จากเบอร์ลินถึงประเทศไทย…ทำไมเรายังอยากก่อกำแพง

อภิชาติ จันทร์แดง
อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ดูเหมือนว่าขณะที่คนทั้งโลกกำลังเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกัน ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย พร้อมกับความพยายามที่จะหลอมรวมความเป็นชาติของตนเอาไว้อย่างเข้มแข็งมั่นคง แต่ประเทศไทยของเรากลับตรงกันข้าม

แม้การทลายของกำแพงเบอร์ลินที่ แบ่งแยกเยอรมันออกเป็นสองประเทศคือเยอรมันตะวันตกและเยอรมันตะวันออกจะผ่าน มาครบ 20 ปีเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่บรรยากาศการฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญนั้นยังเต็มไปด้วยความชื่น มื่นยินดีของชาวเยอรมันทั้งปวง กระนั้นยังรวมถึงผู้คนทั้งโลกก็ว่าได้ ราวกับว่าเหตุการณ์สำคัญนั้นเพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วยาม

กำแพง เบอร์ลินเริ่มก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1961 มีความยาวร่วม 155 กิโลเมตรเพื่อแบ่งกั้นพรมแดนระหว่างเยอรมันตะวันตกและเยอรมันตะวันออก หลังเยอรมันแยกประเทศออกเป็นสองส่วนในปี 1949 เพราะความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองระหว่างโลกเสรีและค่ายคอมมิวนิสต์ การก่อสร้างกำแพงเบอร์ลินในตอนแรกเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนจากฝั่งตะวันตก ที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์เข้าไปในฝั่งตะวันออก แต่ท้ายที่สุดก็กลายเป็นกำแพงที่ไว้กักขังชาวเยอรมันตะวันออกไม่ให้หนีออกไป ฝั่งตะวันตกเสียเอง อย่างไรก็ตามก็ยังมีชาวเยอรมันตะวันออกพยายามที่จะข้ามกำแพงออกไปราว 5,000 คน มีทั้งสำเร็จและล้มเหลว ในจำนวนนี้เชื่อว่าได้ถูกทหารรักษาการตามแนวกำแพงสังหารไปราว 200 คน

ตลอด ระยะเวลา 28 ปีของการมีกำแพงเบอร์ลิน และตลอดระยะเวลา 40 ปีของการแบ่งเยอรมันออกเป็นสองประเทศนั้นยาวนานพอที่จะทำให้ชาวเยอรมันได้ เรียนรู้ถึงความเจ็บปวดและความทุกข์ยากจากการแบ่งแยก กลายเป็นแรงผลักที่สำคัญยิ่งในการทลายกำแพงเบอร์ลินในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1989 และนำไปสู่การรวมชาติเยอรมันในวันที่ 3 ตุลาคม 1990 เพราะประชาชนที่ต้องการเห็นเยอรมันที่เป็นหนึ่งเดียว

นอกจากความเป็น ชาติอันเป็นปึกแผ่นของชาวเยอรมันแล้ว ถือว่าการทลายกำแพงเบอร์ลินคือการชนะเหนือม่านมืดแห่งการต่อสู้ทางการเมือง ระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์กับโลกเสรีลงไปได้ ดังนั้นการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินยังได้ส่งผลสะเทือนไปยังประเทศ คอมมิวนิสต์ทั่วโลกเพราะเป็นสิ่งบ่งชี้ว่านี่คือจุดสิ้นสุดของสงครามเย็นที่ ยาวนานมาร่วมสี่ทศวรรษ

การทลายกำแพงเบอร์ลินจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ แห่งความเข้มแข็งความเป็นหนึ่งเดียวของกลุ่มชนที่มีความแตกต่างในแนวคิดทาง การเมืองที่คนในยุคปัจจุบันยังคงระลึกถึงและให้ความสำคัญ จึงมีการนำเอาเศษอิฐเศษปูนจากกำแพงไปเป็นที่ระลึก ไม่เพียงแต่ชาวเยอรมันเท่านั้น แต่กลับเป็นที่ต้องการของคนทั่วโลก จึงมีการนำเอาเศษอิฐจากกำแพงเบอร์ลินมาทุบเป็นชิ้นเล็กๆ นำมาขายเป็นที่ระลึกอันทรงคุณค่า แถมมีการรับรองว่าเป็นชิ้นส่วนจากกำแพงเบอร์ลินของแท้กำกับไว้ด้วย แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับเศษอิฐเศษปูนเหล่านั้นได้บ่งชี้ถึงความปรารถนาถึง เสรีภาพและความเป็นหนึ่งเดียวของผู้คน

ชิ้นส่วนของกำแพงเบอร์ลินยัง ถูกนำไปไกลถึงเกาหลีใต้ ชาวเกาหลีนำไปเป็นสัญญลักษณ์แห่งความปรารถนาและความมุ่งหวังอันสูงส่งของชาว เกาหลีทั้งมวลว่า สักวันหนึ่งสองเกาหลีจะหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเหมือนกับการรวมกันของ เยอรมันตะวันตกและเยอรมันตะวันออก เพราะว่าการแยกประเทศของเยอรมันเป็นตะวันตกกับตะวันออก และการแยกเกาหลีเป็นเหนือกับใต้ล้วนมาจากปัจจัยเดียวกันนั่นคือ การต่อสู้กันระหว่างความแตกต่างทางความคิดทางการเมือง ดังนั้นหากสองเยอรมันร่วมกันทลายกำแพงเบอร์ลินและรวมประเทศกันแบบไม่เสีย เลือดเนื้อได้ ทำไมสองเกาหลีจึงจะรวมกันไม่ได้

หากใกล้เข้ามาที่ เพื่อนบ้านของเราอย่างอินโดนีเซีย ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในอาเจะห์ที่ดำเนินมาหลายทศวรรษก็ไม่ต่างอะไร กับกำแพงแห่งปัญหาระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียกับกลุ่มขบวนการอาเจะห์เสรีที่ พยายามแบ่งแยกดินแดนอาเจะห์ออกจากการปกครองของอินโดนีเซีย จนเป็นปัญหายืดเยื้อยาวนาน แต่ท้ายที่สุดกาลเวลาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่านั่นไม่ใช่หนทางแห่งการอยู่รอด ของทั้งสองฝ่าย ดังนั้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในอาเจะห์ก็ถูกสลายไปอย่างรวดเร็วด้วยความ พยายามของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่เล็งเห็นความสำคัญของส่วนรวมเป็นหลัก ทุกอย่างจึงจบลงได้ด้วยการร่วมกันทลายกำแพงแห่งความไม่เป็นธรรมที่ชาวอาเจะ ห์รู้สึก โดยการรับฟัง ให้โอกาสและสร้างความเป็นธรรมเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้

ดูเหมือน ว่าขณะที่คนทั้งโลกกำลังเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง หลากหลาย พร้อมกับความพยายามที่จะหลอมรวมความเป็นชาติของตนเอาไว้อย่างเข้มแข็งมั่นคง แต่ประเทศไทยของเรากลับตรงกันข้าม ในเมื่อเรากำลังพยายามเอาความเข้มแข็งหนึ่งเดียวที่เคยมี มาทำให้แตกออกเป็นกลุ่มเป็นพวก แบ่งสี แบ่งภาค โดยยึดเอาตัวบุคคลและกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองมาเป็นสัญญะแห่งความแตกแยก จนทำให้ประเทศยุ่งเหยิงมายาวนาน เพียงเพราะความต้องการของคนเพียงไม่กี่คนที่พยายามยึดยื้ออำนาจระหว่างกัน ผลคือการร่วมกันทำร้ายสังคมไทยให้ก้าวถอยหลัง มีแต่ความเลวร้ายและความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ

ไม่ว่าใครหรือฝ่ายไหน ขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็แทบจะไม่มีเวลาทำงาน วันๆ เอาแต่คอยเล่นเกมการเมืองกับฝ่ายตรงข้าม การพัฒนาโดยเฉพาะเรื่องความเป็นอยู่ เรื่องปากท้องที่ประชาชนคาดหวังจึงเป็นประเด็นที่มาทีหลัง สังคมไทยจึงกลายเป็นสังคมแห่งการเอาชนะมากกว่าการรับฟัง เป็นสังคมแห่งการเลือกข้างมากกว่าความถูกต้องและความเป็นกลาง ใครมีอำนาจก็งัดออกมาใช้ ใครสู้ไม่ได้ก็คอยขย่มทำลายจากด้านมืด ในด้านสว่างก็ต่างอ้างถึงชาติและประชาธิปไตยมาบังหน้า มิหนำซ้ำต่างฝ่ายต่างก็ลากพาผู้คนมาเป็นเหยื่อในเกมการต่อสู้ จนประชาชนในประเทศแตกออกเป็นฝั่งเป็นฝ่าย พร้อมที่จะห้ำหั่นทำร้ายกันเองได้ทุกเมื่อ

สังคมไทยในปัจจุบันนี้จึง ยิ่งกลายเป็นสังคมอันตรายไปทุกขณะ ในเมื่อเต็มไปด้วยบาดแผลเรื้อรังที่ยังไม่รู้ว่าจะหาทางออกได้อย่างไร ความเป็นหนึ่งเดียวที่สังคมไทยเคยมีจึงไม่เหลือให้เห็น และนับวันเชื้อร้ายแห่งความแตกแยกนี้จะดูเลวร้ายเสียยิ่งกว่าการแบ่งประเทศ ออกเป็นส่วนๆ ด้วยเส้นเขตแดนตะวันตกกับตะวันออกหรือเหนือกับใต้เสียด้วยซ้ำ

หาก เรารู้จักที่จะมองโลกให้กว้างออกไปไกลว่าเส้นเขตแดน เพื่อจะเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในโลกนี้ และสิ่งที่ผู้คนอีกมากมายในโลกนี้กำลังปรารถนาและอยากให้เป็น แล้วมาทบทวนสิ่งที่กำลังเป็นไปในประเทศของเราด้วยการกระทำของเราเอง น่าจะเป็นกระจกสะท้อนให้เรามีสติมากขึ้น และเข้าใจถึงมิติในการอยู่ร่วมกันได้มากกว่าการไปยืนร้องเพลงชาติหน้าศาลา กลางจังหวัดได้หลายเท่านัก

การทลายกำแพงเบอร์ลินเมื่อ 20 ปีก่อนที่ยังมีการให้ความสำคัญต่อเหตุการณ์ดังกล่าวมาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้คนทั่วโลกพยายามทลายกำแพงที่แบ่งกั้นผู้คนออกจากกัน เพราะการก่อกำแพงเบอร์ลินนั้นได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่า การแบ่งกั้นหรือทำให้ผู้คนแตกแยกออกจากกันนั้นมีความเลวร้ายต่อวิถีชีวิตและ ความเป็นอยู่ของผู้คนมากเพียงใด

เมื่อมองถึงความเป็นไปในประเทศของ เรา สังคมของเรา โดยเฉพาะในบริบททางการเมือง นับวันดูเหมือนเงากำแพงแห่งการแบ่งกั้นยิ่งแกร่งหนาขึ้นเรื่อยๆ และช่างน่าหวาดหวั่นไม่น้อยเมื่อนั่นคือกำแพงแห่งอำนาจและการเอาชนะ ซึ่งค่อยๆ ก่อกำแพงแห่งความชิงชังกลางหัวใจของผู้คนที่ทลายลงยากเสียยิ่งกว่ากำแพงใดๆ

 

0000

 

ที่มา : เว็บไซด์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

http://www.midnightuniv.org/forum/index.php/topic,14721.0.html

 

กำแพงเบอร์ลิน

กำแพงเบอร์ลิน (เยอรมัน: Berliner Mauer ; อังกฤษ: Berlin Wall)
เป็นกำแพงที่กั้นเบอร์ลินตะวันตก ออกจากเยอรมนีตะวันออกโดยรอบ
เริ่มสร้างเพื่อจำกัดการเข้าออกระหว่างเขตเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตก
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) และตั้งอยู่เป็นระยะเวลา 28 ปี
ก่อนจะทลายลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 กำแพงเบอร์ลินเป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็น

ในระหว่างที่กำแพงยังตั้งอยู่นั้น มีความพยายามหลบหนีข้ามเขตแดนราว 5,000 ครั้ง
มี 192 คนถูกฆ่าระหว่างการหลบหนี และอีกประมาณ 200 คนบาดเจ็บสาหัส ในช่วงแรกนั้น
การหลบหนีเป็นไปอย่างไม่ยากนัก เนื่องจากกำแพงในช่วงแรกเป็นเพียงรั้วลวดหนามเตี้ย ๆ
และบางส่วนก็กระโดดออกมาทางหน้าต่างของตึกที่อยู่ติดกับกำแพง แต่ไม่นานนักกำแพง
ก็เปลี่ยนเป็นคอนกรีตที่แน่นหนา ส่วนหน้าต่างตึกต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้กับกำแพงก็ถูกก่ออิฐปิดตาย

การหลบหนีครั้งที่ไม่สำเร็จที่โด่งดังที่สุดก็คือ เมื่อครั้งที่นายปีเตอร์ เฟตช์เตอร์ (Peter Fechter)
ถูกยิงและปล่อยให้เลือดไหลจนตายต่อหน้าสื่อมวลชนตะวันตก เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2505
(ค.ศ. 1962) ผู้หลบหนีรายสุดท้ายที่ถูกยิงตายคือนาย Chris Gueffroy
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989)

ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 นาย Günter Schabowski
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาการ (Minister of Propaganda)
ของเยอรมนีตะวันออกได้แถลงข่าว (ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของเขาเอง)
ว่าทางการจะอนุญาตให้ชาวเบอร์ลินตะวันออก ผ่านเข้าออกเขตแดนได้อย่างเสรีอีกครั้ง
ทันใดนั้นเอง ผู้คนนับหมื่นที่ได้ทราบข่าวก็ได้หลั่งไหลไปยังด่านต่าง ๆ ของกำแพง.
หลังจากความโกลาหลอยู่ช่วงหนึ่ง เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยังไม่ได้รับคำสั่งใด ๆ
จากทางการ ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ต้องยอมปล่อยให้ฝูงชนผ่านเขตแดนไปอย่างไม่มีทางเลือก
ชาวเบอร์ลินตะวันตกออกมาต้อนรับชาวเบอร์ลินตะวันออก บรรยากาศในเช้ามืดวันนั้นเหมือนงานเฉลิมฉลอง
ชาวเยอรมันจึงถือกันว่าวันนี้เป็นวันล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน

สำหรับการทุบทำลายตัวกำแพงนั้น เริ่มเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2533
โดยคงเหลือกำแพงบางช่วงไว้เป็นอนุสรณ์ และในภายหลัง ซากกำแพงบางส่วน
ก็ถูกจำหน่ายเป็นของที่ระลึก ส่วนบางส่วนก็ถูกนำไปตั้งแสดงที่อื่นเพื่อเป็นอนุสรณ์
เช่นที่ด้านหน้าสภายุโรป ณ กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยียม

การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินนั้น ได้เป็นขั้นตอนแรกของการรวมชาติเยอรมนีในที่สุด
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2533 และได้ถือเอาวันนี้เป็นวันชาติของประเทศเยอรมนีใหม่

วันจันทร์ ที่ 9 พฤศจิกายน 2552

วันนี้เป็นวันครบรอบ ๒๐ ปีของการพังทลายของกําแพงเบอร์ลิน
คนเยอรมันรําลึกถึงเหตุการณ์นี้มานานแล้ว ไม่ใช่เพียงแต่วันนี้เท่านั้น
สื่อโทรทัศน์หลาย ๆ ช่องของเยอรมันนําเสนอข่าวเรืองนี้มาหลายสัปดาห์
เพิ่งจะสังเกตว่าถี่ขึ้นเมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมานี้เอง

อดีต ๓ ประธานาธิบดี
เฮลมุท โคห์ล – จอร์จ บุช ซีเนียร์ และ มิคาเอล กอร์บาชอฟ
ได้มาพบกัน เนื่องในโอกาสครบรอบ ๒๐ ปี
ของการทลายกําแพง ณ กรุงเบอร์ลิน
เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๒

รูปแกะสลัก ชื่อ ” ทุกข์ระทมที่กําแพง”
ตั้งอยู่ที่ เบอร์ลิน – ชเต็กลิทฺซ์ เมื่อปี ค.ศ.๑๙๖๕

หลายวันติดต่อกัน ได้รับรู้เรื่องราวของทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก
ผ่านทางสื่อโทรทัศน์ ประชาชนคนธรรมดา ไม่มีอํานาจใด ๆ
พวกเขามีญาติพี่น้องอยู่ทั้งสองฝั่ง
มาถึงตอนนี้
คงไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคในการไปมาหาสู่กันอีกแล้ว

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s