทั่วบริเวณในพื้นที่บุกรุก ทั้งนี้ก่อนผลักดันได้ลงพื้นที่พร้อมผู้นำท้องถิ่นทำความเข้าใจแล้วแต่ไม่ เป็นผล จำเป็นต้องไล่ระดับปฏิบัติการให้เข้มข้นมากขึ้น

’สาเหตุต้องทำลายที่พักอาศัยบางส่วน เนื่ีองจากขณะลงพื้นที่ไม่พบว่ามีคนอยู่จึงเผาทิ้งเพื่อง่ายต่อการตรวจเช็ก ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาจะรังแกกลุ่มคนพวกนี้ แต่ที่ต้องทำเพราะพื้นที่ป่าบริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานถูกทำลายเป็นวง กว้างประมาณ 100 ไร่ ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์โจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่นั้น ผมได้ให้กำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชาพร้อมกำชับว่าให้ตั้งใจและมั่นใจใน อุดมการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละคนอย่างดีที่สุด เพื่อปกป้องทรัพยากรของชาติไว้“ นายชัยวัฒน์กล่าวอย่างจริงจัง

ขณะที่นายสุรพงษ์ ผอ.ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา ได้เสนออยากจะให้เจ้าหน้าที่ปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นการจัดตั้งคณะกรรมการ โดยมีตัวแทนจากทางภาครัฐและประชาชน ร่วมสอบสวนในการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขั้น ไม่ควรปฏิบัติหน้าที่เหมือนทุกวันนี้ ที่พยายามผลักดันกลุ่มกะเหรี่ยงดั้งเดิมด้วยวิธีที่เข้มงวดเกินไป ความจริงควรจะใช้วิธีในการเจรจา ประนีประนอมซึ่งกันและกันมากกว่าการใช้กำลังเข้าหากัน ดังเช่นปัญหากรณีอุทยานแห่งชาติทับลาน ที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุ
บัน ที่สำคัญกะเหรี่ยงกลุ่มนี้อยู่อาศัยกันมาเป็นเวลานับร้อยปี เป็นกลุ่มรักสงบใช้ชีวิตเรียบง่าย กินอยู่พอเพียง หนำซ้ำยังช่วยกันรักษาผืนป่าให้อุดมสมบูรณ์เพราะทำเกษตรแบบหมุนเวียน ไม่ใช่ทำไร่เลื่อนลอยแบบที่เข้า ใจกัน

อย่างไรก็ดี หลังจากทางเดลินิวส์ได้นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มกะเหรี่ยงดั้งเดิม พบว่าขณะนี้บางส่วนได้เข้ามาพักอยู่กับญาติพี่น้องในหมู่บ้านโป่งลึก และหมู่บ้านบาง โดยบุคคลที่ยังได้รับความสนใจก็คือ “ปู่คออี๋” วัยกว่า 100 ปี ที่ชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมต่างให้ความเคารพนับถือพร้อมยกย่องให้เป็นผู้นำทาง จิตวิญญาณ ตอนนี้ประสบปัญหาดวงตาด้านขวาเป็นต้อเริ่มมองไม่ค่อยเห็น ทำให้ นายทัศน์กมล โอบอ้อม ผู้ประสานงานเครือข่ายชาวกะเหรี่ยง ตามแนวชายแดนไทย-พม่า และกลุ่มผู้นำท้องถิ่นต้องพาปู่คออี๋มารักษาลอกต้อดวงตาที่ รพ.พระจอมเกล้า จ.เพชรบุรี ประชาชนที่ทราบข่าวก็ให้ความสนใจไม่น้อย นำข้าวของมาเยี่ยมให้กำลังใจ

โดยก่อนหน้านี้ จ.เพชรบุรี เคยมีเรื่องราวประทับใจน่าเลื่อมใสของ “ปู่เย็น” ที่ใช้ชีวิตตามลำพังอยู่บนเรือในลุ่มน้ำเพชรบุรี จนโด่งดังมีผู้คนรู้จักไปทั่วประเทศ แต่คราวนี้แตกต่างกันตรงที่ปู่คออี๋เกือบตลอดชั่วชีวิตเติบโตอยู่ในผืนป่า ใหญ่         หลังจากทาง อบต.ห้วยแม่เพรียง และชาวบ้านสงสารจึงช่วยพามารักษาดวงตา  โดยใช้สิทธิคนไข้อนาถาทำให้ต้องมีการสืบค้นหาหลักฐานมาแสดงกับทางโรงพยาบาล ด้วย ทำให้ไปพบข้อมูลสำคัญเป็นเอกสารทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้าน เมื่อปี 2531 ของ ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จ.กาญจนบุรี ซึ่งมาบันทึกข้อมูลของบรรดาชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ภาคตะวันตก

ในเอกสารสำรวจเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2531 ระบุข้อมูลครอบครัวที่ 3 ในเขตพื้นที่หมู่บ้านบางกลอย 4 กิ่ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปรากฏชื่อ นาย “โคอิ” (ปู่คออี๋) เป็นหัวหน้าครอบครัว เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2454 ที่ จ.เพชรบุรี เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง บิดาชื่อนายมิมิ มารดาชื่อนางพีนอดี นับถือศาสนาผี นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดครอบครัวของ นายโคอิ มีภรรยาชื่อนางอตะกี เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2481 ที่ จ.เพชรบุรี มีบุตรชื่อ นายหน่อเอะ (นอแอ) เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2504 กับนายหน่อสะ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2508 (สำหรับนายหน่อเอะ และหน่อสะ ก่อนหน้านี้สกู๊ป หน้า 2 เคยนำเสนอไปแล้วว่าอยู่ในทีมพรานป่าที่เข้าไปช่วยเหลือ 4 ตชด. ออกมาจากป่าแก่งกระจาน เมื่อปี พ.ศ. 2535)

เมื่อทีมข่าวเข้าไปสืบค้นข้อมูลจากบรรดาคนเฒ่าคนแก่ในพื้นที่หมู่บ้าน บางกลอย เล่าให้ฟังว่า ชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในผืนป่าแก่งกระจานมานานแล้วก่อนจะ ประกาศเป็นเขตพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติ แต่จะอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่บริเวณ หมู่บ้านบางกลอยบน กระทั่งในปี พ.ศ. 2512 เริ่มมีการสำรวจข้อมูลของทั้งชาวเขา กะเหรี่ยง ฯลฯ ในทั่วประเทศ และมาทำจริงจังเก็บข้อมูลเป็นเอกสาร ตอนนั้นหัวหน้าครอบครัวชาวกะเหรี่ยงจะได้รับแจก เหรียญที่ระลึกชาวเขา ซึ่งต่างเชื่อกันว่าเปรียบเสมือนเป็นบัตรประชาชนของชาวเขาชาวกะเหรี่ยงในยุค สมัยนั้น ด้านหน้าเหรียญเป็นพระบรมรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้านหลังเป็นรูปแผนที่ประเทศไทย มีโค้ตตัวย่อชื่อจังหวัดเพชรบุรี และเลขรหัสซึ่งปู่คออี๋ก็ได้รับเช่นกัน

ประมาณปี พ.ศ. 2531 ในกิ่ง อ.แก่งกระจาน ได้มีหลายหน่วยงานเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นทางอำเภอ สังคมสงเคราะห์, ต.ช.ด. ฯลฯ ร่วมกันจัดชุดออกเดินทางสำรวจข้อมูลชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในบ้านบางกลอยบน ตั้งแต่บริเวณห้วยขุนกระเวน ห้วยซับชุมเห็ด ห้วยที้กรูพะดู ห้วยตะเกลโพ และห้วยพลู ซึ่งเป็นลำห้วยสาขาของแม่น้ำเพชรบุรี หลังจากมีข้อมูลแล้ว ราว ๆ ปี พ.ศ. 2539 กรมป่าไม้ (เดิม) อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 29 และจังหวัดเพชรบุรี ได้ร่วมกันจัดทำโครงการศึกษา เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการบุกรุกผืนป่าต้นน้ำลำธารอย่างถาวร ของชาวไทยภูเขาในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีมากมายหลายโครงการ อาทิ โครงการดูแลป่าบริเวณป่าละอูบน และเขาพิเนินทุ่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ, โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่

จากนั้นเริ่มมีการอพยพราษฎรชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่กระจัด กระจายตามแนวชายแดนไทย-พม่า มาอาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่ตรงข้ามกับบ้านโป่งลึก หมู่ 2 บ้านบางกลอย หมู่ 1 ต.ห้วยแม่เพรียง รวมทั้งหมด 57 ครอบครัว จำนวน 391 คน ซึ่งได้รับการดำเนินการก่อสร้างบ้านพักรองรับราษฎรที่อพยพลงมาจำนวน 57 หลัง จัดที่ดินทำกินและปลูกบ้านให้ ซึ่งปู่คออี๋เองก็เป็นบุคคลกลุ่มแรก ๆ ที่ได้ลงมาเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ที่สำคัญยังได้เป็นคนที่ประสานให้ชาวกะเหรี่ยงที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ในป่ามาอยู่ตามโครงการของรัฐด้วย

ตอนแรก ๆ ก็มีหน่วยงานรัฐได้เข้ามาพยายามช่วยเหลือส่งเสริมปรับปรุงพัฒนาในการประกอบ อาชีพทางการเกษตร การหาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ช่วยหาพันธ์ุพืชที่เหมาะสมให้กับบรรดาชาวกะเหรี่ยง แต่หลายโครงการฯ ไม่มีการสานต่อให้เป็นรูปธรรม ประกอบกับกะเหรี่ยงหลายครอบครัวที่ไม่สามารถปรับตัวการใช้ชีวิตพื้นราบยังคง ดำรงชีพแบบดั้งเดิม พูด-เขียนภาษาไทยไม่ได้ บางส่วนจึงแยกกลับขึ้นไปอยู่อาศัยตามป่าเขาเหมือนเดิม รวมไปถึงปู่คออี๋

แต่หลายครอบครัวที่ปรับตัวได้ก็มีลูกหลานเติบโตเรียนหนังสือเขียนอ่านภาษา ไทย บางคนที่มีความรู้ความสามารถเรียนจบแล้วสอบไปเป็นข้าราชการก็มีหลายคนด้วย กัน ดังนั้นหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องน่าจะมาร่วมจับเข่ากันหารืออีกครั้งว่า จะขบคิดหาทางออกเช่นไรให้กับปัญหาของชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมกลุ่มนี้ ที่ยังไม่สามารถปรับตัวกับการใช้ชีวิตพื้นราบได้!!

ศูนย์ข่าวภาคตะวันตก

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s