รับรองจตุพรไปก่อน-กกต.สรุปแล้ว

ปชป.ร้อง นับใหม่! เขตอี้-ตั๊น


ปิดศูนย์ – พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา สบ 10 แถลงปิดศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศรส.ลต.ตร) ส่งมอบภารกิจให้กับกองปราบปราม เมื่อวันที่ 6 ก.ค.

กกต.สรุปชี้ ขาดแล้วจะประกาศรับรอง”จตุพร พรหมพันธุ์”ไปก่อนแล้วค่อยยื่นประธานสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทีหลัง “สดศรี”ระบุกกต.มีอำนาจแค่แจกใบเหลือง-ใบแดงเท่านั้น เผยถ้าประกาศรับรองเมื่อใด จตุพรก็จะได้รับสิทธิ์คุ้มครองตามกฎหมายทันที ด้านปชป.โวยทันควันซัดกกต. ปฏิบัติหน้าที่ไม่ตรงไปตรงมา ขู่ฟันละเว้นปฏิบัติหน้าที่ “ตั๊น-อี้”ยื่นร้องนับคะแนนใหม่-ถูกใส่ร้าย 3 เขตเลือกตั้ง

“อี้-ตั๊น”โวยขอนับคะแนนใหม่

เมื่อเวลา 11.20 น.วันที่ 6 ก.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พร้อมผู้สมัคร ได้แก่ น.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ผู้สมัครส.ส.กทม.เขต 5 ดุสิต-ราชเทวี และนายแทนคุณ จิตอิสระ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 12 ดอนเมือง ร่วมแถลงข่าวเรียกร้องให้ กกต.ตรวจสอบผลการนับคะแนน รวมทั้งตรวจสอบเรื่องร้องเรียนการเลือกตั้ง จำนวน 3 เขต ประกอบด้วย กทม. 2 เขต และเขต 1 จ.กาญจนบุรี ของนายอัฏฐพล โพธิพิพิธ ที่แพ้ไปเพียง 169 คะแนน หลังฝ่ายตรงข้ามร้องขอนับคะแนนใหม่ ซึ่งคะแนนที่นับใหม่ปรากฏว่าบังเอิญตรงกับการนับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้ามา คูณกัน 2 ครั้ง อย่างประหลาด

นายแทนคุณกล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามที่ปราศรัยใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้มีผลต่อคะแนนนิยมของตน เข้าข่ายที่สามารถให้ใบแดงและสั่งเลือกตั้งใหม่ได้ ตนได้ยื่นเรื่องต่อ กกต.ไปแล้วจนบัดนี้ยังไม่มีความคืบหน้า จะเดินทางไปทวงถามความคืบหน้าอีกครั้ง

น.ส.จิตภัสร์ กล่าวว่า ได้ยื่นเรื่องขอนับคะแนนใหม่ไปยัง กกต.แล้ว เพราะพบความผิดปกติกรณีมีบัตรเสียมากเกินความเป็นจริง อีกทั้งผู้สมัครของอีกพรรคได้หาเสียง โดยใช้นโยบายหลอกลวงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง อาทิ บอกว่าจะให้เงินเดือนผู้จบปริญญาตรี เดือนละ 15,000 ทุกคน ทั้งที่ความจริงทำได้แต่ผู้รับการฝึกอบรมเท่านั้น โดยเฉพาะการแจกแท็บเล็ตที่แจกได้เพียงนักเรียน ป.1 ไม่ได้แจกนักเรียนทุกคนตามที่หาเสียง

พท.เผยกทม.แพ้ปชป.แสนเสียง

รายงาน ข่าวจากภาคกทม. พรรคประชาธิปัตย์ แจ้งว่า ช่วงสายวันเดียวกัน นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผอ.ศูนย์อำนวยการการเลือกตั้งกทม.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกผู้สมัครกทม. ทั้งที่สอบได้และสอบตกหารือเพื่อสรุปบทเรียนการสู้ศึกเลือกตั้งสนามกทม.ที่ ผ่านมา ก่อนจะปิดศูนย์อย่างเป็นทางการ โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่าในการสู้ศึกครั้งต่อไป โดยเฉพาะใน 10 เขตที่ผู้สมัครของพรรคสอบตก พรรคจะต้องแจ้งความชัดเจนว่าจะส่งผู้สมัครเดิมลงสมัครครั้งต่อไป เพื่อผู้สมัครจะได้มีกำลังใจทำพื้นที่ เพราะการแจ้งช้าถือเป็นจุดอ่อนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้ผู้สมัครทำงานในพื้นที่ไม่ทัน อีกทั้งการเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ จะช่วยวางพื้นฐานเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในอีก 18 เดือนข้างหน้าด้วย

ที่พรรคเพื่อไทย นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานภาคกทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงพรรคเพื่อไทยแพ้การเลือกตั้งในกทม. ได้ส.ส.แค่ 10 เขตจาก 33 เขตว่า หากวิเคราะห์พื้นที่ในแต่ละเขต จะพบว่าคะแนนของเขตที่พรรคแพ้พรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 23 เขต ออกมารวมแล้วอยู่ที่ 1 แสนคะแนนเท่านั้น บางเขตแพ้หลักร้อย บางเขตแพ้หลักพัน ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ไม่ควรนำไปเคลมว่าคนกทม.ไม่ได้เลือกรัฐบาลเพื่อไทย เพราะการจัดตั้งรัฐบาลต้องดูภาพรวมทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะจุด อย่างไรก็ตาม จะมีการประชุมภาคกทม. เพื่อสรุปปัญหาทั้งหมด และปรับกลยุทธ์ทำพื้นที่ต่อไป โดยเฉพาะเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

ตร.ลดพื้นที่จับตาเหลือ 8 จว.

ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา สบ 10 พร้อมพล.ต.ท. จิโรจน์ ไชยชิด ผู้ช่วยผบ.ตร. และพล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกตร. ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังปิดศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศรส.ลต. ตร.) เพื่อส่งต่อกองปราบปรามรับดำเนินการ

พล.ต.อ. พงศพัศ กล่าวว่า บช.สันติบาลประเมินสถานการณ์ร่วมกับตำรวจท้องที่จากทั้งหมด 61 เขต 25 จังหวัด เหลือเพียง 8 จังหวัดที่ต้องจับตาเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง ได้แก่ จ.สระบุรี สมุทรปราการ ฉะเชิง เทรา ลพบุรี อุทัยธานี เพชรบุรี ยะลา นราธิวาส ทั้งหมดนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากมีประชาชนเข้ามาร้องเรียนกกต.พิจารณาการนับ คะแนนใหม่ สำหรับการดูแลรักษาความปลอดภัยว่าที่ส.ส.ทั้ง 500 คนนั้น ตำรวจยังคงติดตามดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะรายงานตัว รวมทั้งดูแลรักษาความปลอดภัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตามมาตรการรักษาความปลอดภัยปกติ ซึ่งผบ.ตร.กำชับยังคงให้ดูแลอย่างเข้มงวด ซึ่งจะให้บช.น. และบช.สันติบาล เป็นหน่วยงานหลักรับหน้าที่ นอกจากบก.ป.ที่จะดูหัวคะแนนของพรรค การเมืองที่ได้รับเลือกและคิดว่ายังไม่ได้รับความปลอดภัย

กกต.เตือนผู้สมัครแจ้งค่าใช้จ่าย

ที่ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง ให้สัมภาษณ์หลังเปิดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการตรวจสอบค่า ใช้จ่ายในการเลือกตั้งส.ส.รุ่นที่ 1 ว่า กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งของผู้สมัครและพรรค การเมืองให้ถูกต้องและชัดเจนในเรื่องการทำบัญชี ผู้สมัครระบบเขตทุกคนต้องแจ้งบัญชีค่าใช้จ่ายต่อ กกต.จังหวัด ส่วนผู้สมัครบัญชีรายชื่อแจ้งต่อ กกต.กลาง ภายใน 90 วันนับจากวันเลือกตั้ง กฎหมายกำหนดค่าใช้จ่ายแบบแบ่งเขต คนละ 1.5 ล้านบาท ส่วนบัญชีรายชื่อก็ใช้จำนวนผู้สมัครที่พรรคส่ง คูณด้วย 1.5 ล้านบาท ทั้งนี้ กกต.จะตรวจสอบผู้ได้รับการเลือกตั้งก่อน ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หากไม่แจ้งบัญชีค่าใช้จ่ายจะถูกเพิกถอนผลการเลือกตั้ง หรือให้ใบแดงทันที หากตรวจสอบแล้วรายละเอียดไม่ชัดเจน จะขอให้แก้ไข หากไม่ดำเนินการ จะพิจารณาบัญชีค่าใช้จ่ายชอบด้วยกฎ หมายหรือไม่

นางสดศรี กล่าวว่า กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากหัวหน้าพรรค มีผลให้กรรมการบริหารพรรคทั้ง 19 สิ้นสภาพไปด้วยนั้น พรรคประชาธิปัตย์ต้องแจ้งนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายใน 30 วัน จากนั้นจะต้องเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ภายใน 90 วัน

เมื่อถามว่า จะตรวจสอบข่าวพรรคการเมืองให้สินบนสื่อมวลชนหรือไม่ นางสดศรีกล่าวว่า คงไม่ต้อง ทราบว่าองค์กรสื่อกำลังตรวจสอบอยู่ ต้องดูเหตุผลว่าใส่ร้ายป้ายสีกันหรือไม่

ร้องเรียนใส่ร้ายมากกว่าทุจริต

นาง สดศรี กล่าวว่า วันเดียวกันนี้กกต.จะพิจารณาคุณสมบัติของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ตามคำร้องของน.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ โดยจะพิจารณาถึงการเป็นสมาชิกภาพพรรคเพื่อไทยของนายจตุพร ว่าเป็นสมาชิกพรรคจนถึงวันที่ 3 ก.ค. ตามมาตรา 101(3) ของรัฐธรมนูญได้หรือไม่ สำหรับการรับรองส.ส.จะประกาศผลภายใน 7 วัน กรณีที่ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งไม่มีเรื่องร้องคัดค้าน โดยจะประกาศพร้อมกันหมด แต่หากมีเรื่องร้องคัดค้านจะสืบสวนสอบสวนก่อน และจะประกาศผลภายใน 30 วัน ส่วนพรรคเพื่อไทยร้องเรียนเรื่องบัตรเลือกตั้งนั้น หากไม่ติดใจจะถอนคำร้องก็ทำได้ แต่หากไม่ถอน อาจกระทบต่อการประกาศรับรองผลระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยด้วย

“ถ้า จะให้ใบเหลืองใบแดงได้นั้นก็ต้องก่อน 30 วัน นับจากนี้ไป น่าจะประกาศได้ แต่จะมีจำนวนกี่คน ยังไม่สามารถตอบได้ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ขณะที่เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งล่าสุดมี 210 เรื่อง ในจำนวนนี้เกี่ยวข้องกับผู้สมัครส.ส.ที่สอบได้เพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใส่ร้าย เรื่องการทุจริตมีจำนวนไม่มาก ถือว่าเรื่องร้องเรียนน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2550” นางสดศรีกล่าว

กกต.สรุปรับรองจตุพรไปก่อน

เมื่อ เวลา 15.00 น. นางสดศรี กล่าวภายหลังการประชุมกกต. ถึงกรณีการยื่นเรื่องคัดค้านการรับรองนายจตุพรว่าหลังจาก น.พ.ตุลย์ ยื่นเรื่องเข้ามา มีการรายงานให้ที่ประชุม กกต.ทราบเท่านั้น แต่ไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ โดยความเห็นเดิมของ กกต.คือเห็นชอบตามที่ฝ่ายกฎหมายเสนอมาว่า กกต.ไม่มีอำนาจเพิกถอนการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของนายจตุพร ดังนั้น กกต.คงจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปก่อน แล้วจึงส่งเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าสมาชิกภาพของ ส.ส.ของนายจตุพร สิ้นสุดลงหรือไม่ ทั้งนี้ หากประกาศรับรอง นายจตุพรเป็น ส.ส.แล้วก็จะมีเอกสิทธิ์คุ้มครองตามกฎหมายทันที

“กกต.จะประกาศรับรอง ให้ นายจตุพร เป็นส.ส.ไปก่อน พร้อมกับผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งรายอื่นๆ ที่ไม่มีเรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้งในวันที่ 12 ก.ค.นี้ อย่างไรก็ดี ขณะนี้มีเรื่องร้องคัดค้านจำนวน 236 เรื่อง” นางสดศรี กล่าว

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ทาง กกต.ได้นำความเห็นของฝ่ายกฎหมายมาแจกให้กับสื่อมวลชนในประเด็นของ นายจตุพร สรุปคือ นายจตุพรยังเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย จึงไม่ต้องร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนกรณีเมื่อถึงวันเลือกตั้ง 3 ก.ค. ถ้านายจตุพรถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาลนั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวเข้าองค์ประกอบครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(3) และ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 20 19 และ 8 นายจตุพรจะพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยในวันนั้น แต่เนื่อง จากการเกิดเหตุในห้วงเวลาดังกล่าว ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจ กกต. หรือศาลฎีกาในการเพิกถอนการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง จึงเป็นกรณีที่ กกต.อาจประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้วจึงส่งเรื่องให้ประธานสภาพิจารณาว่า สมาชิกภาพของส.ส.สิ้นสุดลงตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 10 ( 11) หรือไม่

“ยอด”โวยทันที-ขู่ฟ่อแจ้งจับกกต.

นาย บุญยอด สุขถิ่นไทย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีกกต.ให้ตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีนายจตุพร ว่าขาดสมาชิกภาพการเป็นส.ส. หรือไม่ ว่า ตนรู้สึกผิดหวังต่อการทำหน้าที่ของกกต.ชุดนี้ เพราะโดยสามัญสำนึกของคนทั่วไปคิดว่าการทำหน้าที่ของกกต.ควรจะเป็นไปด้วย ความอิสระตรงไปตรงมา ตนคิดว่าการพิจารณาเรื่องคุณสมบัติผู้สมัครเป็นหน้าที่โดยตรงของ กกต. โดยมีกฎหมายรับรองอยู่แล้ว เมื่อกกต.มองไม่เห็นปัญหา ตนก็พยายามชี้ให้เห็นแต่กลับโยนเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญทำงาน

นาย บุญยอด กล่าวว่า ประชาชนรู้สึกผิดหวังมาก เพราะคิดฝากความหวังว่า 5 เสือกกต. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งและกล้าหาญ แต่เมื่อมีอำนาจแล้วกลับไม่กล้าใช้ โดยทำงานด้วยความหวาดกลัวก็ควรจะทบทวนตัวเอง และควรสำรวจความเห็นของประชาชน เพื่อเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนคิดอย่างไรกับกกต.ชุดนี้ ตนจะปรึกษากับทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่า หากกกต.ไม่ได้ทำหน้าที่ที่ควรจะทำก็ควรจะดำเนินการฟ้องร้องฐานละเว้นการ ปฏิบัติหน้าที่

“ณัฐวุฒิ”ยันจตุพรคุณสมบัติครบ

ก่อน หน้านี้ เมื่อเวลา 11.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ กล่าวถึงกรณีนายจตุพร ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ อาจมีผลต่อคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งส.ส. ว่า เมื่อ กกต.ตรวจสอบและรับรองคุณสมบัติของนายจตุพร ให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งขณะนั้น นายจตุพรก็ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำด้วย จึงถือว่า นายจตุพรมีสถานะในการดำรงตำแหน่ง ส.ส.ตามกฎหมาย เพราะในตอนนี้ กกต.ก็ไม่ได้ร้องคัดค้านคุณสมบัติแต่อย่างใด ประกอบกับผลการเลือกตั้งที่ออกมาพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อถึง 61 คน และนาย จตุพร ก็เป็นผู้สมัครในลำดับที่ 8 จึงมีสถานะความเป็น ส.ส.โดยอัตโนมัติ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ส่วนการตีความคุณสมบัติของนายจตุพรในเรื่องนี้นั้นหากจะกระทำก็ต้องทำในชั้น ศาล เนื่องจากกกต.ไม่มีอำนาจชี้ขาดในเรื่องดังกล่าว เพราะกกต.มีอำนาจเพียงพิจารณาให้ใบเหลืองและใบแดงกับผู้สมัครที่พบการกระทำ ผิดในช่วงเลือกตั้งและหาเสียง ซึ่งในช่วงดังกล่าวไม่พบการตรวจสอบว่า นายจตุพรการกระทำผิดในลักษณะเช่นนี้ แต่การที่มีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหวให้ตรวจสอบคุณสมบัติของนายจตุพร ก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ที่ผ่านมาเราก็ไม่เคยปฏิเสธการตรวจสอบของทุกฝ่าย แต่เรื่องนี้ตนได้สอบถามกับฝ่ายกฎหมายและได้คำตอบว่า กกต.ไม่มีอำนาจ ขอเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการเรื่องนี้ตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งต้องไม่หวั่นไหวและตกเป็นเครื่องมือของใคร

“รังษี เสรีชัย”ยื่นร้องกกต.

เมื่อ เวลา 14.00 น. นายรังษี เสรีชัยใจมุ่ง อดีตนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 พรรคเพื่อไทย จ.สระบุรี ยื่นหนังสือ ร้อง พ.ต.ท.ศุภรัชฎ์ รูปสูง พนักงานสืบสวนสอบ สวน ประจำ กกต.จ.สระบุรี ดัดค้านการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานประจำหน่วยเลือกตั้ง ที่ 6 ตำบลปากเพรียว อ.เมือง

นายรังษี กล่าวว่าได้รังแจ้ง จาก นายมงคล มีสมบูรณ์ ว่า ไปใช้สิทธิ์ที่หน่วยเลือกตั้งดังกล่าวไม่มีภาพถ่ายและข้อมูลของผู้สมัคร คือ นายรังษี เสรีชัยใจมุ่ง สอบถามเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยอ้างว่า นายรังษีถอนตัวจากการเป็นผู้สมัครแล้ว จึงแจ้งไปที่สำนักงานประสานงานพรรคเพื่อไทย จ.สระบุรี รีบมาตรวจสอบก็ได้คำตอบว่า ภาพถ่ายและข้อมูลของนายรังษี อาจร่วงหลุดหายไปเนื่องจากฝนตก จึงเป็นเหตุให้สงสัยว่าอาจมีการทุจริตเกิดขึ้น เพราะหลุดหายไปเพียงชุดเดียว ส่วยภาพถ่ายของผู้สมัครหมายเลขอื่นยังอยู่ครบ

ด้าน พ.ต.ท.ศุภรัชฎ์ กล่าวว่าจะนำเรื่องที่ร้องเรียนนี้ไปเสนอต่อกกต.จังหวัดสระบุรี และ กกต.กลางเพื่อพิจารณาต่อไป

สำหรับ ผลคะแนนในเขต 1 จ.สระบุรี น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ผู้สมัคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้อันดับ 1 ด้วยคะแนน 25,878 คะแนน ขณะที่นายรังษีได้คะแนน อันดับ 2 ด้วยคะแนน 24,357 คะแนน มีบัตรเสีย จำนวน 5,449 บัตร บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน จำนวน 8,889 บัตร

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s