ปักษ์ใต้ ครูดอย และเรือนจำ จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ของ “คนเสื้อแดง”

โดย เชตวัน เตือประโคน

เป็นแกนนำคนสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “คนเสื้อแดง”

หนึ่งในผู้ร่วมต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เป็น “”แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)”” ยกระดับมาเป็น “”แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)””

ภาย หลังศาลมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทย กระทั่งกลายมาเป็นพรรคพลังประชาชน เขาลงสมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วนของพรรคเป็นลำดับที่ 4 โซน 6 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ก่อนได้รับเลือกตั้งเดินเข้าสู่สภา

หากแต่ว่าเมื่อศาลมีคำสั่งยุบ พรรคพลังประชาชน การเปลี่ยนขั้วรัฐบาลก็ให้ต้องไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน และมีบทบาทเป็นอย่างยิ่งในฐานะผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลภายใต้การนำของ พรรคประชาธิปัตย์ กระทั่งเมื่อ นปช.ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง เขาก็เทียวไปเทียวมาระหว่างสภาและเวทีการชุมนุม เป็นแกนนำกระทั่งวันสุดท้ายในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

“จนเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไป 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา เขาลงสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในลำดับที่ 8 และได้รับเลือกตั้งอีกรอบ”

นาทีนี้ ใครไม่รู้จัก “จตุพร พรหมพันธุ์” ถือว่าตกข่าว!!!

จตุ พร เกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2508 ที่บ้านดอนสร้อยทอง ต.น้ำพุ (ท่าชี เดิม) อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี เป็นบุตรของพ่อ – “ชวน พรหมพันธุ์” อดีตครูใหญ่จาก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) แม่ – “น่วม บัวแก้ว” ปัจจุบันอายุ 93 ปี ทั้งคู่เป็นพ่อหม้าย-แม่หม้ายลูกติด ที่มาเจอะเจอพบรักกัน จนให้กำเนิดลูกชายเพียงคนเดียวคือจตุพร โดยเขายังมีพี่น้องร่วมมารดา และพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “พระธรรมเมธาภรณ์ (ระแบบ ฐิตญาโณ)” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร

ด้านประวัติการศึกษา จตุพรผ่านชีวิตชั้นประถมจากหลายโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น “โรงเรียนบ้านน้ำพุ” อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี, “โรงเรียนบ้านบางฉาง” อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช และ “โรงเรียนวัดปทุมยการาม” อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เรียนต่อชั้น ป.5-6 ที่ “โรงเรียนวัดธาตุทอง”

จากนั้นก็มาเป็นเด็ก วัดวัดบวรนิเวศวิหาร เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ จบแล้วหันเหสู่สายอาชีพ เป็นนักเรียนแผนกช่างก่อสร้างที่วิทยาลัยเทคนิคดุสิต ก่อนจะไปจบ ปวช.ที่โรงเรียนอินทรอาชีวศึกษา และต่อมาสำเร็จปริญญาตรีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยลำดับ

งานด้านการเมือง เคยเป็นเลขานุการของประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมัยรัฐบาลทักษิณ 1, อดีตรองโฆษกพรรคไทยรักไทย, อดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชน และปัจจุบัน ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย

ปัจจุบันใช้ชีวิตครอบครัวอยู่กับ “พรหมภัสสร ณ กาฬสินธุ์” มีลูกด้วยกัน 2 คนคือ “ด.ญ.พอเพียง พรหมพันธุ์” และ “ด.ช. ปัณณพัฒน์ พรหมพันธุ์”

นี่คือชีวิตอีกด้านหนึ่งของจตุพรที่ไม่อาจไม่มีใครเคยรู้

“กับเรื่องราวก่อนก้าวสู่เวทีการเมือง และชีวิตในเรือนจำที่เพิ่งก้าวออกมาสดๆ ร้อนๆ”

– ชีวิตวัยเด็กโยกย้ายที่อยู่ที่เรียนบ่อยมาก?

ผม อยู่กับแม่ที่บ้านดอนสร้อยทอง ได้เพียงแค่อายุ 8 ขวบ ก็ย้ายมาเรียนหนังสือที่ อ.สิชล บ้านเกิดของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่บ้านแม้จะทำสวนยางแต่ด้วยตอนนั้นยังเด็กเลยไม่ทันได้กรีดยาง แต่ก็เก็บยางแผ่นเป็น

ตอนเด็กต้องย้ายโรงเรียนเพราะย้ายที่อยู่บ่อย ครั้ง จนสุดท้ายอายุ 11 ขวบเข้ามากรุงเทพฯ มาหาพระธรรมเมธาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรฯ ซึ่งเป็นพี่ชายต่างมารดา ตอนแรกก็เป็นเด็กวัดอยู่ที่นี่ แต่ก็เห็นว่าเรายังเด็กมากเมื่อเทียบกับเด็กวัดคนอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เรียนมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว ก็เลยย้ายไปอยู่บ้านลูกพี่ลูกน้อง แถวๆ ทองหล่อ พอเรียนจบ ป.6 แล้วก็กลับมาเป็นเด็กวัดอีกครั้ง

– ช่วงเรียนอาชีวะเป็นไงบ้าง?

ชีวิต โลดโผนมาก ร่วมกับเพื่อนๆ ยกพวกตีกันนั้นเป็นเรื่องปกติ เรียนอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคดุสิตได้จนเกือบจะจบแล้ว เหลืออีกเทอม แต่หลังจากเห็นว่าชีวิตเราเริ่มเกเร แก่นเฟี้ยวมาก ขืนอยู่ที่นี่ต่อคงไม่จบ เลยย้ายไปเรียนเทอมสุดท้ายที่่โรงเรียนอินทรอาชีวศึกษา และก็จบออกมาจนได้ แต่ก็ใช่ว่าจะยังไม่เลิกเลือดร้อนนะ กระทั่งไปเป็นครูดอยโน่นถึงจะสงบ

– ทำไมถึงไปเป็นครูดอย?

เป็น เหตุบังเอิญ คือวันหนึ่ง น้องชายของเพื่อนหนีออกจากบ้านไปเป็นครูอาสาอยู่ที่บ้านปางแดง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เราก็อาสาที่จะไปตามมาให้ แต่พอไปถึง ได้เห็นสภาพของโรงเรียนที่เขาสอน ซึ่งพระ-เณรเปิดสอนให้กับเด็กๆ ในชุมชน ทั้งหมดมีแต่ครูอาสา ไม่มีเงินเดือน ด้วยความที่พบว่าตัวเองก็อยู่ในช่วงเกเร จิตใจแก่นเกิน ก็เลยอยากจะอยู่สงบๆ ที่นี่

ตั้งใจเป็นครูอาสาสัก 6 เดือน แต่อยู่ไปอยู่มาปรากฏว่าผูกพันกับเด็กและชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าต่างๆ ไม่ว่าจะอีก้อ มูเซอ ปะหล่อง ฯลฯ เป็นครูอาสาที่ไม่มีเงินเดือนเลยตั้ง 3 ปี ก็อาศัยอปลูกผักปลูกหญ้า อยู่กินกับชาวบ้านไป

ผมเป็นครูอยู่ 2 โรงเรียน โรงเรียนแรกทำอยู่ปีครึ่ง พอสมบูรณ์ก็ยกให้กระทรวงศึกษาฯ แล้วก็ย้ายไปอีกโรงเรียนหนึ่ง คือบ้านหนองแขม ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว ห่างจากชายแดนพม่า 16 กิโลเมตร ที่นี่เนื่องจากเพิ่งสร้างโรงเรียน ยังไม่มีอาคารอะไรเลย ก็ต้องอาศัยนอนในถ้ำ ก่อนจะขยับขยายมาทำกระต๊อบอยู่กัน และพอตอนหลังโรงเรียนสมบูรณ์ ก็ยกให้กับ ตชด.ดูแล

– ชีวิตบนดอยสอนอะไรให้กับเรา?

สอน ว่าชีวิตคนเรามันก็เท่านั้น สำคัญที่สุดคือจะใช้ชีวิตให้มีความสุขได้อย่างไร ผมจึงไม่ชอบความมีตัวตน ไม่ชอบหัวโขน ชอบใช้ชีวิตเรียบง่ายสบายๆ และก็พบสัจธรรมข้อหนึ่งจากที่นี่ว่า การทำอะไรให้กับคนอื่นมีความสุขมากที่สุด คือตอนนี้เป็นนักการเมืองยังได้เงินเดือนนะ แต่ตอนนี้ไม่ได้อะไรเลย ได้แต่ความสุขอย่างเดียวจริงๆ แล้วผมว่าเป็นช่วงที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต

ผมเอาเรื่องนี้มาบอก สอนเพื่อนๆ รุ่นน้องต่อๆ มาว่า จงเป็นผู้เสียสละ แต่อย่าคิดว่าตัวเองเป็นผู้เสียสละ เพราะถ้าคิดเมื่อไหร่ก็จะมองคนอื่นไม่ดีเมื่อนั้น เพราะฉะนั้นการเป็นครูดอย เมื่อมาถึงการต่อสู้ในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 กระทั่งถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดง ผมก็ยึดแนวทางนี้

– เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 มีบทบาทอย่างไร?

ผม ลงมาจากดอยในปี 2531 ก่อนเกณฑ์ทหารเล็กน้อย กลับมาสมัครเรียนที่รามคำแหง ตั้งใจเรียนจริงๆ ก็สัก 2 ปีเห็นจะได้ ส่วนใหญ่ก็ทำกิจกรรมในนามพรรคศรัทธาธรรมที่รามคำแหง กระทั่งเกิดเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ซึ่งสุดท้ายแล้วไม่นึกว่าจะตกอยู่ในมือผม ไม่คิดว่ารามคำแหงจะเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายประชาชน เพราะว่าตอนนั้นเราชุมนุมกันที่สนามหลวง ราชดำเนิน หน้าสภา จนเกิดการสลายชุมนุมวันที่ 18 พฤษภาคม และพอ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถูกจับ ทุกคนก็กระจัดกระจายไปหมด

พอวันที่ 19 พฤษภาคม ผมกับเพื่อนๆ ก็ได้ตั้งเวทีปราศรัยขึ้นที่รามคำแหง ผู้ชุมนุมก็ย้ายมาปักหลักที่นี่ ขึ้นเวทีปราศรัยตลอด จนเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้ผู้นำทั้งสองฝ่าย คือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ พล.ต.จำลอง เข้าเฝ้าฯเหตุการณ์ก็เลยจบ ผมก็ลงเวทีตัวเปล่า ใครมาชวนลงสมัครรับเลือกตั้งก็ไม่เอา ไม่มีความคิดอยากเป็นผู้แทนเลย ยังกลับไปกินมาม่าที่ห้องเหมือนเดิม

– กลับมาเรียนต่อมั้ย?

เข้า ห้องเรียนไม่ถูกแล้ว ไม่สนใจเลย ชีวิตเปลี่ยนมาตั้งแต่นั้น คือเมื่อเสร็จศึก นักการเมืองไปเลือกตั้ง แต่ผมต้องมาช่วยงานญาติวีรชน เพื่อนบางคนที่ไปส่งคนเจ็บไปโรงพยาบาลกลับมาถูกฆ่าตาย บางคนเสียชีวิตในการสลายการชุมนุม ผมไปดูศพ ไปร่วมงานศพ ร่วมกิจกรรมกับญาติวีรชนโดยตลอด นักการเมืองที่บอกว่าจะทำอนุสาวรีย์ประชาชน ได้รับการเลือกตั้งเข้าไปมีอำนาจ แต่สุดท้ายก็ไม่มี ความรู้สึกของผมเหมือนลูกแกะที่ผลัดฝูง อารมณ์เดียวกันเลย ก็เลยไม่สนใจที่จะเรียนต่อ

ทิ้งมาเฉยๆ กระทั่งปี 2547 หลังจากเจอกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ได้มาช่วยงานคุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ผมถึงกลับมาเรียนต่อ คิดว่าอย่างน้อยปริญญาตรีก็คงไม่ยากสำหรับเรา โอนหน่วยกิจมา เรียนอีกแป๊บหนึ่งก็จบ

– เจอกับภรรยาได้อย่างไร?

ประมาณ ปลายปี 2548 ต่อปี 2549 ก่อนช่วงยึดอำนาจ เธอเป็นเจ้าหน้าที่กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร ก็เจอกันบ่อยที่ร้านอาหารของคุณก่อแก้ว พิกุลทอง ชอบพอกันก็คบกัน อยู่กินด้วยกันมา ผมเองชีวิตไม่จำเป็นเรื่องการแต่ง ก็ใช้ชีวิตด้วยกัน ดูแลกันไป เพราะการแต่งงานไม่ได้หมายความว่าจะอยู่จีรังยั่งยืน

– มีเทคนิคในการพิชิตใจคนนี้ หรือจีบเธออย่างไร?

(ส่ายหน้า, ยิ้ม) ไม่เล่าเรื่องนี้ดีกว่า ผมเขิน ไม่ถนัดเหมือนณัฐวุฒิ (หัวเราะ)

– คุยกันมั้ยว่าชีวิตจะต้องเจออะไรบ้าง?

รู้ มาตั้งแต่ต้น ว่าชีวิตจะไม่ปกติ อย่างตอนคลอดลูกชายวันที่ 5 มีนาคม ซึ่งเรามีนัดเคลื่อน 12 มีนาคม ก็ให้ภรรยานอนโรงพยาบาลตลอด เพราะหากกลับมาอยู่บ้านก็กลัวฝ่ายโน้นจะมาก่อกวน ภรรยาผมอยู่โรงพยาบาลตั้ง 6 เดือน กระทั่งเหตุการณ์สงบถึงได้ออกมา

และหลังจากสลายการชุมนุม ผมก็ต้องหาเซฟเฮาส์อยู่ พยายามไม่อยู่ใกล้ชิดกับเขามากเพราะเป็นอันตราย บางครั้งนั่งคุยกัน 3 ทุ่ม มีการเคลื่อนกำลัง ภรรยาต้องไปทาง เราก็ไปอีกทางเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ชีวิตอยู่อย่างนี้ เขาก็ชินแล้ว ลำบากตอนนี้ก็หนีไปไหนไม่ได้แล้ว (หัวเราะ)

– ในเรือนจำช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง?

รอบ นี้ผมติด 2 เดือน กับ 21 วัน ชีวิตความเป็นอยู่เหมือนนักโทษทั่วไป คนติดคุกไม่ได้มีโอกาสเห็นพระจันทร์ เพราะอยู่ในเรือนนอนตอนบ่าย 3-6 โมงเช้า ออกมาอยู่ข้างนอก ก็คือที่คุมขังที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อย ตอน 6 โมงเช้า ถึงบ่าย 3 โมง ในเรือนนอนที่อยู่ด้วยกัน ห้องผมจะเป็นห้องเล็ก อยู่ 9 คน นอนเรียงเป็นตับ เปิดไฟตลอดเวลา วันทำการปกติก็มีคนมาเยี่ยมเกือบทุกวัน ส่วนวันหยุดอาจจะเหงาหน่อย แต่ก็มีโอกาสได้พูดคุยกับพี่น้องนักโทษ พี่น้องเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์

เราเป็นลูกชาวบ้าน เคยเป็นครูดอย ที่ต้องไปนอนอยู่ในถ้ำเป็นปีๆ มานอนเรือนจำอย่างนี้สบายกว่าเยอะ พี่น้องนักโทษเป็นชาวบ้านเหมือนเรา คุยกันดี ไม่ได้ถือตัวอะไร อะไรก็ได้ เขาเข้าใจที่เราต่อสู้ บางคนเคยชอบเสื้อเหลืองเจอผมเปลี่ยนเป็นแดงก็มี

– นักโทษการเมืองกับนักโทษคดีทั่วไปอยู่ด้วยกัน?

อยู่ ด้วยกันหมด ไม่เหมือนยุค ศรีบูรพา, จิตร ภูมิศักดิ์ ที่มีแดนสำหรับนักโทษการเมือง ทำให้เขามีเวลาได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน มีเวลาขีดเขียน บทความ หนังสือ บทกวีดีๆ มากมายเกิดขึ้นจากในคุก แต่ยุคนี้ไม่ใช่ เราอยู่กับนักโทษทั่วไป แยกกันหมด ผมอยู่แดน 1 คุณนิสิต สินธุไพร อยู่แดน 5 ไม่ได้เจอกันเลย

– รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างไร?

ก็ มีโอกาสได้อ่านหนังสือพิมพ์ มีเวลาได้อ่านอย่างละเอียด ส่วนเรื่องข่าวสารทางทีวีไม่ค่อยได้ดู เพราะเขาวางกติกาไว้ส่วนใหญ่เพื่อความบันเทิง อยู่นี่ก็ติดละครงอมแงม ดูจบไปหลายเรื่องเหมือนกัน (หัวเราะ) ที่ดีอีกอย่าง เนื่องจากมีเวลาว่างก็เลยทำให้ได้อ่านหนังสือเยอะ

อีกอย่างก็ได้รู้ ข่าวจากพี่น้องเสื้อแดงที่มาเยี่ยม มีอะไรก็แลกเปลี่ยนกันผ่านลูกกรง วางแผนกันผ่านลูกกรงนั่นแหละ ส.ส.ฝ่ายเสื้อแดงก็มาเยี่ยมบ้าง ช่วงเลือกตั้งอาจไม่ค่อยมีเวลาเพราะต้องลงพื้นที่ แต่พอเลือกตั้งเสร็จก็มาทุกวัน ทีมกฎหมาย อดีตผู้พิพากษา ตำรวจ ฯลฯ ก็มาร่วมพูดคุยปรึกษากันตลอด

– ในนามแกนนำ นปช.จะฝากอะไรถึงรัฐบาลชุดนี้?

รัฐบาล จะอยู่นานหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเป็นหลัก ถ้ารัฐบาลซื่อสัตย์ต่อประชาชน ไม่ทรยศประชาชน ไม่ลืมถึงที่มาว่าได้มาจากชีวิต เลือดเนื้อ คราบน้ำตา เชื่อว่าอยู่ได้นาน แต่ตราบใดละเลยประชาชนที่เลือกตั้งเข้ามา ละเลยต่อ 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 คน รวมถึงอิสรภาพของคนที่ถูกคุมขัง อาจจะอยู่ไม่ได้

เรื่องนโยบายที่นำเสนอมา เชื่อว่ารัฐบาลสามารถทำได้ แต่สำคัญคือการสร้างประชาธิปไตย ให้ความยุติธรรม สร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้น

“รัฐบาลมีทางเลือกนี้แล้ว อย่าทำให้ประชาชนต้องผิดหวัง”

หน้า 17,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม 2554

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s