ชงย้าย”ผวจ.-ผู้การสุรินทร์”ไม่เป็นกลาง

สื่อ”ไทม์” วิเคราะห์ ไทยเสี่ยง เกิดปฏิวัติ


เบอร์ 1 – น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย ชูนิ้วเบอร์ 1 ทักทายประชาชน ระหว่างขึ้นรถไฟหาเสียงจากจ.อุบลฯมายังศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.

กก ต.เสนอย้าย”ผู้ว่าฯ-ผู้การ”สุรินทร์ เหตุวางตัวไม่เป็นกลาง ยังเชื่อ “น่าน” จัดเลือกตั้งได้ สดศรีเผยคิวแจกใบแดงรอฟันวันที่ 1 ก.ค. วุฒินัดถกปัญหาบัตรเลือกตั้ง อานันท์คุยสื่อนอกเชื่อไม่มีปฏิวัติ ยิ่งลักษณ์ขึ้นรถไฟหาเสียง เปิดนโยบายรถไฟรางคู่ ลั่นพร้อมโชว์วิสัยทัศน์ 2020 ปราศรัยโต้กรณีกัมพูชา ยันหวงแหนแผ่นดิน หลัก”ชวน”ชี้ใครรวมเสียงได้มากตั้งรัฐบาล มาร์คลุยหาเสียง จนโทรม ไปกฟผ.เจอทั้ง”โหวตโน-ทวง91ศพ” ปราศรัยตกร่องโจมตีแม้วเหมือนเดิม เผยกลยุทธ์โค้งสุดท้ายก็ยังเน้น”ถล่มแม้ว”

กกต.เชื่อ”น่าน”จัดเลือกตั้งได้

วัน ที่ 29 มิ.ย. ที่สำนักงานกกต. นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวถึงกรณีเหตุอุทกภัยในจ.น่าน จนอาจทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในวันที่ 3 ก.ค. ว่า กกต.น่านได้รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้น 5 อำเภอ ซึ่งขณะนี้มี 4 อำเภอที่สถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติ จึงเหลือเพียง 1 อำเภอเท่านั้นที่ยังน่าเป็นห่วง แต่หากไม่มีฝนตกลงมาในพื้นที่อีก คาดว่าในวันที่ 3 ก.ค.จะไม่มีปัญหาอะไร ส่วนจังหวัดอื่นๆ ยังไม่มีรายงานเข้ามา หากมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้นั้น ก็จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกกต. จังหวัดนั้นๆ

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า การสั่งย้ายเขตเลือกตั้งนั้น เป็นดุลพินิจกรณีของประธานกกต.เขต หรือ ผอ.กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.) ใน การพิจารณาว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งในวันดังกล่าวได้หรือไม่ หรือจะพิจารณาย้ายสถานที่ หรือเลื่อนวันเลือกตั้งไปวันอื่นได้ โดยอาศัยมาตรา 78 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และการได้มาซึ่งส.ว. ระบุว่าในกรณีที่การลงคะแนนเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งแห่งใด ไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่นถ้าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งกำหนด ที่เลือกตั้งใหม่ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถไป ลงคะแนนเลือกตั้งได้โดยสะดวก แต่ถ้าไม่อาจกำหนดที่เลือกตั้งใหม่ได้ ให้ประกาศงดลงคะแนนเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น แล้วรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยด่วน และหากเกิดเหตุดังกล่าวให้ประธานกกต.เขตนั้นๆ กำหนดวันและสถานที่ รายงานต่อกกต.กลางโดยด่วน

สดศรีปัดยังไม่ถึงคิวแจกใบแดง

นาง สดศรี สัตยธรรม กกต. กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีส่งให้กกต.พิจารณาการโยกย้ายนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ว่า กกต.ได้รับเรื่องแล้ว และได้พิจารณาในหลายประเด็นทั้งเรื่องคัดค้านที่ยังอยู่ที่ศาลปกครองหรือ เหตุที่ย้ายนายวงศ์ศักดิ์ เป็นต้น โดยกกต.ทั้ง 5 จะลงมติโดยลับเพื่อพิจารณาว่าจะสามารถย้ายนายวงศ์ศักดิ์ได้หรือไม่ ในวันที่ 30 มิ.ย.

นางสดศรี ยังกล่าวถึงการพิจารณาตัดสิทธิ์ ผู้สมัครส.ส.ในจังหวัดศรีสะเกษ นั้น การประชุมกกต.ยังไม่ได้พิจารณาโดยมีเพียงเจ้าหน้าฝ่ายสืบสวนสอบสวนมาให้ข้อ มูลว่าคลิปวิดีโอที่ออกอากาศในช่อง 3 เป็นคลิปเดียวกับที่กกต.ได้รับมาก่อนหน้านี้ โดยเรื่องดังกล่าวจะมีการพิจารณาอีกครั้งในการประชุมกกต.วันที่ 1 ก.ค.

อานันท์คุยสื่อนอกเชื่อไม่มีปฏิวัติ

สถานี ข่าวบีบีซี ประเทศอังกฤษ ออกอากาศเทปสัมภาษณ์นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ถึงความเห็นต่อสังคมและการเมืองไทย ในรายการ “ฮาร์ด ทอล์ก” ดำเนินการสัมภาษณ์โดยนายสตีเฟ่น ซักเคอร์ โดยนายซักเคอร์ ถามว่าหากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งและได้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วมีแผนที่จะนำพี่ชายกลับมาไทยให้ได้ นายอานันท์กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ร้ายหลบหนีคดีอาญาข้ามรัฐและเป็นผู้ที่ถูกตัดสินแล้วว่ามีความผิด แต่จะกลับไทยเมื่อไหร่ก็สามารถทำได้ ต่อข้อถามว่า ทหารจะกลับมาแทรกแซงกิจการทาง การเมืองอีกหรือไม่ นายอานันท์กล่าวว่า ในอดีตทหารทำผิดพลาด แต่เชื่อมั่นว่าทหารไม่ได้โง่ และภายหลังการเลือกตั้งแล้วเชื่อมั่นและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทหารจะอยู่ใน กรมกองของตน อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครบอกได้ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์จะได้รับชัยชนะและได้เป็นนายกรัฐมนตรีใน ท้ายที่สุด

น้องไปค์ช่วยร.ร.รณรงค์เลือกตั้ง

ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหวของ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปค์ หลังติดตามน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มารดา ในฐานะผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทยหาเสียง ในพื้นที่ต่างๆ ในช่วงวันหยุดซัมเมอร์ของโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ ล่าสุดในฐานะศิษย์เก่าโรงเรียนณดรุณเมื่อชั้นอนุบาล ได้ใช้เวลาว่างทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ในชั้นเรียน เกรด 4 รณรงค์เรื่องประชาธิปไตย และเชิญชวนให้ผู้มีสิทธิ์ เลือกตั้งไปลงคะแนนในวันที่ 3 ก.ค.นี้ ร่วมกับนักเรียนที่มาร่วมคลาสเรียนที่โรงเรียนณดรุณ เดินประชาสัมพันธ์ที่ห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม และศูนย์การค้าคริสตัล ปาร์ค ย่านถนนเลียบทางด่วน รามอินทรา ซึ่งด.ช.ศุกเสกข์ ได้วาดรูป และเขียนคำขวัญเชิญชวนให้ประชาชนไปเลือกตั้งว่า “ถ้าอยากได้ผู้บริหารที่ดี 3 ก.ค.ไปเลือกตั้ง” พร้อมแจกใบปลิวและคำขวัญที่เป็นฝีมือของนักเรียนแจกจ่ายให้กับผู้คนทั่วไป ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ อาจารย์ผู้สอนน้องไปค์ ระบุว่า ไม่ได้ทำเพื่อหาเสียงให้ใคร แต่เป็นกิจกรรมที่โรงเรียนณดรุณตั้งใจทำอยู่แล้ว

ยิ่งลักษณ์เปิดนโยบายรถไฟรางคู่

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ อาทิ นายประภัสร์ จงสงวน นายสันติ พร้อมพัฒน์ น.ส.ภูวนิดา คุนผลิน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ฯลฯ ลงพื้นที่หาเสียงในภาคอีสาน ที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมคณะเริ่มเดินทางจากสถานีรถไฟ จ.อุบลราชธานี ในเวลา 08.30 น. ด้วยการโดยสารรถไฟขบวนที่ 146 และใช้พื้นที่ 2 โบกี้ท้ายขบวน ซึ่งรัฐบาลพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เคยใช้เป็นที่ประชุม ครม.สัญจร รัฐบาลทักษิณ 2 เป็นที่ประชุมร่วมกับทีมงาน

จากนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดแถลงข่าวบนรถไฟ เปิดนโยบายโครงการเมกะโปรเจ็กต์ระบบราง แยกเป็น 3 เส้นทาง คือสายที่ 1 สายสีม่วง เป็นรถไฟรางคู่ เส้นทางจาก กทม.-สระบุรี นคร ราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย และกทม.-เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์-สุราษฎร์ธานี สำหรับสายที่ 2 สายสีเหลือง รถไฟความเร็วสูง เส้นทางจาก กทม.-นครสวรรค์, กทม.-หัวหิน และ กทม.-นครราชสีมา สายที่ 3 เชื่อมต่อรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากสนามบินสุวรรณภูมิ หรือแอร์พอร์ตลิงก์ เส้นทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ-พัทยา-ฉะเชิงเทรา

โชว์อีกแผนบริหารจัดการน้ำ

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์กล่าวว่า โครงการเมกะโปรเจ็กต์สร้างระบบรางรถไฟความเร็วสูงต้องเป็นไปอย่างเร่งด่วน และต้องมีแผนงานชัดเจนภายใน 2-3 ปี โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประชาชนจำนวนมาก โจทย์ที่พรรคตั้งไว้คือรวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายและตรงต่อเวลา เมื่อรางรถไฟความเร็วสูงไปที่ไหนที่นั่นย่อมมีความเจริญตามมา ดังนั้นพรรคจึงต้องมีนโยบายสร้างคอนโดมิเนียมราคาถูกตามพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญเรื่องน้ำ โดยเฉพาะการบริหารจัดการ 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย

นายสันติ กล่าวเสริมว่า นโยบายเรื่องน้ำของพรรคเพื่อไทยนั้นเน้นการเพิ่มการกักเก็บน้ำในเขื่อนเดิม อาทิ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนอุบลรัตน์ รวมไปถึงแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างกว๊านพะเยาและหนองหาน นอกจากนี้ ยังมีโครงการผันน้ำจากเพื่อนบ้านเช่น แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวินเข้ามายังเขื่อนในประเทศ จะทำ ให้มีน้ำเพิ่มเติมในประเทศถึง 3 แสนล้านลูกบาศก์เมตร โดยจะจัดสรรผ่านระบบท่อขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 350 ซ.ม. ตามถนนสายหลักและใต้ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ก่อนจะแตกแขนงเป็นท่อขนาดย่อยเพื่อกระจายไปยัง 8 หมื่นหมู่บ้าน เชื่อว่านโยบายดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่การเกษตรสมบูรณ์ 125 ล้านไร่ โครงการนี้จะต้องใช้งบประมาณกว่า 9 แสนล้านบาท

ปูวอนฟังเสียงประชาชน

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเตรียมร่วมกับประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล ว่า ควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าจะให้พรรคใดจัดตั้งรัฐบาล แต่ตามมารยาทพรรคที่ได้เสียงข้างมากต้องเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลก่อน ส่วนที่มีบางฝ่ายมองว่า หากพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ไม่ถึง 250 ที่นั่ง และจะถูกพรรคอื่นทอดทิ้งจนทำให้ต้องมาเป็นฝ่ายค้าน คิดว่าทุกฝ่ายอยากเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า และเชื่อว่าน่าจะมีพรรคอื่นที่มีอุดมการณ์เดียวกันที่จะมาร่วมทำงานกับเพื่อ ไทย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มองหรือทาบทามพรรคอื่นมาทำงานร่วมกันแต่อย่างใด เพราะยังเหลือเวลาอีก 3 วันในการลงพื้นที่หาเสียง คงต้องรอผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการออกมาก่อน

เมื่อถามว่าหาก เพื่อไทยได้เสียงข้างมากแต่ ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร น.ส. ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า หากเป็นเช่นนี้คงต้องถามประชาชนว่า ได้เลือกพรรคใดให้เป็นเสียงส่วนใหญ่ ทุกฝ่ายควรเคารพเสียงของประชาชน แต่ตอนนี้มั่นใจว่าเพื่อไทยจะได้เสียงข้างมาก ส่วนจะได้เท่าใดอยากให้รอดูในวันจริงเลยจะดีกว่า หากให้ตั้งเป้าไว้ก่อนกลัวว่าจะไม่แม่นยำ ส่วนวันที่ 1 ก.ค. จะมีปราศรัยใหญ่ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน อยากให้ประชาชนเดินทางไปร่วมรับฟังด้วย เพราะจะมีการนำเสนอนโยบายของพรรคในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง

เตรียมโชว์วิสัยทัศน์ 2020

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งที่จ.ศรี สะเกษ พร้อมแสดงแผ่นชาร์ตวิสัยทัศน์นโยบาย ค.ศ. 2020 ของพรรคเพื่อไทย ว่า วิสัยทัศน์ 2020 หรือ พ.ศ.2563 เป็นวิสัยทัศน์ที่จะนำไปแสดงในการปราศรัยใหญ่ของพรรค วันที่ 1 ก.ค.นี้ เพื่อบอกกับประชาชนให้ทราบถึงวิสัยทัศน์วันข้างหน้าว่า พรรคจะเดินไปอย่างไร จะพูดทั้งเรื่องอนาคตของคนไทยและรายได้ของประชาชน รวมทั้งคนไทยทุกคนต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง เกษตรกรต้องมีที่ดินทำกิน และต้องได้ค่าจ้างขั้นต่ำ 1,000 บาทต่อวัน ส่วนผู้จบปริญญาตรีต้องได้เงินเดือนเริ่มที่ 30,000 บาทต่อเดือน อีกทั้งคนไทยต้องมีสุขภาพดีถ้วนหน้าและปลอดยาเสพติด เยาวชนจะมีการศึกษาทั่วถึงทันโลก ผลที่ตามมาประเทศไทยจะมีผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเป็น 2 เท่า


เบอร์ 10 – นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปราศรัยที่ตลาดบ้านแพ้วพลาซ่า จ.สมุทรสาคร ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนอบอ้าว จนเหงื่อซึมหน้าซีดคล้ายจะเป็นลม ต้องรีบดื่มน้ำ อมยาทันทีที่ลงเวที

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้จะพูด ถึงเป้าหมายการพัฒนาสู่ความสำเร็จ อาทิ การคมนาคมขนส่งในกรุงเทพฯจะสะดวกยิ่งขึ้น เพราะรถไฟฟ้าทั้ง 10 สายจะแล้วเสร็จ รวมทั้งมีการสร้างเมืองใหม่และที่อยู่อาศัยออกไปตามเส้นทางรถไฟฟ้า อีกทั้งการคมนาคมขนส่งระบบรางจะครอบคลุมทั้งประเทศ และมีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมเมืองสำคัญ รถไฟรางคู่ และระบบขนส่งเชื่อมโยงทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งจะปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน โดยเพิ่มสัดส่วนพลัง งานสีเขียวเป็น 25% ของพลังงานจากฟอสซิล ซึ่งจะเป็นข้อมูลอีกส่วนหนึ่งเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่า หากเลือกเพื่อไทยมาทำงาน อนาคตประเทศและประชาชนจะเป็นอย่างไร

เมื่อ ถามถึงกรณีเครือข่ายสยามสามัคคีทำป้ายโจมตี น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขอยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นอย่างที่มีการกล่าวหา เพื่อไทยมุ่งจะแก้ไขปัญหาของประชาชน เพื่อให้ประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าได้ ส่วนจะมีการยื่นเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบหรือไม่นั้น คงเป็นหน้าที่ของฝ่ายกฎหมายของพรรคพิจารณา

ปราศรัยยันหวงแหนแผ่นดิน

สำหรับ การลงพื้นที่หาเสียง น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวปราศรัยที่สนามกีฬา อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ท่ามกลางประชาชนกว่าหมื่นคน ตอนหนึ่งว่า นอกจากปัญหาปากท้อง ข้าวยากหมากแพง ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำซึ่งต้องแร่งแก้ไขแล้ว ปัญหาหนึ่งที่เป็นห่วงมากคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วันนี้เขาทำสนามการค้าให้เป็นสนามรบ แต่เราจะทำความสัมพันธ์กลับคืนมาและจะทำให้การค้ากลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม สิ่งสำคัญคือประเทศต้องไม่เสียประโยชน์ มีคนกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยจะทำให้เสียดินแดน ซึ่งไม่เป็นความจริง ถือเป็นการดูถูกน้ำใจคนไทย เราเกิดบนแผ่นดินไทย เราย่อมรักและหวงแหนแผ่นดินไทย การจะดำเนินการใดๆ ของพรรคเพื่อไทยแน่นอนว่าการค้าต้องคงไว้ และความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านต้องมีอยู่ จึงขอโอกาสพรรคเพื่อไทยเข้ามาแก้ไขปัญหาจะได้หรือไม่ โดยขอให้เลือกผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทยทั้งจังหวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการลงพื้นที่พบปะประชาชนและเปิดปราศรัยใน จ.ศรีสะเกษ จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ และ จ.นครราชสีมา ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะครั้งนี้ได้เพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมากกว่า ทุกครั้ง ส่วนใหญ่เป็นชุดที่เคยทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งยังมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหญิงมาคอยทำหน้าที่ด้วย ขณะที่สื่อมวลชนทั้งจากสำนักข่าวในประเทศและต่างประเทศต่างก็สนใจติดตามข่าว เป็นจำนวนมาก โดยจับตามองไปที่ จ.สุรินทร์และจ.บุรีรัมย์ มากที่สุด ซึ่งสื่อมวลชนไทยบางช่องถึงกับมีทีมเกาะติดสถานการณ์และรายงานสดจากพื้นที่

ณัฐวุฒิโต้ปชป.ตั้งกษิตเหตุขัดแย้ง

นาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ปราศรัยบริเวณแยกราชประสงค์ เห็นได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์เริ่มไปไกลออกไปเรื่อยๆ เพราะเอาแต่ใส่ร้ายสีพรรคเพื่อไทยว่า เตรียมที่จะขอนิรโทษกรรมให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ อีกทั้งจะคืนเงินที่ถูกยึดไว้ 4.6 หมื่นล้านบาทให้ และกล่าวหาว่าเป็นพวกที่เผาบ้านเผาเมือง รวมไปถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับกับกรณีปราสาทเขาพระวิหารด้วย ซึ่งเรื่องนี้ขอยืนยันว่าเราจะร่วมปกป้องอธิปไตยของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคการเมืองใดก็ถือเป็นคนไทยเหมือนกัน

นาย ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ส่วนการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวหาว่า ไม่รักแผ่นดินและต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชานั้น หากย้อนไปดูจะเห็นได้ว่า ปัญหาทั้งหมดมาจากพรรคประชาธิปัตย์ตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็น รมว.ต่างประเทศ ทั้งที่มีความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีกับประเทศกัมพูชา จึงอยากขอความชัดเจนว่า หากประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลจะแต่งตั้งนายกษิตเป็นรมว.ต่างประเทศอีกหรือ ไม่

นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังทำให้ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ห่างไกลจากประเทศเพื่อน บ้าน รวมไปถึงกรณีที่ได้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของมรดกโลก ซึ่งจะมีผลเสียตามมาอีกมาก ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ก็พร้อมจะเดินหน้าและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ประเทศไทยกลับมามีความสง่างามในเวทีโลกอีก

ชี้หลายชาติก็กังวล”ปฏิวัติ”

“ใน ระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา คนไทยไม่ได้ยึดติดกับคนใดคนหนึ่ง และตอนนี้กำลังจะก้าวข้ามพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงเวียนว่ายอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ และหลังจากนี้เราก็จะดำเนินตามนโยบายที่เคยสัญญากับประชาชนไว้” นายณัฐวุฒิกล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า กรณีที่สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่า ไทยต้องการใช้กรณีปราสาทพระวิหารและความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเหตุให้ล้มการเลือกตั้งนั้น แม้จะใกล้วันหย่อนบัตรลงคะแนนแล้ว แต่ต้องยอมรับว่ากลุ่มคนที่คิดจะล้มการเลือกตั้งนั้นยังมีเชื้ออยู่ อย่างความเคลื่อนไหวของกลุ่มสยามสามัคคี ของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานคมช. แม้จะยังไม่พบความเคลื่อนไหวในรูปแบบที่จะเป็นการออกมาทำปฏิวัติ แต่ยังคงพบพฤติการณ์ช่วยเหลือและสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรคในการเลือกตั้ง เท่านั้น สถานการณ์ตอนนี้ต้องยอมรับว่าทุกฝ่ายไม่ไว้วางใจเรื่องการปฏิวัติ ทั้งไทยและสังคมโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน อย่างกัมพูชา และสหรัฐอเมริกาเองก็ตาม

“เชื่อว่าการปฏิวัติในช่วงนี้คงจะเกิดขึ้น ไม่ได้ ใครจะทำก็เป็นการคิดผิดอย่างมหันต์ แต่ที่ เป็นห่วงในตอนนี้คือหลังการเลือกตั้ง คือถ้าประชาชน ลงคะแนนสนับสนุนพรรคเพื่อไทย อย่างล้นหลาม อาจจะมีบางกลุ่มไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งและออกมาเคลื่อนไหวเหยียบย่ำความ ต้องการของประชาชน แล้วพยายามพัฒนาสถานการณ์ไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นพดลชี้สมเจตน์ขาประจำ

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท. ทักษิณ กล่าวถึงกรณี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตเลขาธิการคมช.ออกมารณรงค์ไม่เลือกคนเผาบ้านเผาเมืองเป็นรัฐบาล ว่า กลุ่มคนพวกนี้เป็น กลุ่มคนที่ได้ตำแหน่งจากการยึดอำนาจ เป็น 1 ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ไม่มีความรู้สึกว่าการยึดอำนาจสร้างความหายนะให้กับประเทศ การออกมาโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณเช่นนี้ หวังผลที่จะกระทบชิ่งไปยังพรรคเพื่อไทยในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง จึงขอเรียกร้องให้ ยุติการดำเนินการใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจด้วยตัวของ เขาเอง อย่างไร ก็ตามส่วนตัวพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ให้ราคากับ คนกลุ่มนี้ เพราะเป็นกลุ่มขาประจำที่ออกมา แสดงบทบาทตามเทศกาล และทราบดีว่าพรรคการเมืองใดได้ประโยชน์จากการรณรงค์ของคนกลุ่มนี้

หลัก”ชวน”รวมเสียงได้มากตั้งรบ.

ที่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหลายฝ่ายประเมินว่าถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งอาจมีการ ปฏิวัติรัฐประหาร ว่า ปัญหานี้มันไม่มีแล้ว เพราะไม่มีเหตุผล จะมีก็แต่ว่าพูดปลุกระดมให้ทหารเสียหาย นอกจากพูดให้เกิดความเสียหายและทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือ จึงคิดว่าคำถามนี้ไม่ควรเกิด เพราะมาถึงกระบวนการที่จะต้องไปเลือกตั้งแล้ว ถ้าจะสมมติก็ทำได้แต่ไม่ควรที่จะเป็นเรื่องนำมาพูดกันอีกแล้ว ส่วนใครจะได้ที่หนึ่ง หรือที่สอง ก็เป็นไปตามเสียงประชาชน การตั้งรัฐบาลก็จะเป็นไปตามปกติของกระบวนการ เพราะรัฐบาลระบบนี้ยึดเสียงข้างมาก ใครรวมเสียงข้างมากไม่ได้ก็เป็นรัฐบาลไม่ได้ จึงถือว่าเสียงข้างมากเป็นเรื่องสำคัญกว่าฝ่ายอื่นๆ

เมื่อถามว่า การรวมเสียงข้างมากตั้งรัฐบาลได้ จะทำให้เกิดปัญหาความวุ่นวายตามมาหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า หลักคือใครได้เสียงข้างมากก็ตั้งรัฐบาล ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมา

เมื่อถามถึงคนเสื้อแดงอาจออกมาแสดง ความไม่พอใจ หากพรรคเพื่อไทยชนะแล้วไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ นายชวนกล่าวว่า นอกจากไม่ควรจะปลุกระดมให้ออกมาแล้ว ควรจะห้ามไม่ให้ออกมา เช่น ช่วงหาเสียงไม่ควรออกมารบกวนฝ่ายอื่น ไปทำลายป้าย โห่ร้อง ขับไล่หรือปาสิ่ง ของใส่ พรรคเพื่อไทยควรห้าม ไม่ควรปล่อยออกมา เพราะพ.ต.ท.ทักษิณก็พูดมาก่อนแล้วว่าค่าใช้จ่ายของคนเสื้อแดงให้มาเบิกเอา เขาจะดูแลเอง และให้ส.ส.ไปดูแลเสื้อแดง จึงคิดว่าเขาห้ามเสื้อแดงไม่ให้ใช้วิธีรุนแรงได้

สวดสื่อดัดจริต-ไม่รู้เรื่องแม้ว

เมื่อ ถามว่า ก่อนตั้งรัฐบาลควรหารือกับเหล่าทัพว่าจะทำงานอย่างไรต่อหรือไม่ นายชวนกล่าวเสียงแข็งว่า ต้องไปถามพรรคอื่น แต่พรรคประชาธิปัตย์คงไม่ไปปรึกษาเพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปถาม เมื่อถามว่า แต่การตั้งรัฐบาลปี 51 ก็ต้องไปขอคำแนะนำจากทหาร นายชวน กล่าวว่า ปี 51 ทหารมาลงคะแนนด้วยหรือไม่ ต้องดูเหตุผลความเป็นจริง ตนเข้าใจว่าผู้สื่อข่าวมีเจตนาในการตั้งคำถามเพื่ออะไร แต่ตนไม่เป็นเหยื่อไปด่าพรรคการเมือง การเลือกตั้งปี 50 นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯก็ไม่มีใครว่าอะไร ทั้งๆ ที่นายสมชายเป็นโคลนนิ่งในตระกูลชินวัตร แต่พอนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯก็มีปัญหา ต้องให้ความเป็นธรรมว่ามันต่างกันอย่างไร

จากนั้นนายชวนก็พูดขึ้นมา ว่า “เสียงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผมก็เคยคุยเรื่องนี้ เขาก็มาเล่าให้ฟังว่าทำไมจึงเปลี่ยนความคิดจากท่านทักษิณ เขาก็พูดตรงๆ ว่า มันขาดสะบั้นกันวันที่พูดเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็พังวันนั้น ผมก็แปลกใจเพราะผมไม่ชอบนักการเมืองย้ายพรรค เปลี่ยนอุดมการณ์ เขาก็บอกว่าเขาไม่เคยคิด แต่วันหนึ่งมาพูดเรื่องหนึ่งมันก็ขาดสะบั้นในวันนั้น ถือว่าอุดมการณ์คนละทิศเลย เรื่องอื่นพอไปได้แต่เรื่องนี้มันไปไม่ได้แนวก็เลยเปลี่ยน นี่คือข้อเท็จจริง”

เมื่อถามย้ำว่า อยากให้ขยายความที่ว่าความคิดไม่ตรงกันและความสัมพันธ์ขาดสะบั้นคืออะไร นายชวนกล่าวเสียงเข้มว่า “ผมว่าพวกเรารู้กันแต่เราดัดจริตทำเป็นไม่รู้ ทั้งที่รู้มากกว่าผมเพราะอยู่ใกล้ชิดมากกว่า ส่วนผมไม่รู้อะไรมาก นอกจากถ้าไม่ฟังด้วยหูตัวเองจะไม่กล้าพูด แต่เรื่องนี้ผมฟังด้วยหูตัวเอง ผมก็เข้าใจเพราะอยากรู้เหมือนกันว่าอยู่ดีๆ ร่วมงานกันแล้วขาดสะบั้นลง ขาดสะบั้นตอนไหน แต่ขอไม่พูด เพราะไม่อยากเป็นเหยื่อในเหตุการณ์ เพียงแต่เล่าให้ฟังว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร”

ปชป.เชิญทุกชาติสังเกตเลือกตั้ง

น.พ.บุ รณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษก ปชป. แถลงว่า เรียกร้องให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันสิ่งที่ให้สัมภาษณ์ว่านางคริสตี้ เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย แสดงความเป็นห่วงระหว่างการพูดคุยส่วนตัวเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ว่าจะมีการปฏิวัติ เพราะคำพูดของน.ส.ยิ่งลักษณ์ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งเสียไป ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ ยินดีที่คณะทูตานุทูตและองค์กรระหว่างประเทศอื่น อาทิ อันเฟรล จะเข้ามาสังเกตการเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าจะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ สำหรับกรณีสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พาดพิงการเลือกตั้งภายในของไทย ถือเป็นการดูถูกกระบวนการยุติธรรมไทย พรรคเชื่อว่าคนไทยแยกแยะออกถึงความแตกต่างระหว่างนโยบายต่างประเทศของพรรค ประชาธิปัตย์ ที่ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยไม่ให้ใครมารุกราน กับนโยบายต่างประเทศของพรรคเพื่อไทยที่พร้อมทำตามทุกอย่างที่กัมพูชาต้องการ

เมื่อ ถามถึงแนวคิดของปชป.ที่จะนิรโทษกรรมสมาชิกบ้านเลขที่ 111+109 ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง โฆษกปชป. กล่าวยอมรับว่า มีแนวคิดนี้จริง เพราะเป็นข้อเสนอจากคนกลาง ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อ ความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธานและคณะกรรมการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ที่เสนอว่า ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา แนวทางในการการนิรโทษกรรมของเราต่างจากเพื่อไทย เพราะทำเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศ ไม่ได้ทำเพื่อคนเดียว ยืนยันว่าการนิรโทษกรรม 111+109 ไม่ได้ต้องการเอาใจแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อให้หันมาจับขั้วหลังเลือกตั้ง 3 ก.ค.

มาร์คลุยหาเสียงจนโทรม

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่หาเสียงในช่วงเช้าที่จังหวัดสมุทรสาคร ช่วงบ่ายที่ จ.นนทบุรี และช่วงค่ำที่ จ.ลพบุรี เป็นที่น่าสังเกตว่านายอภิสิทธิ์มีสีหน้าอิดโรย และเสียงแหบแห้ง นอกจากนั้นในช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. ขณะหาเสียงที่ตลาดบ้านแพ้วพลาซ่า จ.สมุทรสาคร ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว นายอภิสิทธิ์ก็มีอาการคล้ายจะเป็นลม หน้าซีด เหงื่อแตกเต็มใบหน้า

นายอภิสิทธิ์กล่าวปราศรัย บนเวทีที่ภัตตาคารเกียง้วน ท่าเรือมหาชัย-ท่าฉลอม ว่า 2 ปีที่ผ่านมา พรรคเดินหน้าแก้ปัญหาทั้งการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ เผชิญเรื่องยากๆ แต่ที่สำคัญไม่ลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ทุกนโยบายได้เดินหน้าไปหมดแล้วและจะเดินหน้าต่อเพื่อคนไทยทุกคน วันนี้ยังมีปัญหาที่ต้องเผชิญอีกมากโดยเฉพาะราคาข้าวของแพง ยืนยันว่านโยบายทุกเรื่องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำด้วยความซื่อสัตย์เพื่อประชาชนเท่านั้น ส่วนพรรคเพื่อไทยเผลอพูดหลายครั้งว่างานสำคัญคือเดินหน้าออกกฎหมายล้างความ ผิดนิรโทษกรรมให้พ.ต.ท. ทักษิณ เราจะยอมได้หรือไม่ เพราะทำลายระบบกฎหมายและศาล ที่สำคัญต้องหาเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทไปให้พ.ต.ท.ทักษิณด้วย และถ้าไม่อยากให้มีปัญหาความขัดแย้งในสังคมขึ้นมาอีก ขอให้ทุกคนเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตนและพรรคทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้น แต่วันนี้พรรคเพื่อไทยเสนอแกนนำเสื้อแดงเป็นส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ถ้าได้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล คนเหล่านี้จะมีอำนาจมากขึ้น เป็นส.ส. บางคนได้เป็นรัฐมนตรี

บุกกฟผ.เจอทั้ง”โหวตโน-91ศพ”

เวลา 12.15 น. นายอภิสิทธ์พร้อมด้วยนาย อลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครของพรรค หาเสียงที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ(กฟผ.) บางกรวย จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นช่วงพักรับประทานอาหารของพนักงานและเจ้าหน้าที่กฟผ. ทำให้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายอภิสิทธิ์เดินหาเสียงที่บริเวณกฟผ.อยู่นั้น บริเวณหน้าตึก ที 102 มีชายวัยกลางคนสวมเสื้อเชิ้ตลายสกอตสีแดง ถือหนังสือพิมพ์มติชนรายสัปดาห์ หน้าปกทวงถามกรณี 91 ศพ 19 ก.ย. 19 พ.ค. ปรองดองอะไรเอ่ย ? พร้อมแจกใบปลิวโจมตีนโยบายของประชาธิปัตย์ พร้อมตะโกนเบอร์ 1 ขณะที่กองเชียร์ประชาธิปัตย์ที่ตะโกนเชียร์เบอร์ 10 ทั้งนี้มีพนักงานหญิงของกฟผ.คนหนึ่งเดินเข้าไปต่อว่าชายคนนั้นอย่างรุนแรงจน เกือบจะเกิดเหตุปะทะ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าพาตัวออกไปจากพื้นที่ นอกจากนั้นที่ บริเวณด้านข้างตึก ที 101 ได้มีกลุ่มพนักงานกฟผ.ประมาณ 5-7 คน ได้มาถือป้ายโหวตโน สีเหลือง และป้ายยกเลิกเอ็มโอยู 43 ชูใส่นายอภิสิทธิ์ ที่ปราศรัยอยู่บนรถหาเสียง ทำให้กลุ่มพนักงานที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจ และพยายามยกป้ายสนับสนุนบังป้ายโหวตโน นอกจากนั้นก่อนคณะของนายอภิสิทธิ์เดินทางมาถึง

อภิสิทธิ์ยันไม่มีใครล้มเลือกตั้ง

จาก นั้นเวลา 13.00 น. นายอภิสิทธิ์ เดินทางมาที่ท่าน้ำอ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมร่วมประเพณีหล่อเทียนพรรษาประจำปี 2554 ของเทศบาลนครปากเกร็ด ทั้งนี้ บริเวณดังกล่าว มีรถจักรยานยนต์สีแดงคันหนึ่ง ติดธงสีแดง รูปพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ขนาดใหญ่ และติดสติ๊กเกอร์รอบตัวถังรถ อาทิ สติ๊กเกอร์รูปการ์ตูนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และสติ๊กเกอร์ข้อความว่า “ใครเอ่ย? ดีแต่พูด” ส่วนหมวกกันน็อกก็มีสติ๊กเกอร์ ข้อความว่า “หยุดใช้น้ำลายแก้ปัญหา หยุดใช้ปาฐกถา สร้างชาติ” และ “คืนความสุขให้คนไทย คืนประชาธิปไตยให้ประชาชน” นอกจากนี้ในร้านหนังสือนายอินทร์ ยังมีพนักงานชูนิ้วเบอร์ 1 ให้นายอภิสิทธิ์ ส่วนแม่ค้าขายข้าวสวยรายหนึ่งเปิดเผยว่า คนที่นี่เขาไม่เลือกเบอร์ 10 กันหรอกเพราะเขาฉลาด หมดแล้ว ส่วนที่มากันเยอะๆ อย่างที่เห็นนั้นส่วนใหญ่ก็เกณฑ์กันมาทั้งนั้น

นายอภิสิทธิ์ให้ สัมภาษณ์ถึงการจัดการเลือกตั้ง ว่า ขณะนี้ยังไม่มีอะไร สถานการณ์ชายแดนยังปกติ เรื่องนี้เป็นอำนาจของคณะกกต.อยู่แล้ว ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินที่อาจต้องเลื่อนการเลือกตั้งในบางพื้นที่ ส่วนกรณีจ.น่านที่ประสบภัยน้ำท่วม ต้องเป็นดุลพินิจของ กกต. ถ้าเห็นว่าการจัดการเลือกตั้งเกิดปัญหาอุปสรรค ก็สามารถยื่นเรื่องดำเนินการเฉพาะพื้นที่ได้

เมื่อถามว่าถ้าต้องมี การเลื่อนการเลือกตั้งเฉพาะบางพื้นที่ อาจมีบางคนใช้เป็นเหตุอ้างว่าการเลือกตั้งมีปัญหา แล้วล้มการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เวลานี้ไม่มีเหตุผลใดที่จะมาล้มการเลือกตั้ง เราเดินมาจนจะถึงวันเลือกตั้งอยู่แล้ว ภาพรวมทุกอย่างมีความเรียบร้อยดี จึงขอให้เดินหน้ากันต่อไปเพื่อให้ประชาชนกำหนดอนาคตของประเทศ

โค้งสุดท้ายเน้น”ถล่มแม้ว”

นาย อภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกลยุทธ์หาเสียงโค้งสุดท้ายของพรรค ว่า จะสื่อสารถึงทางเลือกที่ชัดเจนอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยต้องเดินด้วยนโยบายเพื่อประชาชนเท่านั้น ไม่ใช่เอาประเทศไปผูกติดกับคนๆหนึ่ง ทำให้ขัดแย้งไม่รู้จบสิ้น จะเดินหน้าสื่อสารเรื่องนี้ และเห็นชัดว่า ประชาชนเข้าใจ สนับสนุนตอบรับดีขึ้น มั่นใจว่าวันที่ 3 ก.ค. ประชาชนจะเลือกเดินประเทศไทยไปข้างหน้า ยืนยันว่าคะแนนที่ลงให้พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นคะแนนที่บ่งบอกปฏิเสธความ รุนแรง การแบ่งแยกประชาชน ซึ่งคู่แข่งของเราเป็นผู้ดำเนินการมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นจะเป็นคะแนนเสียงที่ประชาชนทั่วประเทศเคารพ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เคยพูดถึงแผนปรองดอง และพ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ว่ากลับมาได้โดยไม่มีความผิดได้ด้วยแผนปรองดอง ถ้าปฏิเสธแล้วบอกว่าเชื่อได้ ดังนั้นนโยบายทุกเรื่องก็เชื่อไม่ได้เลย มั่นใจว่าจากการเดินเกม การเมืองของพรรคพลังประชาชนมาจนถึงพรรคเพื่อไทยบ่งบอกว่าเป้าหมายนี้ไม่เคย เปลี่ยน และพยายามทุกวิถีทางให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้ คนที่จะหยุดยั้งเป้าหมายนี้ได้คือประชาชนในวันที่ 3 ก.ค.ประชาชนลงคะแนนให้ก้าวข้าม พ.ต.ท. ทักษิณด้วยการเลือกพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อ ถามถึง การปราศรัยใหญ่วันที่ 1 ก.ค.จะมีอะไรเป็นจุดเด่น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รอวันที่ 1 ก.ค. พรรคเตรียมการอยู่ และพยายามเชื่อมโยงไปยังเวทีอื่นๆทั่วประเทศอีก 10 เวที ขณะนี้คนเริ่มตัดสินใจชัดเจนขึ้นแล้ว เมื่อถามถึงโพลของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าประชาธิปัตย์ได้ 180 และภูมิใจไทยได้ 70 เสียง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “รวมกันแล้วก็ได้ 250”

มาร์คเจอฝนป่วนปราศรัย

เวลา 19.00 น. นายอภิสิทธิ์ เปิดเวทีปราศรัยที่ลานข้างห้างโลตัส หรือ “ตลาดนัดกล้วยๆ” (BANANA PLAZA) อ.เมือง จ.ลพบุรี ถือเป็นเวทีสุดท้ายในการปราศรัยหาเสียงในต่างจังหวัด มีประชาชนมาฟังการปราศรัย 1,000 คน ไม่ค่อยคึกคักเหมือนเวทีอื่น เมื่อนายอภิสิทธิ์พยายามปลุกเร้า ก็ไม่ค่อยมีการตอบรับเท่าที่ควร

ผู้ สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างนายอภิสิทธิ์ปราศรัยโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณ เกิดลมกระโชกแรงพัดกระหน่ำมายังเวทีปราศรัย ทำให้ป้ายผ้าใบขนาดใหญ่ที่ขึงติดด้านบนเวทีหลุดและสะบัดไปใส่นายอภิสิทธิ์ ที่อยู่ระหว่างยืนปราศรัย ขณะที่เก้าอี้ล้มระเนระนาด ผ้าใบปูพื้นสะบัดเปิดขึ้น ประชาชนบางส่วนที่อยู่ด้านหน้าเวทีหวีดร้องด้วยความตกใจ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ประจำเวทีต่างวิ่งกรูกันขึ้นไปรวมผ้าใบและปีนขึ้นไปจับไว้ และนำเก้าอี้ลงจากเวที ส่วนนายอภิสิทธิ์ เมื่อตั้งสติได้และหันกลับไปมอง พูดผ่านไมโครโฟนทันทีว่า “ของเขาแรงจริงๆ” จากนั้นจึงปราศรัยต่อไป ก่อนจะยุติเวทีไป เนื่อง จากเริ่มมีฝนทยอยตกลงมาอย่างหนัก

ปูบุกถิ่นภท.-คนแห่รับแน่น

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับปราศรัยหาเสียงของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในพื้นที่จ.สุรินทร์ บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางไปปราศรัย ที่จ.สุรินทร์ 3 จุด คือ หาดทรายเทียม อ.ศรีขรภูมิ สวนเฉลิมพระ เกียรติ อ.เมือง และโครงการปราสาทเมืองใหม่ อ.ปราสาท จากนั้นไปขึ้นปราศรัยบนเวทีที่ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ไม่ทราบว่าชาวบุรีรัมย์จะต้อนรับผู้หญิงคนนี้ และให้โอกาสไปทำงานรับใช้ชาวบุรีรัมย์หรือไม่ วันนี้ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นทำให้รู้สึกเป็นเกียรติมาก

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคณะ เดินทางมาปราศรัยที่สนามกีฬา หน้าที่ว่าการอ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ท่ามกลางประชาชนกว่า 20,000 คนซึ่งแกนนำสำคัญร่วมขึ้นเวทีจำนวนมาก อาทิ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี พล.ต.อ.วิรุฬ ฟื้นแสน นายพายัพ ชินวัตร และพล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ผอ.เลือกตั้ง จ.บุรีรัมย์ ขณะเดียวกันได้วางมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด มีผู้ชายสวมเสื้อแดงจับมือประสานตีวงโอบล้อมรอบพื้นที่ด้านหลังเวทีปราศรัย และห้ามผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้า ขณะที่ด้านหน้าเวทีก็ใช้ผู้ชายยืนล้อมรอบระหว่างแกนนำและผู้สมัคร ส.ส.ปราศรัย

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่เมื่อขึ้นเวทีก็ได้ส่งจูบเรียกเสียงกรี๊ด ก่อนปราศรัยนำเสนอนโยบายของพรรคเพื่อไทยไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เครดิตการ์ดเกษตรเพื่อนำไปซื้อปัจจัยการผลิตโดยไม่คิดดอกเบี้ยและใช้คืน เมื่อขายผลผลิตได้ นโยบายรับจำนำข้าว เป็นต้นรวมถึงการนำนโยบายที่เคยประสบผลสำเร็จในรัฐ บาลพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนกลับคืนมา พร้อมกล่าวว่าทุกที่ๆเดินทางไปประชาชนจะบ่นเรื่องข้าวยากหมากแพง ถ้าจริงก็ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยมาแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ จากนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ชุมชนบ้านลิ่มทอง ที่มูลนิธิไทยคมให้การสนับสนุน

ณัฐวุฒิขอเสียงบุรีรัมย์คืนพท.

นาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ กล่าวปราศรัยบนเวทีที่จ.บุรีรัมย์ว่า มีคนถามว่ามาบุรีรัมย์ไม่ห่วงเลยหรือ เพราะมาในเขตฐานเสียงของภูมิใจไทย ต้องบอกว่าเป็นของภูมิใจไทยที่ไหน เพราะเดิมเป็นคะแนนของพรรคไทยรักไทย และพลังประชาชน วันนี้เรามาขอคะแนนของเราคืน เชื่อว่าชาวบุรีรัมย์จะตัดสินอนาคตของตัวเอง

นาย ณัฐวุฒิกล่าวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล จะไม่มีพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะเราทรยศต่ออุดมการณ์ของประชาชนไม่ได้เด็ดขาด พรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยเป็นเนื้อคู่กัน ดังนั้นถ้าเลือกพรรคการ เมืองอื่นจะได้นายอภิสิทธิ์หมด แต่ถ้าอยากได้น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ต้องเลือกพรรคเพื่อไทย และจะได้ตนและนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. แถมด้วย ขณะนี้น่าจะได้เกือบ 300 ที่นั่งขาดอีกนิดหน่อยจึงมาขอที่บุรีรัมย์ ดังนั้นขอให้ชาวบุรีรัมย์ไม่ต้องหวั่นเกรงอิทธิพลใดๆ ให้ไปเลือกเพื่อไทยในวันที่ 3 ก.ค.นี้ ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องสั่งสอนนักการเมืองที่ทรยศต่อประชาชนและให้บท เรียนอย่างสาสม

ไทม์ชี้การเมืองไทยไร้เสถียรภาพ

นิตย สารไทม์ของอังกฤษนำเสนอบทวิเคราะห์การเมืองไทยช่วงใกล้เลือกตั้งของนายแอ นดรูว์ มาร์แชล ในชื่อเรื่อง “Land of the Lost” (ดินแดนแห่งความสูญเสีย) กล่าวถึง การที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช.) ผู้นำการโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณขณะนั้น ยืนยันความชอบธรรมในการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ว่า ต้องทำเพื่อรักษาประชาธิปไตยของประเทศและทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ท่าทีดังกล่าวของพล.อ.สนธิ ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ และผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเลือกตั้งเช่นนี้ สะท้อนภาวะไร้เสถียรภาพของการเมืองไทย

มาร์แชลวิเคราะห์ว่า การที่คนไทยหวังจะได้รัฐบาลที่มีความชอบธรรม เข้ามายุติความปั่นป่วนทางการเมืองซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากกลุ่มคน เสื้อแดงถูกสังหาร 91 ศพในเดือนพ.ค. ปีก่อน ดูเหมือนจะเลือนราง พรรคการเมืองซึ่งเป็นที่คาดหมายว่าจะชนะการเลือกตั้ง คือพรรคเพื่อไทย เป็นร่างอวตารของพรรคไทยรักไทยของพ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนผู้นำหุ่นเชิดของพรรคคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นักธุรกิจหญิง วัย 44 ปี เป็นน้องสาวคนสุดท้องของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ยืนยันว่า ยิ่งลักษณ์เป็นโคลนนิ่งของตน

วิเคราะห์เสี่ยงเกิดรัฐประหารอีก

ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คู่แข่งสำคัญของพรรคเพื่อ ไทย ซึ่งขึ้นบริหารประเทศภายหลังการล้อม ปราบกลุ่มคนเสื้อแดงของทหาร มาร์แชลแสดงความเห็นว่า รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพมาตลอด 2 ปี โดยคนไทยส่วนใหญ่รู้สึกว่า ประชาธิปัตย์เป็นพรรคของอำมาตย์และเป็นหนี้บุญคุณกองทัพ ทั้งยังปลีกตัวออกห่างจากปัญหาของคนรากหญ้า

มาร์แชลระบุว่า แรงขับเคลื่อนที่ 3 คือ ทหารที่ฟื้นคืนชีพและร่ำรวย นับแต่การรัฐ ประหาร มีการใช้งบด้านกลาโหมมากกว่าเดิม 2 เท่าถึง 5,500 ล้านดอลลาร์ กองทัพไทยก่อรัฐประหารมาแล้ว 18 ครั้งตั้งแต่ปี 2475 และครั้งที่ 19 อาจจะเกิดขึ้น หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและมีการเล่นงานบรรดานายทหาร ที่โค่นล้มทักษิณ เวลานี้นายพลหลายคนตบเท้าออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องรัฐประหาร แต่คน ไทยมีเหตุผลสมควรที่จะสงสัย เพราะกระทั่งพล.อ.สนธิ ที่เคยยืนยันหนักแน่นเมื่อปี 2549 ว่า จะไม่เกิดการรัฐประหาร แต่กลับเป็นผู้วางแผนเสียเอง

มาร์แชลวิเคราะห์ต่อไปว่า ไม่ว่าจะเกิดรัฐ ประหารหรือไม่ ภายหลังการเลือกตั้งแล้วประเทศไทยจะเผชิญภาวะไร้เสถียรภาพแน่นอน ไม่ว่าจะได้ใครขึ้นมาเป็นผู้นำก็ตาม รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะจุดชนวนให้กลุ่มคนเสื้อเหลือง ซึ่งเคยยึดสนามบินและทำเนียบรัฐบาลเมื่อปี 2551 ออกมาเดินประท้วงตามท้องถนนอีกครั้ง ส่วนรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่ทหารหนุนหลังก็จะกระตุ้นให้คนเสื้อแดงออกมา ต่อต้านเช่นเดียวกัน

คนไทยต้องการสิทธิเสรีภาพ

มาร์แชล แสดงความเห็นด้วยว่า ทั้งหมดนี้นำไปสู่คำถามที่ว่า แล้วใครจะสนใจ เพราะเป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า เมื่อปีก่อนแม้ไทยจะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ เกือบ 20 ปี แต่เศรษฐกิจไทยกลับไม่กระทบกระเทือน ซ้ำมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในรอบ 15 ปี นักท่องเที่ยวไม่ได้หวาดกลัวและยังคงมาเที่ยวเมืองไทย ขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็ไม่ได้ขยาดการนองเลือดในเมืองไทย ยกตัวอย่างฟอร์ด มอเตอร์ที่มียอดการลงทุนในไทยช่วง 3 ปีที่ผ่านมาถึง 1,300 ล้านดอลลาร์

มาร์แชล ระบุว่า ตราบเท่าที่การเมืองยังเป็นเรื่องสำคัญ วันคืนแห่งการออกมาประท้วงบนท้องถนนได้แสดงให้เห็นว่าประชาชนคนไทยต้องการ สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง แต่เหมือนว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของทหาร ที่ปกติก็วางตัวลำบากในการอยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้งของสองขั้วความคิด ส่วนนักการเมืองก็ช่วยอะไรไม่ได้เช่นกัน ทักษิณข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม คุกคามสื่อและรื้อถอนองค์กรใดก็ตามที่อาจเป็นภัยต่ออำนาจของตน พรรคการเมืองของทักษิณไม่เคยสนใจสร้างความสมานฉันท์ทางการเมืองขึ้นมาอย่าง จริงจัง ด้านรัฐบาลประชาธิปัตย์เองก็ไม่ได้จริงจังเช่นกัน ข้อมูลจากองค์กร Freedom Against Censorship Thailand ชี้ว่า ในช่วง 14 เดือนที่ผ่านมามีการบล็อกเว็บไซต์ราว 540,000 แห่ง สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่ายุคทักษิณ และพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังหนุนหลังกองทัพที่ระบุว่า ทหารไม่ได้ทำร้ายหรือฆ่าประชาชนระหว่างการยืดคืนพื้นที่จากคนเสื้อแดง

มาร์แชล ระบุว่า คนไทยต้องการเสรีภาพในการพูดถึงความเป็นไปของการเมืองของประเทศตน และต้องการความโปร่งใสมากขึ้น เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น คือการถูกปิดกั้น การยึดอำนาจโดยทหารและการเลือกตั้งที่นำไปสู่การปิดห้องตกลงผลประโยชน์และ อิทธิพลทางการเมือง ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นความล้มเหลวของตัวผู้นำ แต่เป็นสูตรของความรุนแรงต่อเนื่องในอนาคต เสถียรภาพที่คนไทยกระหายยังคงเป็นเรื่องที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย

กกต.ชงย้าย”สุรินทร์”ไม่เป็นกลาง

วัน ที่ 29 มิ.ย. รายงานข่าวจากสำนักงานกกต. แจ้งว่า ที่ประชุมกกต. ได้พิจารณาคำร้องโยกย้ายนายเสริม ไชยณรงค์ ผวจ.สุรินทร์ และ และพล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ผบก.จว.สุรินทร์ ในฐานะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนกกต. ให้ออกจากพื้นที่ เนื่องจากวางตัวไม่เป็นกลาง และในคำร้องมีหลักฐานเป็นรูปถ่ายที่นายชัย ชิดชอบ ผู้สมัครส.ส.พรรคภูมิใจไทย และผู้สมัครส.ส. ที่สวมเสื้อระบุหมายเลขของพรรค ร่วมนั่งรับประทานอาหารในร้านอาหารแห่งหนึ่งในจ.สุรินทร์ ด้วยความชื่นมื่น ทั้งนี้กกต.พิจารณาว่า แม้กรณีดังกล่าวไม่มีหลักฐาน หรือรายละเอียดอื่นนอกจากรูปถ่าย แต่กกต.พิจารณาแล้วว่าจากเหตุการณ์ในภาพ มีความเป็นไปได้ ถึงเข้าใจได้ว่าอาจมีการวางตัวไม่เป็นกลางได้ โดยเมื่อกกต.มีความเห็นว่าข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลาง จึงได้มีมติส่งเรื่องดังกล่าวให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผบ.ตร. ในฐานะผู้บังคับบัญชา พิจารณาว่าจะโยกย้ายออกจากพื้นที่ หรือดำเนินการอย่างไรตามดุลพินิจ

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. – 29 มิ.ย. มีการแจ้งเบาะแสการทุจริตมายังศูนย์อำนวยการสืบสวนสอบสวนการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร(ศอส.) ทั้งหมด 434 เรื่อง ซึ่งกกต.รับเป็นเรื่องร้องคัดค้าน 119 เรื่อง ทั้งนี้มีกรณีของการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ แบ่งเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐ วางตัวไม่เป็นกลาง 18 คำร้อง โดยเป็นคำร้องในส่วนของกระทรวงมหาดไทย 11 คำร้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 5 คำร้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 คำร้อง กระทรวงศึกษาธิการ 1 คำร้อง กรมประชาสัมพันธ์ 1 คำร้อง กระทรวงกลาโหม 1 คำร้อง

ด้านนายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่อง และยังไม่ได้รับหนังสือจากกกต. ต้องขอดูต้นเรื่องรวมทั้งเหตุผลจาก กกต.ก่อน ว่าแจ้งเรื่องเข้ามาเฉยๆ หรือแจ้งเรื่องเพื่อให้ย้ายผวจ.สุรินทร์ ออกจากพื้นที่จริงๆ นอกจากนี้ต้องดูว่านายเสริมมีพฤติการณ์ที่แสดงถึงความไม่เป็นกลาง เข้าข้างผู้สมัคร ส.ส.พรรคใดพรรคหนึ่งจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การจะโยกย้ายผวจ.ออกนอกพื้นที่ ต้องเสนอเข้าครม.

นายวิเชียร กล่าวต่อว่า ยอมรับว่าก่อนหน้านี้กกต.ได้เคยทำหนังสือมาถึงตนครั้งหนึ่งแล้ว โดยระบุให้กำชับนายเสริมให้ปฏิบัติตามกฎหมายโดยเฉพาะประเด็นเรื่องของการวาง ตัวให้เป็นกลาง ซึ่งตนก็ได้ทำหนังสือเพื่อแจ้งและกำชับนายเสริมไปแล้วว่าให้วางตัวให้เป็น กลาง และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s