อัลจาซีร่า: การฉวยชิงภาพลักษณ์ของ เนลสัน แมนเดลา

 

(แฟ้มภาพ) เนลสัน แมนเดลา ในวันที่ได้รับการปล่อยตัวเมื่อ 12 ก.พ. 2533 หลังถูกจองจำมานานกว่า 27 ปี (ที่มา: หนังสือพิมพ์ The Weekly Mail | February 12 1990)

วันที่ 18 ก.ค. 2554 ในฐานะครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 93 ของ เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีผู้ที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกของแอฟริกาใต้ อัลจาซีร่าได้เผยแพร่บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับเนลสัน ในฐานะผู้ที่เคยเป็นนักโทษการเมืองที่กลายมาเป็นประธานาธิบดี

เนลสัน แมนเดลา เป็นผู้ที่มีประวัติการต่อสู้ทางการเมืองมายาวนาน โดยเฉพาะการต่อสู้เพื่อยุติการแบ่งแยกสีผิว (apatheid) ในฐานะผู้นำของกลุ่ม “สภาแห่งชาติแอฟริกัน” (African National Congress หรือ ANC)

แม้ว่า เนลสัน จะบอกว่าตนได้รับอิทธิพลการต่อสู้ในเชิงสันติอหิงสาจากมหาตมะ คานธี และพยายามผูกมิตรกับเหล่านักการเมืองเชื้อชาติอื่นทั้งคนผิวขาวและคนผิวสี แต่ในปี 1961 เขาก็ก่อตั้งและขึ้นเป็นผู้นำกลุ่ม Umkhonto we Sizwe ซึ่งเป็นฝ่ายติดอาวุธของกลุ่ม ANC

“คนของพวกเราเป็นนักสู้เพื่อเสรีภาพที่ถูกฝึกมาอย่างดี ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย” เนลสันกล่าวไว้ในแถลงการณ์เมื่อปี 1970 “พวกเรากำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การปกครองโดยคนหมู่มาก เพื่อสิทธิของชาวแอฟริกันที่จะได้ปกครองแอฟริกา พวกเรากำลังต่อสู้เพื่อแอฟริกาใต้ อันจะนำมาซึ่งความสงบสุข ปรองดอง และให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน”

ต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่า รายงานแปลชิ้นนี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลในอดีตจนถึงปัจจุบันของรัฐบุรุษ แอฟริกาใต้ผู้นี้ โดยไม่ได้มีความเห็นหรือท่าทีใดๆ

ในแฟ้มเว็บ (archive) ของเว็บไซต์ ANC (ตอนนี้เพจถูกลบไปแล้ว) มีหน้าเพจของกลุ่ม Umkhonto we Sizwe ซึ่งมีการประกาศว่าจะโจมตีสถานที่ของรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายการ แบ่งแยกสีผิว ซึ่งขณะเดียวกันกลุ่ม Umkhonto we Sizwe ก็บอกว่าก่อนหน้านี้กลุ่มหลักที่เรียกร้องนั้นดำเนินการโดยใช้วิธีการสันติ อหิงสามาโดยตลอด แต่ทางรัฐบาลกลับเห็นว่ามันเป็นไฟเขียวเพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลใช้ความ รุนแรง พวกเขาจึงไม่เหลือทางอื่นนอกจากต้องใช้ความรุนแรงตอบโต้ไปบ้าง

ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการเท้าความเพื่อความเข้าใจของท่านผู้อ่าน เนื่องจากถูกนำมาพาดพิงถึงในบทความชื่อ “เนลสัน แมนเดลา จากนักโทษสู่ประธานาธิบดี” โดย เดวิด แอฟริกา นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของประเทศแอฟริกาใต้ ผู้ที่เคยทำงานด้านหน่วยข่าวกรองและการค้นคว้าการต่อต้านการก่อการร้าย และเคยทำงานใต้ดินให้กับกลุ่ม “สภาแห่งชาติแอฟริกัน” มาก่อน

โดยเนื้อหาของบทความมีดังนี้

0 0 0

Nelson Mandela: From prisoner to president
David Africa
Aljazeera, 17-07-2011

ขณะที่ชาวแอฟริกาใต้เฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดของรัฐบุรุษเนลสัน แมนเดลา เหล่าผู้ทรงเกียรติ์ทั้งหลายก็ชื่นชมเขาในฐานะของนักสู้เพื่อสันติ, นักคิดสายกลาง และแม้กระทั่งเป็นนักบุญมาโปรด ภาพลักษณ์ของแมนเดลาถูกฉวยใช้ตั้งแต่ที่เขาพ้นจากการเป็นนักโทษขึ้นมาสู่ ตำแหน่งประธานาธิบดีได้จากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยครั้งแรกในปี 1994 และภาพลักษณ์นี้ก็เป้นสิ่งที่น่าสงสัยในโครงการทางการเมืองที่มีเป้าหมายคู่ ขนานกันไป อีกทางหนึ่งก็สร้างภาพให้เขาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อปลดแอกชาว แอฟริกาใต้ ในอีกทางหนึ่งก็สร้างภาพลักษณ์ ‘แมนเดลา’ ใหม่ เอามาปรับใช้การโครงการทางการเมืองแบบสายกลาง หรือแม้กระทั่งโครงการอนุรักษ์นิยม

ว่ากันตามธรรมเนียมแล้วชาติตะวันตกออกจะเป็นฝ่ายที่ปฏิปักษ์กับนโยบายของแมนเดลาและของ ANC

แต่การที่แมนเดลามีภาพลักษณ์แบบนักบุญในสายตาของชาวตะวันตกนั้นถือเป็น สิ่งสะท้อนการยกยออย่างผิดๆ ที่ทางพรรคเดโมเครติก อะไลแอนซ์ พรรคฝ่ายค้านในประเทศของเขาเองสร้างขึ้นมา ซึ่งพรรคนี้จริงๆ ก็มาจากการรวมตัวกันของกลุ่มเสรีนิยมเดิมกับเศษเสี้ยวของพรรคชาตินิยมที่ ปกครองแอฟริกามาจนถึงปี 1994 การนำแมนเดลามาใช้ในฐานะรูปเคารพและการเปลี่ยนผ่านภาพลักษณ์ของเขาจากอดีต นักสู้ติดอาวุธมาเป็นนักบุญผู้เดินสายกลาง กำลังจะสำเร้จด้วยดีอยู่แล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ภาพของแมนเดลาที่ชาวแอฟริกาใต้รู้จัก พวกเรารู้จักแมนเดลาในฐานะนักสู้ติดอาวุธเสมอมา ตั้งแต่วันที่เขาเป็นผู้นำหนุ่มไฟแรงในช่วงทศวรรษ 1940s มาจนถึงช่วงที่เขานำ ANC ต่อต้านท้าทายรัฐบาลแบ่งแยกสีผิวในปี 1952 และกลายเป็นผุ้บัญชาการคนแรกในกลุ่มติดอาวุธที่กลายเป็นการต่อต้านด้วยความ รุนแรงในปี 1961

คำให้การต่อศาลของแมนเดลาในเดือน เม.ย. 1964 ที่เขาและสหายในกลุ่ม ANC ต้องเสี่ยงกับโทษประหารนั้น ประกาศอย่างชัดเจนว่าพวกเขาได้ใช้กำลังอาวุธอย่างมีเหตุผลเพื่อท้าทาย แมนเดลาต้องใช้เวลาในคุกยาวนาน แต่ก็ปฏิเสธข้อเสนอที่จะให้อิสรภาพส่วนตัวของเขาแลกกับการยกเลิกปฏิบัติการ ใช้กำลังต่อต้านรัฐบาลแบ่งแยกสีผิว

จากข้อความที่ลักลอบนำออกมาจากคุกเมื่อปี 1985 และนำเสนอผ่านลูกสาวของแมนเดลา เขาประกาศว่าเขาไม่สามารถ “หาฉันทามติร่วม (ในการต่อต้านอย่างอหิงสา) ได้ในขณะที่ประช่าชนอย่างพวกคุณไม่มีอิสรภาพ” แม้กระทั่งหลังจากที่เขาออกจากคุกในปี 1990 เขาก็ได้เน้นย้ำในช่วงที่ปราศรัยกับสาธารณะเป็นครั้งแรกว่าการต่อต้านโดยใช้ กำลังอาวุธยังคงมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เพื่อปลดแอก และมันจะยังคงมีต่อไปแม้เขาจะสูญเสียอิสรภาพส่วนตัวไปก็ตาม จนกระทั่งถึงจุดที่แรงสะสมในการต่อรองทางการเมืองถึงจุดอิ่มตัวแล้วเท่านั้น แมนเดลาถึงจะยอมสนับสนุนให้หยุดยั้งการใช้กำลังอาวุธต่อรัฐ

การแปลงภาพลักษณ์ของแมนเดลาให้กลายเป็นนักบุญที่มีแนวทางสายกลางนั้น ยังเป็นการหล่อเลี้ยงอะไรบางอย่างที่อยู่ในห้วงลึกของจิตใจของชาวผิวขาวใน แอฟริกาใต้อีกด้วย แม้ว่าจะไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่มีลักษณะเฉพาะหลังยุคแบ่งแยกสีผิว ดูเหมือนคนผิวขาวในแอฟริกาใต้จะต้องการจัดให้ผู้นำทางการเมืองผิวดำไว้ใน หมู่คนที่มีความคิดสายกลาง เป็นตัวแทนของผู้มีเหตุผล ไปจนถึงคนที่ไร้เหตุผลและอันตราย

ก่อนหน้าที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ผู้นำของบันตุสทาน (Bantustan พื้นที่ซึ่งจัดไว้ให้เป็นที่อยู่ของคนผิวดำในแอฟริกาใต้และนามิเบียในอดีต ช่วงสมัยที่ยังมีการแบ่งแยกสีผิว) อย่าง แมงโกซุทู บูเทอเลซี สามารถดำรงตำแหน่งในฐานะผู้นำสายกลางที่คนผิวขาวของแอฟรืกาใต้มีใจร่วมไปกับ เขาได้ ขณะที่แมนเดลาและ “พรรคพวกผู้ก่อการร้าย” ของเขาถูกมองว่าเป็นอันตรายต่อการดำรงตัวตนอยู่ของชาวผิวขาวในแอฟริกาใต้ รวมถึงภารกิจในการทำให้ประเทศแอฟริกาใต้กลายเป็นประเทศอารยะด้วย

หลังจากที่แมนเดลาถูกปล่อยตัวออกจากคุก บทบาทของตัวร้ายก็ตกไปเป็นของคนอื่นๆ แทน อย่าง คริส ฮานี ผู้นำพรรคคอมมิวนิสท์แอฟริกาใต้ที่ถูกลอบสังหาร, อดีตประะานาธิบดี ทาโบ เบกิ และประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ยาคอบ ซูมา รวมถึงการกลับชาติมาเกิดของภาพนักการเมืองผิวดำผู้ที่ไร้เหตุผลและอันตราย ที่อยู่ในร่างของจูเลียส มาเลมา ผู้นำหน่วยยุวชนของ ANC แต่ก็คงไม่ต้องพูดให้มากความว่า ทั้งฮานี, เบกิ และซูมา จริงๆ แล้วต่างก็เป็นคนที่มีเหตุผลมากพอที่คนผิวขาวในแอฟริกาใต้จะ ‘ทำธุระด้วยได้’

ผมรู้สึกประหลาดใจในช่วงไม่นานมานี้ หลังจากได้ชมสารคดีสัมภาษณ์แมนเดลาและฮานี ซึ่งมีผู้ชมชาวผิวขาวเกือบทุกคนโอดครวญว่า พวกเขาขาด ‘ผู้นำที่มีเหตุผลและความคิด’ อย่างคริส ฮานีในยุคที่วาทกรรมทางการเมืองถูกครอบงำโดยคนพูดจาไม่ระวังปากอย่างจูเลียส มาเลมา นี่คือฮานี คนเดียวกับที่ถูกคนขาวทั่วแอฟริกาใต้เกลียดชัง จนกระทั่งเขาถูกฆาตกรรมจากน้ำมือของคนผิวขาวหัวรุนแรงในปี 1993

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในแอฟริกาใต้จนถึงตอนนี้ยังน่าผิดหวังอยู่ใน เรื่องความคาดหวังของคนจนและคนไม่มีทรัพยากรทำกิน ในเรื่องเศรษฐกิจ ที่ดิน และสถาบันเอกชน ยังคงอยู่ในกำมือของคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ ขณะที่คนผิวดำถูกคาดหวังว่าพวกเขาจะมีความพึงพอใจกับการได้ทำหน้าตาเจี๋ยม เจี้ยมอยู่ในห้องประชุมบอร์ดของบรรษัท

ในบริบทนี้ ภาพลักษณ์และสิ่งสืบทอดของแมนเดลาควรจะถูกนำกลับมาเพื่อสะท้อนให้เห็นตัวตน ที่ก้าวหน้าและไม่หยุดยั้งของชายผู้นี้ แมนเดลาผู้เป็นนักติดอาวุธ ผู้ที่ลุกขึ้นท้าทายแต่ก็มีความรอบคอบ นี่คือตัวเขาจริงๆ ผู้ที่สามารถกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับแอฟริกาใต้ในการต่อสู้เพื่อการ เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศนี้กำลังต้องการอย่างมาก

 

ที่มา
Nelson Mandela: From prisoner to president , 17-07-2011, David Africa, Aljazeera

ข้อมูลประกอบ
Web Archive ของแถลงการณ์ เปิดตัวกลุ่ม Umkhonto_we_Sizwe
http://en.wikipedia.org/wiki/Nelson_mandela
http://en.wikipedia.org/wiki/Umkhonto_we_Sizwe

Leave a comment

Filed under ข่าวจากประชาไท

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s