พรรคเพศสภาพ (Gender Party)

โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

ผู้เขียนนั่งรถประจำทางไปกลับจากที่ทำงานในระยะนี้เห็น ป้ายหาเสียงเลือกตั้งใหญ่ๆ ไปทั่วทุกแห่งแบบว่าหนีไม่พ้นเลยและได้เห็นป้ายรูปหัวหน้าพรรคการเมืองเล็กๆ ใหม่ๆ แบบข้ามาคนเดียว 2-3 คน หนาตาพอใช้ทีเดียว ซึ่งผู้เขียนมองไปก็นึกขำๆ อยู่ในใจว่า

“ยิงลูกโดดนี่หว่า!”

ครั้นคิดต่อไปสักพักก็รำพึงกับตัวเองว่า

“เอ! ถ้าเลือกตั้งกันแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็ดีเหมือนกัน หากทหารไม่จุ้นยึดอำนาจอีกเมืองไทยคงมีความหวังที่จะเจริญก้าวหน้ามากขึ้นแน่ๆ”

ครับ! เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับคือรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่คุยนักคุยหนาว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนั้นพวกคนร่างรัฐธรรมนูญเขา อยากให้มีพรรคการเมืองใหญ่ๆ จริงๆ แค่ 2 พรรคตามหลักวิชาการที่เรียนมาจากประเทศทางสหรัฐอเมริกาและยุโรปส่วนใหญ่ว่า มีพรรคการเมืองใหญ่ๆ เพียง 2 พรรค จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพก็เลยทำการคุมกำเนิดพรรคการเมืองเล็กๆ ด้วย

การ จัดให้มี ส.ส.บัญชีรายชื่อที่คิดตามลำดับและสัดส่วนของคะแนนเสียงทั้งหมดที่พรรคการ เมืองได้มาทั่วประเทศจำนวน 100 คน จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 500 คน (เลขนี้สวยจริงๆ 500) แต่มีเงื่อนไขว่าพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวน คะแนนเสียงรวมทั้งประเทศจะไม่มีสิทธิได้ ส.ส.ประเภทบัญชีรายชื่อเลย (ม.100 รธน.2540)

ครั้นเมื่อทหารยึดอำนาจไปเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2549 ก็ให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่

อี ทีนี้ก็เลยแก้หลักการเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่คือให้มี ส.ส.บัญชีรายชื่อเพียง 80 คน จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 480 คน (นัยว่าไม่ชอบเลข 500 ฮิฮิ)

แต่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 นี้ไม่สนใจเรื่องนี้จะให้มีพรรคการเมืองน้อยเพียง 2 พรรคเหมือนกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 จึงไม่ได้กำหนดเรื่องตัดสิทธิพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงทั่วประเทศไม่ถึง 5% ออกไปจากการคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อเหมือนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540

ครั้น มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เมื่อต้นปี พ.ศ.2554 แล้วก็เลยเพิ่มสัดส่วนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อจาก 80 คน เป็น 125 คน และลดจำนวน ส.ส.เขตลงจาก 400 คน เหลือ 375 คน และการเลือกตั้ง ส.ส.เขตเปลี่ยนมาเป็นแบบ “เขตเดียว เบอร์เดียว” ตามแบบรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และเป็นที่น่ายินดีที่มีจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 500 คนตามเดิม (เลขห้าร้อยนี่ถูกโฉลกกับลักษณะของ ส.ส.ดีครับ)

คราวนี้พรรคเล็กๆ ก็มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้ละครับ

ใครเป็นคนดัง เด่น คนเดียวก็ตั้งพรรคการเมืองได้เลย

สำหรับ เรื่องหาคนสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้นไม่จำเป็นต้องห่วงเลยเพราะว่าคนเสนอชื่อตัวเองเข้ามาถม เถไป แล้วก็ให้คนที่ไม่ประมาณตัวเองก็จะแห่กันขอลงสมัคร ส.ส.เขตกันเองแบบตัวใครตัวมัน ซึ่งแน่นอนทีเดียว ย่อมมีคนยินดีแห่กันมาขอสมัครเหลือเฟือไป ซึ่งหัวหน้าคนดังก็คอยเก็บเบี้ยใต้ถุนร้านไปทุกจังหวัด ได้คะแนนเสียงจังหวัดละนิดละหน่อยแล้วตัวหัวหน้าคนดังก็หาเสียงในกรุงเทพฯ โดยตัวเองเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับหนึ่ง

ได้คะแนนเสียงรวมทั้งประเทศสักสองแสนกว่าๆ ก็ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อแล้ว

ว่า ไปแล้วก็ดีครับ เพราะว่าพวกที่ตัวใหญ่ที่อยู่ใน ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคใหญ่ๆ ที่เคยนอนสบายอยู่กับบ้านไม่ต้องตะลอนหาเสียงจะนอนเฉยๆ ไม่ได้อีกแล้วสำหรับการเลือกตั้งคราวนี้หากแต่จะต้องตระเวนหาเสียงทั่ว ประเทศเหมือนกัน เพราะว่าหากงอมืองอเท้าอยู่กับบ้าน คอยแต่ราชรถมาเกยก็มีสิทธิสอบตกสูงมากทีเดียว

เสียดายที่การแก้ไขรัฐ ธรรมนูญปี พ.ศ.2550 เพิ่งเสร็จไปหมาดๆ แล้วก็มีการเลือกตั้งเลย ทำให้บรรดากลุ่มต่างๆ ที่มีโอกาสที่จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อแน่ๆ หลายกลุ่ม อาทิ พรรคเพศที่สามหรือกลุ่มชายรักชาย หญิงรักหญิง

โดยจะ เรียกเก๋ๆ ว่า “พรรคเพศสภาพ (Gender Party)” ก็ได้ ซึ่งมีคนไทยจำนวนเฉียดล้าน (หรืออาจจะเกินล้านคนก็ได้หากนับรวมพวกแอบจิตด้วย) ที่จัดว่าเป็นเพศที่สามหรือพวกหญิงรักหญิง ชายรักชาย

พรรค ของกลุ่มศาสนาต่างๆ ก็มีโอกาสได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเยอะทีเดียว แต่บังเอิญการเลือกตั้งคราวนี้เพิ่งแก้รัฐธรรมนูญเสร็จไม่นานจึงตั้งพรรคไม่ ทันแต่อย่างไรก็ดีก็เห็นมี 2 พรรคแล้วละครับสำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2554 นี้

โอย! ยังมีอีกหลายกลุ่มที่มีศักยภาพสูง แต่ที่สำคัญแต่ละกลุ่มต้องหาคนเด่น คนดังของกลุ่มให้ได้เสียก่อนซึ่งการที่มีโอกาสเข้าไปเป็นผู้แทนราษฎรแม้ เพียงกลุ่มเล็กๆ ก็คงมีผลกระทบไม่น้อยเพราะเรื่องการคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬารหรือการอนุมัติ เงินงบประมาณแสนล้านกว่าบาทในวันเดียวของ ครม.ประวัติศาสตร์คงไม่เกิดขึ้นและเงียบหายแบบสบายๆ อย่างนี้หรอกครับ

เพราะ คนชนิด “ข้ามาคนเดียว” นั้นมักจะหัวดื้อ ขายตัวยากหน่อย เพราะว่าหากขายตัวแล้วถูกไล่ออกจากกลุ่ม พวกเดียวกันไม่ยอมคบหาพูดจาด้วยซึ่งเป็นการลงโทษอย่างหนักหนาสาหัสเชียวนะ ครับ

ที่สำคัญมากๆ ก็คือเสียงต่างๆ ของชนกลุ่มน้อยในสังคมจะได้มีสิทธิมีเสียงขึ้นบ้าง อย่าลืมนะครับหลักการสำคัญของลัทธิประชาธิปไตย คือ

“การ ปกครองโดยเสียงข้างมาก และต้องรับประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานคือสิทธิในชีวิตร่างกายและ ทรัพย์สินกับความเท่าเทียมเสมอภาคภายใต้กฎหมายของเสียงข้างน้อยโดยเคร่ง ครัด”

ปัจจุบันนี้ในประเทศไทยมีผู้เหนือกฎหมายเยอะจังเลยนะครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพ

สุดท้ายขอร้องเถอะครับคุณทหารอย่ายึดอำนาจอีกเลยครับ เซ็งเต็มทีแล้ว

Advertisements

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s