“โหวตโน…โหวตนวย…กูก็ ‘ไม่เอาด้วย’ ทั้งนั้น!”

“โหวตโน” อย่า “โหวตนวย”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

มชอบ บรรยากาศก่อนการเลือกตั้ง เพราะมีโอกาสได้สนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้คนมากหน้าหลายตา ทำให้ชีวิตยามวัยโพล้เพล้ของตัวเอง ดูจะมีสีสันมากขึ้น
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะตอนหนุ่มแน่น ตัวผมได้ทำงานคลุกคลีกับงาน “การข่าว” มาก่อน มีหน้าที่รวบรวมข่าวสาร วิเคราะห์ ประเมินค่า ตีความ ตามวงรอบของการ “ข่าวกรอง” ดำเนินการใช้และกระจายข่าวกรอง รวมทั้งรายงานให้หน่วยเหนือทราบ
ครั้นเมื่อพ้นจากหน้าที่ดังกล่าวแล้ว ก็ยังได้เป็นผู้บรรยาย ในการฝึกอบรมให้กับเจ้าหน้าที่รุ่นหลังๆ ในงานข่าวกรอง และมีประสบการณ์ในการเฝ้าติดตาม ประเมินผลการเลือกตั้งหลายครั้งหลายครา
ดัง นั้น การเลือกตั้งที่จะมาถึง ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 จึงทำให้ผมกระชุ่มกระชวย เพราะมีเรื่องให้ติดตามกัน อีกทั้งยังมีผู้โทรมาหา เพื่อสอบถามความคิดเห็น เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างสม่ำเสมอด้วย

แม้ปัจจุบันนี้ งานการข่าวสำหรับงานการเมือง ดูไม่สู้จะยากเย็นนัก เพราะไม่มีเงื่อนไขสำคัญอย่าง “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว
ดังนั้น การข่าวปัจจุบันนี้ จึงเกือบเป็นเรื่องของพรรคการเมือง และนักการเมืองล้วนๆ ส่วนเงื่อนไขอื่นที่จะมี หรือส่งผลผลกระทบ จนถึงเป็นเหตุปัจจัย ถึงขั้นแปรผลการเลือกตั้งนั้น ก็มีอยู่น้อย เช่น เงื่อนไขของฝ่ายทหาร เงื่อนไขของฝ่ายภาคราชการ หรือเงื่อนไขเฉพาะตัวข้าราชการเป็นรายๆไป เป็นต้น
แต่เราที่ลืมไม่ได้เลย คือ

“อำนาจแฝง” หรือที่มักเรียกขานกันว่า “มือที่มองไม่เห็น” ซึ่ง มีอิทธิพล ครอบคลุมประเทศของเราได้เป็นบางครั้ง แต่ยามใดรัฐบาลมีผู้นำที่เข้มแข็ง อำนาจดังกล่าว ก็ดูเหมือนเงียบ หรือบางคราวก็ดูเหมือนเลือนหายไป
        มือกาลีหรือ “อำนาจแฝง” นั้น เหมือนเชื้อโรคทำลายชาติ ที่ มันคอยซุ่มซ่อน ฝังตัว รอเวลาที่จะโผล่อออกมา เพื่อ จะฉกฉวยอำนาจตามสถานการณ์ และนำไปเอื้อประโยชน์กับพรรคพวก ที่ตนเองสนับสนุน ซึ่งอาจรวมถึงพรรคการเมือง ที่ยอมศิโรราบกับพวกเขาด้วย
        มาถึงปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นมือเหี่ยวๆ (รวมทั้ง…หมอยหงอกๆ) หรือ “อำนาจอัปรีย์” ที่ มองไม่เห็น หรือเห็นบ้างแบบสลัวๆนั้น มันครอบงำประเทศเราได้ยากยิ่งขึ้นทุกที เพราะขณะนี้ ชาวบ้านไม่ได้โง่เง่าเต่าตุ่น เขาฉลาดขึ้น อีกทั้งความเจริญของเทคโนโลยี ทำให้การสื่อสารฉับไว การตรวจสอบความจริง พี่น้องประชาชนก็สามารถทำได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
        การต่อต้านอำนาจกาลี…จึงทำได้ไม่ยาก!
        ดังนั้น หากมีเงื่อนไขที่ไม่ชอบธรรม โผล่กบาลเข้ามาในการต่อสู้กันทางการเมือง ก็จะต้องถูกสกัด แต่การสกัดกั้นจะเป็นผลสำเร็จหรือไม่อย่างไรนั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามผลกัน
แต่อย่างน้อยก็ทำให้…
        อำนาจแฝง หรือทั้งมือและหมอยที่มองไม่เห็น ทำร้ายชาติบ้านเมืองของเราต่อไป ไม่ได้โดยง่าย!!

ท่านที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง อาจสังเกตว่า ในขณะนี้เรื่องการกล่าวหาว่า พรรคโน้นพรรคนี้ซื้อเสียงนั้น ได้จางลงไปกว่าทุกครั้ง ที่ผมพูดอย่างนี้ ได้เต็มปากเต็มคำ ก็เพราะว่า
การเลือกตั้งครั้งก่อนๆ นายชวน หลีกภัย นักการเมืองเฒ่า มักจะออกมาจีบปากจีบคอ โจมตีพรรคการเมืองอื่นๆ เรื่อง“ซื้อเสียง” เป็นหลักในการปราศรัย แต่พอพรรคประชาธิปัตย์ ตกที่นั่งพรรคการเมืองพรรคแรก ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่อดีตผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคตัวเอง ถูกศาลฎีกาตัดสินว่า กระทำความผิดฐานซื้อเสียง และลงโทษจำคุก 1 ปี ตัดสิทธิ 10 ปี
ตั้งแต่นั้นมา อีตาชวนฯเลย “ใบ้แดก” ไป ไม่กล้าพูดเรื่องซื้อเสียงอีก เพราะกลังโดนสวนว่า
        “พรรคเอ็งนั่นแหละโว้ย…หัวโจกซื้อเสียง!”

ารเลือกตั้งครั้งนี้ ผมว่ามีความแตกต่างจากทุกครั้ง ที่ประชาชนคนไทยเกือบทั้งประเทศ ออกมาบอกว่า
“ไม่ต้องมาซื้อเสียง…กูก็จะไปลงคะแนนให้!”
        มีผู้ถามกันมากมายว่า
ปรากฏการณ์อย่างนี้ เกิดขึ้นในประเทศของเรา ได้อย่างไรกันนะ?
        คำตอบจากชาวบ้าน ก็มีอยู่ว่า
พวกเขาเห็นความไม่เป็นธรรมในบ้านเมือง เพราะมีอำนาจนอกระบบ มาจัดแจงแต่งตัวให้พรรคการเมืองที่พ่ายแพ้การเลือกตั้ง ได้มีโอกาสเข้ามาบริหารชาติบ้านเมืองอย่างขัดใจประชาชน มิหนำซ้ำพรรคการเมืองดังกล่าว และมันยังได้เข้ามาพร้อมกับการ “คอรัปชั่น” แบบฉับพลันทันที จนฉิบหายวายวอดกันในหลายโครงการ
จึงทำให้พี่น้องประชาชน เขาทนไม่ได้!
        แถมประชาชนคนตาดำๆ ออกไปทวงหาความยุติธรรม กลับถูกฆ่าตายและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ความคั่งแค้นของผู้คนก็มีมากยิ่งขึ้น
ความสามัคคีปรองดอง คงหากันไม่ได้แล้วบนแผ่นดินนี้!!
        ดังนั้น วิธีการเดียว ที่พวกเราชาวไทยทั้งปวง จะทวงอำนาจที่เป็นของประชาชนคนไทย กลับคืนมาให้ได้ ก็ด้วยการเอาชนะจากวิถีทางแห่งประชาธิปไตย
ด้วยการ “เลือกตั้ง” เท่านั้น!!!

ผมรู้สึกดีใจ ที่ผู้คนในบ้านในเมืองเห็นความสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ที่เสียงของประชาชน จะเปล่งหรือคำรามออกมา ให้สังคมได้ยินกันอย่างชัดเจน ก็ด้วยจำนวนคะแนนเสียง
   จาก…การเลือกตั้ง
        นี่เอง ที่ผู้คนแม้ในบางประเทศที่แม้จะยากไร้ คนจำนวนไม่น้อยแทบไม่มีจะกิน แต่น่าประหลาดใจนัก ที่พวกเขาไม่มีวันยอมขายเสียงให้กับมนุษย์หน้าไหน เช่น อินเดีย ศรีลังกา เป็นต้น
การเลือกตั้งของคนอินเดีย และศรีลังกานั้น น่าชื่นชมมาก เพราะเมื่อถึงวันเลือกตั้ง พวกคนจนจะไปถึงหน่วยเลือกตั้งแต่เช้า เพื่อจะได้ใช้สิทธิก่อน และจะคอยเฝ้าหน้าหน่วยเลือกตั้ง ดูการใช้สิทธิของคนอื่นๆอย่างชื่นชม ด้วยความระแวดระวัง ไม่ให้มีการโกงกันเกิดขึ้น เพราะเขาเหล่านั้น ต่างหวงแหนสิทธิเลือกตั้งด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
ดังนั้น วันหย่อนบัตรลงคะแนนของพวกเขา จึงดูเหมือนงานมหกรรมที่ยิ่งใหญ่เลยเลยทีเดียว
มาถึงวันนี้ การซื้อสิทธิซื้อเสียงในบ้านเรา แทบจะไม่มีเป็นข่าว จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่มีรูปแบบใหม่ของการหาเสียง ที่มีการใช้กลยุทธ์ “พาลีหลายหน้า” และอยากจะพูดถึงคือ
กรณี นางสิริมา นวลแจ่ม ที่สวมเสื้อแสดงมีสกรีนรูปคุณ
ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ผู้ชิงตำแหน่งนายก เข้าไปทำทีคัดค้านนายมาร์ค มุกควายระหว่างการหาเสียง แต่ถูกจับได้ภายหลัง โดยนำหลักฐานมาตีแผ่ว่า แท้ที่จริงแล้วนังคนนี้ คือสาวกของ “เถนจันทร์ หัวบาตร” ที่เรียกตัวเองว่าสมณะจันทร์ แต่สนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพันธมิตรเรียกขานว่า
“สมณะจ๊ะ!”
        หลักฐานที่สำคัญคือตารางการนัด “เถนจันทร์ หัวบาตร” ไปเทศน์ที่บ้านตัวเอง
การตอแหลเลยถูกเปิดโปง ด้วยประการฉะนี้!!

แม้การซื้อเสียงจะดูจางไป แต่ก็วางใจไม่ได้สนิท เพราะพวกที่คิดว่าตนเองจะแพ้การเลือกตั้ง อาจมีลูกไม้หรือสงวนทีเด็ดเอาไว้ ไม่เฉพาะเรื่องการแจกเงิน แต่จะมีการขนคนไปลงคะแนน โดยมีการแจกเงิน “มัดจำ” ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว
จึงต้องฝากให้เป็นการบ้านกับ กกต. ให้ทำงานว่องไวสักหน่อย ในการจับคนโกงการเลือกตั้ง แต่เราก็หวังอะไรไม่ได้มาก เพราะคณะกรรมการชุดนี้ มีแต่ “ชราชน” ทั้งนั้นที่เป็นกรรมการ ขาดความกระฉับกระเฉง แถมมีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่มากจากการเลือกตั้ง ส่วนที่เหลือเป็นพวก “ไอ้บัง กบฏ” มันตั้งมาทั้งนั้น
ผู้คนจึงวางใจ ไม่ได้สนิท!

รากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ และกำลังเป็นที่โจทก์ขาน ก็คือ
แทนที่จะมีการหาเสียงสู้กันตามปกติ คราวนี้มีพวกที่ไม่ได้ลงเลือกตั้ง คือพวก “พันธมิตร” ที่ชุมนุมกันอย่างยืดเยื้อยาวนานมาร้อยกว่าวัน จนบางวันเหลือกะร่อยกะริบเต็มที
พวกเขาได้เดินเกมทางการเมืองครั้งสำคัญ โดยประกาศ “โหวตโน” หรือชวนให้ผู้คนออกไปลงคะแนนเสียง แต่ให้กาช่อง ไม่ประสงค์จะลงคะแนน หรือ ไม่ประสงค์เลือกใคร ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เพราะกฎหมายรับรองให้ทำได้ แถมยังจัดที่จัดทาง มีช่องให้กาเครื่องหมาย ไว้ในบัตรเลือกตั้ง อีกต่างหากด้วย
ผู้ที่กาช่องไม่เลือกใคร ตามสถิติจากการเลือกตั้งเมื่อครั้งที่แล้ว มีอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งก็ไม่น้อยคือ ประมาณกว่า 1 ล้านคน เมื่อการเลือกตั้งครั้งก่อน (พ.ศ.2550) นับว่ามีจำนวนไม่น้อยเลย
เมื่อพันธมิตรชวน Vote No ครั้งนี้ ก็เชื่อว่า จะต้องมีผู้กาช่องไม่เลือกใครเพิ่มมากขึ้น เพราะชั้นเชิงการ “ตีปี๊บ” ของพันธมิตรก็ไม่ใช่เล่น ใครจะดูแคลนไม่ได้เลย แถมมีมวลชนที่จัดตั้งไว้แล้วส่วนหนึ่ง คือ มวลชนของพันธมิตรเองและสาวกสันติอโศก ซึ่งมีจำนวนนับแสนๆคนทีเดียว
ดัง นั้น ถ้ารวมกับของเดิมจำนวนกว่า 1 ล้านคน ที่ผมว่ามาข้างต้น เสียง Vote No ก็น่าจะมีมากกว่า 2 ล้านคนโดยประมาณ แต่อาจไม่ถึง 5 ล้านคน อย่างที่ฝ่ายพันธมิตรตั้งใจเอาไว้

เสียง Vote No จะเป็นผลร้ายหรือส่งผลกระทบ กับพรรคใดบ้างนั้น เห็นจะไม่ต้องถามกันแล้ว เพราะเรื่องนี้ใครๆก็รู้ว่า
พรรคประชาธิปัตย์ต้องรับไปเต็มๆ เนื่องจากเสียงของฝ่ายสนธิ-จำลอง ซึ่งเคยทุ่มสุดตัวให้พรรคดักดาน จนพันธมิตรต้องสูญเสียพวกตนไปหลายชีวิต แต่พรรคดักดานก็ตอบแทนพวกเขาอย่างเจ็บแสบ ตามสันดานดั้งเดิม บทเรียนที่ขมขื่นจึงทำให้ การเลือกตั้งครั้งนี้
พันธมิตรจึงหันปากกระบอกปืน หันใส่ประชาธิปัตย์เต็มที่!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว นอกจากพรรคประชาธิเปรต ของนายมาร์ค มุกควาย ขับเคี่ยวกับพรรคทักษิณ โดยมีพันธมิตรเป็นแนวร่วมแล้ว ก็ยังมีฝ่ายทหาร ที่ยึดอำนาจจากทักษิณ ที่ระแวงกลัวภัยเพราะผลกรรมที่ตัวทำอัปรีย์เอาไว้ เข้ามาร่วมมือด้วย อย่างออกหน้าออกตา
นอกจากนั้น ยังมีงบประมาณสูงถึง 1,500 ล้าน ที่รัฐบาลนายกฯโลซกแห่งเขายายเที่ยง ‘อนุมัติ’ ให้เป็นพิเศษ ให้กับฝ่ายทหาร โดยอ้างว่าจะนำไปส่งเสริมการเลือกตั้งให้เป็นประชาธิปไตย แต่แท้ที่จริงแล้ว
เงินจำนวนนี้ ได้นำไปใช้ในเพื่อดำเนินการต่อต้านทักษิณโดยตรง ส่วนที่เหลือจะไปบำรุงกระเป๋าใคร
  เห็นจะไม่ต้องถามกระมัง!
ถึงกระนั้น การเลือกตั้งครั้งล่าสุด เมื่อปี พ.ศ. 2550 ทั้งๆที่ตังทักษิณเองอยู่นอกประเทศ และมีการอัดฉีดกันเต็มพิกัด ทั้งเงินราษฎร์และเงินหลวง แต่พรรคนายมาร์ค มุกควาย… 
ก็ยังพ่ายแพ้…หลุดลุ่ย!
        การเลือกตั้งก่อนหน้านั้น ประชาธิปัตย์ก็พ่ายแพ้ติดกันมา
2 ครั้งแล้ว คือการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2544 และ พ.ศ. 2548 ซึ่งในตอนนั้นมี นายชวน หลีกภัย และ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรคตามลำดับ
ส่วนในปี 2550 ที่มีนายอภิแสบ ภักดีโพเดียม เป็นผู้นำพรรค ก็พ่ายแพ้เช่นกัน จน นายกฯสมัคร สุนทรเวช สามารถจัดตั้งรัฐบาล ได้อย่างสะดวกโยธินบูรณะเลยทีเดียว
เรียกได้ว่า พรรคประชาธิเปรตของนายมาร์ค มุกควาย โดนทักษิณยิงประตูติดๆกันได้ 3 ลูกซ้อนๆ หรือทำ ‘แฮตทริก’  และยัดเยียดความพ่ายแพ้ที่น่าอับอาย ให้กับพลพรรคดักดาน
ได้ถึงสามครั้งสามคราติดต่อกัน
  จึงไม่น่าประหลาดใจ ที่นายมาร์ค มุกควาย ออกอาการกลัวผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ถึงขนาด…
        ‘ขี้’ ขึ้นไปอยู่ บนกบาล!

ครก็ ตามที่เห็นป้าย “โหวตโน” ของพันธมิตร ก็คงสะดุดตาอยู่ไม่น้อย ส่วนป้ายจะจูงใจได้เพียงไรนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของพันธมิตร ก็คงตัดสินใจได้ยาก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจ
บางคนถึงกับบ่น อย่างไม่เข้าใจว่า
“มันจะให้โหวตโน…ไปหาหอกอะไรกันวะ!?”

content/picdata/302/data/photo1.jpg

ดังนั้น ผมจึงคิดว่า รูปแบบการโฆษณาชวน “โหวตโน” น่าจะต้องเพิ่มความเร้าใจให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถสื่อสาร และทำความเข้าใจให้กับชาวบ้านได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะเวลาเลือกตั้ง ใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว
ที่ผมถูกใจมาก และอยากนำมาเล่าให้ฟัง คือ 
เวทีปราศรัยของสันติอโศก ข้างทำเนียบรัฐบาล นายรักษ์ รักษ์พงษ์ หรือที่ผมเรียกแกว่า “เถนโพธิรักษ์” ตาเถนจอมตื๊อสารพัดทิศ ได้นำอ่านจดหมายของสมณะในลัทธิอโศกคนหนึ่ง และออกอากาศทางวิทยุคลื่นของแก เมื่อคืนวันพุธ ที่ 1 มิ.ย.2554 (ผมจำชื่อสาวกคนเขียนไม่ได้) เจ้าของจดหมายคนดังกล่าว ได้แต่งเนื้อร้อง และให้ชื่อเพลงว่า
“โหวตโน ทำไมถึงโหวตโน”
        เขาแต่งเพลงนี้ออกมา เพื่อสนับสนุนการกาไม่เลือกผู้สมัคร ตามนโยบายของกลุ่มพันธมิตร แต่คนแต่งเนื้อร้อง ไม่ได้แต่งทำนองเอง แต่ดันผ่าไปใช้ทำนองเพลง
“อยากดัง ทำไมถึงอยากดัง”
        ถึงกระนั้น ก็ต้องชมว่า ผู้แต่งเขาใช้สำนวนได้สนุกพอใช้ แต่ผมจดไม่ทัน เลยนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง ได้เพียงเท่านี้

มีผู้บอกกับผมว่า สภากาแฟตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะสภาอมตะกาแฟสำคัญๆ อย่างร้านตรงข้ามกับวัดตรีทศเทพ เดิมก็ไม่ค่อยพูดกันถึงเรื่อง “โหวตโน” กันนัก แต่พอใกล้เลือกตั้ง การพูดถึงเรื่อง “โหวตโน” ก็ดังถี่มากขึ้น
  แสดงว่าการโฆษณา “โหวตโน” ชักจะมีผล!
        ถึงกระนั้น ต้องขอเตือนฝ่ายพันธมิตรว่า ดีแต่แค่ป้าย เห็นจะยังเร้าใจไม่พอ ที่จะทำให้เสียงโหวตโนให้ถึงเป้า 5 ล้าน ตามที่ฝ่ายพันธมิตรตั้งเอาไว้
จึงอยากให้แกนนำของพันธมิตร เร่งดำเนินการและคิดกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อให้ผู้คน “โหวตโน” มากขึ้น เพราะคนที่จะไปโหวตโนเพื่อแสดงความ “ไม่…โอเค” เหล่านั้น ก็คือคนเคยเลือกพรรคประชาธิเปรตมา เมื่อการเลือกตั้งครั้งที่แล้วทั้งนั้น
พันธมิตรจะได้ ‘ล้างแค้น’ พรรคดักดานให้ถึงใจสักครั้ง!
ยิ่ง คน “โหวตโน” มากเท่าไร คนเลือกพรรคประชาธิเปรตน้อยลงเท่านั้น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯนี่ สำคัญมาก เพราะอาจเป็น decisive factor หรือ “เงื่อนไขชี้ขาด” ของการเลือกตั้งครั้งนี้เลยทีเดียวเลย
ดังนั้น เป็นเรื่องที่น่ายินดี หากคนกรุงจะร่วมกัน “โหวตโน” กันให้มากๆ เพื่อไม่ให้พรรคกาลี มันเข้ามามีโอกาสเข้ามา “แดกบ้าน-ผลาญเมือง” ของเราต่อไปอีก

ก่อนจบวันนี้ ขอนำเรื่องเบาๆ ที่ผมไปตั้งวงสนทนาเรื่อง โหวตโน” กับพรรคพวกหมาดๆ เลยมีเรื่องมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง ดังนี้
ในวงสนทนาบนโต๊ะอาหาร มีเพื่อนของผมคนหนึ่ง ที่ไม่สนใจเรื่องการเมือง เพราะเอาแต่สร้างเสริมความมั่งคั่งให้กับตัวเอง จนกลายเป็นเศรษฐีมาตั้งแต่หนุ่ม เขาง่วนกับการกินอาหาร ไม่สนใจการสนทนาเรื่อง “โหวตโน” แต่เจ้าตัวคงรู้สึกรำคาญ ที่เพื่อนฝูงเอาแต่ถกเถียงกัน จึงทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า
“โหวตโน…โหวตนวย…กูก็ ‘ไม่เอาด้วย’ ทั้งนั้น!”
        เพื่อนผู้รำรวยของผม ประกาศด้วยเสียงเย็นชา
“เขามีแต่โหวตโน… ‘โหวตนวย’ อะไรของเอ็ง?”
        เพื่อนอีกคน ที่มีอาชีพสอนหนังสือ และเป็นนักวิชาการแย้งเสียงขุ่นๆ อย่างไม่พอใจนัก
คนรวยกว่าชำเลืองด้วยหางตา ไปยังเพื่อนผู้ตั้งปุจฉาอย่างดูแคลน แล้วทำเป็นเอื้อนเอ่ยเชิงสอนสั่งเนิบๆ ว่า

content/picdata/302/data/photo2.gif

“โหวต โนน่ะ…พันธมิตรเขาทำรูปเป็นสัตว์ห้าชนิด มีควาย เสือ หมา เหี้ย ลิง… (กลืนน้ำลายนิด แล้วพูดต่อ) …ส่วน“โหวตนวย”เขาทำใบปิดเป็นรูป ‘โค’ หรือ ‘วัว’ เอ็งไม่เคยเห็น
บ้างหรือวะ!?”

เมื่อเห็นเพื่อนที่เป็นอาจารย์ ส่ายหัวอย่างงงๆ คนเป็นเศรษฐีก็เสริมเบาๆ เหมือนพึมพำกับตัวเองว่า….
“โหวตนวย-หัวโค…โหวตนวย-หัวโคๆๆๆ”

….พูด ซ้ำครบห้าครั้งแล้ว เขาหยุดนิดหนึ่ง แล้วลุกขึ้นยืนพรวดพราด ทำตาเบิกพอง ยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏชัดตรงมุมปากแวบหนึ่ง ก่อนเขาจะยกกำปั้นทั้งสองข้าง ทุบโต๊ะอาหารเปรี้ยงเข้าให้ แล้วชี้มือไปยังเพื่อนนักวิชาการ พร้อมแผดเสียงดังสนั่นว่า

“โหวตนวย-หัวโค…มึงต้องให้กูพูดซ้ำพูดซาก หรือไงวะ…ไอ้โคตรโง่!!!”

…………………….

Advertisements

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s