ลมหายใจ เฮือกสุดท้าย! มาร์ค-เทพ ลุย “ราชประสงค์” คิดผิดที่ไม่อาจคิดใหม่ได้!!

ปกติในการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ละพรรคการเมืองจะพยายามสรรหาข้อดีของตนเอง และสรหาสารพัดนโยบายล่อใจ มาให้ประชาชนใช้ในการประกอบการตัดสินใจ
ซึ่งหลายพรรคการเมืองก็ใช้กันอยู่ในเวลานี้ ถือเป็นนโยบายโฆษณาชวนเชื่อหรือไม่ ก็สุดแต่ใจคนฟัง ว่าพรรคการเมืองที่บอวก่าจะทำให้ราคาข้าวเปลือกขยับขึ้นไปเป็นตันละ 20,000 บาทนั้น เป็นแค่เรื่องเพ้อฝันที่ถึงเวลาก็กล่าวอ้างผลัดผ่อนไปเรื่อยๆ เพราะไม่ได้กำหนดเวลาเอาไว้ว่าเมื่อไหร่
หรือบางพรรคที่บอกว่าจะสานฝันให้ทุกคนมีบ้านหนึ่งหลัง มีรถยนต์หนึ่งคัน แต่ทำเอาคนกรุงเทพฯสยดสยอง แค่ทุกวันนี้การจราจรก็ติดขัดวินาศสันตะโรแล้ว หากขืนทำให้คนทุกคนมีรถยนต์ 1 คัน นึกภาพไม่ออกจริงๆว่า
สภาพจราจรในกรุงเทพฯจะเป็นอย่างไร จะเอาถนนที่ไหนมาให้รถวิ่ง ที่สำคัญทุกวันนี้ขนาดไม่มีรถกันทุกคน แค่ดาวน์ต่ำผ่อนนาน 4-5 ปี ก็ทำให้ซอยต่างๆกลายเป็นที่จอดรถกันเต็มพรึ่บไปหมดแล้ว
หรือนโยบายที่บอกว่า จะให้ผ่อนบ้านดอกเบี้ย 1% ระยะเวลา 10 ปี แม้แต่แบงก์ชาติ แม้แต่เวิลด์แบงก์ หรือกระทั่ง ไอเอ็มเอฟ พ่อทูนหัวของประชาธิปัตย์ ก็ยังอ้าปากค้าง เพราะปกติแค่ทำนายทิศทางอัตราดอกเบี้ยแค่ครึ่งปี หรือ 6 เดือน ก็ไม่อยากจะทำนายแล้ว
ยิ่งเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจประเทศไทยแบบนี้ นายแบงก์เก่งขนาดไหน ก็บอกได้แค่ว่า เป็นดอกเบี้ยขาขึ้น แต่จะขึ้นไปแค่ไหนไม่รู้ ดังนั้นอย่างเก่งขนาดแบงก์อาคารสงเคราะห์ที่ว่าแน่ๆ สร้านวัตกรรมดอกเบี้ย 0% ยังทำได้แค่ 2 ปี หรือถ้าดอกเบี้ย FIX ก็แค่ 3 ปี หลังจากนั้นก็ดอกเบี้ยลอยตัว MLR บวก หรือ MRR บวก ก็แล้วแต่กรณีไป
แต่พรรคการเมืองกลับบอกว่าจะให้กู้ได้แค่ 1% ระยะเวลา FIX ยาวถึง 10 ปี ถ้าดอกเบี้ยขึ้นไปถึงระดับไม่ต้อง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ก็ได้ แค่ 8-9 เปอร์เซ็นต์ ก็มีหวังต้องหาเงินมาอุ้มกันอุตลุดแล้ว ซึ่งนักการเมืองส่วนใหญ่เป็นแต่ใช้เงิน หาเงินไม่เป็น แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาอุดหนุนถ้าไม่ใช่เงินภาษีประชาชน
แม้ว่าจะเป็นนโยบายขายฝัน แต่อย่างน้อยก็เป็นนโยบายขำๆให้คนไม่เครียด ส่วนจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่จินตนาการ รวมทั้งใครจะเลือกหรือไม่เลือกก็เป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย
แต่ที่น่ากลัว คือ ในการเลือกตั้งครั้งนี้กลับมีการใช้แนวทางในการกล่าวหา สาดโคลน สร้างความกังวลและหวาดกลัวให้เกิดขึ้นกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ว่าถ้าเลือกพรรคนั้น หรือกลุ่มโน้น แล้วปัญหาจะไม่จบ ประเทศชาติจะวุ่นวาย
ถือเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งว่า เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ถึงได้มีการใช้ความแตกต่างทางความคิดมาเป็นประเด็นในการช่วงชิงชัยชนะทางการ เมืองแบบสุดโต่งเช่นนี้
หรือว่ายังมีมือที่คอยวุ่นวายกับการอุ้มชูทางการเมือง ที่ยังไม่ยอมเลิกรา ทั้งๆที่ประเทศไทยได้ติดปลัก ไม่สามารถที่จะเดินไปข้างหน้าได้มากว่า 3-4 ปีแล้วก็ตาม
ซึ่งดูเหมือนว่า ยิ่งมีกระแสโพลล์ออกมาสะท้อนภาพผลการเลือกตั้ง ว่าพรรคเพื่อไทย ที่ส่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 เป็นตัวสร้างกระแสความนิยม โดยจะสามารถชนะพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นรักษาการรัฐบาลปัจจุบัน ได้อย่างแน่นอน
อาการของพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ ก็ยิ่งเริ่มออกมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อมีการนับถอยหลังโค้งสุดท้ายออกมาเช่นนี้ ถ้าไม่เร่งที่จะดึงกระแสกลับให้มวลชนที่มีสิทธิเลือกตั้งหันมามอง มีหวังคงจะเป็นไปตามกระแสโพลล์จริงๆก็ได้
การจัดปราศรัยที่บริเวณแยกราชประสงค์ และมีการเกณฑ์บรรดาแม่ยกประชาธิปัตย์ และบรรดาผู้นิยมและรัก ปชป. มาได้ประมาณ หมี่นคน จึงถือว่าดีที่สุดแล้ว ในภาวะที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไป
แม้ว่าในทางการเมือง อาจจะมองว่าเป็นเหมือนปลาที่กำลังดิ้นรน และพยายามโผล่ขึ้นมาหายใจเหนือน้ำเป็น “เฮือกสุดท้าย” ซึ่งบางคนก็พูดเหมือนแดกดันเย้นหยันให้มันเพี้ยนๆไปว่า….
”เทือกสุดท้าย”!!
แย่ตรงที่ บรรดานักวิเคราะห์ทางการเมือง ล้วนมองตรงกันว่า แทนที่เป็นเฮือกสุดท้ายเช่นนี้แล้ว แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะระดับอาวุโสอย่างนายชวน หลีกภัย หรือระดับแกนนำอย่าง นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ตลอดจนบรรดาผู้เล่นแถว 2 ทั้งหลาย จะเร่งโชว์นโยบายให้ประทับใจผู้ที่มาฟัง
กลับไปมุ่งแต่การโจมตีประเด็นในเรื่องที่ยังคงเป็นปริศนา กรณีการตาย 91 ศพ กรณีเผาบ้านเผาเมือง กรณีคนชุดดำ ทั้งๆที่เป็นรัฐบาล แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะหาหลักฐานมาเล่นงานใครได้
คนชุดดำที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่าเป็นคนสังหารกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ใช่ทหารไม่ใช่กองทัพนั้น จนวันนี้ทั้งๆที่รัฐบาลอภิสิทธิ์กุมอำนาจรัฐ มีทั้งตำรวจ ทหาร หรือแม้แต่กระทั่ง ดีเอสไอ อยู่ในมือ ก็ยังไม่สามารถที่จะลากคอคนชุดดำที่กล่าวอ้างมาลงโทษได้เลยแม้แต่คนเดียว
ในขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่อยู่ในเหตุการณ์ หรือญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่ฟังจากคำบอกเล่าของคนในเหตุการณ์ รวมไปถึงการดูข่าวดูเหตุการณ์จากสื่อต่างประเทศ สื่อที่ไม่ใช่ของภาครัฐ จะเชื่อว่ามีการสลายการชุมนุมจริง คนตาย 91 ศพ ควรจะต้องทวงความยุติธรรมจริงๆ
การเลือกประเด็นพูดในเรื่องที่ยังไม่มีข้อยุติ ซ้ำยังเป็นประเด็นที่หลากหลายมุมมองและต่อสู้กันอยู่อย่างแหลมคมนั้น จึงกลายเป็นเฮือกสุดท้ายที่สูญเปล่าที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
แม้แต่คำกล่าวอ้างที่นายอภิสิทธิ์บอกว่าร้องไห้อยู่หลายวัน รวมไปถึงการกลั้นน้ำตา ปาดน้ำตา หรือทุบอกตัวเองของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ล้วนแล้วแต่ถูกมองว่าเป็นดรามา เพื่อหวังผลทางคะแนนเสียงในภาวะที่โหนกระแสโพลล์ไม่สำเร็จเสียมากกว่า
เพราะสุดท้ายนายอภิสิทธิ์ ก็ใช้สไตล์ขู่ขวัญประชาชน ด้วยการระบุว่า วันนี้ประชาชนต้องเลือก ระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีผมเป็นผู้นำในการเดินหน้าปรองดองบนหลักของความถูกต้อง กับพรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดง
โดยย้ำว่าถ้าเลือกประชาธิปัตย์ นายอภิทธิ์ก็จะเดินหน้าหาทางปรองดองบนความถูกต้องด้วยความอดทน อดกลั้น อย่างถึงที่สุด แต่ถ้าไม่อยาก เพราะกลัวว่าเลือกแล้ว เสื้อแดงจะไม่หยุด ก็ต้องบอกว่า ถ้าตัดสินใจอย่างนั้น อาจจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ แต่วันข้างหน้า ประชาชนทั้งประเทศ จะเหมือนตัวประกันของคนนิยมความรุนแรงตลอดไป และกำลังนำพาประเทศ ไปสู่ความเสี่ยงความวุ่นวายอีกครั้งหนึ่ง
โดยทิ้งไพ่ใบสุดท้ายขอให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์เกิน 250 เสียง ถอนพิษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
ชัดเจนว่าไม่ใช่การต่อสู้แข่งขันกันโดยนโยบายทางการเมือง ทางการบริหารและพัฒนาประเทศแล้ว แต่เป็นการเดิมพันด้วยเหตุผลของการมุ่งหวังเอาชนะอย่างชัดเจน นักวิชาการหลายคนจึงไม่แปลกใจว่า ทำไมนายอภิสิทธิ์ ถึงได้พยายามแต่จะเรียกร้องขอดีเบต ขอท้าแข่งพูดกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แทนที่จะแข่งขันกันในเรื่องของนโยบาย
และไม่แปลกที่นายอภิสิทธิ์ จะรู้สึกเสียดแทงใจว่า โดนประชาชนตำหนิว่า…….
“ดีแต่พูด”
แถมพูดแต่เรื่องเก่าๆ ซ้ำซาก วนเวียน กับการกล่าวหากรณี 19 พฤษภาคม
ซึ่งหากเปรียบเทียบกับแนวทางการหาเสียงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ไม่สนใจกับการตอแยของพลพรรค ปชป. แต่เลือกที่จะเดินหน้าหาเสียง สร้างคะแนนนิยมด้วยการประกาศนโยบายเป็นหลัก
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดีเบต เหมือนกับที่นายอภิสิทธิ์ ให้ความสำคัญ
ตรงนี้จึงเป็นความแตกต่างที่จับต้องได้ และทำให้กระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทย ยังคงนำพรรคประชาธิปัตย์อยู่
ก็ในเมื่อขณะที่ประชาธิปัตย์ วนเวียนกับการโจมตีเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ปรากฏว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เลือกที่จะนำทีมผู้สมัครลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.กาฬสินธ์ุ และชัยภูมิ ชูนโยบายแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยการเชื่อมโยง 25 ลุ่มน้ำ แก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ นโยบายรับจำนำข้าว เพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน และเบี้ยผู้สูงอายุ
นอกจากนี้ ยังขอโอกาสให้ผู้หญิงได้เข้าไปทำงานแก้ปัญหาประเทศ โดยเฉพาะการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ และปัญหาข้าวของราคาแพง
เพียงแค่นี้ก็สะท้อนชัดถึงความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแล้ว
จึงไม่แปลกที่บรรดาอดีตคนเคยนิยมประชาธิปัตย์ ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า การที่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ มุ่งหยิบยกประเด็นการตาย 91 ศพมาโจมตีทางการเมืองอย่างจริงจัง ทั้งๆที่การตายของคนเป็นเรื่องที่หดหู่และน่าเศร้าใจ
ที่สำคัญคนตาย 91 เป็นผลพวงที่เกิดจากการสลายการชุมนุม และยังคงเป็นปริศนาว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร ขณะเดียวกันก็มีความพยายามโยนว่าฝ่ายใดฆ่า เมื่อยังไม่มีความชัดเจนแล้วหยิบมาเป็นประเด็นหาเสียง จึงเป็นเหมือนการปีนขึ้นสู่เขา เทือกแล้วเทือกเล่า จนแม้แต่กระทั่งมาถึงเทือกสุดท้ายแล้ว ก็ยังมองไม่เห็นวี่แวว
จึงเป็นสถานการณ์ที่ต้องถือว่าบีบรัดพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพเป็นอย่างยิ่ง
นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานนปช. กล่าวว่า กรณีการปราศรัยของนายอภิสิทธิ์ ที่หน้าลานเซ็นทรัลเวิลด์ ว่าเป็นการนำข้อมูลเก่า ไม่มีหลักฐาน และเป็นปราศรัยภายใต้การสูญเสียของประชาชนแบบฟังไม่ขึ้น
“นายอภิสิทธิ์ได้แสดงให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงที่ต้องการตอกลิ่มเรื่องความ ขัดแย้งทางการเมือง และต้องการแก้ตัวให้กับตนเอง ซึ่งจะกลายเป็นผลเสียต่อพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า เพราะแสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำที่อ่อนแอ”นางธิดากล่าว
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ ก็มองว่า เป็นการปราศรัยที่มีลักษณะในการโจมตีคนเสื้อแดงเป็นหลัก โดยการพูดถึงเหตุการณ์สูญเสียชีวิตของประชาชน ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากสำหรับประชาชนชาวไทย เนื่องจากว่าในขณะที่รัฐบาลเปิดเผยความเลวร้ายของกลุ่มชายชุดดำหรือคนเสื้อ แดง แต่ก็ทำให้เกิดคำถามจากประชาชนว่า เหตุใดรัฐบาลจึงมีมติคณะรัฐมนตรีให้ใช้กองทุนยุติธรรมไปสนับสนุนการประกัน ตัวปล่อยคนเสื้อแดง
ไม่ใช่เอาแต่ได้ พูดให้ร้ายเสื้อแดงในมุมเดียว แล้วกลับมาข่มขู่ให้ประชาชนต้องหวาดกลัวว่าระวังคนเสื้อแดงจะกลับมา ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นผู้ปล่อยตัวออกมา
ในขณะที่รัฐบาลอ้างว่ามีชายชุดดำอยู่เบื้องหลังการสังหารประชาชนนั้น ก็ต้องขอถามรัฐบาลว่า เหตุใดจึงไม่จัดการกวาดล้างจับกุมให้แล้วเสร็จก่อนมีการยุบสภา แล้วก็มาข่มขู่ประชาชนในวันนี้อย่างไม่เป็นธรรม
“สิ่งที่มีการปราศรัยนั้น ด้านหนึ่งต้องการดิสเครดิตคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการประจานความอ่อนแอของรัฐบาลเอง” นายปานเทพกล่าว
เนื่องจากคำพูดของประชาธิปัตย์คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเจตนานำคนเสื้อแดงเป็นเครื่องมือในการหาเสียงเพื่อข่มขู่ประชาชน เป็นเรื่องที่ประชาชนสมควรจะร้องไห้มากกว่านายอภิสิทธิ์ ที่บอกว่าตัวเองได้ร้องไห้ในคืนวันที่ 10 เม.ย.53
เช่นเดียวกับนายประพันธ์ คูณมี คณะกรรมการป้องกันราชอาณาจักรไทย กล่าวว่า ดูการปราศรัยของประชาธิปัตย์ ใจความที่นายสุเทพปราศรัย ไม่ต่างอะไรเลยกับที่ตอบในสภาตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ เหมือนเดิมทุกประการ บอกว่าเหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเสื้อแดง โยนความชั่วเต็มๆให้พวกนั้นเต็มร้อย แล้วทำให้ต้องนึกว่ารัฐบาลรักษาความมั่นคงอย่างไร ทั้งหมดนี้ด่าไปก็เท่ากับประจานตัวเอง
สุดท้ายบอกว่าการตัดสินใจสลายการชุมนุม ตัวเองเป็นคนตัดสินใจ นายอภิสิทธิ์ไม่ได้สั่งการ สรุปคือออกมารับผิดแทนนายอภิสิทธิ์ ตกลงนายกฯ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือ แล้วบ้านเมืองจะมีนายกฯ ไปทำไม เวลามีอะไรเกิดขึ้นก็มีพวกมารับแทน
พอมาวันนี้จะเลือกตั้ง ก็มาหาเสียงให้ประชาชนช่วยสกัดไม่ให้พวกนี้กลับมา แล้วยังโอดครวญอีกว่าไปหาเสียงก็มีคนก่อกวน ในเมื่อเป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ไม่มีปัญญาจัดการหรือ
“ไม่เข้าใจจะมาพูดทำไม คิดว่าตัวเองได้คะแนนหรือ ฟังสุเทพแล้ว ไม่ใช่การหาเสียงแต่มันเป็นการหาเรื่อง”
ที่สำคัญนายประพันธ์ ได้ชี้ให้เห็นภาพของนายชวน หลีกภัย ที่น่าเห็นใจเพราะวันนี้ไม่สง่างามเหมือนเมื่อก่อนเลย นายชวนระบุว่าการเมืองที่เลวร้ายที่สุด คือการเมืองที่ใช้เงินซื้อทุกอย่าง แถมบอกประชาชนทั่วประเทศที่อย่ายอมเป็นเหยื่อพวกทรชน ซึ่งพูดถูก แต่ทำไมไม่ดูในพรรคตัวเองว่าก็มีทรชนเช่นกัน เมื่อก่อนประชาธิปัตย์อาจไม่มีเงิน แต่ทุกวันนี้อำนาจเงินครอบงำประชาธิปัตย์หมด
และสุดท้ายที่ดูไม่งามคือปกตินายชวน จะต่อต้านทหารที่รัฐประหาร เพราะทำให้อาชีพนักการเมืองตกงาน แต่มาวันนี้ขอบคุณทหารที่ไม่ปฏิวัติง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อน
“ดูเหมือนมีความสุขที่ทหารอยู่ในโอวาทนักการเมืองเป็นอย่างดี”
เสียงสะท้อนที่เกิดขึ้น น่าจะบอกให้นายอภิสิทธิ์และทีมงานยุทธศาสตร์ของพรรค ได้รู้แล้วว่า เฮือกสุดท้ายที่ผ่านไป ดูเหมือนจะผ่านไปอย่างเสียเปล่าจริงๆ
หากพรรคเพื่อไทย เกิดจะชนะได้จำนวน ส.ส. ถึงระดับ 300-320 เสียงจริงๆ ก็ไม่ต้องโทษใครเลย
นอกจากโทษตัวเอง ที่เดินไปข้างหน้าไม่เป็นจริงๆ!!!
การชุมนุมของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยการบุกรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่”ราชประสงค์” ที่เป็น”หนามตำใจคนเสื้อแดงซึ่งถูกฆ่าเสียชีวิต 91 ศพ” บาดเจ็บกว่า 2,000 คน คือการดิ้นรนครั้งสุดท้ายของ อภิสิทธิ์ กับ สุทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งต่างหมดทางเดิน!!
จั่วหัว…”บางกอกทูเดย์” จึงขอให้คำว่า…ปชป.บุกราชประสงค์-ลมหายใจ”เทือกสุดท้าย” ซึ่งคงพอทำให้เห็น”ความชัดเจนในการเดินเข้าสู่”กับดักตัวเอง” ก่อนหน้าถึงวันเลือกตั้งเพียงสัปดาห์เดียว!!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s