บทเรียน

วันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีเรื่องราวที่น่าจะกล่าวถึง 3 เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรกเกิดขึ้นตอนเที่ยงคืน เป็นการฉลองเอกราช “สาธารณรัฐซูดานใต้” ประเทศเกิดใหม่ล่าสุดลำดับที่ 193 ของโลกที่มีประชากร 8.5 ล้านคน

สาธารณรัฐซูดานใต้ เกิดขึ้นภายหลังสงครามกลางเมืองที่ยาวนานมากว่า 50 ปี เป็นสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธ์ที่เหี้ยมโหดทารุณ คร่าชีวิตผู้คนนับล้านในประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดของอัฟริกา และใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลก

เฉพาะอย่างยิ่ง”การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุแห่งดาร์ฟูร์”

เป็นบทเรียนที่สอนให้รู้ว่า…เสรีภาพย่อมเกิดจากการต่อสู้ ไม่สามารถมุ่งจากหวังจากความเมตตาปรานีของคนอื่น

เรื่องที่ 2 เป็นการถึงแก่กรรมของ นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ปูชนียบุคคลแห่งวงการแพทย์และสาธารณสุขไทย เมื่อเวลา 05.30 น. ณ รพ.ราชวิถีด้วยโรคชรา ขณะที่มีอายุได้ 100 ปี 1 เดือน 8 วัน

ท่านเป็นผู้บุกเบิกโครงสร้างการแพทย์ชนบทเพื่อชาวชนบทอย่างแท้จริง เป็นแพทย์ที่ผ่าตัดแยกร่างแฝดสยามสำเร็จเป็นรายแรกของภูมิภาคเอเชีย ตลอดชีวิตท่านเป็นบุคคลที่คนไทยยอมรับว่า…สามารถกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ

ช่วงสุดท้ายของชีวิตท่านสั่งเสียไว้ดังนี้

1.หากเป็นอะไรไปให้จัดงานศพอย่างเรียบง่าย ไม่สุรุ่ยสุร่าย โดยจัดเป็นงานศพสีชาว

2.ไม่อยากให้ไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาท เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประชวร

3. หากลูกๆได้รับราชการหรือเป็นนักการเมือง ขอให้คิดเสมอว่า เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพขอให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน คือขอให้นึกว่าเราเป็นผู้รับใช้แผ่นดิน ขอให้รักษาประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าของตัวเอง

เป็นบทเรียนว่า…คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ตายไปแล้วคนยังยกย่องบูชา

เรื่องที่ 3 วันที่ 8 นั้น นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ให้สัมภาณ์หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ซึ่งจั่วหัวข่าวว่า “บัญชีแดง น้ำตาธาธิต”

โดยบรรยายว่า…เขาให้สัมภาษณ์ด้วยเสียงสั่นเครือ พร้อมน้ำตาเอ่อล้นว่า “คนที่เป็นอธิบดีซี 10 ก็เป็นช่วงของการได้รับเกียรติ สบายหน่ะ ยกเว้นอธิบดีดีเอสไอคงไม่ใช่ จะทำไงได้ต้องเป็นไปอย่างนี้”

เขาบอกว่าสองปีที่ผ่านมา ดีเอสไอได้รับมอบหมายจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยคณะกรรมการคดีพิเศษ โดยการร้องขอจาก ศอฉ. ให้ทำคดีใหญ่สองคดี

คดีเหตุการณ์ความไม่สงบ และคดีล้มเจ้า

ซึ่งนายธาริตบอกว่า…เป็นหน้าที่ที่ต้องดำเนินการ ในความเห็นของ นายธาริต คดีดังกล่าวเกิดจากการชุมนุม เผาบ้านเผาเมือง ทหารไปทำหน้าที่ถูกฆ่า ตำรวจถูกยิง ประชาชนไปร่วมชุมนุมไม่รู้เรื่องก็ต้องถูกลูกหลง

ซึ่ง นปช. ถูกจับกุมคุมขังในข้อหาก่อการร้ายทั้งสิ้น 275 คดี ล่าสุดกำลังทำคดีที่มีการกล่าวหาว่า…ว่าที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรให้การเท็จคดีซุกหุ้นของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร

นายธาริต กล่าวว่าคนอื่นถ้ามาทำหน้าที่อย่างนี้ก็ต้องทำเช่นเดียวกัน ถ้าไม่ทำแล้วใครจะทำ จะเกิดปัญหาลุกลามใหญ่โต ไม่ใช่รับนโยบายฝ่ายการเมือง ไม่ใช่เหยียบเรือสองแคม

“ผมต้องรับสภาพครับ ฝ่ายการเมืองคือฝ่ายบริหารประเทศมีสิทธิ์ย้ายเราได้ตามความเหมาะสม เมื่อพ้นหน้าที่ก็ไปทำเรื่องอื่น ที่พูดไม่ได้ท้าทายนะครับ”

อ่านคำสัมภาษณ์แล้วจะมีความเห็นอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ทุกคนมีสิทธิ์คิด และสามารถไม่ตั้งคำถามว่า…ทำไมอธิบดี อัยการ หรือฝ่ายรักษากฎหมายตำแหน่งอื่นๆ จึงไม่เดือดร้อนเหมือนอธิบดีดีเอสไอ

ไม่ต้องถามว่า…ทำไมธาริตจึงได้เป็นอธิบดีดีเอสไอ และสิ่งที่ธาริตบอกว่า เราต้องปฏิบัติตามกฎหมายนั้นมันเป็นจริงหรือไม่

หรือว่าแท้จริงแล้วมันเป็นแค่มี การเลือกใช้กฎหมาย ตามใจชอบของข้าราชการที่ทำงานรับใช้นักการเมืองอย่างสุดหัวใจ เพื่อประโยชน์ในตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง โดยไม่คิดถึงความถูกต้องชอบธรรมตามหลักนิติรัฐนิติธรรม

เรื่องนี้น่าจะเป็นบทเรียนว่า…ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา จะไม่ทุกข์ยากเดือดร้อนจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการมีข้าราชการเลวๆ นอกจากประชาชนจะเดือดร้อนแล้ว บ้านเมืองจะมีแต่ความทุกข์ยากวุ่นวายไม่มีสิ้นสุด

ขณะที่คนเคารพกราบไหว้หมอเสม…ก็ต้องมีคนสาปแช่งคนบางคนทั้งที่ยังไม่ตาย

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s