‘อีลิต’ใหญ่แค่ในไทยกระจอกในเวทีสังคมโลก

สภาวะประชาธิปไตยในรูปแบบที่ไร้ เนื้อหาของไทยได้เริ่มดำเนินการอีกครั้งภายใต้ปัญหาสารพัด ไล่มาตั้งแต่ปัญหากลุ่มอีลิตในโครงสร้างอำนาจดั้งเดิมที่ยังไม่ยอมจำนน และไม่ยอมกระจายอำนาจเชิงโครงสร้าง หรือไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยในเนื้อหา

ที่สำคัญวิธี คิดและจิตสำนึกของประชาชนชาวไทยก็ถูกเหตุการณ์เหล่านั้นทำ ให้ก่อร่างสร้างจิตสำนึกที่ผิดบางประเด็น เช่น ล่าสุดมีการสำรวจของสถาบันการศึกษาพบว่าคนไทยมีความเห็นที่น่ากลัวคือ “รัฐบาลโกงนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอให้มีผลงาน” เข้าทำนอง “โกงแต่ทำงานเป็น ดีกว่าซื่อแล้วยังโง่” ซึ่งประโยคนี้แหละต้องทำความเข้าใจและตีความ

ที่ จริงแล้วหากมองตามมาตรฐานทางจริยธรรมสังคมทั่วไป การโกงคือการโกง สังคมไม่ควรยอมรับแม้แต่เพียงนิดเดียวที่จะให้รัฐบาล ราชการ หรือแม้แต่เอกชนโกงได้ ยิ่งไปเทียบเรื่องโกงหรือไม่โกงกับประสิทธิภาพเชิงปริมาณของการบริหารงาน แล้วยอมจำนนว่าถ้าหากไม่มีทางออกให้สังคมแล้วขอให้คนเก่งเข้ามาบริหาร แม้จะโกงเล็กน้อยก็ต้องถือเป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย เท่ากับสังคมนั้นมีปัญหามากกว่าปรกติ

ยิ่งยึดตามมาตรฐานทั่วไปว่าการ โกงเป็นความผิดและไม่ควรได้รับการยอมรับ แต่มีคำถามว่าทำไมคนไทยถึงจำนนจนยอมความคิดเช่นนั้น มีปรากฏการณ์เช่นใด หรือใครเป็นต้นเหตุที่ทำให้สังคมต้องเบี่ยงเบนทางความคิดมากถึงขนาดนั้น

ผู้ เขียนเห็นว่าแนวคิดหรือสำนึกของผู้คนในสังคมระยะหลังที่หาทางออกไม่ ได้ จนยอมรับนามธรรมระหว่างประสิทธิภาพการบริหารงานกับผู้บริหารจะโกงบ้างเล็ก น้อยนั้นมีที่มาที่ไป เนื่องจากก่อนหน้านี้รัฐไทยยังไม่คุ้นกับคำว่า “โครงสร้างอำนาจรวมศูนย์ผูกขาด” มาภายหลังได้เห็นความจริงที่พิสูจน์ชัดเจนว่าสังคมการเมืองไทยเดินหน้าไปตาม แนวประชาธิปไตยไม่ได้ เพราะโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ผูกขาดอยู่ในมือของกลุ่มทุน กลุ่มราชการ และกลุ่มอีลิต ซึ่งมีพัฒนาการควบคู่ไปกับประชาธิปไตยของไทย

เบื้อง หลังเหตุการณ์ปัญหาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 แท้ที่จริงก็คือความขัดแย้งของทุนเก่าและทุนใหม่ ซึ่งทุนใหม่มีชัยทั้งมิติการเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้กลุ่มทุนเก่าที่สู้ไม่ได้หันไปเป็นพันธมิตรและพึ่งพิงกับกลุ่มอีลิต เพื่อให้กลุ่มอีลิตใช้เครื่องมือกองทัพเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยวิธีการนอก ระบบ รวมถึงใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมเพื่อขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว สร้างวาทกรรมว่า “คนเหล่านี้โกง”

เมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลคณะรัฐประหารเข้าบริหารงาน โดยให้บรรดาอีลิตผู้เฒ่าในระบบราชการเก่าและดั้งเดิมเข้ามาบริหาร รูปธรรมที่เกิดขึ้นจึงเป็นการบีบให้สังคมหมดทางเลือก ต้องยอมจำนนและล้าหลัง ขนาดยอมรับว่าถ้ามีคนซื่อแต่โง่บริหารบ้านเมืองก็จะยิ่งล่มจม แต่หากยอมจำนนหรือยอมรับคนบริหารดี แม้จะเสียต้นทุนมากหน่อยก็ตามก็ถือเป็นการจ่ายให้คนเก่ง บ้านเมืองก็จะเจริญ อย่างน้อยยังมีเงินเข้ามาสู่ประเทศ หักลบกลบหนี้แล้วดีกว่าพวก “ซื่อและโง่”

ผู้เขียนมีมุมมองเช่นนี้เพราะไม่ได้โทษตัวบุคคลที่ตอบ แบบสอบถามที่ยอมรับ ให้โกงได้เล็กน้อยเพื่อแลกกับทำให้บ้านเมืองเจริญว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่วิธีวิเคราะห์ของผู้เขียนนั้นมองความคิดของบุคคลระดับปัจเจกชนว่าสะท้อน จากปรากฏการณ์รูปธรรมและข้อเท็จจริงทางโครงสร้างเชิงอำนาจ ซึ่งวันนี้การต่อสู้ยังเข้มข้น เพียงแต่ประชาชนฉลาดขึ้น แม้กลุ่มอีลิตที่โง่แต่อวดฉลาดและได้อำนาจอยู่ในมือ แม้ท้ายที่สุดจะเปลี่ยนแปลงจาก “อีลิตผู้เฒ่า” มาเป็น “นักเรียนนอก” ทันสมัย แต่ทั้งในรูปธรรมและนามธรรมก็เห็นชัดเจนว่ากลุ่มใหม่นี้ “ดีแต่พูด” และ “”มือเปื้อนเลือด”

การสิ้นสุดของรัฐบาลประชาธิปัตย์ภายใต้การนำ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่รวมหัวกันทำร้ายประชาธิปไตย โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเลขาธิการพรรคนั้น แม้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เกิดภาวะสำเร็จความใคร่ทางการเมืองคือได้เป็น รัฐบาล แต่ผลที่ตามมานั้นพรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นพรรคที่หลุดออกจากแนวทางที่ผู้ เขียนเคยชื่นชมในอดีตในฐานะพรรคที่สนับสนุนและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งจะเป็นจะตายก็ยืนหยัดต่อต้านเผด็จการเสมอมา แต่วันนี้กลุ่มเด็กในพรรคกับนายสุเทพถูกมองว่าเลือกผลประโยชน์ส่วนตน จนทำให้พรรคประชาธิปัตย์สูญเสียแนวทางหรือจุดยืนของพรรคไป ทั้งยังอยากรักษาอำนาจจนยอมกระทั่งสลายม็อบประชาชนและเกิดการสังหารหมู่ไป ถึง 91 ศพ ซึ่งตราบาปครั้งนี้จะติดตัวนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และพรรคประชาธิปัตย์ตลอดไป

สำหรับประชาชนนั้น ความรับรู้ทางการเมือง รวมถึงการพลิกแพลงสถานการณ์ได้ก้าวกระโดดจนเป็นคุณต่อการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอย่างมาก แม้จะเกิดวาทกรรมจากฝ่ายตรงข้ามที่พยายามโจมตีคำว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” แต่ฝ่ายประชาชนก็มีวาทกรรมตอบโต้เช่นกันว่า “อำมาตย์คิด ลิ่วล้อทำ” สอดคล้องกับการพยายามไม่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็น ส.ส. ซึ่งหัวหมอการเมืองพยายามใช้แง่กฎหมายเพื่อไม่ให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล หรือขัดขวางต่างๆ

แต่ท้ายที่สุดประชาชนไม่ว่าจะมีความรู้การเมืองใน ระบบโรงเรียนสูงหรือ น้อยแค่ไหน แต่กลับมีความรับรู้ทางการเมืองที่เข้าใจและมีจิตสำนึกประชาธิปไตยอย่างเต็ม เปี่ยม จึงออกมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งโดยปราศจากการซื้อเสียงจนพรรคเพื่อไทยได้รับ ชัยชนะ

อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงที่สุดกลับเป็นกลุ่มอีลิตที่ยังล้าหลัง เพราะยังมองไม่เห็นหัวประชาชน ไม่ยอมรับเสียงของประชาชน และปฏิเสธความเป็นประชาธิปไตยในเนื้อหา ยังโง่เง่าแอบใช้อำนาจสั่งการกระบวนการยุติธรรมทางศาลและการเลือกตั้ง แต่ในสังคมโลกาภิวัตน์นั้นคนทั่วไปก็รู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาคมโลก โดยบรรดาทูตชาติต่างๆก็ให้กำลังใจพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ยังไม่ได้รับการรับรอง เป็น ส.ส.

ปรากฏการณ์นี้จึงตอกย้ำชัดเจนว่าชาวโลกยอมรับจะคบไทยเป็น เพื่อนในประเด็น เดียวคือ ประเทศไทยต้องเป็นประเทศที่มีธรรมรัฐและมีการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นแกน หลัก อำนาจนอกระบบอื่นๆไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหนเขาก็ไม่ยอมรับทั้งสิ้น โปรดจำใส่กะโหลกไว้ด้วย!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับ 322 วันที่ 6 – 12 สิงหาคม 2554  พ.ศ. 2554 หน้า 10 คอลัมน์ ทหารใหม่วันนี้โดย ชายชาติ ชื่นประชา

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s