“นารี”เสวนา นายกฯหญิง

กระแส “นายกรัฐมนตรีหญิง” ฮอตฮิตขึ้นมาในการเลือกตั้งปี 2554 เพราะเป็นครั้งแรกที่ “นารี” เข้าชิงชัย

หลาย ประเทศทั่วโลก ทั้งอังกฤษ เยอรมนี หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ต่างมี “ผู้นำหญิง” มานานแล้ว

หลายปีที่ผ่านมา บทบาทหญิงไทยในหลากหลายวงการเด่นชัดขึ้นไปพร้อมๆ กับการให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิสตรี

ขณะที่ในบทบาท “ผู้นำประเทศ” มีคำถามเกิดขึ้นว่า “ประเทศไทยพร้อมหรือยัง” กับ “นายกฯ หญิง”

เมื่อ ไม่นานนี้ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นประชาชน “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เผยผลสำรวจในหัวข้อ “บทบาทสตรีทางการเมือง” พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า กลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 75.94 เห็นว่าหญิงและชายมีความสามารถในการทำงานการเมืองเท่าๆ กัน โดยร้อยละ 63.47 ระบุว่าพร้อมแล้วที่จะมีนายกรัฐมนตรีหญิง

ไม่กี่วันหลังจากนั้น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จัดเสวนา “ประเทศไทยพร้อมหรือยัง…นายกรัฐมนตรีหญิง” มีนักวิชาการ นักการเมือง และตัวแทนองค์กรสตรี ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

เริ่มจากชายหนุ่ม หนึ่งเดียวในวงเสวนา นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นว่า วันนี้เป็นก้าวสำคัญที่ผู้หญิงจะมีบทบาทแก้ไขปัญหาบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้ง และความปรองดอง ไม่ใช่แค่ความท้าทายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย แต่เป็นความท้าทายของทุกคนในบ้านเมืองนี้

“ขณะ นี้ผู้นำหญิงมีมากกว่า 30 ประเทศ ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะมีผู้นำหญิง เป็นจังหวะที่เหมาะสมหลังจากนายกฯ 27 คนที่ผ่านมาล้วนเป็นผู้ชายทั้งหมด โพลที่บอกว่าจุดอ่อนของผู้หญิงคือตัดสินใจไม่เด็ดขาด ผมมองว่าเป็นจุดดีเสียอีก เพราะความสุภาพอ่อนโยนของผู้หญิง ทำให้สามารถประสานงานกับทุกๆ คนได้ดี”

ด้านผู้สมัครส.ส.หญิง นางกัลยา ศิริเนาวกุล ผู้สมัครส.ส.เขต 1 ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นว่า ช่วงแรกแม้แต่การเมืองในระดับจังหวัด อย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อบต. ผู้หญิงก็ไม่สนใจมากนัก แต่ระยะหลังผู้หญิง สนใจการเมืองมากขึ้น เพราะได้เรียนสูงขึ้น ตนเองกว่าจะได้เป็นผู้สมัคร ส.ส.ต้องผ่านกระบวนการมากมาย ตั้งแต่สำนักงานสาขาพรรคในจังหวัดให้ความเห็นชอบ และเสนอต่อมายังส่วนกลาง เพื่อให้ผู้บริหารของ พรรคเห็นชอบด้วย โดยดูจากความสามารถและการยอมรับของประชาชนเป็นสำคัญ

“การเป็นผู้นำ ประเทศ ประสบการณ์ถือเป็นสิ่งสำคัญ จะเห็นว่าผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นผู้หญิง 3 ลำดับแรก ล้วนมีประสบการณ์ทำงานการเมืองทั้งสิ้น

ดีใจที่สังคมยอมรับ ผู้หญิงมากขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้หญิงถูกตัดสินเท่าๆ กับผู้ชาย ขณะนี้นอกจากผู้หญิงแล้วยังมองไปถึงเพศ ที่ 3 ด้วย หากมีบทบาทก็สามารถเข้ามายืนจุดนี้ได้เช่นกัน”

ด้านนางสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิง-ชายก้าวไกล ซึ่งทำงานส่งเสริมสถานภาพของสตรีมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะมีนายกฯ หญิง เห็นได้จากการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ และงานสำรวจวิจัยจากหลายแห่ง แต่คำถามคือพรรคการเมืองพร้อมหรือยัง เพราะพรรคการเมืองในไทยแม้จะส่งผู้สมัครลำดับที่ 1 เป็นผู้หญิง แต่ข้อมูลของกกต.ระบุว่า ผู้สมัครทั้งหมด 1,100 คน มีผู้หญิงเพียง 310 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 21.99 เท่านั้น

“พรรคการเมืองต่างหากที่ทำให้ ประชาชนไม่พร้อม เพราะยังหวงอำนาจและผลประโยชน์ ปัญหาคอร์รัปชั่นทางเพศนำไปสู่คอร์รัป ชั่นทางการเมือง ขณะนี้บ้านเมืองระส่ำระสาย เพราะเรามีตัว แทนเพศเดียวครองอำนาจนานเกินไป ถ้าอยากให้การเมืองเปลี่ยนผู้ใช้สิทธิต้องเปลี่ยนก่อน คือเลือกพรรคที่เห็นคุณค่าและความสำคัญของผู้หญิง”

น.ส.สุเพ็ญศรี วิเคราะห์กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า ไม่รู้จักน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นการส่วนตัว แต่ทราบว่าเป็นผู้มีความสามารถด้านการบริหาร การขาดประสบการณ์ด้านการเมืองไม่ใช่ข้อได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะนักการเมืองผู้ชายหลายคนก็ไม่มีประสบการณ์มาก่อน ที่สำคัญคือการเมืองไม่ใช่งานที่ทำคนเดียว หากมีทีมที่ดี มีการจัดการที่ดีก็เป็นที่ยอมรับของสังคมได้

ด้านนักวิชาการ ดร.นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสาร การเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ตั้งข้อสังเกตว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2550 ระบบแบ่งเขตมีส.ส.หญิงได้รับเลือกเพียงร้อยละ 12 บางปีไม่ถึงร้อยละ 10 ด้วยซ้ำ แปลว่าประเทศไทยยังมีพื้นที่ให้ผู้หญิงไม่มาก แต่ผลสำรวจของนิด้าโพลล่าสุดที่บอกว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 63.47 พร้อมแล้วที่จะมีนายกรัฐมนตรีหญิง แสดงว่าพื้นที่ทางการเมืองเปิดแล้ว และคนไทยใจกว้างมากขึ้น

“วันนี้เราไม่ต้องดูว่าชายหรือหญิงจะเป็นผู้ นำ แต่ควรดูที่ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ที่ผ่านมา บุคลิกภาพโดยเฉพาะความสามารถในการสื่อสาร มีอุดมการณ์ชัดเจน มีทัศนคติเชิงบวกกับประชา ธิปไตย ไม่คิดว่าการยึดอำนาจเป็นทางออกของประเทศ มาจากพรรคการเมืองที่วางใจได้ และสามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง ที่สำคัญคือเมื่อเลือกแล้วต้องเดินหน้าต่อไป ผิดพลาดอะไรอีก 4 ปีค่อยมาตัดสินกันใหม่ อย่าล้มกระดานอีก”

Advertisements

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s