จากรัสเซียถึงไทยเสียงเรียกร้องของประชาชน!

เหตุการณ์ความวุ่นวายในสังคมไทยแม้เพิ่งจะผ่าน พ้นการเลือกตั้งมาหมาดๆ หากความสงบที่จะเกิดขึ้นยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงด้วยความสงบเรียบร้อยดังที่ หลายฝ่ายหวังให้การเลือกตั้งเป็นทางออกที่นำไปสู่การยุติปัญหาทั้งหลายทั้ง มวล…เรื่องราวของการลุกขึ้นมาเรียกร้องการยุบสภาเพื่อคืนสิทธิให้กับ ประชาชน เพื่อจะได้มีอำนาจอธิปไตยในการคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศตามความ รู้สึกและสายตาของประชาชน และแทบทุกครั้งมักค้านสายตาผู้กุมอำนาจนำทั้งหลาย

แท้จริงแล้วเหตุการณ์การเรียกร้องสิทธิของประชาชนในประเทศไทยปัจจุบันไม่ แตกต่างไปจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศรัสเซีย นับเป็นเรื่องราวที่น่าศึกษา คงไม่ได้มุ่งหมายที่จะกล่าวถึงในเชิงเปรียบเทียบ เพราะประเทศไทยในปัจจุบันกับรัสเซียในยุคโน้นมีความแตกต่างกันมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและมีความเหมือนกันก็คือ “เสียงเรียกร้องของประชาชน”…และความเพิกเฉยละเลยกับกระแสเรียกร้องดัง กล่าวที่กลายเป็นเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลงสังคมรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุด กระทั่งพระเจ้าซาร์นิโคลัสต้องทรงสละราชสมบัติในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2460 และเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2461 พระองค์ก็ถูกปลงพระชนม์ เป็นอันสิ้นสุดการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของราชวงศ์โรมานอฟ ซึ่งปกครองรัสเซียมายาวนานตั้งแต่ พ.ศ. 2156…

เดิมพื้นฐานสังคมของรัสเซียเป็นสังคมที่มีระบบทาส มีการใช้แรงงานทาสติดที่ดิน เพิ่งถูกพระเจ้าซาร์ผลักดันพระราชกฤษฎีกาปลดปล่อยพวกทาสติดที่ดินได้สำเร็จ เมื่อ พ.ศ. 2404 ในขณะนั้นจำนวนประชาชน 74 ล้านคนของรัสเซียมีสถานภาพเป็นทาสประมาณ 57 ล้านคน ชนชั้นอภิสิทธิ์ขุนนางมีอยู่ราว 100,000 คนเศษ จึงเป็นพวกที่มีอำนาจอยู่เหนือพวกทาสเหล่านี้

ที่เขียนเรื่องทาสในรัสเซียเพื่อจะโยงบางด้านเอามาเปรียบเทียบให้เห็น มิติปัญหาของระบบทาส-ไพร่ในสังคมไทย ซึ่งมีพัฒนาการครอบงำมายาวนาน โครงสร้างของจิตสำนึกที่เราเรียกว่า “โครงสร้างชั้นบน” ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง มีความเป็นไปได้ที่จะมีส่วนคล้ายคลึง เป็นพลังครอบงำทั้งในสังคมไทยและสังคมรัสเซียในช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง

ปัญหาของสังคมรัสเซียภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็มีความพยายามที่จะ ปฏิรูปอยู่เหมือนกัน ดังจะเห็นการปฏิรูปอย่างจำกัดของ “ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2” แต่ความมุ่งหมายแท้จริงของพระองค์ก็คือการพยายามรักษาอำนาจสูงสุดเอาไว้ให้ ได้เหมือนเดิม การปฏิรูปต่างๆจึงเป็นผลประโยชน์ตกอยู่เฉพาะแวดวงของเหล่าอภิสิทธิ์ชนทั้ง หลาย พวกชาวนาและพวกทาสติดที่ดินยังต้องก้มหน้าลำบากยากเย็นต่อไป เป็นไปตามโครงสร้างทางสังคมและระบบอำนาจที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย

จนถึงสมัยของซาร์นิโคลัสที่ 2 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของรัสเซีย พระองค์ยังตกอยู่ใต้อิทธิพลทั้งของพระชนนี พระญาติ รวมทั้งมหาอำมาตย์คอนสแตนติน เปโตรวิช โบเบโดนอสทเซฟ ซึ่งมีอิทธิพลตั้งแต่รัชกาลที่แล้ว กระทั่งต่อมา “ราชินีอเล็กซานดรา” ได้กำจัดอิทธิพลของคนเหล่านั้นจนหมดสิ้นไป แล้วตัวเองก็เข้าครอบงำอำนาจของพระเจ้าซาร์แทนที่ กลายเป็นการนำความเสื่อมมาสู่ราชบัลลังก์…สถานการณ์แต่ละด้านในสมัยของพระ เจ้าซาร์นิโคลัสก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น?

เสรีชนและบรรดานักปฏิวัติทั้งหลายได้เสนอขอให้พระเจ้าซาร์ทรงรับฟังเสียง และความต้องการของประชาชน ทั้งหวังว่าจะมีความยุติธรรม ไร้การใช้อำนาจทางกฎหมายตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจสูงสุด…นี่เป็นอีก เงื่อนไขของความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในรัสเซียยุคนั้น มีปัญหาคล้ายกับระบบยุติธรรมสองมาตรฐานในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา

ซาร์นิโคลัสที่ 2 ยังทรงเห็นว่าเสียงเรียกร้องของประชาชนเปรียบเป็นความฝันอันเลื่อนลอย เป็นสิ่งไร้ความหมาย ไม่ได้มีผลอะไรที่จะกำหนดทิศทางสำหรับกิจการของรัฐ พระองค์ยังทรงปลอบทุกคนว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจและเสียหยาดเหงื่อให้กับ ประชาชน แต่จะยังยึดมั่นในหลักการระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ ฝ่ายปัญญาชนจึงถือว่า “พระองค์ได้ประกาศสงครามกับประชาชน”

ในสมัยของพระองค์ได้มีการปราบปรามการเคลื่อนไหวของบรรดาปัญญาชนอย่างหนัก หน่วงและรุนแรง แม้ว่าจะพยายามขยายอำนาจและอิทธิพลในต่างประเทศให้กว้างขวางขึ้น แต่นโยบายต่างประเทศกลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า นั่นกลายเป็นอีกจุดอ่อนของการเมืองในสมัยของซาร์นิโคลัสที่ 2

เรื่องราวทั้งหมดยังไม่จบสิ้น แต่ที่นำเสนอมาเพื่อเป็นพื้นฐานที่จะโยงไปถึงเหตุการณ์ พ.ศ. 2460 ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเป็นการปฏิวัติในรัสเซีย…ลักษณะร่วมที่ประเทศ ไทยเราน่าสนใจศึกษาก็คือ “การแทรกแซงของอำนาจรอบข้างในการบริหารกิจการบ้านเมือง” มีอำนาจซ้อนอำนาจ เรื่องส่วนตัวที่แยกไม่ออกจากเรื่องของการบริหารบ้านเมือง มีอำนาจของขุนนางอำมาตย์ที่ครอบงำเหนือรัฐบาล แม้กระทั่งอำนาจของอิตถีนารีเพศและนักบวชคนบาปอย่าง “รัสปูติน”

นอกจากนั้นประการสำคัญก็คือการยึดมั่นกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ชนิด ไม่ยอมยืดหยุ่น หวังต้านกระแสการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยทั่วโลก อีกเงื่อนไขของการพังทลายเห็นจะเป็น “การไม่ยี่หระสนใจกับเสียงเรียกร้องใดๆทั้งของปัญญาชนและประชาชน”

ทั้งหมดเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่การพังทลายอย่างแท้จริงใน พ.ศ. 2460 โดยเฉพาะการก้าวก่ายแทรกแซงของ “พระราชินีอเล็กซานดรา” ตลอดจนการกำจัดศัตรูคู่แข่งขัน พฤติกรรมของพระนางมีบทบาทเป็นอย่างมากก่อนการปฏิวัติใหญ่ใน พ.ศ. 2460 คือการนำมาซึ่งความเสื่อมของราชวงศ์โรมานอฟอย่างรวดเร็ว การทำลายตัวเองโดยตัวเอง เพราะคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง ประกาศสงครามกับประชาชน ปัจจัยและเงื่อนไขเหล่านี้เป็นสิ่งที่ส่งผลในการพลิกคว่ำของประเทศรัสเซีย

จากรัสเซียครั้งโน้นถึงประเทศไทยในปัจจุบันนี้ในยุค 2011 สายตานานาชาติต่างจับจ้องอยู่ในท่ามกลางความเคลื่อนไหวต่างๆ แม้กระทั่งนักสิทธิมนุษยชน การขยับเคลื่อนไหวหรือความคิดในการบิดพลิ้วเหตุการณ์และสถานการณ์อย่างไร จึงไม่เป็นไปตามความประสงค์และไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ตั้งใจไว้ รวมถึงหลีกเลี่ยงการดำเนินการในรูปแบบวิธีการแบบเดิมๆ แอบแฝงด้วยวิธีการใหม่ๆที่แยบยลกว่าเดิม กลยุทธ์และหมากเกมจึงเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมของช่วงกาลเวลาที่จะเอื้อ อำนวยต่อสถานการณ์นั้นๆ หากแต่เพียงจุดเริ่มต้นยังคงเป็นเสียงจากประชาชนเช่นเดิม

จุดเริ่มต้นคือจุดเดียวกัน แต่วิธีการจะเปลี่ยนแปลงไป ความยากจึงไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน เรื่องนี้เสียงของประชาชนจากรัสเซียน่าจะดังสะท้อนถึงประเทศไทย หากยังไม่ยี่หระกับเสียงของประชาชนเหมือนเดิม เห็นทีอีกไม่นานชะตากรรมกลุ่มผู้มีอำนาจของไทยคงไม่ต่างไปจากรัสเซียแน่นอน

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับ 319 วันที่ 16 – 22 กรกฏาคม 2554  พ.ศ. 2554 หน้า 11 คอลัมน์ คิดทวนเข็มนาฬิกา โดย เรียวจันทร์  (ปฏักทอง )

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s