ปากว่าตาขยิบความเป็นกลางของกองทัพ

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก แถลงถึงกรณีที่มีข่าวว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ เข้าพบ ผบ.ทบ. ก่อนออกรายการทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 และช่อง 7 ของกองทัพบกว่า เป็นการรายงานข่าวที่คลาดเคลื่อน พร้อมกับยืนยันว่านายสุเทพไม่ได้เข้าพบ ผบ.ทบ. แต่อย่างใด

ในคำแถลงนี้มีข้อความของโฆษก “ไก่อู” ที่ฟังดูทะแม่งๆว่า “อย่างไรก็ตาม หากนายสุเทพมาพบจริงก็ต้องให้ความเป็นธรรม เพราะสวมหมวก 2 ใบคือ ผู้สมัคร ส.ส. และเป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ไม่ใช่ว่าเมื่อยุบสภาก็ละเลยการทำงาน จึงอยากให้มองด้านบวก แต่หลังจากยุบสภาผมไม่เคยเห็นนายสุเทพเข้ามา”

ปฏิเสธว่าไม่มีการเข้าพบในฐานะผู้สมัคร ส.ส. แต่ยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่าถ้ามีการเข้าพบก็จะเป็นในฐานะรองนายกฯ?

และมิได้หมายความว่านายสุเทพไม่ได้เข้ามาพบ ผบ.ทบ. บอกเพียงว่าไม่เห็นนายสุเทพเข้ามา

หรือจะหมายความว่า การที่ ผบ.ทบ. ปฏิเสธไม่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าพบ เพราะเป็นผู้สมัคร ส.ส. แต่ถ้าหากมีตำแหน่งในรัฐบาลในฐานะรองนายกฯก็ย่อมมีสิทธิที่จะเข้าพบได้ใช่ หรือไม่?

แล้วประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่า หากมีการเข้าพบจริงจะแยกแยะได้อย่างไรว่า ผบ.ทบ. ไม่ได้คุยกับเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และจะเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่พูดคุยกันจะไม่เกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง ไม่เกี่ยวกับการเป็นผู้สมัคร ส.ส. ของนายสุเทพ

สิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นธรรม” ของกองทัพ ยังจะใช่สิ่งเดียวกับที่ ผบ.ทบ. ออกมายืนยันผ่านรายการโทรทัศน์ถึง “ความเป็นกลาง” ของกองทัพหรือไม่?

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวถึง 3 ประเด็นสำคัญคือ 1.หน้าที่ของสื่อ 2.ปัญหาอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง และ 3.ความเป็นห่วงเป็นใยเกี่ยวกับการล่วงละเมิดสถาบัน

3 ประเด็นถูกรวบยอดเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นกระบวนการง่ายๆว่า มีสื่อที่คอยยุยงปลุกปั่น ทำให้ประชาชนหลงผิด สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งทางการเมือง และล่วงละเมิดสถาบัน

โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดสถาบัน ผบ.ทบ. ได้พาดพิงถึงบุคคลจำนวนหนึ่ง และให้ข้อมูลว่ามีความเกี่ยวโยงกับ “คนบางกลุ่ม” ในประเทศเชื่อมโยงกับต่างประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า “แต่มีคนบางกลุ่มไม่ปรกติ โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งที่มีการกระทำผิดกฎหมายมากขึ้น โดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับกลุ่มคนที่อยู่ต่างประเทศทั้งสิ้น เช่น นายใจ อึ๊งภากรณ์ และนายจักรภพ เพ็ญแข ที่พยายามทำให้สถาบันเสียหาย เกี่ยวพันยึดโยงกับคนอีกหลายกลุ่ม ซึ่งเรารับไม่ได้”

ผบ.ทบ. ไม่ได้ระบุลงไปให้ชัดเจนว่า คนบางกลุ่มที่ว่านั้นหมายถึงคนกลุ่มไหน และเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใดหรือไม่ เพราะเกรงจะถูกครหาว่า “ไม่เป็นกลาง”

แต่กลับไม่กลัวโดนครหาว่า “ปากว่าตาขยิบ”

พล.อ.ประยุทธ์ย่อมตระหนักดีว่า ไม่ว่าท่านจะระบุออกมาหรือไม่ว่า “คนบางกลุ่ม” คือใคร?

ผู้ที่ได้ยินได้ฟังก็สามารถคิดได้เองว่า ผบ.ทบ. กำลังเชื่อมโยงให้เข้าใจไปถึงคนกลุ่มไหน และพรรคการเมืองพรรคใด

ใช่คนกลุ่มเดียวกับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พยายามร้องป่าวประกาศว่าเป็น “พวกเผาบ้านเผาเมือง” ที่ไม่เคยจับตัวคนร้ายมาได้แม้แต่คนเดียวหรือไม่?

หรือเป็นเพียงการพูดหวังให้เกิดผลกระทบกับคนกลุ่มนั้นและพรรคนั้นที่กำลังมาแรงแซงหน้าใช่หรือไม่?

การเปิดเผยข้อมูลในลักษณะนี้ถือว่ามีความเป็นกลางและมีความชอบธรรมต่อทุกฝ่ายหรือไม่?

หาก “ความเป็นกลาง” หมายถึง กองทัพจะไม่ข้องแวะกับการเมืองในทุกกรณี

หาก “ความเป็นธรรม” หมายถึง การปฏิบัติต่อทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน

หาก “ความเป็นกลาง” หมายถึง การไม่ทำอะไรที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรทางการเมือง

หาก “ความเป็นธรรม” หมายถึง การกล่าวหาหรือให้ร้ายใครโดยไม่มีพยานหลักฐานจะไม่เกิดขึ้นอีก

อาจไม่ใช่หน้าที่ของ ผบ.ทบ. เลยด้วยซ้ำที่จะออกมาบอกว่า “การแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองด้วยการเลือกตั้งเป็นสิ่งสำคัญ และต้องเลือกคนดี”

ประชาชนเขารู้กันตั้งนานแล้ว มีแต่บางคนบางพวกเท่านั้นที่ทำเป็นหลับหูหลับตามองข้ามหัวประชาชน

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความและที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของ นปช. กล่าวถึงกรณีการออกสื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ไว้อย่างน่าคิดต่อว่า

“ผมรู้สึกเสียใจจริงๆที่ได้ยินคำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ ผมอยากให้พี่น้องชาวไทยเข้าใจว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยเลยในคำ พูดของท่าน การปฏิบัติที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงนั้นจะเสียเวลาเอ่ยคำขอโทษที่อ้างว่า เสียใจไปทำไม อีกครั้งหนึ่งแล้วที่ท่านทำนอกเหนือหน้าที่ของทหาร เพราะการเมืองและการทหารถือเป็นคนละเรื่องกัน ท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะลงมาสร้างความปั่นป่วนในการเลือกตั้งครั้ง สำคัญนี้ ผมยอมรับไม่ได้จริงๆ นี่ไม่ใช่หน้าที่ของทหาร สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำได้ในตอนนี้คือ หยุดพูดพาดพิง ผมอยากให้ท่านสนใจแต่เรื่องของหน้าที่ทหาร”

สื่อจำนวนหนึ่งพยายามมองโลกในแง่ดีว่า ผบ.ทบ. ออกมายืนยันถึง “ความเป็นกลาง” ของกองทัพ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี หาก “ความเป็นกลางของกองทัพ” จะหมายถึงการไม่เข้ามายุ่งกับการเมืองอีกต่อไป ปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินไปตามความต้องการของประชาชนที่เป็นเจ้า ของประเทศตัวจริง

หยุดพุ่งเป้าไปที่การโจมตีพรรคการเมืองฝ่ายประชาชนอย่างออกนอกหน้า

หยุดใส่ร้ายกล่าวหาประชาชนโดยไม่มีพยานหลักฐาน

แค่นั้น.. “ความเป็นธรรม” ก็จะกลับคืนสู่สังคมไทย ไม่ใช่เพราะคำพูดพร่ำเพรื่อของ ผบ.ทบ.

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s