Andrew MacGregor Marshall: Why I decided to jeopardise my career and publish secrets

Thailand is sliding backwards into repression – one stark indication of this is that just saying it is illegal

Thursday, 23 June 2011

For the past month, I have worked 16 hours a day, without pay, on a story that is likely to be widely denounced. It is a story that has already cost me a job I loved with Reuters, after a 17-year career. Once it is published, I will be unable to return to one of my favourite countries for many years. There is a risk – small, but real – that I will face international legal action. And several people who I consider friends will be dismayed, and probably never talk to me again.

The obvious question is: why?

The answer is that – incredibly, a decade into the 21st century – this is the price that has to be paid for trying to tell the truth about an apparently modern and open country: Thailand.

Thailand claims to be a democracy, and it is holding general elections on 3 July. It claims to be a constitutional monarchy, where the widely beloved 83-year-old King Bhumibol has no political role but provides moral guidance.

There is no doubting the affection and respect that Thais have for their king. But Thailand’s tragedy is that throughout its modern history, generals and courtiers have sabotaged Thai democracy while claiming to be acting in the name of the palace.

Thailand is sliding backwards into authoritarianism and repression. And one stark indication of this is that just saying it is illegal.

Thailand has the world’s harshest lèse majesté law. Any insult to Bhumibol, Queen Sirikit or their son Crown Prince Vajiralongkorn, is punishable by three to 15 years in jail. Use of the law has surged, particularly since a coup in 2006. Respected academics and journalists are among those facing prison. One Thai-British professor, Giles Ungpakorn, is living in exile in London after fleeing Thailand following accusations he defamed the palace.

I arrived in Thailand in 2000, as Reuters’ deputy bureau chief. I quickly fell in love with the luminous beauty of Thai culture and the warmth and joie de vivre of the people. It does not appear like a nation in the grip of repression, but things are not as they seem. The official story of a harmonious “Land of Smiles” is a fairy tale. Thailand is a country of secrets.

Many Thais have little respect for the crown prince and regard the prospect of him becoming king with dread. Queen Sirikit is deemed to be distanced from King Bhumibol and thought by some to be sympathetic to the ultra-right-wing “yellow shirts”, who besieged Bangkok’s airports in 2008 in an effort to topple the government. The military has consistently used the law to shield itself from critical scrutiny of its baleful role in sabotaging democracy.

Thailand’s domestic media cannot report any of this, and the international media has resorted to explicit self-censorship. Journalists resort to vague hints when covering Thailand. As Pravit Rojanaphruk, one of the country’s best correspondents, wrote this month: “The ‘invisible hand’, ‘special power’, ‘irresistible force’, all these words have been mentioned frequently lately by people, politicians and the mass media when discussing Thai politics, the upcoming general election and what may follow.”

Three months ago I gained access to the “Cablegate” database of confidential US cables believed to have been downloaded by US soldier Bradley Manning in Iraq. There are more than 3,000 cables on Thailand. Unlike almost all reporting on the country, the cables do not mince words when it comes to the monarchy. As I read them I realised two things. They could revolutionise our understanding of Thailand. And there was no way I could write about them as a Reuters journalist.

Reuters employs more than 1,000 Thai staff. The risks to them were significant. In my 17 years at Reuters I’ve covered many conflicts; I spent two years as Baghdad bureau chief as Iraq collapsed into civil war. Several friends in the company have been killed. I’ve always been proud to work for Reuters. When I was told my story could never be published, I understood.

But I just could not accept giving up and ignoring the truth about Thailand. Thai people deserve the right to be fully informed, to debate their future without fear. With great regret, I resigned from Reuters at the start of June to publish my article for anybody who wants to read it.

Today, I have done that. I am now a criminal in Thailand. It is desperately sad to know that I cannot visit such a wonderful country again. But it would have been sadder still to have had the chance to tell the truth, and fail to do so. It’s my duty as a journalist, and a human being, to do better than that. That’s why I published my story.

ให้ภาษาไทยโดย เวปไซ้ต์

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมทำงาน 16 ชั่วโมงต่อวันโดยที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนแต่อย่างใด เพื่อที่จะได้เขียนเรื่องที่ไม่ค่อยได้มีการพูดถึงในวงกว้าง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ผมแลกมาด้วยการลาออกจากงานที่ผมรักอย่างยิ่งและทำมากว่า 17 ปี ที่สำนักข่าวรอยเตอร์  และเมื่อเรื่องนี้ได้รับการนำเสนอออกไปสู่สายตาชาวโลก ผมก็คงจะสูญเสียโอกาสที่จะได้เดินทางกลับไปยังประเทศที่ผมชอบมากในช่วงเวลาหลายปีที่ ผ่านมา เพราะว่ามีความเสี่ยงอยู่ ซึ่งแม้จะเล็กน้อย แต่ก็เป็นจริงนั่นก็คือผมจะต้องเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายระหว่าง ประเทศ และคนจำนวนหนึ่งที่ผมนับถือในฐานะเพื่อนก็อาจจะรู้สึกหวาดหวั่น และอาจจะไม่พูดกับผมอีก

คำถามสำคัญก็คือ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

คำตอบก็คือ -มันเหลือเชื่อมาก ที่เรื่องราวเช่นนี้จะเกิดได้ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ในศตวรรษที่ 21 นี่คือผลที่คุณจะได้รับ เมื่อคุณพยายามที่จะพูดความจริง เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศที่เรียกตัวเองว่าเมืองศิวิไลซ์ และเปิดกว้างอย่างประเทศไทย

ประเทศไทยอ้างตัวว่าเป็นประชาธิปไตย และจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. ที่จะถึงนี้ เป็นประเทศที่อ้างว่าปกครองในระบอบ กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy), ซึ่งมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระชนมายุได้ 83 พรรษา ทรงเป็นที่รักยิ่งของประชาชน ไม่ทรงมีบทบาทในทางการเมือง แต่ทรงเป็นผู้ชี้แนะทางศีลธรรมจรรยา

ไม่เป็นที่สงสัยเลย ถึงความเคารพรักเทิดทูนที่ประชาชนไทยมีต่อกษัตริย์ของพวกเขา แต่เรื่องเศร้าของประเทศไทยก็คือว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในช่วงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ นายทหารและข้าราชบริพารได้บ่อนทำลายประชาธิปไตยโดยอ้างว่ากระทำการในนามของ ราชสำนัก

ประเทศไทยนั้นถอย หลังเข้าสู่ลัทธิเผด็จการและการกดขี่ และเครื่องบ่งชี้อย่างตายตัวก็คือ แม้แต่การพูดถึงอุดมการณ์ชนิดนี้ก็ผิดกฎหมายแล้ว

ไทยเป็นประเทศที่มี กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรุนแรงที่สุดในโลก การหมิ่นประมาทใดๆ ต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินิ  หรือองค์รัชทายาท มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี การใช้กฎหมายดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการรัฐประหาร 2549 นักวิชาการและสื่อมวลชนที่ได้รับการยอมรับจำนวนหนึ่งถูกฟ้องร้องด้วยกฎหมาย นี้ ใจ อึ๊งภากรณ์ นักวิชาการสัญชาติไทย-อังกฤษ ก็อยู่ระหว่างลี้ภัยในลอนดอนเนื่องจากถูกกล่าวหาว่า หมิ่นประมาทราชสำนัก

ผมอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2543 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายข่าวของรอยเตอร์ สำนักงานสาขากรุงเทพฯ ผมตกหลุมรักในความงามของวัฒนธรรม และวิถีชีวิตอันเปี่ยมสุขและอบอุ่นของผู้คนอย่างรวดเร็ว ที่นี่ดูไม่เหมือนประเทศที่ตกอยู่ภายใต้การกดขี่ ทว่าสิ่งที่เห็นนั้นต่างจากสิ่งที่เป็น เรื่องบอกเล่าอย่างเป็นทางการว่าที่นี่คือ “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม” คือเทพนิยาย ประเทศไทยคือประเทศแห่งความลับ

คนไทยจำนวนมากวาดภาพ XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX ไปในทางหวาดกลัว ส่วน XXX XXXXXX ดูเหมือนว่าจะมีระยะห่างกับประชาชนมากกว่าพระเจ้าอยู่หัวฯ และคนจำนวนหนึ่งก็เข้าใจว่า มีความเห็นอกเห็นใจฝ่ายขวาสุดโต่ง “เสื้อเหลือง” ซึ่งยึดสนามบินเมื่อปี 2551 และไม่ว่าอย่างไรก็ถูกใช้เป็นข้ออ้างต่อการโค่นรัฐบาลขณะนั้น กองทัพนั้นก็ใช้กฎหมายจัดการอย่างต่อเนื่องกับการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทอัน ร้ายกาจของตนที่บ่อนทำลายประชาธิปไตย

สื่อมวลชนภายใน ประเทศไม่สามารถรายงานสิ่งเหล่านี้ได้เลย และสื่อต่างประเทศก็เซนเซอร์ตัวเองอย่างชัดแจ้ง สื่อมวลชนจำนวนมากหันมาใช้วิธีบอกเป็นนัยๆ เมื่อต้องนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับประเทศไทย เช่นประวิตร โรจนพฤกษ์ หนึ่งในผู้สื่อข่าวที่ดีที่สุดคนหนึ่งของไทยเขียนในรายงานของเขาเดือนนี้ โดยใช้คำว่า “มือที่มองไม่เห็น”, “อำนาจพิเศษ”, “อำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้” ถ้อยคำเหล่านี้ถูกเอ่ยอ้างโดยประชาชน สื่อ และนักการเมืองบ่อยขึ้นในช่วงเวลาไม่นานมานี้ เมื่อพวกเขาอภิปรายเกี่ยวกับการเมืองไทย และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น

3 เดือนที่แล้ว ผมมีโอกาสเข้าถึง “ช่องทาง” ข้อมูลลับของทางการสหรัฐ ที่พลทหารแบรดลีย์ แมนนิง ดาวโหลดเก็บไว้ระหว่างที่ประจำการอยู่ในอิรัก มีเอกสารมากกว่า 3,000 ฉบับที่เกี่ยวกับประเทศไทย สิ่งที่แตกต่างจากการรายงานส่วนใหญ่ในบรรดาข่าวเกี่ยวกับประเทศแห่งนี้ก็คือ ในเอกสารลับเหล่านั้น ไม่พูดอ้อมค้อมเมื่อกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ เมื่อผมได้อ่าน ผมก็ได้ตระหนัก 2 ประการคือ เอกสารเหล่านี่จะช่วยปฏิวัติความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศไทย และประการที่สองคือ ผมไม่มีทางที่จะเขียนถึงเรื่องเหล่านี้ได้หากอยู่ในฐานะผู้สื่อข่าวของรอย เตอร์

รอยเตอร์จ้างพนักงานชาวไทยมากกว่า 1,000 คน ความเสี่ยงที่จะเกิดกับพวกเขาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในระยะเวลา 17 ปีที่ผมทำงานกับรอยเตอร์ ผมได้พบกับความขัดแย้งหลายอย่าง ผมใช้เวลา 2 ปีในแบกแดดในตำแหน่งหัวหน้าสำนักสาขา ขณะที่อิรักตกอยู่ในสถานการณ์สงครามกลางเมือง เพื่อนร่วมงานหลายคนถูกฆ่าตาย ผมภูมิใจเสมอมาที่ได้ทำงานให้รอยเตอร์ และเมื่อผมได้รับคำอธิบายว่างานของผมตีพิมพ์ไม่ได้ ผมก็เข้าใจ

แต่ผมก็ไม่สามารถจะ เลิกล้มหรือเพิกเฉยต่อความจริงเกี่ยวกับประเทศไทย ประชาชนไทยสมควรที่จะมีสิทธิรับรู้ข้อมูลอย่างครบถ้วน เพื่อการถกเถียงเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขาเองโดยปราศจากความกลัว ผมลาออกจากรอยเตอร์ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เมื่อผมเริ่มเผยแพร่บทความของผมเพื่อใครก็ได้ที่ต้องการอ่าน

วันนี้ ผมได้ทำแล้ว ผมกลายเป็นอาชญากรแล้วในประเทศไทย เสียใจอย่างที่สุดที่ผมไม่อาจกลับไปยังประเทศที่น่าอัศจรรย์เช่นนั้นได้อีก แต่ผมจะเสียใจยิ่งกว่าหากว่ามีโอกาสที่จะบอกความจริงแล้วกลับล้มเหลวที่จะ ใช้โอกาสนั้น มันคือหน้าที่ของสื่อมวลชน และหน้าที่ของมนุษย์ที่จะทำให้ดียิ่งกว่า และนั่นคือเหตุผลที่ผมเผยแพร่ผลงานของตนเอง


Leave a comment

Filed under Thaiuknews

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in: Logo

You are commenting using your account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )


Connecting to %s