จูบแล้วแช่ง!!!


วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ช้า วันนี้…ผมนั่งจิบกาแฟขมกับมัฟฟิน ที่โรงแรมในตัวเมืองเชียงใหม่ มองผ่านกระจกออกไป แลเห็นหนุ่มสาวฝรั่งคู่หนึ่ง กำลังโอบกอด แล้วจูบริมฝีปาก ล่ำลากันอย่างอาลัย ก่อนฝ่ายชายจะขนเป้หลังสัมภาระ ขึ้นรถโดยสารที่ชาวเชียงใหม่เรียกว่า “รถสี่ล้อ” ซึ่งจอดรออยู่ แล้วก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่ผู้โดยสาร
ปล่อยให้ฝ่ายหญิง อยู่ค้างบนฟุตบาท ส่งสายตาตามไปอย่างละห้อยหาและเดียวดาย…
        เห็นแล้วให้สงสารเธอนัก!

การได้เห็นหนุ่มสาวชาวฝรั่งเขาจูบกัน ทำให้นึกถึงข่าวเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง ที่ผมได้อ่านเมื่อเร็วๆนี้ คือ
หนุ่มพยายามจะจูบสาว แต่ฝ่ายหญิงเธอไม่ยินยอม พร้อมขัดขืน และฉวยโอกาสตอนฝ่ายชายยื่นปากเข้ามา สาวเจ้าจึงกัดเอาหนุ่มนักจูบ
ปากห้อยย้อยเป็น ‘เนวิน’ …เลือดสาดไป!   
เรื่องทำนองนี้ไม่ได้เป็นของใหม่ หากแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอ เพราะเมื่อสมัยเป็นหัวหน้าโรงพัก ผมเองเคยได้รับแจ้งเรื่องแบบนี้สองสามครั้ง
ครั้งหนึ่งน่าตกใจมาก เพราะคนที่โดนกัดเป็นถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียง ซึ่งบังเอิญเข้ามาพักในโรงแรมในพื้นที่ ซึ่งผมเป็นรับผิดชอบอยู่
เรื่องมีอยู่ว่า
ข้าราชการผู้ใหญ่ท่านนี้ ได้เรียกหมอนวดมาบีบเฟ้นให้ในห้องพัก แล้วเกิดอารมณ์อีท่าไหนไม่ทราบได้ ไปปลุกปล้ำจะจูบปากหมอนวด จนเธอต้องดิ้นรนขัดขืน และหนีออกจากห้องพักได้และไปแจ้งพนักงานโรงแรม ซึ่งเขาก็ได้โทรแจ้งความที่โรงพักให้
นายตำรวจเวรที่ไปถึงโรงแรม เป็นคนมีไหวพริบ พอเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ จึงรีบวิทยุรายงานให้ผมทราบ จึงรีบไปที่เกิดเหตุ เมื่อทราบข้อเท็จจริง ก็ได้ทำให้เรื่องเรียบร้อยลงไปได้โดยเร็ว
ข้าราชการผู้ใหญ่จึงรอดตัวไป ไม่ต้องมาเสียชื่อ และสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ตามปกติ หมอนวดก็พอใจ แต่ที่ผมประหลาดใจ ก็เพราะว่า
หมอนวดนั้นมีอายุมากแล้ว ไม่รู้ว่าข้าราชการผู้ใหญ่ท่านนั้นจูบปากแกลงได้อย่างไรกัน
        นี่คงเป็นเพราะ ‘พิษสุรา’ แท้ ๆ!

คงคล้ายๆกับกรณีของ “อาจารย์เจิม” คนดัง ที่เพิ่งถูกเพื่อนตัวเอง ออกเปิดเผยเรื่องพยายามปล้ำหมอนวดชวาลา เมื่อไม่กี่วันมานี้ แต่รายของอาจารย์นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ ข่าวเขาบอกว่า
แกเสียเงินไปแค่ 3 พันบาทเท่านั้น!
        ผมไม่ค่อยแปลกใจเรื่องอีตาคนนี้ เพราะสายข่าวที่น่าเชื่อถือบอกผมว่า อีตาเจิมคนนี้ เรื่อง ‘เซ็กส์’ แกพิเรนทร์ไม่หยอกใครเหมือนกัน แต่ที่อดสงสัยไม่ได้ว่า
คนที่พูดเก่ง คารมดีอย่างอาจารย์คนดัง กะอีแค่หมอนวดเท่านั้น ทำไมจึงกล่อมไม่ได้?
        ข้อสงสัยต่อมาคือ
คนดูท่าร่ำรวยอย่างตาเจิม กะอีแค่ค่าเสียหายจิ๊บจ๊อย ไม่กี่สตางค์ ทำไมต้องอาจารย์คนดัง จึงต้องให้เพื่อนฝูงเรี่ยรายเงินไปช่วยด้วย?
        น่าทุเรศจัง!

ารจูบ ปากหรือจูบริมฝีปาก ด้วยการประทับริมฝีปากของสองฝ่ายชายหญิง ลงบนริมฝีปากของเพศตรงข้ามนั้น คนไทยเราคงไม่ได้ประพฤติกันมาแต่โบราณ เหมือนของฝรั่งหรือทำ คงจะไม่เป็นหรือไม่นิยมทำ หรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ เพราะไม่เคยมีปรากฏในวรรณคดีของไทยเล่มไหนเลย ที่บอกตรงๆว่าตัวเอกของเรื่อง จูบกันที่ริมฝีปาก นอกจาก
ถากไป…ก็ถากมาเท่านั้น!

content/picdata/307/data/photo1.jpg

เรื่องการจูบปากนั้น น่าจะมีภายหลังจากที่ภาพยนตร์ฝรั่ง แพร่เข้ามายังเมืองไทยแล้วนั่นเอง
คนไทยเห็นฝรั่งเอาปากชนกัน เลยลองทำตามบ้าง ครั้นเห็นว่าทำแล้วสนุกดี ก็เลยทำกันตามฝรั่งมา แต่การจูบปากเมื่อเริ่มยุคหนังไทยใหม่ๆ หรือ ยุค 16 ม.ม.นั้น ก็ยังไม่มีบทพิศวาส ถึงขั้นจูบปากกัน
จนกระทั่งมาถึง ปลายๆยุคหนังสิบหกมิลลิเมตร ชักเริ่มมีการจูบปากกันกระเส็นกระสาย มามีมากเป็นปกติเอาตอนถึงยุคหนัง 35 ม.ม. นั่นแหละครับ
การจูบปากระยะแรกเริ่ม เป็นการจูบระหว่างดาวยั่วกับพระเอก หรือกับดาวร้าย ส่วนนางเอกนั้นยังสงวนท่าที โดยใช้วิธีการที่เราเรียกว่า
   “บัง”
        คือถ่ายจากด้านหลังบ้างด้านข้างบ้าง ไม่ให้เห็นตอนที่ขยี้ปากกันดูดดื่ม เพราะหากทำอย่างนั้น ท่านผู้ชมอาจนึกว่านางเอกคง เสียความบริสุทธิ์ไปเสียแล้ว จะพาลไม่ดูหนัง ที่นางเอกคนนี้เล่นอีกต่อไป

อันที่จริงแล้ว การจูบริมฝีปากนี้ ต้องเป็นการกระทำคนรักกัน ชอบกันจริง ๆเท่านั้น แม้กระทั่งผู้หญิงซึ่งมีอาชีพเป็นหญิงบริการ เธอก็ไม่ยอมให้ผู้ชายนักเที่ยวจูบปาก คงจะสงวนเอาไว้ให้แฟน หรือสามีจูบเท่านั้น
เมื่อเป็นสิ่งที่ฝ่ายหญิงไม่ประสงค์ที่จะให้ใครมาจูบเอาง่ายๆ ดังนั้น หากมีการล่วงล้ำก้ำเกิน ไม่รู้ใครเป็นใคร ขืนมาจูบริมฝีปากเธอเข้า เจ้าหล่อนก็ต้องโต้ตอบ ด้วยการกัดเอาริมฝีปากเอาจนเลือดสาด และ…
ถ้าหากทะลึ่งมาก ดันเอาลิ้นแลบเข้ามาในปากของฝ่ายหญิงโดยหวังดูดลิ้นให้ชุ่มฉ่ำ ปรากฏว่า
มีอยู่รายหนึ่งโดนกัดลิ้นขาดร้องลั่น แม้ต่อมาคุณหมอเย็บให้แล้วยังพูดจาไม่ชัด นี่เป็นเพราะแรงฤทธิ์พิศวาสแท้ ๆ ทีเดียวเชียว

ากเรา ย้อนไปดูในวรรณคดี โดยเฉพาะวรรณคดีชาวบ้านเล่มเดียวของไทยคือ เสภาขุนช้างขุนแผน ซึ่งผมเคยเล่าให้ฟังว่าเป็นวรรณคดีคนคุก คือ คำว่า “เสภา” แปลว่า “คุก” คนคุกร้องเล่นมาก่อน แล้วจึงเผยแพร่มานอกคุก
บทเสภาตอนหนึ่ง ที่ประทับใจผมมาก ก็คือตอนที่เณรแก้วพลอดรักกับนางพิม กลอนตอนนี้หวานนัก เขาบอกว่า
เจ้าลืมนอนซ่อนพุ่มกระทุ่มต่ำ
เด็ดใบบอนช้อนน้ำที่ไร่ฝ้าย
พี่เคี้ยวหมากเจ้าอยากพี่ยังคาย
แขนซ้ายคอดแล้วเพราะหนุนนอน

บทกลอนตอนนี้ โรแมนติกเอามากๆ เพราะระหว่างที่หลบออกมา ลักลอบเสพอภิรมย์สมพาสกันนั้น พลายแก้วพานางพิมนอนระเริงรักกัน หลังต้น ‘กระทุ่ม’ ซึ่งขึ้นเป็นไม้พุ่ม เพื่อบังไม่ให้คนเห็น ฝ่ายชายก็ทอดแขนให้ฝ่ายหญิงหนุนนอนต่างหมอน
จนแขนของตัวเอนนั้น…คอด!
        ถามว่าแขนไหนคอด บอกได้ว่าต้องเป็นแขนซ้าย เพราะต้องเอามือขวามือที่ถนัดไว้ลูบตรงโน้น คลำตรงนี้ฝ่ายหญิงได้ถนัด พอนางพิมหิวน้ำ ตัวเองจะลุกขึ้นไปตักให้ที่บ่อก็ไกล กลัวคนจะเห็นจึงเอาใบบอนนั่นแหละไปช้อนน้ำที่ค้างตามใบไม้ หรือแอ่งดินที่มีน้ำขังมาให้แม่พิมได้ดื่มได้กิน
มันช่างซาบซึ้งเสียนี่กระไร แม่เจ้าประคุณแม่ทูนหัว ขนาดนี้แล้วยังมาลืมเสียง่ายๆ…จะได้หรือ?

อีกอย่างหนึ่งก็คือ คนไทยโบราณนั้นกินหมากกันทั้งประเทศ ซึ่งหมากนั้นเมื่อกิน ไปสักพัก พอแหลกได้ที่ ก็ออกรสอร่อย แม่พิมน้อยก็เกิดอยากหมากในตอนนั้น ขุนแผนที่ยังเป็นพลายแก้ว กำลังเคี้ยวหมากมันๆอยู่….โถ…
ยังสู้อุตส่าห์คายหมาก ป้อนน้องพิม ช่างน่ารักเสียนี่กระไร!
        ก็น่าแปลกนะครับ หมากที่เคี้ยวอยู่ในปากยังคายให้กินได้ แต่ปากกลับไม่ยอมจูบ หรือปากไม่น่าจูบเพราะปากผู้หญิงโบราณอาจเห่อเพราะปูนกัดปาก อย่างหนังเรื่องนางนาค เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะผู้สร้างเขาแต่งปากของนางนาค เห่อบวมออกอย่างนั้น
ถ้าจะให้ผมจูบ…ก็คงต้องขอปฏิเสธ!
        ส่วนในหนังเรื่อง “ขุนแผน” ทีมีฉากพระเอกจูบนางพิมตั้งแต่ในห้องนอน ไถลออกมา นอกชานแล้วจูบต่อกลางสายฝน ก็เป็นแค่การแสดงเท่านั้น แต่หากเรากลับไปดูบทตัดพ้อของนาง พิม ตอนบทรักกับขุนแผนยามเป็นวัยรุ่น ขณะกำลังนัวเนีย เธอบอกว่า
“ประเดี๋ยวจับเดี๋ยวจูบเดี๋ยวลูบชม
แก้มกับนมนี่เจ้าซื้อมาหรือขา”
        ตรงนี้ ทำให้ผมสรุปเอาเองดื้อๆ ว่า
คนโบราณอย่างขุนแผนนั้น คงจูบแค่แก้มกับนมเท่านั้น จึงน่าจะไม่มีการจูบปากในยุคดังกล่าว

จูบหนึ่ง ที่ดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก คือดังมาร่วม 2,000 ปีที่แล้ว คนจูบ เป็นหนึ่งในสาวกของพระเยซู ซึ่งมีนามว่า Judas ได้ทรยศต่อพระองค์ เพราะทหารโรมันที่จะเข้า ไปจับตัวพระเยซูไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เจ้าสาวกเฮงซวยคนนี้มันดันไปรับสินบนจาก ทหารโรมันเป็นเงิน ๓๐ เหรียญเงิน แล้วมันก็บอกกับทหารว่าจะทำการชี้เป้าให้ว่า

content/picdata/307/data/photo2.jpg

ถ้ามันเข้าจูบคนไหน คนนั้นแหละพระเยซูผู้เป็นเจ้า ! 
พอได้เวลาพระเยซูกำลังรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายกับสาวกของพระองค์อีก 12 คน รวมทั้งพระองค์เป็น 13
เจ้าจูดัส คนทรยศเข้าไปจูบพระเยซู ทำให้พวกทหารโรมันเข้าจับ พระองค์ได้ในที่สุด

ถ้าเราเรียกใครว่า “จูดัส” หมายถึงว่า คนนั้นคือ Judas Iscariot หรือเจ้าจูดัส คนทรยศ นั่นเอง สำนวนว่า Judas Kiss ในภาษาฝรั่งก็คือ “จูบทรยศ” หรือ “ไอ้พวกตีสองหน้า” แต่หัวใจมัน
จะฆ่าคนถูกจูบ!
        คนที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ต้องระมัดระวังให้ดี คนอย่างไอ้จูดัส เมืองไทยนี่มีเยอะเลย ต้องหนักแน่น ไม่หลงเชื่อคนง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกมนุษย์ขี้ประจบเลียแข้งเลียขา มีตัวอย่าง ให้เห็นมากมาย ทั้งในประวัติศาสตร์ชาติเรา และในปัจจุบันด้วย
เงินที่ไอ้จูดัสมันได้ไปนี่ เป็นเงินที่เขาเรียกว่า 30 pieces of silver หรือ blood money หรือ “เงินโชกเลือด” ที่ได้มาจากการทำร้ายบุคคลอื่น ทำผิดกฎหมาย ขายยาบ้า ปล้นจี้เขามา อีหรอบ เดียวกันทั้งนั้น
เลยมีเพลงของ Frank Sinatra (นามสกุลลุงแฟรงค์นี่ ออกเสียง “ซินาตร้า” แต่คนไทยมักอ่านเป็น “ซิเนตร้า”) ที่ไพเราะมากอยู่เพลงหนึ่ง ชื่อ
A Sinner Kissed An Angel หรือ คนบาปจุมพิตเทวดา!
        บ้านเรามีเพลงที่มีเนื้อหาคล้ายๆกัน  เป็นเพลงที่คุณลินจง บุญนาคกรินทร์ ร้องเอาไว้ ชื่อเพลง
“จูบฉันแล้วจงตายเสีย”
        เนื้อเพลงซึ่งผู้หญิงเขาร้องอย่างกินเลือด กินเนื้อผู้ชายว่า
“จูบฉันแล้วตายเสียซิ่ ….จะได้ไม่หนีไปจูบใคร”
        เพลงนี้ถ้าให้ผมตั้งชื่อจะตั้งว่า
“จูบ…แล้วฆ่า!”

มีเพลงจูบของฝรั่งอีกเพลงหนึ่ง ชื่อตรง ๆเลยคือ Kiss เพลงนี้จากหนังฝรั่งชื่อแนวระทึกขวัญ ชื่อ Niagara ภาษาไทยไม่เกี่ยวกับการจูบเลยคือชื่อ “น้ำตกไนแอการ่า” นำแสดงโดย มาริลีน มอนโร (Marilyn Monroe)  ซึ่งตอนที่ผมดูหนังเรื่องนี้ ตัวเองก็ยังเป็นยรุ่น ขนาดนั้นยังคิดว่าเธอ เป็นผู้หญิงที่เซ็กซี่มาก เพราะเวลาเธอเดินทิ้งฉับๆ สะโพกสองข้างก็ยักคิ้วควั่บๆ น่าดูจริงๆ ขนาดตอนนั้นยังเป็นเด็กอยู่
หัวใจผมก็เต้นแรง ตามจังหวะสะโพกเธอแล้ว!

content/picdata/307/data/photo3.jpg

ผู้หญิง อาไรก็ไม่รู้ก็ไม่รู้ ทั้งรูปร่างหน้าตา ทรวดทรงองค์เอว แม่เจ้าประคุณรุนช่อง ดูช่างสมบูรณ์แบบไปเสียทั้งหมด ชาติหน้าเกิดใหม่ขอให้ได้พบเธอสักครั้ง ไม่ได้จะทำอะไรหรอก
อยากจะขอถ่ายรูปกับเธอสักใบหนึ่งเท่านั้นแหละน่า…อย่าคิดมาก
เพลงนี้ มาริลีน มอนโร ร้องเอง เวลาร้อง ริมฝีปากของเธอดูช่างอวบอิ่มเย้ายวน ผู้ชายที่ได้พบเห็นอยากจะผวาเข้าไปประทับรอยจูบเสียแล้ว
เนื้อเพลง Kiss ที่เธอร้อง และทำนองเพลงก็แสนจะโรแมนติค บวกกับเสียงซึ่ง กระเส่าเขย่ากล่องดวงใจ ยิ่งทำให้รู้สึกวะวับวะหวามหวิว เสียจริงเชียว !
ลองฟังเนื้อเพลงดูสักนิดสิครับ

KISS
Kiss, kiss me
Say you miss, miss me
Kiss me, love, with heavenly affection….

สำหรับผมแล้ว เพลง Kiss นี้หวานประทับใจเสมอไม่เคยเบื่อที่จะฟัง ส่วนเพลงจูบของคนไทยที่ไม่มีใครลืมได้ เห็นจะเป็นเพลงที่ร้องว่า

….จูบใครคิดว่าไม่สำคัญ
แต่เมื่อคุณจูบฉัน…มันทำฉันสั่นจนฟ้าสะเทือน
คุณเป็นคนจูบอย่าลืมอย่าเลือน
รักไม่จริงก็อย่ามาเฉือน….หัวใจฉันด้วยจูบเลย

ครับ เพลงนี้ชื่อตรงเผงว่าเพลง “จูบ”
ผู้ที่ร้องได้อย่างประทับใจไม่มีใครเหมือนคือ คุณพิทยา บุญยะรัตยพันธ์ เพลงนี้น้าของผม คือ คุณสุรพล โทณะวณิก ศิลปินแห่งชาติเป็นผู้แต่งทั้งเนื้อร้องและทำนอง อัดแผ่นเสียง เมื่อปี พศ. 2508 คุณพิทยาฯ เป็นผู้ขับร้อง ดังระเบิดระบังเลยทีเดียว !
อีกเพลงหนึ่งที่เกี่ยวกับจูบที่คุ้นหูคนไทยคือ เพลง “จูบเย้ยจันทร์” ที่ขึ้นต้นด้วย

ช.)โอ้นวลละออง น้องจะเหนียมอายไปทำไม หันมาใกล้ๆซิจะอายไปไหนกัน
ญ.)อุ๊ยไม่เอา อุ๊ยไม่เอาเขารู้ทัน น้องอายพระจันทร์ ดูซิท่านกำลังมอง

เพลงนี้หนุ่มสาวเขาจู๋จี่กัน แล้วหนุ่มพยายามจูบสาว คุณเกษม ชื่นประดิษฐ์ แต่งคำร้อง ครูสมาน กาญจนผลิน ท่านแต่งทำนอง ให้ คุณสุเทพ วงศ์กำแหง และ คุณสวลี ผกาพันธ์ ขับร้อง ตั้งแต่ก่อนกึ่งพุทธกาลหนึ่งปี แต่เพลงนี้ยังมีการเปิดทางวิทยุอยู่ไม่ได้ขาด เพราะเนื้อร้องนั้น น่ารัก ตอนจบบอกว่า

ช.จันทร์ไม่มองแล้ว จันทร์ไม่มอง
ญ.จันทร์ไม่มองน้องก็ไม่ให้
ช.จันทร์ไม่มองน้องอายอะไร
ญ.อายแก่ใจเพราะดาวยังจ้อง
ช.แน่ะ เมฆมาทับดับแล้วดวงดารา มาหอมหน่อยขวัญตา น้องเอยอย่ากลัวท่านเหลียวมอง
ญ.อุ๊ยว้าย ดูซิช้ำไปเป็นกอง โธ่อย่าร้องซิ ท่านจะเหลียวมองดูเรา
        เห็นไม๊ครับ!
ก่อนกี่งพุทธกาลนิดเดียว เขายังแค่ ‘หอมแก้ม’ กันอยู่เลย!!

เมื่อสมัยผมเป็นเด็กวัยรุ่น มีภาพยนตร์ฝรั่งเรื่อง MADIGRAS แสดงนำโดยนักร้องนิสัยดี แพท บูน, ทอมมี แซนด์ เป็นเรื่องของนักเรียนนายร้อยเวสปอยท์ ไปเที่ยวงานมาดีกราส์ หรืองานกุศลของฝรั่ง แล้วเจอแฟน
หนุ่มๆสาวๆวัยรุ่นตอนนั้น ซึ่งตอนนี้เป็นลุงเป็นป้าไปหมดแล้ว ต่างยกโขยงกันไปดู ด้วยความชื่นชมในตัวนักร้องดัง และต่อมาได้มีการจัดงานมาร์ดิกราส์ ขึ้นในประเทศเราครั้งแรก ที่ถนนเกษร บริเวณที่ตั้งโรงแรมเพรสซิเดนท์ ปัจจุบัน เรียกชื่องานว่า
“เกษร-มาร์ดิกราส์”

หนุ่มสาวยุคนั้นเจี๊ยวจ๊าวกันใหญ่ เพราะกรุงเทพตอนนั้นไม่ได้มีผับให้นั่งมั่วกันมาก เหมือนปัจจุบัน นานปีทีหนถึงจะมีงานให้หนุ่มสาววัยรุ่นได้พบกัน จึงต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา แห่กันไปเต็มงานสนุกสนานมาก
ตอนหลังถนนเกษรเขาไม่จัดงานนี้ พวกฝรั่งที่ทำงานแถว ถนนพัฒน์พงษ์-สีลม ก็เหมาเอาไปจัดเอง กลายเป็น พัฒน์พงษ์- มาร์ดิกราส์ จัดอยู่หลายปีแล้วก็เลิกไป เพราะบรรยากาศพัฒน์พงษ์เปลี่ยน ไปเยอะ ดูรกรุงรังมากขึ้น ผู้คนคลายความนิยมลง เลยงดจัด ไปโดยปริยาย
ที่พัฒน์พงษ์-มาร์ดิกราส์นั้น เขามีการหารายไดแปลกออกไป เพราะมี “จูบการกุศล” ใครมาจูบแก้มผู้หญิง (ส่วนมากทำงานในพัฒนพงษ์) หนึ่งฟอด จะต้องเสียเงิน 100 บาท (หนึ่งร้อยบาทถ้วน) ส่วนมาก ฝรั่งไปจูบกัน ข่าวจูบการกุศลนี้ฮือฮากันไม่เบาในตอนนั้น
มีดาราดาวยั่วคนหนึ่ง ผมพยายามนึกชื่อแต่นึกไม่ออก เธอสร้างข่าวฮือฮาด้วยการ ขายจูบการกุศลด้วยการให้จูบริมฝีปาก แลกกับเงินหนึ่งหมื่นบาทเพื่อการกุศล หนังสือพิมพ์ลงกัน เกรียวกราวอีก แต่ไม่มีใครใจถึงจะไปจูบปากทีเดียวเสียเงินหนึ่งหมื่นบาท เพราะตอนนั้นทองคำบาทละไม่ถึง 400 บาท (สี่ร้อยบาทถ้วน) จูบปากดาวยั่วทีหนึ่งเสียทองหนักยี่สิบห้าบาท
แพงขนาดนั้นผมว่า เอาเงินไปทำเข็มขัดทอง ให้เมียใส่กันผ้าถุงหลุดเสียดีกว่า (เทียบเป็นมูลค่าตอนนี้ ก็กว่าห้าแสนบาท)
        เลยไม่มีใครใจ ถึงจูบเธอตอนนั้น!

ผมเล่าเรื่องจูบนี้ให้กับพรรคพวกฟัง มีนายตำรวจรุ่นลูกฟังอยู่ด้วย เขาพูดขึ้นเบา ๆ ว่า
“ผมเคยเห็นจูบแพงกว่านี้อีกครับ ทีเดียวเกินครึ่งล้าน ”
        “จูบอะไรของเอ็งวะ แพงจัง ?” พวกที่นั่งถาม
“จูบตูดครับ ” พูดเสียงเรียบ
“เฮ้ย !” หลายคนอุทาน

“จริงครับ ไม่กี่วันนี้ที่โรงพักผม ตี๋วัยรุ่นกินเหล้าขับรถจูบตูด บี.เอ็ม.ใหม่เอี่ยม โครมเดียวผู้หญิงนั่งหลังรถคันหน้าสาหัสสอง ไอ้คนชนก็เจ็บหนัก งานนี้เตี่ยไอ้ตี๋มันต้องชดใช้ไม่ต่ำกว่าห้า-หกแสน

…ผมเลยว่า ‘จูบตูด’ แพงกว่าครับ !!”

เออ…จริงของเอ็ง !!!

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s