เลข ๕ ฮาๆ กับชูวิทย์….หนวดเครากับเสรีภาพ

http://www.enlightened-jurists.com/page/221

“ไพร่แขนขาว”

 

๑. เลข ๕ ฮาๆ กับชูวิทย์


“ไพร่แขน ขาว” ถูกใจลีลาของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ในการจับหมายเลขพรรคการเมืองสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ สัปดาห์ก่อน เมื่อจับได้เลข ๕ คุณชูวิทย์ก็มีไหวพริบฉับไวบอกว่าเลข ๕ เป็นเลขตรงกลางระหว่างเลข ๑ (พรรคเพื่อไทย) กับเลข ๑๐ (พรรคประชาธิปัตย์)

 

ฟังดูเผินๆ นึกว่าคุณชูวิทย์พูดถูก แต่หากลองนับเลขดูแล้วจะเห็นว่าผิด เพราะเลข ๕ เป็นเลขตรงกลางระหว่างเลข ๐ กับเลข ๑๐ (หากเราเห็นว่า ๐ เป็นตัวเลขตัวหนึ่งด้วย) ส่วนเลขตรงกลางระหว่างเลข ๑ กับเลข ๑๐ นั้นควรจะเป็น ๕.๕ แต่เรื่องอย่างนี้ความจริงอาจไม่สำคัญเท่ากับไหวพริบเฉพาะหน้า ซึ่งเรียกเสียง ๕ ๕ ๕ ได้ไม่น้อย

 

มีข้อที่น่าสนใจอีกประการซึ่งได้ยินมาจากชาวต่างชาตินมนานมาแล้ว คือ เลข ๑๐ หากขีดฆ่าด้วยเลข ๑ ในแนวขวาง จะได้เลข ๕ สองตัว ตัวหนึ่งกลับข้าง อีกตัวเป็นเลข ๕ ปกติ ตามภาพด้านล่างนี้

Image

 

เลข ๕ คงจะทำให้คุณชูวิทย์หาเสียงได้ง่ายขึ้น ก่อนปราศรัยก็อาจเริ่มด้วยการบริหารร่างกายด้วยเสียงหัวเราะ ฮา ฮา ฮา ปราศรัยแล้วเสร็จก็อำลาด้วยเสียงหัวเราะอย่างผู้มีบารมี ฮา ฮา ฮา

 

นอกจากนี้ เลข ๕ ยังมีความหมายสำคัญเข้ากับคุณชูวิทย์อีกประการเกี่ยวกับเรื่องหนวดเครา เพราะในภาษาอังกฤษมีสำนวนหนึ่งที่เลข ๕ อาจสื่อถึงหมวดเครา ซึ่งจะขอบ่นตามลำดับต่อไป ณ บัดนี้

 

 

๒.
หนวดเครากับเสรีภาพ

 

ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน เลข ๕ ที่มีความหมายถึง “หนวดเครา” ได้นั้นจะอยู่ในสำนวน “five o’clock shadow” หากแปลตามตัวอักษรจะได้ความว่า “เงาห้าโมงเย็น” ฟังแล้วก็คิดไม่ออกว่าสำนวนนี้จะหมายถึง “หนวดเคราที่ผุดออกมาเพียงเล็กน้อยพอให้เห็นลาง ๆ หลังจากที่ได้โกนหนวดเคราไปเมื่อตอนเช้า” โดยทั่วไปคนอังกฤษจะเรียกหนวดเคราที่เพิ่งขึ้นมาว่า “stubble” แต่คำนี้มักจะสื่อถึงหนวดเคราที่ไม่ได้โกนมาสักสองสามวันเสียมากกว่า

 

สำนวน “five o’clock shadow” เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ช่วงทศวรรษที่  ๑๙๕๐ เมื่อบริษัทขายมีดโกนแห่งหนึ่งโฆษณาว่าผู้ที่ใช้มีดโกนยี่ห้ออื่นจะโกนหนวด เคราได้ไม่เกลี้ยงเกลาเพียงพอ หากโกนตอนเช้า หนวดเคราก็จะผุดออกมาให้เห็นเป็นเงาตอนห้าโมงเย็น

 

การที่สังคมใดจะมีสำนวนอย่าง “five o’clock shadow” ใช้อย่างแพร่หลายได้นั้นย่อมจะต้องตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขเกี่ยวพันกันหลาย ประการ เป็นต้นว่า ต้องเป็นสังคมที่นิยมโกนหนวดเครา และมีค่านิยมโกนหนวดเคราในยามเช้า นอกจากนี้ผู้ชายส่วนใหญ่ต้องมีอัตราการงอกของหนวดเคราที่รวดเร็วพอที่จะโกน เช้าแล้วงอกเย็น และจะต้องมีปริมาณรูขุมขนหนวดเคราที่มากพอจนทำให้เห็นหนวดเคราที่เพิ่ง งอกออกมามีลักษณะคล้ายเงารอบปากได้

 

สภาพเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าสำนวนในทำนองเดียวกับ “five o’clock shadow” คงยากที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทยซึ่งมีเหตุปัจจัยดังกล่าวไม่เพียงพอ ทั้งนี้โดยมิพักต้องกล่าวถึงสังคมที่นิยมไว้หนวดเครา และสังคมที่เชื่อว่าการไว้หนวดเคราแล้วได้บุญ

 

Image

 

Moustaches or Beards: หนวดหรือเครา

ถึงแม้ “หนวด” ในภาษาไทยจะหมายถึง “ขนเหนือริมฝีปากบน” แต่ในบางครั้ง “ไพร่แขนขาว” ก็ใช้คำนี้เพี้ยนออกไปในความหมายคลุม ๆ รวมถึง “เครา” ด้วย แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่ใช้คำว่า “เครา” ในความหมายที่รวมถึง “หนวด” ด้วยเลย ที่เป็นเช่นนี้อาจจะเพราะชายไทยจำนวนมากไม่ค่อยจะมีเครากัน แต่ถ้าเป็นหนวดก็มักจะกัน มากบ้างน้อยบ้างว่ากันไป คนไทยจึงคุ้นเคยกับ “หนวด” มากกว่า จนเป็นเหตุให้ “ไพร่แขนขาว” ใช้ผิดไปจากนิยามของราชบัณฑิตยสถานอยู่เนือง ๆ โดยแฝงความหมายของ “เครา” ไว้ด้วย

 

การที่คนสยามไม่มีเครานั้น ชาร์ลส์ ดาร์วิน ได้เคยตั้งข้อสังเกตไว้ใน Charles Darwin, The Descent of Man and Selection in Relation to Sex, 2nd ed., London, John Murray, 1882, Part III, Chapter XIX, p. 560 ตีพิมพ์ครั้งแรก ค.ศ. ๑๘๗๑ (ดาร์วินยังให้ความเห็นด้วยว่าคนสยามคงไม่รู้สึกว่าคนยุโรปสวยเป็นแน่ เพราะรูปร่างหน้าตาต่างกันมาก จึงมีเกณฑ์ความสวยต่างกัน แต่ในปัจจุบันข้อสังเกตของดาร์วินคงไม่เป็นจริงแล้ว)

 

ในภาษาอังกฤษ คำว่า “beard” โดยทั่วไปจะมีความหมายอย่างแคบว่า “เครา” ซึ่งหมายถึงขนที่ขึ้นใต้ริมฝีปากล่างลงไปถึงคาง ไล่เรื่อยไปยังแก้ม ขากรรไกร จรดใต้ติ่งหู และอาจเชื่อมต่อเข้ากับจอนผมด้วย อย่างไรก็ดีบ่อยครั้ง “beard” อาจมีความหมายอย่างกว้างรวมถึง “หนวด” (moustache) ด้วย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะฝรั่งมีเคราเยอะ และเป็นปกติที่ผู้ไว้เคราย่อมจะต้องไว้หนวดด้วย คงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไว้เคราแต่โกนหนวดทิ้ง ดังนั้นเวลานึกถึงขนบริเวณปากก็คงต้องนึกถึงเคราก่อนที่จะนึกถึงหนวดอย่างคน ไทย

 

Image

 

 

Survival of the Beard: ความอยู่รอดของหนวดเครา

เป็นที่เชื่อกันว่าอวัยวะทุกส่วนของสิ่งมีชีวิตย่อมมีประโยชน์ในการดำรง ชีวิตของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ แต่จะวิวัฒนาการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป อวัยวะใดที่ไม่ได้ใช้งานนานเข้าก็จะลีบเล็กลง โดยผ่านกระบวนการคัดสรรตามธรรมชาติ (Natural Selection) ตัวอย่างเช่น นกบางชนิดมีปีกแต่บินไม่ได้ งูบางชนิดมีขาเล็ก ๆ แต่มิได้เอาไว้เดิน ก้นกบของมนุษย์คาดว่าหดมาจากหาง เป็นต้น อวัยวะเหล่านี้ยังหดหายไปไม่หมดจึงมีสภาพเป็นอวัยวะส่วนเกิน อีหลักอีเหลื่อ จนบางครั้งก็ไม่รู้จะเอาไว้ทำไม

 

สำหรับ “หนวดเครา” ของมนุษย์นั้น น่าสงสัยอยู่เหมือนกันว่ามีไว้เพื่อประโยชน์อันใด จะว่าเอาไว้ช่วยในการดมกลิ่นหาอาหาร หรือช่วยในการกินปลาดิบ หรือวัดความชื้นในอากาศ ก็ไม่เข้าท่าสักอย่าง แต่ถ้าเอาไว้ช่วยในการหาคู่ก็พอเป็นไปได้ เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าผู้ที่ไว้หนวดเครานั้นดูน่ากลัวดุดันเอาการ ในแง่นี้ประโยชน์ของหนวดเคราก็คือเอาไว้ขู่กันและสื่อถึงความมีกำลังของฝ่าย ชาย อันเป็นสัญลักษณ์ทางเพศที่ดึงดูดให้ฝ่ายหญิงเคริบเคริ่มตกลงร่วมสืบเผ่า พันธุ์ด้วย (เผ่าพันธุ์หนวดเคราดก) งานวิจัยชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ชายที่มีหนวดเคราขึ้นพอครึ้มๆ เป็นผู้ชายที่เซ็กซี่ที่สุด ดูเป็นผู้ใหญ่ น่าคบหาด้วย 1

 

Image

 

 

หนวดเคราอาจมีประโยชน์อย่างอื่นด้วย เช่น เอาไว้กันหนาว สำหรับผู้ที่อยู่ในถิ่นที่มีหิมะเกือบทั้งปี ดังคำกล่าวว่า “A beard keeps you warmer.” ซึ่งคุณ Pete Hickey นึกสนุกได้ลองพิสูจน์กับตนเอง โดยโกนหนวดเคราออกเสียครึ่งหน้าแล้วเล่นสกีฝ่าความหนาวเย็น ผลการทดลองไม่บอกก็รู้ว่าหน้าข้างที่เต็มไปด้วยหนวดเคราย่อมมีความอบอุ่น กว่าข้างที่ไม่มี2

 

การทดลองข้างต้นนี้ชี้ให้เห็นว่าแรงดึงดูดทางเพศของหนวดเครานั้นหาใช่ ปัจจัยเดียวที่จะทำให้หนวดเคราอยู่รอดไม่ อากาศหนาวเย็นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งแห่งความอยู่รอดของหนวดเครา มนุษย์พันธุ์หนวดเคราดกคงจะใจชื้นขึ้น ไม่ต้องกลัวว่าเผ่าพันธุ์ของตนจะสูญพันธุ์ไป ตราบเท่าที่โลกของเรายังมีความหนาวเย็นปกคลุมอยู่

 

 

The Beard in Conflicts: หนวดเคราในความขัดแย้ง

หนวดเคราอยู่ในกลุ่มอวัยวะประเภท “ขน” อันเป็นส่วนที่มีทั้งคนรักทั้งคนเกลียดเยอะเหลือเกิน แต่ละฝ่ายก็พยายามจะครอบงำสังคมให้ยึดถือความคิดของตนกันมาช้านานแต่โบราณ กาล จวบจนปัจจุบันก็ยังหาฝ่ายชนะเด็ดขาดไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายรังเกียจหนวดเคราจะมีคะแนนนำอยู่ไม่น้อย

 

คนอียิปต์และคนยิวโบราณนั้นโดยปกติจะโกนหนวดเครากันอยู่เสมอ แต่ยามโศกเศร้าจะไว้หนวดเคราเป็นการไว้ทุกข์ ในขณะที่คนเยอรมันโบราณเห็นว่าผู้ดีต้องไว้หนวดเครา การโกนหนวดเคราเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นทาส 3

 

คนกรีกโบราณก็เป็นพวกนิยมหนวดเคราเช่นกัน สังเกตได้จากภาพนักปรัชญาอย่าง โสเครติส เพลโต และอริสโตเติล แต่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชผู้เคยเป็นศิษย์ของอริสโตเติล ทรงมีพระบัญชาให้ทหารโกนหนวดเคราทิ้ง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการออกศึกระยะประชิด เพราะฝ่ายตรงข้ามอาจดึงหนวดเคราให้เสียหลักและฟันฉับเข้าที่คอได้

 

ในบางยุคสมัย ความเยาว์วัยของพระราชาก็ส่งผลกระทบต่อความนิยมหนวดเครา ดังเมื่อยามที่พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๓ ขึ้นครองแผ่นดินฝรั่งเศส หรือพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๕ ขึ้นครองแผ่นดินสเปน เหล่าข้าราชบริพารพากันพร้อมใจ (หรือฝืนใจ) โกนหนวดเคราเสียเกลี้ยงเกลา เพื่อไม่ให้มีความเป็นชายเกินหน้ากษัตริย์วัยเด็ก สังคมสเปนยุคนั้นเคยชินกับการไว้หนวดเครามานาน อาการเชลียร์พระบาทดังกล่าวทำให้ผู้คนรู้สึกร่วมกันว่าคุณค่าแห่งความเป็น ชายได้สูญสิ้นไปพร้อมกับหนวดเคราที่ถูกโกนทิ้ง จนมีคำพูดติดปากว่า “We have no longer souls since we have lost our beards.” (Desde que no hay barba, no hay mas alma.) 4

 

นอกจากนี้ หนวดเครายังมีความสำคัญถึงขนาดที่ผู้ปกครองต้องออกกฎหมายมาวุ่นวายกับวิถี ชีวิตของประชาชนอย่างจริงจัง เป็นต้นว่า ในปี ค.ศ. ๑๗๐๕ พระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งรัสเซียได้ออกกฎหมายบังคับให้ประชาชนทั้งหลายต้อง โกนหนวดเครา ใครต้องการไว้หนวดเคราก็ต้องเสีย “ภาษีหนวดเครา” 5  ในอัตราตามสถานะทางสังคมของผู้นั้น ครั้นจะเข้าจะออกนอกเมืองก็ต้องแสดงหลักฐานว่าได้เสียภาษีหนวดเคราแล้ว (คล้าย ๆ เป็นใบอนุญาตไว้หนวดเครา) ผู้ที่ไม่ยอมเสียภาษีดังกล่าวจะถูกจับเข้าคุก

 

ถึงจะดูเพี้ยน ๆ แต่กฎหมายในทำนองเดียวกันก็เคยเกิดขึ้นในอังกฤษ สมัยพระเจ้าเฮนรีที่ ๘ ในช่วงก่อนปี ค.ศ. ๑๕๓๕ และในเยอรมัน สมัยกษัตริย์แห่งบาวาเรีย ประมาณปี ค.ศ. ๑๘๓๘ เท่าที่ทราบกฎหมายของเยอรมนีมิได้ใช้มาตรการภาษี เพียงแต่ให้ตำรวจมีอำนาจจับกุมผู้ที่ไว้หนวดเครามาเรียงคิวโกนหนวดโกนเครา เท่านั้น6  (คงต้องฝากถามคณะนิติราษฎร์ว่าอย่างนี้เป็นโทษทางอาญา หรือการบังคับทางปกครอง กันเนี่ย!!!)

Image

 

 

แม้นในยุคปัจจุบันเมื่อไม่นานมานี้ก็ยังคงมีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ จุ้นจ้านกับหนวดเคราของประชาชนกันอยู่ ผู้ที่กระทำการเช่นนี้มิใช่ใครที่ไหนนอกจากกลุ่มตาลีบันในประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งตีความหลักศาสนาอย่างสุดโต่งโดยออกกฎหมายบังคับให้ผู้ชายต้องไว้หนวด เครา

 

 

หลังจากที่กองกำลังทหารของสหรัฐอเมริกาได้โต้ตอบการก่อการร้าย “๙๑๑” (๑๑ กันยายน ค.ศ. ๒๐๐๑) ด้วยการโจมตีบุกเข้าไปในดินแดนแถบนั้น เมื่ออเมริกาได้รับชัยชนะแล้ว ชาวอัฟกันที่เคยถูกกดขี่ส่วนหนึ่งจึงเฉลิมฉลองเสรีภาพด้วยการโกนหนวดเครา ทิ้ง7

 

โดยนัยดังกล่าว การโกนหนวดเคราจึงเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ แต่สำหรับโลกตะวันตกช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้นมา ผู้คนจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกในทางตรงกันข้ามว่า การไว้หนวดเครานั้นเป็นการแสดงออกถึงเสรีภาพต่างหาก เพราะสังคมทั่วไปมีบรรทัดฐานที่ไม่ค่อยจะยอมรับหนวดเคราสักเท่าใด ใครกล้าไว้หนวดเคราเท่ากับเป็นผู้กล้าใช้เสรีภาพของตนแหกคอกทางสังคมที่ไร้ สาระได้สำเร็จ แม้เพียงชั่วคราวก็ยังดี

 

“หนวดเครา” จึงเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์แห่ง “การกดขี่” และ “เสรีภาพ” ขึ้นอยู่กับบริบทของสังคม

 

 

Beardism vs. Beard Liberation Front:
ลัทธิเหยียดหนวดเครา กับ แนวร่วมปลดปล่อยหนวดเครา

 

ในปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากก็ยังมีอคติกับหนวดเคราอยู่ไม่เสื่อมคลาย งานวิจัยในออสเตรเลียแสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงร้อยละ ๙๒ และผู้ชายร้อยละ ๗๙ ไม่ชอบทำงานร่วมกับคนที่ไว้หนวดเครา 8

ผู้ที่ไว้หนวดเคราตามความเชื่อทางศาสนาของตนนั้นจะประสบปัญหาอยู่เสมอหาก ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่รังเกียจหนวดเครา เพราะสังคมเช่นนี้ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน มักจะมีกฎเกณฑ์หยุมหยิมห้ามการไว้หนวดเครา ด้วยข้ออ้างที่แตกต่างกันไป เช่น เรือนจำอาจจะอ้างเหตุผลด้านความสะอาดประกอบกับกลัวว่านักโทษจะซ่อนอาวุธหรือ ยาเสพติดไว้ในหนวดเคราที่รกรุงรังได้ 9  หน่วยงานดับเพลิงอาจจะอ้างว่าเพื่อป้องกันมิให้พนักงานดับเพลิงถูกไฟครอกตายจากหนวดเคราของตนเอง10

 

สวนสนุกดิสนีย์ได้ออกระเบียบห้ามลูกจ้างไว้หนวดเครา เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของสวนสนุกแห่งครอบครัวไว้11  ทั้ง ๆ ที่คุณวอลท์ ดิสนีย์ (Walt Disney) ผู้ก่อตั้ง กลับไว้หนวดเสียเอง น่าสงสัยว่าคนแคระใจดีในเรื่องสโนว์ไวท์ และคุณลุงแซนต้าคลอส ที่ชอบแจกของขวัญวันคริสมาส จะทำงานในสวนสนุกแห่งนี้ได้หรือ ถ้ารังเกียจกันถึงขนาดนี้ ทีหลังก็อย่าหากินกับการ์ตูนที่มีหนวดเคราก็แล้วกัน

 

สำหรับสังคมสงฆ์นั้น ในมิลินทปัญหา พระโรหนเถระได้ตอบนาคเสนกุมาร ว่า บรรพชิตได้โกนผมโกนหนวดเสียเพราะเห็นความกังวล ๑๖ ประการ (อันเกี่ยวกับการเสริมสวยผมและหนวดเครา เช่น กังวลด้วยอาภรณ์, กังวลด้วยการขัดสี, กังวลด้วยของหอม เป็นต้น) และในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า “ภิกษุไม่พึงตัดหนวด ไม่พึงปล่อยหนวดไว้ให้ยาว ไม่พึงไว้เครา ไม่พึงแต่งหนวดเป็นสี่เหลี่ยม …”

 

 

 + + + + + คดีนักมวยผู้ไว้หนวดเครา + + + + +

 

 

Image

 

คนในภาพชื่อ Pardeep Nagra ผู้ซึ่งต้องการเข้าร่วมการแข่งขันชกมวยสากลสมัครเล่นโดยไม่ยอมโกนหนวดโกน เคราทิ้ง เพราะเป็นความเชื่อของศาสนาซิกห์ ซึ่งขัดกับกฎเกณฑ์ของทั้งสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งแคนาดา (Canadian Amateur Boxing Association: CABA) และสมาคมมวยสากลสมัครเล่นระหว่างประเทศ (International Amateur Boxing Association: IABA)  เมื่อ CABA ไม่อนุญาตให้ลงแข่งขัน คุณ Nagra ก็ยื่นฟ้องต่อศาลแคนาดา ซึ่งต่อมาได้ตัดสินให้คุณ Nagra มีสิทธิเข้าร่วมการแข่งขันได้ อย่างไรก็ดี CABA ไม่ต้องการให้ผลเป็นไปตามคำพิพากษา จึงประกาศยกเลิกการแข่งขันคราวนั้นเสีย

 

 

+ + + + + — — — — — + + + + +

 

 

 

คดีของคุณ Nagra เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในหลายคดีที่มีการฟ้องร้องกันเกี่ยวกับสิทธิในการไว้ หนวดเครา ซึ่งมักจะเชื่อมโยงกับสิทธิในการนับถือศาสนาอันเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ ที่มักจะปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ดังนั้น การห้ามไว้หนวดเคราจึงอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและสิทธิ มนุษยชนได้

 

การที่สังคมมีทัศนคติผิด ๆ ต่อหนวดเคราเช่นนี้ได้เป็นแรงผลักดันให้นักประวัติศาสตร์สังคมนิยม ชื่อ คีธ เฟลทท์ (Kieth Flett) จัดตั้ง “แนวร่วมปลดปล่อยหนวดเครา” (Beard Liberation Front) ขึ้นมาในปี ค.ศ. ๑๙๙๕ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่ไว้หนวดเครา มิให้ตกเป็นเบี้ยล่างของสังคมอีกต่อไป ผลงานเด่นชิ้นหนึ่งที่ตกเป็นข่าว คือ การประท้วงหนังเรื่อง “แฮร์รีพอตเตอร์กับห้องแห่งความลับ” โดยขอให้ผู้สนับสนุนช่วยกันโห่ในฉากที่นักแสดงใส่หนวดเคราปลอมออกมา12  (เป็นการประท้วงแบบหน่อมแน้มไปสักหน่อย เพราะไม่กล้าบอยคอต) นอกจากนี้ “แนวร่วมปลดปล่อยหนวดเครา” ยังเคยออกแคมเปญสนับสนุนให้คณะรัฐมนตรีของอังกฤษมีผู้ไว้หนวดเคราเข้าร่วม อยู่ด้วย

 

 

ที่บ่นมานี้เป็นเพียงเสี้ยวเดียวของเรื่องหนวดเคราซึ่งเป็นวัฒนธรรมของ มนุษย์อันมีความสลับซับซ้อนไม่น้อย บางครั้งการโกนหนวดก็เป็นการแสดงออกซึ่งเสรีภาพ แต่บางครั้งการไว้หนวดก็เป็นการแสดงออกซึ่งเสรีภาพเช่นกัน ไม่น่าเชื่อว่าสังคมมนุษย์นั้นจะเข้ามายุ่งวุ่นวายกับขนบริเวณปากของมนุษย์ ได้มากถึงเพียงนี้

 

เราเลือกผู้ไว้หนวดเคราเข้าสภาเพื่อแสดงออกซึ่งเสรีภาพกันจะดีไหม 5 ฮา ๆ

 

+ + + + +

 

ปล.“ไพร่แขนขาว” ต้องขออภัยคณะนิติราษฎร์ซึ่งทำงานวิชาการกันอย่างเคร่งเครียดและคงจะรำคาญใจ ไม่น้อยกับบ่นความที่พาเข้ารกเข้าพงเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ในคราวหน้า กะว่าจะไม่พาเข้าป่ารกอีก แต่จะพาออกทะเลแทน ออกทะเลไปตามหา “ทุ่นดำ”

 

Image

 

————————————————

เชิงอรรถ

1 “Women Prefer Men with Stubble for Love, Sex and Marriage”, http://www.telegraph.co.uk/earth/earthnews/3345796/Women-prefer-men-with-stubble-for-love-sex-and-marriage.html#

2 “Beard research”  http://mudhead.uottawa.ca/~pete/beard.html 

3 “A Brief History of the Beard”, http://www.pigboy.co.uk/pages/beards/history.asp

4 “Influence of Politics and Religion on the Hair and Beard”, http://robby.caltech.edu/~mason/Delusions/epd_beard.html

5 http://www.answers.com/topic/beard-tax

6 “A Brief History of the Beard”, http://www.pigboy.co.uk/pages/beards/history.asp and “Influence of Politics and Religion on the Hair and Beard” http://robby.caltech.edu/~mason/Delusions/epd_beard.html

7 “American Liberates  Afghanistan: War on Terror Brings Freedom (Really!)” http://invisibleamerica.com/liberation.html

8 “Beards are back!”, http://www.sepiamutiny.com/sepia/archives/003191.html

9 “LA Times News: Lawsuit May Force Change in Prison Ban on Beards” http://articles.latimes.com/2002/oct/07/local/me-beards7

10 “ACLU Opposes Fire Department Grooming Rules”, http://www.aclu.org/ReligiousLiberty/ReligiousLiberty.cfm?ID=7004&c=142

11 “Beard Ban Stays At Disney Parks”, http://www.cbsnews.com/stories/2000/03/26/entertainment/main176436.shtml

12 “Are you a beardist?”, http://news.bbc.co.uk/1/hi/uk/2481379.stm.

 

26 May 2011 | by พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล | tags กฏหมายมหาชน บทความจากผู้อ่าน เสรีภาพ

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s