แม่หมอมุก-แม่น้องเกดสิ่งที่ลูกผู้ชาย“ชาติทหาร”เขาไม่ทำกัน

ข่าวที่สร้างความสลดใจให้คนไทยชิงพื้นที่ข่าวการเลือกตั้งเกิดขึ้นกับชะตากรรมของผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง

เหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อ พ.ต.พญ.หทัยพร อิ่มวิทยา หรือหมอมุก แพทย์ประจำ ร.พ.พระมงกุฎเกล้า ถูกทหารขับรถชนอาการสาหัส สาเหตุเกิดจากความไม่พอใจที่มาจอดรถขวางทาง ขณะที่การเรียกร้องหาตัวผู้กระทำความผิดในช่วงก่อนหน้านี้ไม่มีความคืบหน้า ใดๆทั้งสิ้น

จนกระทั่ง พญ.พรรณกร อิ่มวิทยา มารดาของหมอมุก ซึ่งเป็นอดีตอาจารย์ในโรงพยาบาลศิริราช ได้เข้าร้องเรียนต่อกองทัพเรียกร้องให้หาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี เพราะมีพยานรู้เห็นชัดเจนว่าคนขับรถชนเป็นทหาร

จากนั้นจึงมีการออกมา ของ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ภู่กลั่น อายุ 51 ปี ผู้อำนวยการกองกลาง สำนักงานบัญชีทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยระบุว่าตนเองคือคนขับรถชนหมอมุก

พญ.พรรณกรซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ทหาร ขับรถชนลูกสาว ปฏิเสธว่า พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่คนที่ขับรถชนลูกสาวอย่างแน่นอน เพราะจากที่อยู่ในเหตุการณ์ จำได้ว่าคนที่ขับรถชนลูกสาวมีอายุน้อยกว่านี้ จึงไม่น่าจะเป็น พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ที่เข้ามามอบตัวแต่อย่างใด และเมื่อพิจารณาจากคลิปวิดีโอ รวมถึงหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจค้นพบ ทุกอย่างบ่งชี้ตรงกันว่า คนขับมีเจตนาขับพุ่งชนอย่างชัดเจน และ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่คนขับรถในวันเวลาดังกล่าว ซึ่งได้สร้างความกังขาให้หลายๆฝ่าย โดยมีข่าวลือออกมาว่า พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ออกมารับผิดแทน พ.ท. “ศ.” นายทหารสังกัดกองพลน้อยที่ 1 กองทัพบก ซึ่งมีบิดาคือ พล.อ.”อ.” เป็นนายทหารนอกราชการ

พญ.พรรณกรจึงเรียกร้องให้ผู้ต้องหาออกมายอมรับอย่างลูกผู้ชายว่า

“แม่ ก็พยายามต่อสู้อยู่ทุกวันนี้ เพื่อให้ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด คลี่คลายออกมา มีการเปิดเผย ไม่ใช่อุบๆอิบๆ วันหนึ่ง พูดอย่าง อีกวันก็พูดอีกอย่าง .. คนทำอาจจะเป็นคนที่มีสี รู้ว่าทำอะไรก็ได้ ไม่ผิด มีคนคุ้มครอง ถึงได้กล้าอย่างนี้ ถ้าเผื่อชาวบ้านธรรมดาคงไม่ทำถึงขนาดนี้ อยากขอความเป็นธรรมเรื่องการสอบสวน แล้วก็มาต่อสู้กันอย่างลูกผู้ชายดีกว่า อย่ามาทำซ่อนเงื่อนอะไรอย่างนี้เลย เพราะว่าเป็นทหารด้วยกัน ก็ออกมาสู้กันอย่างลูกผู้ชายดีกว่า”

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ยืนยันต่อประชาชนซึ่งติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิดว่า ไม่ต้องเป็นห่วงคดีหมอมุก เพราะผู้เสียหายเป็นกำลังพลของกองทัพบก ซึ่งต้องดูแลอย่างเต็มที่ และจะไม่มีใครมาทำร้ายอีก ขณะนี้การสอบสวนพยานหลักฐานต่างๆชัดเจน “โดยพยานหลักฐานทางวัตถุพยานก็มีอยู่ ไม่ต้องกลัวจะตรวจไม่พบ”

“ทุกอย่าง ต้องมีหลักฐาน ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นไม่ได้นิ่งนอนใจ ไม่ว่าจะกล่าวอ้างว่าใครเป็นคนชน หรือเป็นรถของใคร หากลูกน้องเจ็บไม่มีการยกเว้น ไม่ว่าใครทำจะต้องถูกลงโทษ ถ้าเป็นทหารด้วยกันมีระเบียบวินัยที่จะดำเนินการอยู่ ต้องเข้าใจขั้นตอนระเบียบกฎหมาย ถ้าไม่สอนให้คนรู้จักกฎหมายก็ไม่มีวันเกรงกลัวกฎหมาย”

ความยุติธรรม ที่ “ผู้เป็นแม่” เรียกร้องจึงได้รับการสนองตอบ มีการเร่งสืบหาตัวผู้กระทำความผิด สื่อทุกแขนงให้ความสนใจต่อคดีนี้เป็นพิเศษ สังคมไซเบอร์กระโจนเข้ามาตรวจสอบอย่างไม่ลดละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกมายืนยันให้ความปกป้องคุ้มครองผู้ใต้บังคับบัญชาของ ผบ.ทบ. ย่อมเป็นการให้ความมั่นใจว่าคดีนี้จะต้องมีการสืบสวนสอบสวนโดยเปิดเผย ถูกว่ากันไปตามถูก ผิดว่ากันไปตามผิด

คนไทยทั้งประเทศที่เฝ้าติดตามข่าวต่างก็เอาใจช่วยและส่งกำลังใจให้ “หมอมุก” กลับฟื้นคืนพ้นจากขีดอันตรายได้ในเร็ววัน

การต่อสู้ของ “ผู้เป็นแม่” ในครั้งนี้ให้ความหวังที่ยิ่งใหญ่ต่อสังคมไทยว่า การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมนั้นมีอยู่จริง

หรือเป็นความโชคดีบนความเศร้าสลดที่การต่อสู้ครั้งนี้ได้มาซึ่งความยุติธรรมเพราะเป็นการต่อสู้ระหว่าง “ทหารกับทหาร”

เรื่อง นี้ทำให้ฉุกคิดไปถึงกรณีการต่อสู้ของแม่ผู้สูญเสียลูกสาวไปอย่าง ไม่มีวันกลับอย่างนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนารามในเหตุการณ์สลายการชุมนุม “เมษา-พฤษภาอำมหิต”

นางพะเยาว์เรียกร้องความรับผิดชอบและความยุติธรรม ให้กับลูกสาวตลอด 1 ปีแห่งการสูญเสีย แต่กลับไม่มีการดำเนินการใดๆทั้งสิ้นเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อผู้เสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสืบสวนหาข้อเท็จจริง การเปิดโปงผู้กระทำความผิด ทุกอย่างกลายเป็นสุญญากาศ

ทั้งที่ “มีพยานหลักฐานปรากฏเด่นชัด” ว่าเป็นการกระทำของใคร และเป็นสิ่งที่รัฐบาลและกองทัพต้องแสดงความรับผิดชอบ แต่จนถึงบัดนี้ทุกอย่างมีแต่ความว่างเปล่า

แต่นางพะเยาว์ยังยืนยันที่จะต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมนี้ต่อไป หลังจากการตายเวียนบรรจบครบรอบ 1 ปีแต่ไม่มีความคืบหน้าของคดีว่า

“..ที่ ฉันต่อสู้มาก็แค่ขอความจริงให้มันกระจ่าง ความยุติธรรมให้มันเดินตามมา คดีให้มันเลื่อนไหล แต่นี่ไม่มีเลย วันนี้ครบ 1 ปี พอแล้วสำหรับการรอคอย หลังเสร็จวันนี้ฉันจะเดินหน้าไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยที่เกี่ยว กับการตายการเจ็บของลูกสาวและคนอื่นๆ แม้กระทั่งสำนักนายกฯก็จะไป เพราะตัวต้นตอที่จะไปหาคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะเขาเป็นบุคคลหนึ่งที่โทร.มาหาแล้วบอกว่าจะติดตามหาตัวผู้กระทำผิดมาลง โทษให้เร็วที่สุด”

ถ้าทหาร กล้าที่จะก้าวออกมายืดอกรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่าเป็น “ทหารเหมือนกัน”

ทหารก็พึงปฏิบัติเช่นเดียวกันต่อประชาชนคนธรรมดา ในฐานะที่เป็น “คนเหมือนกัน”

ไม่ ใช่ว่ากล้าที่จะเป็น “ลูกผู้ชาย” เพียงเพราะเป็นสีเดียวกัน แต่กับประชาชนคนธรรมดาและไม่มีอาวุธกลับซุกซ่อน กลับพยายามบิดเบือนความจริงทุกอย่างเพื่อหลบหนีความผิด

เพราะว่า “ความยุติธรรม” คือการมอบความเป็นธรรมให้กับ “ทุกคน” อย่างเท่าเทียมกัน

เพราะว่า “ลูกผู้ชาย” เขาจะไม่ทำร้าย “ผู้หญิง” แล้วแอบไปซุกใต้ผ้าถุงอย่างเด็ดขาด

“นักเลงเขาไม่ทำกัน” ยังไม่น่าอายเท่า “ลูกผู้ชายชาติทหารเขาไม่ทำกัน”

ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน ปีที่ 12 ฉบับที่ 3083 ประจำวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2554 คอลัมน์ ฉกข่าว ฉุกคิด

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s