เสียงสุดท้าย”อภิวันท์ วิริยะชัย” แคนดิเดต ปธ.สภาก่อนยกธงขาว

สัมภาษณ์


เหลืออีกเพียงไม่กี่วันประเทศไทยก็จะมีรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ว่าที่นายกรัฐมนตรี

ทำให้ในห้วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาการ “วิ่งเต้น” ตำแหน่งต่างๆ ในรัฐบาล “ปู1”

รวมถึงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เป็น “คีย์แมน” ในโครงสร้างอำนาจของพรรคเพื่อไทย ที่จะนำไปสู่การคลายปมความขัดแย้ง

ก่อนนาทียกธงขาวขอถอนตัวจากแคนดิเดตประธานสภาผู้แทนราษฎรจะมาถึง “พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย” ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หนึ่งในแคนดิเดตสำคัญ ได้อธิบายความสำคัญของประมุขนิติบัญญัติผ่าน “มติชน” ถึง 3 ตำแหน่งหลักในคณะรัฐมนตรีที่จะเข้ามาประสานรอยร้าวในสังคมไทยและฝ่ายตรงข้ามที่เขาเรียกว่า “อำมาตย์”

ทว่าเมื่อไม่มี “อภิวันท์” ในบังลังก์ ก็ไม่แน่ว่าภาพความปรองดองนับจากบรรทัดนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่???

ส่วนตัวอยากทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติมากกว่าฝ่ายบริหาร

ผม มองว่า…ในประเทศที่เขาเจริญ รัฐสภามีความสำคัญ แต่ในประเทศที่ประชาธิปไตยยังไม่ฝังรากลึก จะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับรัฐสภา ฉะนั้นก็จะมองว่าเมื่อไหร่ที่รัฐสภาเป็นอิสระจากอำนาจนิติบัญญัติ จากอำนาจตุลาการ เมื่อนั้นประเทศจะพัฒนาได้เร็ว หลายประเทศที่มีระบบการปกครองแบบเรา ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เขาใช้คำนี้ “Parliament is a second To The King หรือ To The Queen” คือสถาบันที่รองลงมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์ก็คือสถาบันรัฐสภา แต่ในบ้านเราให้ความสำคัญกับฝ่ายบริหารมากกว่าฝ่ายรัฐสภามานาน ทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยในบ้านเราเดินไปได้ไม่ดีเท่าที่ควร ที่อยากมาอยู่ตรงนี้ ก็เพื่อสร้างรัฐสภาให้เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร

งานในสภาฯ มีภารกิจทางการเมืองรออยู่มาก โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นั่น แหละครับ ยิ่งต้องการผู้ที่มีความเป็นธรรม ผู้ที่มองโลกในหลายๆ ด้าน ผู้ที่สามารถรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างได้ เพราะว่างานในรัฐสภาคืออย่างนี้

แต่ท่านถูกสังคมบางส่วนตัดสินว่าเป็นคนเสื้อแดง จะเปิดใจรับฟัง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ฟังกลุ่มพันธมิตรฯได้อย่างไร

ผล งานที่ผ่านมา 4 ปี ก็จะเห็นว่าผมทำได้อย่างไร ไม่ต้องพูดอะไรมาก แต่สิ่งที่ผ่านมามันเห็นครับ และผมเป็นคนหนึ่งที่ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ ค่อนข้างที่จะชื่นชม กล้าพูดอย่างนี้ ท่านสุทัศน์ (เงินหมื่น) ท่านบัญญัติ (บรรทัดฐาน) แม้กระทั่งท่านชวน (หลีกภัย)

หากมีโอกาสได้ไปทำหน้าที่ประธานสภาฯจริง คนไทยจะได้เห็นภาพความปรองดองทั้งในและนอกสภาฯในลักษณะไหน

ผม มั่นใจว่าจะทำให้ภาพการปรองดองดีขึ้น มีโอกาสได้คุยกับ พ.ต.อนันต์ วัชโรทัย (ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย) รู้ว่าน้องๆ ในกองทัพก็ยังกังวลว่าเราเข้ามาเป็นรัฐบาลจะแก้แค้นเขา ผมก็ยังบอกไปเลยว่าไม่ได้หรอก ถ้าบ้านเมืองไม่เดินไปข้างหน้า คิดแต่เรื่องเก่า เรามาเป็นรัฐบาล แต่ไปโยกย้ายเขา อย่างนั้นไม่มีโอกาสปรองดอง การจะปรองดองได้ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ผมมองอย่างนี้ แม้กระทั่งพันธมิตรฯ ถามว่าทำไมถึงทำแบบนี้ เพราะเขาเสพข้อมูลคนละด้าน ฉะนั้นการจะทำให้ปรองดองได้ต้องมีหลัก 4 ประการคือ 1.ต้องรู้ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากอะไร เกิดจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างการเมือง 2 ขั้ว ที่แต่ละฝ่ายมีคนสนับสนุน 2.ความยุติธรรมที่เป็นสองมาตรฐาน ต้องแก้ไขตรงนี้ให้ได้ 3.ต้องมีความเมตตาธรรม รู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน ก็ต้องคิดว่าเอ๊ะ! ทำไมทหารเขาถึงต้องทำอย่างนั้น เพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่รัฐบาลมอบหมายให้ ขณะเดียวกันเราก็ต้องมองว่าทำไมประชาชนถึงออกมาเรียกร้อง เพราะเขาคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และ 4.หลักของความสร้างสรรค์ ต้องมองโลกในแง่ดี คนไทยเราขาดสุดเรื่องนี้ บางทีเรามองโลกในแง่ร้าย

หลังชนะเลือกตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณได้เชิญชวนศัตรูทางการเมืองไปกินข้าวที่ดูไบ มองว่าเป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่

คือ แนวทางในการปรองดอง มันต้องมานั่งพูดคุยกันว่าปัญหาอยู่ตรงไหน มันจะปรองดองกันได้ ต้องรู้ว่าต่างคนต่างไม่พอใจกันเรื่องอะไร ฉะนั้นการเจรจาเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหา และสร้างความปรองดองได้

พ.ต.ท.ทักษิณสรุปบทเรียนให้ตัวเองว่า เกิดจากการไปเหยียบเท้าของใครเข้าโดยไม่รู้ตัว

(นิ่งคิด) อันนี้ไม่ทราบในรายละเอียด

ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯ ท่านเห็นว่ามีเท้าใครไปขวางในระหว่างทางหรือไม่

คือ การเป็นผู้บริหารประเทศจะทำตามใจของคนทุกคนไม่ได้ ฉะนั้นคนที่เสียประโยชน์อาจจะไม่สบายใจ คนที่ได้ประโยชน์ก็ชอบใจเป็นเรื่องธรรมดา แต่อย่างไรก็ตาม ใครมาเป็นรัฐบาลก็จะต้องฟังเสียงของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็น หลัก

เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าความปรองดองจะเกิดได้ หากผู้ใหญ่ให้อภัยเด็ก วันนี้คิดว่าผู้ใหญ่ปรับท่าที พร้อมให้อภัยเด็กหรือยัง

อย่าง นี้ครับ.. ขณะนี้เรากำลังจะเป็นผู้ใหญ่ เรากำลังจะเป็นรัฐบาล เราต้องให้อภัยบรรดาข้าราชการทั้งหลาย ซึ่งถือว่าเป็นเด็กกว่าเรา ผู้ใหญ่ที่พูดถึงหมายถึงคนที่เป็นรัฐบาล ในขณะเดียวกันการทำงานในสภา เราต้องให้เกียรติฝ่ายค้าน อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา คนที่มีอำนาจต้องเห็นใจคนที่ไม่มีอำนาจ ใช่ไหมครับ ความปรองดองจะได้เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่ อย่างกองเชียร์บางคนบอกว่าเอ้า! มาถึงก็โยกย้าย ผบ.ทบ.อย่างนี้มันก็ไม่จบ มันก็มีแต่สร้างปัญหามากขึ้น วิธีการที่ดีที่สุดต้องถามว่า เฮ้ย..ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ก็ต้องมานั่งคุยกัน ต้องให้โอกาส

การประกาศให้อภัยของผู้ใหญ่ อาจทำให้สมาชิกพรรค สมาชิกเสื้อแดงยอมไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าโดนกระทำมาตั้งหลายปี

มัน ก็ต้องเดินกระบวนการยุติธรรมให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ถ้ากระบวนการยุติธรรมเป็นมาตรฐานเดียว คนที่ไปยึดสนามบินก็ต้องถูกจำคุก ก็จะมีคนถูกจำคุกค่อนข้างมาก คือมีคดีความกันเยอะ ก็ต้องให้อภัยซึ่งกันและกัน เมตตาธรรม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ผมไม่ได้เป็นคนเสนอ แต่เคยไปประชุมกับกลุ่ม FOT หรือกลุ่ม เฟรนด์ ออฟ ไทยแลนด์ เขาบอกเลยว่า “Bring your country back to zero” ผมก็ยังถามเขาว่าแล้วทำอย่างไร เขาก็บอกว่า “Forgiving” หรือให้อภัยกัน คนไทยทุกฝ่ายต้องให้อภัยด้วยใจจริง ถ้ายังแฝงกันด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว ต่างคนต่างแอบพกมีดอยู่ข้างหลัง และไม่ให้อภัยจริงๆ มันก็เดินไม่ได้ นอกจากนี้ยังพูดถึง “Amnesty” คือการอภัยโทษและนิรโทษกรรม เพราะอะไร ถ้าเราจัดการตามกระบวนการของกฎหมาย พี่จำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) ก็โดน ท่านสนธิ (ลิ้มทองกุล) ก็โดน จตุพร (พรหมพันธุ์) ณัฐวุฒิ (ใสยเกื้อ) หรือแม้แต่อภิวันท์ก็โดนกันหมด ทีนี้มันก็ไม่เหลือใคร ใช่ไหมครับ เราก็ต้องมองไปข้างหน้าว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากการทำรัฐประหารปี 2549 เป็นหลัก

การนิรโทษและอภัยโทษหมายรวมคดีอะไรบ้าง

คดี ทางการเมืองทั้งหมด อะไรที่มีสาเหตุมาจากการทำรัฐประหารในปี 2549 ทำไมผมถึงไม่พูดว่าท่านทักษิณจะต้องได้รับการอภัยโทษ เพราะผมคิดว่าท่านทักษิณไม่ผิด เรามาเป็นรัฐบาล เราต้องไม่เข้าไปก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมได้เรียกศักดิ์ศรีของเขากลับคืนมา แต่ขณะนี้ศาลแพ่งได้พิจารณาแล้วว่าคดีที่ดินรัชดาเป็นโมฆะ การที่ท่านทักษิณไปเซ็นยินยอมให้คุณหญิงพจมาน (ณ ป้อมเพชร์) ซื้อที่ย่อมต้องเป็นโมฆะด้วย เมื่อศาลฎีการู้ว่าตัดสินผิดพลาดบนข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนไป ก็ชอบที่ศาลฎีกาจะมาพิจารณาใหม่กลับคำตัดสิน ท่านทักษิณก็ต้องถูกตัดสินว่าไม่ได้ทำสัญญากับรัฐ ก็ไม่ต้องติดคุก 2 ปี เท่านั้นเองครับ

ระหว่างคำว่าปรองดอง ให้อภัย และเกี้ยเซี้ย เส้นแบ่งมันอยู่ตรงไหน

เกี้ย เซี้ยไม่ได้ (ตอบทันที) ถึงต้องบอกว่าต้องให้กระบวนการยุติธรรม ยุติธรรมเสียก่อน สิ่งที่ผ่านมาหลังการทำรัฐประหาร พวกคนเสื้อแดงไปปิดเปิดอะไร ก็ต้องถูกลงโทษไป ขณะเดียวกันยึดสนามบินก็ต้องถูกลงโทษ ไปยึดทำเนียบก็ต้องถูกลงโทษ อันนี้คือกระบวนการยุติธรรมที่มีความเป็นธรรม เมื่อทุกคนก็โดนกันหมดทีนี้มาถึงเมตตา คือการนิรโทษ หรืออภัยโทษ ก็ว่ากันไปตามหลักเกณฑ์ และได้เท่าเทียมกันทั้ง 2 ฝ่าย

ถึงวันนี้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนยังไม่ไว้วางใจว่าคุณทักษิณจะไม่แก้แค้น

(ยิ้ม) ผมเชื่อว่าคุณทักษิณไม่ใช่คนโง่ครับ ยิ่งแก้แค้นยิ่งทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศเลวร้ายมากขึ้น

หาก จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นจริง คิดว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ต้องเข้ามาอยู่ในกระบวนการเจรจาหรือไม่

จริงๆ ถ้า พล.อ.เปรมถอนตัวจากการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยความสมัครใจ ท่านจะเป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมือง ซึ่งเราก็ต้องยกย่องท่านนะ ขอให้ทุกฝ่ายของประเทศยอมรับการตัดสินของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ อดทนสักนิดหนึ่งให้พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศไปครบ 4 ปี ถ้าเขาทำไม่ดี ประชาชนก็ไม่เลือก ในทำนองเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ก็เหมือนกัน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการขับไล่เขา เพราะประชาชนจะเห็นเอง กระบวนการประชาธิปไตยเป็นอย่างนี้ ต้องมีความอดทน รอให้ครบ 4 ปี ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ดี ประชาชนก็อย่าไปเลือก

ถามว่าผมเป็นคนเสื้อแดง หรือไม่ ผมบอกเลย ผมไม่ใช่แกนนำ ไม่อย่างนั้นก็โดนคดีไปแล้ว ผมไม่เคยปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเลย แต่ถ้าปราศรัยในสนามกีฬา ไม่ปิดกั้นการจราจร ผมไป เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่ากระบวนการเสื้อแดงไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างไร คำพูดที่ผมบอกว่า “กูรู้ว่ากูสู้อยู่กับใคร” คนที่พยายามแอบอ้างว่าใคร แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่หรอก มันคนที่แอบอ้างนั่นแหละ

คนที่แอบอ้างหมายถึงใคร

ก็มี 2 คนครับ ผู้ชายกับผู้หญิง ผู้ชายก็ผมหงอก ผู้หญิงก็ท่านผู้หญิงอะไรเนี่ย ที่พูดบนเวที คือพวกนี้ชอบคิดแทนนาย

หลังพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง คนที่แอบอ้างยังมีปฏิกิริยาในเชิงต่อต้านหรือไม่

มีครับ เป็นธรรมดาของคนที่คิดว่ากำลังจะสูญเสียอำนาจ ก็ต้องทำทุกวิถีทางในการสกัดกั้นเพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง

ยังไม่เป็นสัญญาณบวกกับพรรคอยู่ดี

ใน ที่สุดก็ต้องยอมจำนนต่อเสียงของประชาชน เขาก็รู้ว่าโลกมันเดินไปถึงขั้นนี้ คือ..ถ้าสังคมไม่ให้ความสำคัญ เพิกเฉย ในที่สุดเขาก็จะหมดไปเอง แต่โดยสังคมของไทยยังเกรงกลัวในอำมาตย์ ซึ่งก็คือผู้ที่แอบอิงสถาบัน และหาผลประโยชน์เพื่อตัวเองมีเอกสิทธิ์เหนือคนอื่น แต่สิ่งที่ผมคิด ผมมั่นใจว่าผมจงรักภักดี ผมรักษาสถาบัน มันมองกันคนละอย่างเท่านั้น (เคาะโต๊ะ) ผมมองว่าถึงเวลาแล้วที่บ้านเมืองจะมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แล้วสถาบันจะอยู่อย่างมั่นคง สมพระเกียรติ เหมือนอย่างอังกฤษ หรือญี่ปุ่น วิธีเดียวเท่านั้น ไม่อย่างนั้นเราก็จะเจอแบบ จัสมิน เรฟโวลูชั่น สังคมโลกมันหนีไม่พ้น วิธีการที่ดีที่สุดคืออำมาตย์เนี่ย ถ้ารักสถาบันต้องถอนตัวจากการอินเตอร์เฟีย (แทรกแซง) กระบวนการการเมือง เลิกแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และเมื่อนั้นสถาบันจะอยู่อย่างมั่นคง

อำมาตย์ที่ว่าหมายรวมถึงคนในกองทัพด้วยหรือไม่

กอง ทัพไม่ใช่อำมาตย์ แต่กองทัพบังเอิญเป็นเครื่องมือหนึ่งของอำมาตย์ เพราะอำมาตย์สั่งแล้วฟังไง แต่ทำไมกองทัพถึงฟัง เพราะกองทัพเชื่อว่าสิ่งที่อำมาตย์แอบอ้างเป็นเรื่องจริง

เมื่อความคิดทางประชาธิปไตยของพรรคเพื่อไทยกับอำนาจเก่าต่างกันสุดขั้ว อะไรจะทำให้กองทัพรู้สึกว่าไม่ได้ถูกจับเป็นตัวประกัน

คือ..กอง ทัพก็ปฏิบัติหน้าที่ไปในฐานะเป็นข้าราชการประจำ สนองนโยบายของรัฐบาล อะไรที่รัฐบาลทำไม่ถูกก็แนะนำได้ เหมือนข้าราชการทั่วไปนะครับ แล้วรัฐบาลเองก็ต้องไม่เข้าไปก้าวก่ายโยกย้ายเขาเกินความจำเป็น ต้องให้ความเป็นธรรมกับน้องๆ ในกองทัพด้วย

แล้วคนที่จะมาเป็น รมว.กลาโหม ต้องผ่านความเห็นชอบของกองทัพหรือไม่

ไม่ มีประเพณีที่ข้าราชการเลือกรัฐมนตรีเอง มันไม่มีประเทศไหนในโลกทำกัน เพียงแต่ว่าเราต้องเลือกคนที่มีความรู้ด้านความมั่นคง ฉะนั้นคนที่จะมีความรู้ค่อนข้างดีคือทหารนั่นแหละ และต้องเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ยอมรับของผู้นำเหล่าทัพ เจรจาพูดคุยกับเขาได้ ผมถึงบอกพี่สำเภา (พล.อ. สำเภา ชูศรี) พี่อ็อด (พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา) พล.อ.อ.สุเมศ (โพธิ์มณี) ก็เป็นได้

รมว.กลาโหมควรเป็นคนที่กองทัพเห็นชื่อแล้วสบายใจ

ก็ ควรจะเป็นอย่างนั้น คือต้องเป็นคนที่เดินสายกลาง ต้องมีหลักการประชาธิปไตยที่ชัดเจน ต้องเป็นคนที่มีความเป็นธรรม รู้จักให้อภัย มองข้างหน้าไม่ใช่มองถอยหลัง รมว.กลาโหมมีความสำคัญนะครับ คนที่จะสร้างให้บ้านเมืองปรองดองได้ พัฒนาไปได้ ประธานสภาฯ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง รมว.กลาโหม 3 ท่านนี้แหล่ะ โดยประธานสภาฯต้องประสานงานในสภาฯให้เดินไปด้วยความราบรื่น ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ต้องมีเมตตา ไม่ใช่ปราบอย่างเดียว เพราะในอนาคตอาจมีประชาชนที่อยู่คนละฝั่งกับรัฐบาล ก็ต้องเมตตาเขา ความรุนแรงก็จะไม่เกิดขึ้น ส่วน รมว.กลาโหมต้องเข้าใจงานกองทัพ พร้อมให้อภัย สรุปแล้วทั้ง 3 ท่านนี้ต้องเป็นคนที่รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างได้ ถูกด่าได้ ไม่ใช่ว่าถูกด่าแล้วไปตอบโต้ จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ เพื่อที่จะนำพาความปรองดองไปสู่ความสำเร็จ แต่ในเมื่อความคิดเห็นยังคนละทางเนี่ย มันก็ต้องค่อยๆ ปรับจูนไปเรื่อย

ท่านเคยเดินไปโดนจับหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์มาแล้วนี่

ยก ฟ้องไปแล้วนะครับ ลำดับที่ 8-11 ยกฟ้องไปแล้ว เห็นทนายว่าอย่างนั้น กำลังจะสั่งยกฟ้อง เพราะไม่มีหลักฐานที่บอกยุยงอะไรเลย ให้ผมไปกราบป๋า ผมก็กราบได้ ก็ต้องคุยกับท่านในฐานะที่เราเป็นเด็ก ผมถึงพูดว่าผู้ใหญ่ต้องเมตตาเด็ก เด็กก็ต้องให้ความเคารพผู้ใหญ่ เพราะบางครั้งความคิดเห็นอาจจะแตกต่างกัน

ถ้ามีโอกาสจะพูดอะไรกับ พล.อ.เปรม

ผม ยังไม่เคยเจอกับป๋า แต่ผมเจอพี่หมง (พล.อ.มงคล) ผมก็เข้าไปสวัสดีท่านบอกว่า “พี่ครับผมต้องขออภัยในทุกเรื่อง ที่ผมอาจจะก้าวล่วงป๋าไปบ้าง แต่ผมพูดไปก็ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ที่ผมรักชาติบ้านเมืองจริงๆ”

หน้า 11,มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม 2554

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s