รัฐบาลเพื่อไทยกับคนเสื้อแดง โดย กาหลิบ

http://democracy100percent.blogspot.com/

คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?

เรื่อง รัฐบาลเพื่อไทยกับคนเสื้อแดง

โดย กาหลิบ

วันนี้คงจะได้รู้กันว่า ผู้ที่เติบโตขึ้นมาจากเวทีรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย นปช. และได้รับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อเมื่อ ๓ ก.ค. ๒๕๕๔ จะได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมดหรือไม่ หลายท่านในหมู่คนเสื้อแดงเอาเรื่องนี้เป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญของการ “ปรองดอง” ในทำนองที่ว่าติดขัดขึ้นเมื่อไหร่ก็แสดงว่าปรองดองใกล้ล่ม

แต่ สิ่งที่น่าสนใจก่อนถึงวันนี้ และเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีใครใส่ใจมากนัก นั่นคือความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างพรรคเพื่อไทยผู้ได้รับเลือกตั้งด้วย เสียงข้างมากกับ นปช. ซึ่งเป็นภาพหลักที่อธิบายขบวนประชาธิปไตยในปัจจุบัน

คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกมาให้สัมภาษณ์ “ปราม” แกนนำนปช. ว่าอย่าเคลื่อนไหวกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้งในเรื่องรับรอง ส.ส. และขอให้หยุดการกระทำที่ผ่านมาเสีย

ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้ผล เพราะไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลยจาก นปช. จนถึงวันนี้

เรื่อง เล็กๆ นี้มีความหมายที่ลึกซึ้ง เพราะความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลประชาธิปไตยกับมวลชนเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ โดยเฉพาะกับเมืองไทยขณะนี้ถือว่ามีความหมายลึกซึ้งมาก เรายังจำกันได้ชัดเจนไม่ใช่หรือว่าเมื่อพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาลเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑ มวลชนเสื้อแดงกลับอยู่ในสภาพงุนงงสับสนไม่น้อยเพราะไม่รู้ว่าควรจะวาง ตัวอย่างไรเมื่อ “พวกเรา” ได้เป็นรัฐบาล

จะดำรงตนเป็นผู้ประท้วง รัฐบาลของ “เรา” ก็ไม่อยากให้ประท้วง

จะเคลื่อนไหวเพื่อทำลายรากเหง้าเผด็จการที่เราต่างรู้ดีว่าแทรกซึมอยู่ทุกแห่งหนในสังคมไทย รัฐบาลของ “เรา” ก็ไม่อยากให้ทำ เพราะเกรงว่าจะ “เสียบรรยากาศ”

เมื่อ แนวทางจากส่วนกลางขาดหาย และยืนยันจะเป็นรัฐบาลกันลูกเดียว มวลชนเกือบทั้งหมดก็หันหลังกลับบ้าน ไปประกอบอาชีพทำมาหากินเพื่อชดเชยสิ่งที่สูญเสียไปในการต่อสู้นานหลายปีก่อน หน้านั้น

แล้ว ก็ได้เห็นกันแจ่มแจ้งว่า รัฐบาลสมัคร สุนทรเวชและรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็กลายเป็นรัฐบาลล่อนจ้อน ขาดมวลชนสนับสนุนและปกป้อง โดยเฉพาะเมื่อพันธมิตรฯ เข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ และเข้ายึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิในขณะที่คำขู่ยึดอำนาจจากทหารเกิดขึ้น อยู่เป็นระยะๆ จนไม่นานฝ่าย “เรา” ก็ปิดฉากลง

บทเรียนที่สำคัญคือ รัฐบาลประชาธิปไตยในระบอบเผด็จการที่ห้อมล้อมตัวอยู่นั้นจำเป็นต้องอาศัยแรงสนับสนุนโดยตรงจากมวลชนอย่างยิ่ง

“ปรองดอง” มิได้มีหมายความว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องลงไปนอนหงายอยู่กับพื้น และแสดงกิริยาหมอบราบคาบแก้วให้เป็นที่ประจักษ์

แต่ จะต้องหมายความว่า ในขณะที่เราต่างก็ไม่ไว้วางใจกันเช่นนี้ เราต้องยอมให้แต่ละฝ่ายยึดมั่นกับปัจจัยสนับสนุนของตนไปพลางก่อน จนกว่าการสละอำนาจแฝงเร้นบางอย่าง ที่ไม่มีลักษณะ “ขาย” สิทธิขั้นพื้นฐานของมวลชน จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน

ในขณะที่ “เขา” ยัง คงกองทัพที่พรั่งพร้อมด้วยอาวุธ อำนาจตุลาการที่ปฏิเสธมิได้ ตรวจสอบมิได้ และแม้แต่จะวิจารณ์ก็ไม่ได้ พรั่งพร้อมด้วยนักวิชาการที่พร้อมช่วยอธิบายมิจฉาทิฐิของระบอบเก่าให้กลาย เป็นถูก สื่อมวลชนที่พร้อมรับใช้อำนาจรัฐ (ที่มิใช่อำนาจรัฐบาลจากการเลือกตั้ง) เป็นต้น

ก็ ชอบธรรมแล้วมิใช่หรือ ที่รัฐบาลเลือกตั้งผู้อยู่ในวงล้อมของศัตรูอย่างนั้นจะต้องประสานมือกับมวล ชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างใกล้ชิดเพื่อความอบอุ่นมั่นคง

การ แสดงท่าทีว่าไม่เกี่ยวข้อง เพราะเกรงว่าฝ่ายตรงข้ามจะครหาในความสัมพันธ์ทางการเมืองก็ดี การสั่งซ้ายหันขวาหัน เพื่อตอบสนองเป้าหมายในการ “ปรองดอง” ได้ทุกเมื่อก็ดี ล้วนแสดงภาพใหญ่ว่าเรากำลังรื้อฐานสนับสนุนของเราหรือทำให้เกราะของเราบางและอ่อนแอลงทั้งสิ้น

พรรค เพื่อไทยและรัฐบาลเพื่อไทยจึงควรงดเว้นในท่าทีดังกล่าวนั้น แล้วปล่อยให้ นปช. และกลุ่มพลังประชาธิปไตยต่างๆ เขาขับเคลื่อนไปตามพลังจริงทางสังคมจะดีกว่า

มีหลายท่านออกมาเตือนผู้นำฝ่ายเราให้รู้จัก “นิ่ง” ในระยะนี้ ก็เลยนึกถึงกลอนสั้นๆ ที่มีคนเขียนไว้หลายปีแล้วและขอฝากไว้ในที่นี้อีกสักครั้ง :

“ยิ่งใหญ่ไร้มิตรแท้

ยิ่งเก่งแน่ยิ่งต้องนิ่ง

ยิ่งสูงขาดที่พิง

ยิ่งยืนนิ่งยิ่งงดงาม”

—————————————————————————-

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s