“กฎหมู่”และ“หมาหมู่”

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่เป็นหัวเลี้ยว หัวต่อสำคัญของ วิกฤตและอนาคตบ้านเมืองเท่านั้น แต่ยังถือเป็นปรากฏ การณ์ที่แปลกและน่าสนใจของการเมืองไทยเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ได้รับความนิยมอย่าง เหลือเชื่อในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็สบประมาทว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มีความรู้ความสามารถเทียบเท่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ภาพที่ปรากฏก็เป็นในลักษณะ “นางงามรักเด็ก” ชูนิ้วเป็นหมายเลข 1 เท่านั้น กระแส “ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์” จะค่อยๆแผ่วลงไปเอง

แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับคิดไม่ถึงว่าคำสบประมาทดังกล่าวจะกลายเป็น “คมหอกคมดาบ” กลับมาทิ่มแทงตัวเอง เพราะนายอภิสิทธิ์เองกลับถูกตั้งสารพัดฉายาที่เป็นไปในแง่ลบ ไม่ว่าจะเป็น “หล่อหลักลอย” “หุ่นเชิดอำมาตย์” “พายเรือให้โจรนั่ง” “นั่งเรือที่โจรพาย” หรือ “ดีแต่พูด” ฯลฯ

ยิ่งตียิ่งแรง!

กระแส น.ส.ยิ่งลักษณ์มาแรงแบบติดลมบนอย่างรวดเร็วตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งที่ลงเล่นการเมืองครั้งแรกเท่านั้น แม้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสเสื้อแดงที่ยังร้อนแรง และกระแส พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ยังมีประชาชนชื่นชอบเป็นจำนวนมาก

แต่คงไม่สำคัญเท่ากับตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์เองที่นอกจากเป็นผู้หญิงสวยแล้วยังผสมผสานความเป็นผู้หญิง เก่ง อ่อนน้อม ไม่ก้าวร้าว และยิ้มตลอดเวลา ทั้งที่ถูกโจมตีอย่างมากมายจากพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ปรากฏชื่อชัดเจนใน ฐานะ “ว่าที่นายกรัฐมนตรี” กลับได้รับคะแนนสงสารมากมาย จนกระทั่งเหลืออีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม น.ส.ยิ่งลักษณะกลับยิ่งถูกรุมโจมตีอย่างหนักในทุกรูปแบบ

เริ่มตั้งแต่นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ที่ออกมาเปิดประเด็นเรื่องส่วนตัวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่จดทะเบียนสมรส แต่จุดไม่ติด แถมยังวกเข้าหาสารพัดผู้ใหญ่ในพรรคเสียเองจนถูกเบรก ตามด้วยบรรดาโฆษกใหญ่น้อย เรื่อยมาจนถึงคิวนายแก้วสรร อติโพธิ และ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่ออกมาเคลื่อนไหวในนาม “เครือข่ายพลเมืองคัด ค้านนิรโทษกรรมคอรัปชั่นทักษิณ (คนท.)” ยื่นหนังสือให้คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ตรวจสอบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าให้การเท็จในคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรื่องซุกหุ้น รวมทั้งยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และยื่นเรื่องต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในข้อหาเดียวกัน

หมาหมู่-นักเลงเขาไม่ทำกัน?

กระแสที่ออกมาโจมตี น.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างหนักในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มนายแก้วสรร-หมอตุลย์ และล่าสุดนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้พิจารณาดำเนินการยุบพรรคเพื่อไทย โดยอ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ทรงอิทธิพล และพรรคเพื่อไทยอยู่ภายใต้การครอบงำของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเหมือน “แยกกันเดิน-รุมกันตี” เพราะทุกกลุ่มมีเป้าหมายเดียวกันคือสกัดไม่ให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ไม่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย และไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณมีโอกาสกลับประเทศไทย เพราะเกรงว่าจะกลับมาล้างแค้น

กระแสโจมตีทั้งหมดจึงพุ่งไปที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์คนเดียว ซึ่งจะเรียกว่าเป็น “กฎหมู่” หรือ “หมาหมู่” ไม่รู้ แต่หากตีความตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานของคำว่า “หมาหมู่” ก็มีความหมายถึง “กลุ่มคนที่กลุ้มรุมทำร้ายคนคนเดียว” และดูเหมือนว่ายิ่งใกล้วันเลือกตั้งเท่าไร ลูกผู้ชายชนิดที่เรียกว่า “นักเลงเขาไม่ทำกัน” กลับดาหน้าออก มารุมกระหน่ำซ้ำเติมยิ่งกว่า “หมาหมู่” เสียอีก

แต่การรุมโจมตีจะทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์หมดสิทธิทางการเมือง หรือยิ่งทำให้กระแส น.ส.ยิ่งลักษณ์แรงมากขึ้นอีกเพราะได้รับคะแนนสงสารก็เป็นเรื่องที่ต้องจับตา สถานการณ์อย่างไม่กะพริบตา

ดีแต่โทษคนอื่น

เมื่อย้อนไปตั้งแต่เริ่มต้นการรับสมัครเลือกตั้งของ กกต. ทันทีที่ชื่อของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับนายอภิสิทธิ์ก็ถูกนายบุญ ยอด สุขถิ่นไทย ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โจมตีเรื่องส่วนตัวทันที โดยพยายามจุดประเด็นเรื่องจดทะเบียนสมรส

แต่นายบุญยอดก็เสียหน้าและเสียมวย เพราะ เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทันทีว่าพูดโดยไม่คิด และไม่สมควรอย่างยิ่งที่ผู้ชายอกสามศอกใช้การเมืองน้ำเน่าเดิมๆมาดิสเครดิต ผู้หญิง อีกทั้งยังเข้าเนื้อพรรค ประชาธิปัตย์เองด้วย เพราะนายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีบุตรโดยไม่จดทะเบียนสมรส ขณะที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์หลายคนก็มีข่าวคาวซับซ้อนเรื่องชู้สาวอยู่เต็ม ไปหมด

อย่างไรก็ตาม แม้นายอภิสิทธิ์เคยประกาศว่าจะหาเสียงอย่างสร้างสรรค์โดยใช้ผลงานและนโยบาย หาเสียง แต่ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งกระแสของ น.ส.ยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยยิ่งแรง ตรงข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ทุกครั้งที่มีการสำรวจของโพลต่างๆมีคะแนนตาม หลังพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้

เช่นเดียวกับกระแสของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็นำนายอภิสิทธิ์มาโดยตลอดจนกระทั่งโค้งสุดท้าย จึงทำให้นายอภิสิทธิ์และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หาเสียงโดยเน้นโจมตีตัวบุคคลแทน คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณว่ามีเส้นทางเหมือนกันคือมุ่งประโยชน์ทางธุรกิจ และจะลบล้างความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ

นอกจากนี้ยังพุ่งเป้าไปที่คนเสื้อแดงและเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ที่มีคนตายถึง 91 ศพ บาดเจ็บและพิการเกือบ 2,000 คน รวมทั้งการเผาบ้านเผาเมือง ที่วันนี้มีแต่โยนบาปให้ “ไอ้โม่งชุดดำ” แต่กลับไม่พูดถึงภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่ปรากฏไปทั่วโลกในการใช้ทหารพร้อม อาวุธ สงครามสลายการชุมนุมและยิงประชาชน ซึ่งทั้งนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพก็ถูกกล่าวหาว่าเป็น “ฆาตกรฆ่าประชาชน” ในฐานะผู้มีอำนาจและความรับผิดชอบสูงสุดในขณะนั้น

หลังชนฝา หมาจนตรอก?

การนำเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” และเผาบ้านเผาเมืองมาเป็นไม้ตายหรือไพ่ใบสุดท้ายในการสกัด น.ส.ยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะการปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ที่แยกราชประสงค์ โดยอ้างว่าต้องการให้ประชาชนรู้ความจริงนั้น จึงมีคำถามว่าเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์เหมือน “หลังชนฝา หมาจนตรอก” ไม่สามารถเรียกคะแนนนิยมจากประชาชนได้ใช่หรือไม่

โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมไม่ว่าจะเหลืองหรือแดง พรรคประชาธิปัตย์จึงเลิกใช้นโยบายและผลงานหาเสียง แต่เน้นไปที่ความขัดแย้งและความรุนแรงที่ยังคลุมเครือ เพราะไม่ว่าจะเป็นความตาย 91 ศพ หรือการเผาบ้านเผาเมือง วันนี้ก็ยังไม่มีผลการสอบสวนใดๆออกมา ทั้งที่นายอภิสิทธิ์เป็นผู้นำรัฐบาล แต่กลับปล่อยให้ดีเอสไอทำงานเหมือนไร้ประสิทธิภาพ หรือไม่ต้องการให้ “ความจริง” ปรากฏ เพราะกว่า 1 ปีคดีก็ยังถูก “แช่แข็ง” ไม่มีความคืบหน้าใดๆ

แต่นายสุเทพกลับพยายามตอกย้ำว่าถ้าประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยก็จะได้พวก เผาบ้านเผาเมือง เพราะแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มีชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยในลำดับต้นๆ

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ทั้งให้สัมภาษณ์ ปราศรัยหาเสียง และเขียนบันทึกเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ค โยนการเสียชีวิต 91 ศพ และการเผาบ้านเผาเมืองไปให้ พ.ต.ท.ทักษิณและคนเสื้อแดงที่เป็นต้นเหตุ และต้องการสร้างกระแสยัดเยียดข้อหา “ฆาตกรฆ่าประชาชน” ให้ตัวเอง รวมทั้งกล่าวหาว่าหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งแรกที่จะทำคือการนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนยันตลอดเวลาว่างานแรกคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาความ เดือดร้อนของประชาชน ส่วนเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

ใครพูดจริง พูดเท็จ พูดบิดเบือน พูดโกหกตอแหล หรือพูดความจริงบางส่วน หากประชาชนมีสติและใช้ปัญญาก็จะรู้ได้ชัดเจนว่าใครหรือฝ่ายใดที่พูดจริงหรือ พูดโกหก

เพื่อไทย-นปช. ฟ้องยุบ ปชป.

พรรคเพื่อไทยและ นปช. จึงยื่นร้องเรียนกับ กกต. ว่าการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง เนื่องจาก 1.กล่าวหาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวและช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็น การใส่ความเท็จ ผิดมาตรา 53 (5) พ.ร.บ.เลือกตั้ง และ 2.กรณีระบุว่าเลือกพรรคเพื่อไทยจะได้พวกเผาบ้านเผาเมือง ก็เข้าข่ายการใส่ร้ายป้ายสี เนื่องจากข้อเท็จจริงยังไม่มีการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมว่าใครเป็นคน เผาบ้านเผาเมือง จึงมีความผิดฝ่าฝืนมาตรา 53 (5) พ.ร.บ.เลือกตั้ง ที่สำคัญอาจมีความผิดตามมาตรา 237 ตามรัฐธรรมนูญ และมาตรา 94 ตาม พ.ร.บ.พรรคการ เมืองที่มีโทษถึงขั้นยุบพรรค

แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์โดนข้อหาหนักถึงยุบ พรรค 2 ข้อหายังรอดพ้นได้อย่างเหลือเชื่อ ทั้งที่มีหลักฐานเป็นเอกสารและพยานบุคคลต่างๆมากมาย จึงเชื่อว่าครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์คงรอดอีกเช่นเคย

ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยได้ยื่นให้กองปราบปรามดำเนินคดีกับนายแก้วสรรและ นพ.ตุลย์ ที่ออกมาเคลื่อนไหวให้มีการตรวจสอบเอาผิดกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และยังยื่นเรื่องต่อ กกต. ว่าการกระทำของทั้งสองมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ เป็นกระบวนการที่ออกมาเพื่อทำให้เสียคะแนน เป็นการหวังผลทางการเมืองและเพื่อดิสเครดิตพรรคเพื่อไทย ซึ่งขัด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. และการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 53 (5) และมาตรา 137 มีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี ฐานใส่ร้ายและทำให้เสียคะแนนเสียง

โดยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้ กกต. สั่งระงับยับยั้งการกระทำของนายแก้วสรรและ นพ.ตุลย์ เพราะถือเป็นการชี้นำประชาชน และอาจทำให้ประชาชนหลงผิดได้ ทั้งให้ตรวจสอบว่ามีกระบวนการอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ถ้า กกต. ไม่ทำอะไรเลยอาจถูกมองว่าเป็นเพียงแค่เสือกระดาษ ซึ่งตรงกับโพลที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่สูงเกือบ 70% ไม่มั่นใจว่า กกต. จะจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ให้บริสุทธิ์ยุติธรรมได้

โค้งสุดท้าย-โค้งมรณะ?

ยิ่งโค้งสุดท้ายที่เหลือเวลาไม่กี่วันจะเลือกตั้ง แต่โพลทุกสำนักระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นรองพรรคเพื่อไทยอย่างคงเส้นคงวา ทั้งที่มั่นใจว่านโยบายและผลงานจะเข้าตาประชาชน แต่กระแสตอบรับกลับไปอยู่ที่พรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงเชื่อว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เลิกทำการเมืองเชิงสร้าง สรรค์อย่างที่ประกาศ แต่กลับมาใช้กลยุทธ์ที่ถนัดคือ การหาเสียงแบบทำลายฝ่ายตรงข้าม

แม้นายอภิสิทธิ์จะปากแข็งว่าไม่ใช่ไพ่ใบสุดท้าย แต่การโหมกระหน่ำด้วยการสร้างวาทกรรม “เผาบ้าน เผาเมือง” และ “ผู้ก่อการร้าย” โดยโยนความผิด 91 ศพให้ พ.ต.ท.ทักษิณและคนเสื้อแดง ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือการทำลายความน่าเชื่อถือของ น.ส.ยิ่งลักษณ์นั่นเอง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประชาชนส่วนใหญ่จะเชื่อหรือไม่ แต่เป้าหมายอยู่ที่คนกรุงเทพฯ เพราะ 33 เก้าอี้ในกรุงเทพฯอาจเป็นการตัดสินว่าพรรคเพื่อไทยจะจัดตั้งรัฐบาลได้หรือ ไม่ เนื่องจากกระแสคนกรุงเทพฯไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่วิกฤตการเมือง 5 ปีที่ผ่านมาคนกรุงเทพฯก็เบื่อหน่ายกับการชุม-นุมไม่ว่าจะเหลืองหรือแดง พรรคประชาธิปัตย์จึงมั่นใจว่าการปราศรัยที่แยกราชประสงค์และการตอกย้ำวาท กรรม “เผาบ้านเผาเมือง” และ “ผู้ก่อการร้าย” จะทำให้คนกรุงเทพฯเลือกพรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องปลุกกระแส แม้ว่าจะต้องสร้างฉาก ยัดเยียดข้อกล่าวหาต่างๆ เพื่อลดความน่าเชื่อถือของ น.ส.ยิ่งลักษณ์และคนเสื้อแดงให้ได้มากที่สุด

ในขณะที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช. เตือนนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ว่า อาจยิ่งเป็นการประจานตัวเอง เพราะ ประชาชนต่างรู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพราะมีทั้งประจักษ์พยานนับพันที่เห็นเหตุการณ์ รวมทั้งสื่อต่างชาติและองค์กรระหว่างประเทศต่างก็ประณามการใช้กำลังทหารกับ ประชาชน

ล่าสุดนายอภิสิทธิ์เดินทางไปร่วมงาน World Economic Forum ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ยังถูกนายวอลเดน เบลโล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฟิลิปปินส์ ฉีกหน้ากลางที่ประชุมว่า ประชาธิปไตยของประเทศไทยถดถอยอย่างมากหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทั้งยังระบุว่าการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลในการสลายการชุมนุมเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2553 เป็นเรื่องที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ ซึ่งไม่สามารถยอมรับการกระทำของรัฐบาลไทยที่กระทำต่อประชาชนของตนได้

“ผมช็อกมากกับการสังหารหมู่ประชาชนที่เกิดขึ้น ผมไม่คิดว่าประเทศที่มีอารยะควรนำอาวุธปืนมายิงใส่ประชาชน ผมตกใจมากจริงๆกับการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลประชาธิปัตย์”

ดังนั้น ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะงัดสารพัด กลยุทธ์เพื่อเรียกคะแนนกลับคืนให้ได้ในช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง แต่หากใช้วาทกรรม “ผู้ก่อการร้าย” และ “เผาบ้านเผาเมือง” หรือมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆออกมารุมโจมตี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็อาจทำให้เกิดกระแส “สงสารยิ่งลักษณ์” ที่ไม่ใช่ชนะกันแบบสูสี แต่จะเป็นการชนะแบบถล่มทลาย

แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ออกมาแถลงจุดยืนการเลือกตั้งโดยให้เลือกคนดีและปกป้องสถาบัน ก็ถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบมากมาย โดยเฉพาะสื่อต่างประเทศเกือบทุกสำนักต่างระบุว่าเป็นการชี้นำและแทรกแซงการ เมืองของกองทัพอย่างชัดเจน

เช่นเดียวกับคนไทยทั้งประเทศที่วันนี้ไม่ได้ “กินหญ้า” จึงแยกออก ว่า “กฎหมู่” และ “หมาหมู่” นั้นต่างกันอย่างไร?

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับ 316 วันที่ 25 มิถุนายน – 1 กรกฏาคม 2554  พ.ศ. 2554 หน้า 16 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s