ครูหมอพ่อพระ

http://www.wangnuacity.com/wangmouse05.html

ประวัติ นที สรวารี  ตอน ครูหมอพ่อพระ   เรื่องราวของครูข้างถนนหมอคนจนข้างสนามหลวง

จากภาพชายคนนึงเดินไปที่สนามหลวง มีเด็กสาวคนนึงเดินมาถามให้ซื้อบริการจากเธอ เขาปฏิเสธ เด็กคนนั้นอารมณ์เสีย ไม่ซื้อก็ไม่ต้องมาแถวนี้เสียเวลาจริง ๆ ทำท่าเซ็งหน้าตารังเกียจแต่ก็กลับไปนั่งคอตกอยู่
เอ็กซ์ นที สรวารี (สอ-ระ-วา-รี) หรือ ครูนที สำหรับคนเร่ร่อน หรือ หมอ สำหรับหญิงขายบริการ ที่ต่างมีชีวิตเวียนวน กิน ดื่ม ขับ ถ่าย หลับนอน รวมถึงประกอบอาชีพอยู่ในสนามหลวง ซึ่งครูจะไปประจำการอยู่บริเวณรูปปั้นพระแม่ธรณี ริมคลองหลอด ละแวกสนามหลวง โดยมีรถตู้สีขาวคันหนึ่งจอดอยู่บริเวณคอสะพาน ทำหน้าที่เป็นสถานีคอยให้ความรู้ แลกเปลี่ยน พูดคุย และรักษาให้กับคนสนามหลวง กลุ่มคนที่คนภายนอกมองว่าเป็นซากของสังคม แต่สำหรับครูนที พวกเขาเหล่านั้นคือ “เพื่อน”
ครูนที สรวารี ซึ่งนามสกุลเดิมคือ อนุกานนท์ ซึ่งเพิ่งมาเปลี่ยนนามสกุลเมื่อปี 2550 หลังจากที่คุณพ่อกับคุณแม่ได้อย่าขาดกันจึงกลับมาใช้นามสกุลของคุณแม่ นทีเกิดมาในครอบครัวที่มีบุคคลที่ต้องเรียกว่าแม่ถึง 3 คน ซึ่งนทีเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของคุณแม่กรองทอง สรวารี  ซึ่งเป็นภรรยาคนที่สองและเป็นภรรยาคนเดียวที่จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตาม กฎหมายของคุณพ่อ คุณพ่อของนทีประกอบอาชีพผู้รับเหมาก่อสร้าง และเนื่องจากคนเจ้าชู้ ทำให้มีลูกมาก ชีวิตของนทีจึงต้องอยู่ท่ามกลางจำนวนพี่น้องต่างแม่มากมาย เป็นลูกของพ่อบ้าง ซึ่งแม่บางทีก็ดูแลบางครั้งก็เป็นครูลูกของพ่อคนอื่น ๆ ด้วยซ้ำ  แต่ที่สำคัญคุณแม่ก็ไม่เคยตำหนิคุณพ่อให้นทีได้ยินเลย ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้นทีไม่รู้สึกตำหนิ หรือโหยหาความรักจากพ่อเลย มันเป็นแบบอย่างมุมมองที่แม่สอนเขาโดยที่ไม่ปริปากพูดเลย แต่ทำให้เขาได้คิดเองมากกว่าสถานะคือคุณค่าในตัวคนเรานั่นเอง
นทีได้ถูกขัดเกลาจิตใจด้วยธรรมมะ และหลักธรรมคำสอน อีกทั้งคุณแม่ยังพร่ำสอนอยู่เสมอว่า คนเราเกิดมาต้องรู้จักให้ รู้จักแบ่งปัน โดยคุณแม่จะนำเสื้อผ้าไปบริจาคขอทานให้เห็นอยู่บ่อย ๆจึงทำให้ครูนทีเติบโตมาบนพื้นฐานที่ว่า การให้เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ชีวิตในวัยเด็กของนทีจึงไม่เคยมองว่าเรื่องใดทุกข์จนต้องเก็บมาผูกอยู่ในใจ เพราะคุณแม่จะสอนให้มองปัญหาทุกอย่างอย่างเข้าใจ ส่วนความสุขที่ดูจะเป็นความสุขที่สุดในชีวิตของนทีก็คือ การที่มีป้า ๆ คอยพร่ำบอกอยู่เสมอว่าครูนทีนั้นเป็นหลานคนสุดท้องที่คุณตารักมากที่สุด สิ่งนี้เองที่ทำให้นทีภูมิใจ และรักในตระกูลสรวารีเป็นอย่างมาก นอกจากนี้นทีเป็นนักอ่านมาตั้งแต่เด็ก ๆ จึงได้เคยศึกษาประวัติของอ.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ข้าราชการที่สละเงินเดือนสองแสนบาทของนายธนาคาร มาเป็นเพียงอธิการบดีมหาวิทยลัยธรรมศาตร์ที่ได้เงินเดือนเพียงสองหมื่นบาท เพียงเพื่อจะได้อุทิศความรู้ ความสามารถให้แก่นักศึกษา ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะพัฒนาประเทศชาติต่อไป ทำให้นทียึดเอาคติของอ.ป๋วย มาเป็นหลักในการคิดของตนมาจนถึงปัจจุบัน
ในสมัยเรียนครูนทีเป็นเด็กกิจกรรมเต็มตัว เริ่มตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่ม.5(ปีพ.ศ.2528) โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม ก็ได้เริ่มเข้าชมรมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจารย์เป็นอาจารย์จากม.เกษตรศาตร์ จึงได้ถูกส่งไปเข้าค่ายกับพี่ ๆ คณะวนศาสตร์ จากม.เกษตรศาสตร์ ที่เขาเขียว จ.ชลบุรี ไปกับเพื่อนจากหลายโรงเรียน  ได้ไปเจอเด็ก ๆ แถวนั้น มายืนเกาะขอบรั้วดูเด็กจากโรงเรียนในกรุงเทพมาทำกิจกรรม ทำให้เกิดความสงสัยว่า แล้วทำไมถึงไม่ให้เด็กในพื้นที่มาทำกิจกรรมอย่างเขาบ้าง จึงไปถามรุ่นพี่ แต่รุ่นพี่ก็ไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน จึงเก็บไปคำถามในใจมานับตั้งแต่นั้น พอจบมัธยมปลาย แม่ใฝ่ฝันอยากให้นทีเป็นนายธนาคาร จึงถูกส่งให้ไปเรียนเทคนิคบริหารธุรกิจกรุงเทพสาขาการเงินการธนาคาร แต่เรียนได้อยู่เพียงปีเดียวก็ต้องออก เพราะเป็นเด็กที่หัวแข็ง ทำแต่กิจกรรม ต่อมาสอบติดพัฒนาชุมชนที่มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์(วิทยาลัยครูพระนคร)

และเริ่มเป็นอาสาสมัครของสมาคมศูณย์พัฒนา เยาวชน(YPDC) ไปด้วย ได้เคยมีโอกาสร่วมรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในช่วงพฤษภาทมิฬ จบปริญญาตรี เมื่อปี 2537 ไปเป็น บัณฑิตอาสาสมัคร ของธรรมศาสตร์(บอ.)ด้วยความคิดที่ว่า การได้เป็นอาสาสมัครของธรรมศาสตร์นั้นจะเป็นบันไดให้เขาได้มีโอกาสที่จะได้ ทำงานในสายงานเพื่อสังคมนั้นเพิ่มมากขึ้น ก็ไปทำงานกับเด็กชนบท ที่ นครพนม อีก 7 เดือน เมื่อจบจากการเป็นบอ.แล้ว นทีจึงส่งใบสมัครไปตามมูลนิธิเพื่อสังคมต่าง ๆ หลายสิบแผ่น และแล้วมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ของครูหยุย ก็ตอบรับนที นทีได้ถูกให้ลงพื้นที่ เพื่อไปช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนที่พัฒนพงษ์ ซึ่งเขาได้เรียนรู้การทำงานจากครูหยุยมากมาย ครูหยุยจะพร่ำบอกเสมอว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่มีคนบริจาคให้ เขาไม่ได้บริจาคให้เรา แต่เขาบริจาคให้เด็ก ดังนั้นเราต้องบริการเด็ก ๆ ให้ดีที่สุด หลังจากทำอยู่ที่มูลนิธิสร้างสรรค์เด็กได้ 2 ปี ก็ได้สมัครมูลนิธิโกมลคีมทอง แต่ในตอนนั้นทางมูลนิธิได้ปรับเปลี่ยนแผนงาน จึงทำให้เขาได้ไปทำในฝ่ายการตลาดซึ่งเขาเองไม่ชอบเลย ซึ่งในระหว่างนั้นเองเขาได้เริ่มรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ พี่ที่รูจักกัน ก่อตั้งกลุ่มอิสรชนขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ 2539 ซึ่งใช้ทุนรอนของตัวเองในการช่วยเหลือสังคม ซึ่งเป็นการช่วยเหลือ ให้ความรู้ และจัดกิจกรรมแก่เด็กๆ ตามชุมชน และชนบทห่างไกล แต่เขาเองก็ยังต้องทำงานประจำไปด้วย หลังจากที่ทำงานอยู่กับมูลนิธิโกมลคิมทองอยู่ประมาณ 6 เดือน นทีได้มีโอกาสทำงานกับบริษัทรักลูกซึ่งดูแลพิพิธพัณฑ์เด็ก เขาได้เงินเดือนสูงมาก ในตอนนั้นเองเป็นช่วงที่เศรษฐกิจลอยตัว คนไทยฟุ้งเฟ้อมากที่สุด จนทำให้เขาเองก็หลงทางอยู่บ้าง เขามักจะพาเด็ก ๆ ที่กลุ่มอิสรชนช่วยเหลือ ไปเลี้ยงอาหารบ้าง แจกของบ้างอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาได้พบความจริงบางอย่าง เมื่อมีเด็กคนหนึ่งให้เขาผูกเชือกรองเท้าให้ แต่นทีบอกว่าให้ผูกเอง พร้อมกับแก้เชือกรองเท้าของตัวเขาเอง และผูกให้เด็กน้อยดู เด็กน้อยคนนั้นก็ทำตามและผูกเชือกรอเท้าตนเองได้สำเร็จ ซึ่งจุดนี้เองทำให้เขาคิดได้ว่า เขาควรที่จะสอน ให้เด็กเหล่านั้นเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ด้วยตัวเอง  มันสำคัญมาก มากกว่าที่พวกเขาจะมารอคอยขอความช่วยเหลือที่คนอื่นหยิบยื่นให้ และหลังจากที่ได้ออกจากการทำงานที่พิพิธพัณฑ์เด็ก ทำให้นทีตัดสินใจ มาทำกลุ่มอิสรชนอย่างเต็มตัว โดยร่วมกับเพื่อนๆ ที่เป็นหัวเรี่ยว หัวแรงสำคัญก็คือ คุณอู๊ดดี้ คุณอ๋อย และคุณอั๋น  และได้จดทะเบียนมาเป็นสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน ในปีพ.ศ. 2547 ภายใต้ความหวังที่ว่า อยากจะสร้างอาสาสมัคร ให้เต็มแผ่นดิน ตามหลักแนวคิดของอ.ป๋วย อึ้งภากรณ์ นั่นเอง
ทางกลุ่มอิสรชนนั้นได้เลือกที่จะทำงาน เพื่อช่วยเหลือคนที่อาศัยอยู่ในสนามหลวง เพราะว่าไม่มีกลุ่มไหนทำ หรือ ยื่นมือเข้ามาช่วยอย่างจริงจัง ด้วยความคิดที่ว่า สนามหลวงนั้นคือ Dead Land ผู้ที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนี้เป็นเป็นเพียงกากเดนของมนุษย์เท่านั้น จึงทำให้ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือมุลนิธิต่างๆ มองว่าคนที่อยู่ในสนามหลวงนั้น เป็นสิ่งที่น่ารำคาญมากกว่า ที่จะต้องยื่นมามาเยียวยา ช่วยเหลือ พวกเขาเหล่านั้น ซึ่งการทำงานของกลุ่มอิสรชนนั้น จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโอกาส ทั้งสองเข้าด้วยกัน คือ โอกาส ของอาสาสมัครที่ อยากจะมอบเวลา และ สิ่งดีดีให้แก่สังคม และ เด็กเร่ร่อน ที่มีโอกาสในการเรียนรู้ชีวิตข้างถนน ให้ ทั้งสอง มาคุยและเรียนรู้ชีวิตร่วมกัน นที ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นครูทั้งที่เขาก็ไม่ได้เป็นครู และถูกเรียกว่าเป็นหมอ ทั้งๆที่เขามีเพียงความรู้แค่เรื่องการปฐมพยาบาล ซึ่ง ทั้งหน้าที่ครู และหมอ ก็ได้มาจากคนสนามหลวงนั่นเอง กลุ่มคนที่ครูนที หรือ หมอนที กล่าวว่า “ กลุ่มคนสนามหลวงนี้เป็นเพื่อนของผม”
ครูนทีจะไปประจำอยู่ที่ บริเวณคลองหลอด โดยมีรถตู้สีขาวคันหนึ่ง คอยแจกถุงยางอนามัย ให้ความรู้เรื่องโรคต่างๆ คอยช่วยล้างแผล ใส่ยา พูดคุย แลกเปลี่ยนทัศนคติ ให้ความเป็นเพื่อน ให้กับทุกชีวิต ทุกที่มา ที่มารวมกันอยู่ในสนามหลวงแห่งนี้ ทุกวันอังคาร และวันศุกร์ เวลาประมาณ 3 โมงเย็นจนถึง 5 ทุ่ม ครูนทีองก็เคยนึกท้อ ว่าทำไมสิ่งที่เขาทำถึงไม่มีคนเห็น ไม่มีคนเข้าใจ ทั้งภาครัฐก็ดำเนอินการช้าแสนช้า ส่วเนเอกชนก็ห่วงแค่เรื่องภาพลักษณ์มากว่า เขาเลือกที่จะช่วยเหลือเด็ก มากกว่า ซากคนพวกนี้ งบประมาณเริ่มร่อยหรอ จนเขาดเคยคิดว่า จะมาที่คลองหลอดนี้เป็นครั้งสุดท้าย เขานั่งทำแพลให้หญิงคนหนึ่ง พร้อมกับหยิบถุงยางให้ และก็มองหน้า หญิงคนนี้คุ้นตาเขามาก เขาก้มลงคิด แต่แล้ว จากเสียงเศษเงินที่หล่นกระทบตู้บริจาคดังขึ้น ทำให้ครูหันไปมอง ครูนทีพบว่าผู้ที่บริจาคเป็นเพียงหญิงบริการที่อาศัยอยู่ในสนามหลวงนั่นเอง เงินสิบบาทที่เพิ่งแลกมาจากแบงค์ยี่สิบ ซึ่งน่าจะเป็นยี่สิบสุดท้ายในตัวของเค้าวันนี้แน่ๆ ถูกหยอดลงไปในตุ้บริจาค เขาหันหน้าไปมอง เขาคือหญิงบริการคนเดียวที่เคยไล่เขาในวันเก่า พร้อมกับพูดกับครูนทีว่า “พี่ห้ามทิ้งหนูนะ”  ครูดีกับหนูจริง ให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไปน่ะ ครูได้แต่หันไปตอบว่าได้ซิ ก็เราเป็นเพื่อนกันนิต้องไม่ทิ้งกันซิ
ปัจจุบันครูนที กำลังได้รับความสนใจ และถูกตีแผ่เรื่องราว ในสื่อต่าง ๆ จึงทำให้เริ่มมีผู้เข้าใจในสิ่งที่ครูนทีกำลังทำมากขึ้น ซึ่งครูนทีกล่าวว่า การสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนเรา เป็นการทำงานที่ยากลำบากที่สุด ยากกว่าการลงพื้นที่ช่วยเหลือคนเร่ร่อนในสนามหลวงซะอีก และทำเมื่อความเข้าใจเริ่มเกิดขึ้นจึงทำให้เริ้มมีผู้บริจาคเข้ามา ล่าสุด ทาง เวิร์ดแบงค์ก็ได้บริจาคเงินให้กลุ่มอิสรชนอีกด้วย ส่วนรายได้ส่วนตัวนั้น ครูนทีได้จากการรับจ้างฝึกอบรมแก่นักศึกษา และบุคคลทั่วไปในเรื่องของการพัฒนาชุมชน นั่นเอง
ปัญหาของสนามหลวงคือ ความเหลื่มล้ำทางสังคม ซึ่งนี่เป็นปัญของสังคมไทยเลยก็ว่าได้ และสิ่งที่ผมหวังคือ อยากให้คนในสังคมเห็นว่าเราเท่ากัน ไม่ใช่เท่าเทียม เพราะการเท่าเทียมเป็นเพียงคำลวงเท่านั้น ทุกคน ทุกสถานะ มีเสิทธิ์เลือกทางเดินของเขาเอง
ติดตามชีวิตที่กว่าจะมีวันที่ทำเพื่อคนอื่น กับเรื่องราวของคนดีคนนี้ได้ทาง ททบ.ห้า รายการบัลลังก์คนดี  วันที่ 19-22 นี้ อย่างพลาดชม เพราะว่ามีแง่คิดมากมายให้ได้ชมกัน ใครจะรู้ว่าสนามหลวงมีอะไรเท่ากับคนที่อยู่กับสนามหลวงมานาน…ติดตามกัน
ปอท โปรดิวเซอร์และผู้บรรยายรายการ บัลลังก์คนดี คนวังเหนือหน้าก่ะ

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s