5 กลยุทธ์พิชิตโรคร้าย หยุด ′มะเร็ง′ ด้วยตัวเอง

5 กลยุทธ์พิชิตโรคร้าย หยุด ′มะเร็ง′ ด้วยตัวเอง

โดย สีตลา สังข์สุวรรณ

ว่า กันว่าในอนาคตมนุษย์จะมีอายุยืนยาวกว่า 100 ปี แบบสบายๆ เพราะวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งทำให้ค้นพบวิธีการเอา ชนะโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อย่างราบคาบ


แต่ในความเป็นจริง ทุกวันนี้ดูเหมือนโรคร้ายจะกรุ้มรุมเข้ามาใกล้ตัวเราทุกขณะ อย่างมะเร็ง โรคร้ายที่นับวันมีแต่จะทวีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น
แม้ว่ามหาวิทยาลัยมหิดลจะประสบความสำเร็จในการทดลองใช้ยาเพื่อหยุด ยั้งการขยายตัวของก้อนเนื้อร้ายโดยไม่ทำลายเซลล์เนื้อดีที่อยู่รอบข้าง เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับวงการแพทย์ในการรักษาโรคมะร็ง โดยเฉพาะกับมะเร็งสมอง
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังมีคนจำนวนมากป่วยด้วยโรคมะเร็ง!
จากสถิติตัวเลขของผู้ป่วยโรคมะเร็งจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติและสถาบัน วิจัยมะเร็งนานาชาติ ประเทศฝรั่งเศส คาดการณ์ถึงจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งในปีที่ผ่านมา คือ พ.ศ.2553 มีมากถึงกว่า 118,601 คน โดยจำนวนผู้หญิงป่วยเป็นมะเร็งมากถึง 65,514 คน ส่วนผู้ชายมีมากถึง 53,087 คน
ที่น่าสังเกตคือ มะเร็งที่เป็นกันมากในลำดับต้นๆ ทั้งกับชายและหญิง คือ มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่

และ ทวารหนัก ซึ่งล้วนแล้วแต่มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลง ไปเพราะวิถีของเมืองใหญ่ นั่นคือ ปัจจัยในเรื่องของอาหาร อากาศ ซึ่งก็คือสิ่งแวดล้อม
หรืออย่างมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ตัวเลขในปัจจุบันก้าวขึ้นมาติดชาร์ตท็อปไฟว์เข้าไปแล้ว เป็นมะเร็งที่ชายไทยเป็นมากเป็นอันดับ 5
ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองก็มาจากสภาพแวดล้อม การอยู่ในสถานที่ที่มีไฮโดรคาร์บอน ซึ่งก็คือ เบนซิน เช่น ปั๊มน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรมโลหะหนัก
ดร.นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย ในฐานะประธานมูลนิธิกาญจนบารมี เฉลิมพระเกียติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร บอกว่า มะเร็งเป็นโรคที่คนไทยเป็นมากในอันดับต้นๆ ก็จริง แต่มะเร็งป้องกันได้ ถ้าหากวินิจฉัยพบในระยะแรกๆ หรือถ้าเป็นเพียงหนึ่งใน 3 ก็ยังรักษาได้
สำหรับมูลนิธิกาญจนบารมีนั้น ดร.นพ.สมยศเล่าว่า ก่อตั้งขึ้นโดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ใช้ชื่อว่า “มูลนิธิกาญจนบารมี” นาน 10 กว่าปีแล้ว ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย และแนะการป้องกันมะเร็ง

แต่ เดิมงานหลักของมูลนิธิคือสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์มหาวชิราลงกรณ์ ซึ่งเป็นศูนย์มะเร็งที่ธัญบุรี หนึ่งใน 7 ศูนย์ มีทั้งรักษา วินิจฉัยมะเร็ง มีการผ่าตัด ฝังแร่ รักษามะเร็งเสร็จสรรพอยู่ที่นั่น

เนื่องจากศูนย์นี้เป็นศูนย์ที่เกิดใหม่ งบประมาณไม่เพียงพอ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จึงพระราชทานให้ตั้งมูลนิธินี้เพื่อสนับสนุนการจ้างบุคลากรที่ขาดแคลน รวมทั้งช่วยเหลือคนไข้ระยะสุดท้ายที่ไม่มีเงินรักษา เนื่องจากตอนนั้นยังไม่มีโครงการ 30 บาทรักษาโรค พอมีโครงการ 30 บาท การรักษาพยาบาลดีขึ้น ฉะนั้นเงินในส่วนนี้จึงใช้จ้างบุคลากรที่ขาดแคลน อย่างเจ้าหน้าที่รังสี เจ้าหน้าที่เทคนิค ฯลฯ และทำงานด้านการป้องกันมะเร็ง
ฉะนั้นในส่วนของมูลนิธิฯ จึงทำหน้าที่ให้ความรู้การดูแลรักษาตนเพื่อจะปลอดภัยจากโรคมะเร็ง โดยเน้นในเรื่องของการป้องกัน เพราะมะเร็งนั้นป้องกันได้

 

 

 


สาเหตุของมะเร็งยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับว่ามีตัวกระตุ้นหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด ประการแรกคือ อยู่ที่ร่างกายของตัวเอง มีพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่างๆ มั้ย มีระบบการกำจัดทำลายมั้ย
ประการที่สอง ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้น ได้แก่ 1. การติดเชื้อไวรัส/แบคทีเรีย เช่น เชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ฮิวแมน แปปปิโลม่า ไวรัส (เอชพีวี) หรือหูดหงอนไก่ ไวรัสชนิดนี้จะติดจากการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก ไวรัสนี้ถ้าเข้าไปติดที่ปากมดลูกอาจใช้เวลา 5-10 ปี ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวผิดปกติ หรือติดเชื้อตับอักเสบชนิดบี ทำให้เกิดมะเร็งตับ เป็นต้น
2.การรับประทานอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น เนื้อปิ้งย่างจนไหม้ หรืออาหารที่ผสมดินปะสิว เช่น แหนม ไส้กรอก กุนเชียง โดยดินปะสิวที่ผสมกับเนื้อเมื่อเข้าไปในกระเพาะจะไปรวมกับกรด เกิดเป็นสารที่เรียกว่า “ไนโตรซามีน” ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และอาหารสุกๆ ดิบๆ เช่น ปลาน้ำจืดดิบที่มีเกล็ด เช่น ปลาซิว ปลาตะเพียน ปลาแม่สะแด้ง ฯลฯ ปลาเหล่านี้จะมีพยาธิติดอยู่ตามเกล็ด ถ้ากินดิบๆ จะมีพยาธิใบไม้ตับ ทำให้เป็นมะเร็งตับ
3.จากสิ่งแวดล้อม เช่น แสงแดด มีรังสีอัลตราไวโอเลตที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง น้ำมันเบนซิน โรงงานอุตสาหกรรม คือโลหะหนักพวกไฮโดรคาร์บอน (เบนซิน) และสารระเหยในโรงงานอุตสาหกรรม
ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องหลีกเลี่ยงบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ผู้ป่วยมะเร็ง กับ สิทธิประโยชน์ประกันสังคม

1.มะเร็งเต้านม จ่ายตามจริงไม่เกิน 117,900 บาท/ปี
2.มะเร็งปากมดลูก จ่ายตามจริงไม่เกิน   75,000 บาท/ปี
3.มะเร็งรังไข่ จ่ายตามจริงไม่เกิน 272,100 บาท/ปี
4.มะเร็งโพรงจมูก จ่ายตามจริงไม่เกิน   35,100 บาท/ปี
5.มะเร็งปอด จ่ายตามจริงไม่เกิน 246,000 บาท/ปี
6.มะเร็งหลอดอาหาร จ่ายตามจริงไม่เกิน   15,000 บาท/ปี
7.มะเร็งลำไส้ใหญ่ จ่ายตามจริงไม่เกิน   96,400 บาท/ปี

*** ทุกรายการตามสิทธิเดิมจ่ายไม่เกิน 5 หมื่นบาท

** สิทธิใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. เป็นต้นไป

ประธานมูลนิธิกาญจนบารมีบอกอีกว่า ถ้าดูสถานการณ์ล่าสุดของจำนวนคนไทยที่ป่วยเป็นมะเร็งแล้ว ปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากตัวเลขของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งมีเพิ่มมากขึ้น จากเมื่อก่อนมีเพียง 6,000-7,000 คน เพิ่มขึ้นสูงมากเป็น 65,000 กว่าคน เพราะผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มมากขึ้นมาก


“สาเหตุของการเป็นมะเร็งเต้านมมาจากอาหาร การไม่ออกกำลังกาย และเกี่ยวกับการใช้/สัมผัสฮอร์โมนเพศหญิงมากเกินไป เช่น คนไม่มีลูก เป็นโสดอายุ 45 ปี เป็นต้นไป และคนที่เป็นมะเร็งเต้านมตัดไปแล้วหนึ่งข้างแล้ว ก็เสี่ยงต่อการเป็นอีกข้างมากเลย และคนที่มีญาติเป็นมะเร็งเต้านม เช่น แม่ พี่สาว น้องสาว”
แล้วการชะลอการเข้าสู่ภาวะวัยทองโดยการกินฮอร์โมนเพศหญิง อย่าง ฮอร์โมนเอสโตรเจน ถือว่าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่?
คุณหมอสมยศบอกว่า ยังไม่ชัดว่าเป็นสาเหตุของมะเร็ง เพราะฮอร์โมนที่กินมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับฮอร์โมนที่มนุษย์เราผลิตได้ ตามธรรมชาติ
แต่ถ้ากินเป็นปริมาณมากเพื่อปรับสรีระแบบกำยำล่ำสันให้เล็กลงและมี ทรวดทรงองค์เอวมากขึ้น คุณหมอบอกว่า ถือว่ามีความเสี่ยงอยู่มาก เพราะมะเร็งเต้านมนั้นสัมพันธ์กับฮอร์โมนมาก
ฉะนั้นคนที่มีเมน/ระดูตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 15 ปี เช่นบางคนอายุ 8-9 ปีก็เข้าสู่วัยสาวแล้ว นับว่าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง รวมทั้งคนที่เมนหมดช้า เช่น 50-60 ปียังมีเมนอยู่ หรือผู้หญิงอ้วนๆ อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
ทั้งนี้ในส่วนของการดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง มีวิธีง่ายๆ 5 เลี่ยง 5 ต้อง ดังนี้
1.หลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง ซึ่งก็คือ

1.1 งดสูบบุหรี่

1.2 กินอาหารประเภทปลาน้ำจืดชนิดที่มีเกล็ดต้องทำให้สุกเสียก่อน

1.3 งดของปิ้งย่าง รมควัน (จะให้ดีให้ใช้กระดาษฟรอยด์ห่อก่อนเพราะจะไม่ทำให้ความร้อนมากเกินไป)

1.4 หลีกเลี่ยงการรับประทานไส้กรอก กุนเชียง

1.5 เวลาออกแดดก็ต้องใส่หมวก หรือใช้ครีมกันแดด

2.ข้อพึงปฏิบัติ

2.1 ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานผักผลไม้ให้มากกว่าวันละครึ่งกิโล หรือครึ่งหนึ่งของมื้ออาหาร 2.2 ลดอาหารที่มีไขมัน
2.3 ออกกำลังกันอย่างสม่ำเสมอ วันละอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง สัปดาห์ละ 3-5 วัน
2.4 ตรวจเช็กร่างกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อยทุก 5 ปี และสตรีทุกคนต้องหัดตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละครั้ง
2.5 ทำใจให้ร่าเริง-อย่าเครียด เพราะความเครียดเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
เพียงเท่านั้นมะเร็งที่ว่าเป็นโรคร้ายก็กลายเป็นเรื่องเล็ก

…………………………………………………………………………………….
ตัวเลขจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ ที่ประเทศฝรั่งเศส (ไอเออาร์ซี) คาดการณ์จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งในปี 2553 เฉพาะในประเทศไทยมี 118,601 คน
ผู้หญิงไทยที่ป่วยเป็นมะเร็งมีจำนวน 65,514 คน โดยมะเร็งที่เป็นกันมากใน 5 อันดับแรกคือ 1. มะเร็งเต้านม มีจำนวน 13,184 คน 2. มะเร็งปากมดลูก มีจำนวน 10,465 คน 3. มะเร็งตับ มีจำนวน 8,322 คน 4.มะเร็งปอด มีจำนวน 5,099 คน 5. มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มีจำนวน 5,739 คน
ผู้ชายไทยที่ป่วยเป็นมะเร็งมีจำนวน 53,087 คน โดยมะเร็งที่เป็นกันมากใน 5 อันดับแรกคือ 1.มะเร็งตับ มีจำนวน 15,088 คน 2.มะเร็งปอด มีจำนวน 9,797 คน 3.มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มีจำนวน 4,817 คน 4.มะเร็งต่อมลูกหมาก มีจำนวน 2,283 คน และ 5.มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มีจำนวน 2,453 คน
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน หน้า 21

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s