เมื่อคนไทยเบื่อที่จะ..โง่-จน-เจ็บ

“ใช่ เธอเป็นน้องสาวคนเล็กของผม เธอทำงานกับผมมาตั้งแต่แรก ดังนั้น ผมจึงสอนเธอ ฝึกเธอ จึงไม่แปลกที่รูปแบบการทำงานของเธอจะคล้ายผม”

พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและกุนซือใหญ่ของพรรคเพื่อไทย เป็นข่าวไปทั่วโลกจากการให้สัมภาษณ์ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ รวมทั้งสื่อในประเทศไทย โดยยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว ในฐานะคู่ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็น “หุ่นเชิดทางการเมือง” แต่ยอมรับว่าเป็น “โคลนนิ่ง” หมายถึง “การมีวัฒนธรรมเดียวกัน พื้นฐานเดียวกัน ความคิดเดียวกัน ทัศนคติเดียวกัน และคิดเช่นเดียวกัน”

ปรองดองมาก่อนนิรโทษกรรม!

ตลอด สัปดาห์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณจึงอยู่บนพื้นที่ข่าวทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าสื่อต่างๆยังให้ความสำคัญกับ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างมาก โดยเฉพาะการเป็นคีย์แมนสำคัญของพรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ อย่างสโลแกนของพรรคเพื่อไทยที่ว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน”

สื่อต่างประเทศที่ พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ อาทิ รายการ Lateline ของสถานีโทรทัศน์เอบีซีของออสเตรเลีย หนังสือพิมพ์ดิ อินดิเพนเดนท์ ของอังกฤษ หนังสือพิมพ์โกลบ แอนด์ เมล์ ของแคนาดา และหนังสือพิมพ์สเตรทไทม์สของสิงคโปร์ โดยพุ่งประเด็นไปที่ผลการเลือกตั้งมีผลโดย ตรงต่อทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์และอนาคตทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณมั่นใจว่าพรรค เพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งแน่นอน และยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีความพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนตนจะไม่กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกแน่นอน แต่ต้องการสอนหนังสือและเล่นกอล์ฟ

“การสร้างความปรองดองเป็นสิ่งสำคัญ อันดับ แรกที่ต้องทำ ไม่ใช่การนิรโทษกรรม การนิรโทษกรรม อาจเป็นส่วนหนึ่งของการปรองดอง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด”

พ.ต.ท.ทักษิณยืนยัน ว่า จะไม่ให้ตัวเองเป็นปัญหาในการสร้างความปรองดอง เพราะกว่า 2 ปีที่ผ่านมาแผนปรองดองของพรรคประชาธิปัตย์ล้มเหลว นอกจากนี้ยังทำให้ประเทศแตกแยกมากขึ้นอีก จึงเป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยที่จะสร้างความปรองดอง และหวังว่าตนจะสามารถกลับประเทศไทยได้เพื่อแก้ไขบาดแผลทางการเมืองให้กับ ประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะกลับไม่ได้ก็ไม่ต้องการให้เป็นปัญหากับประเทศ เพราะอยากให้ประเทศไทยกลับสู่ภาวะปรกติ

ปฏิวัติเงียบ-มาตรา 112

อย่าง ไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่าอาจเกิด “ปฏิวัติเงียบ” เพื่อทำให้พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาล โดยใช้กลไกทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือศาล เพราะวันนี้กองทัพคงไม่กล้ารัฐประหาร แต่หากพรรคเพื่อไทยได้ชัยชนะอย่างขาวสะอาดแล้วไม่ได้เป็นรัฐบาลเชื่อว่า ประชาคมโลกคงไม่อยู่เฉยๆ หากจะไม่ให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลต้องมีเหตุผล ไม่ใช่กระทำขัดต่อจริยธรรม หรือขัดต่อกฎหมาย

“พวกทหารเกิดอาการวิตก จริตกันใหญ่ เพราะมีข่าวว่าผมจะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นสาธารณรัฐและตั้งตนเป็น ประธานาธิบดี แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย เมื่อคุณกลายเป็นผู้นำคุณก็ต้องเข้มแข็ง ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆที่เป็นปัญหาเรื้อรังได้ พอคุณเข้มแข็งปุ๊บก็มีคนบอกว่าผมอยากเป็นประธานาธิบดี ซึ่งไร้สาระมาก และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงให้มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้หญิง เขาจะได้ไม่ต้องคิดว่าผู้หญิงจะสามารถทำอะไรเช่นนั้น”

เช่นเดียวกับ การใช้มาตรา 112 ที่กองทัพออกมายื่นฟ้องเองนั้น พ.ต.ท.ทักษิณติงว่า แม้กองทัพจะมีหน้าที่หลักคือปกป้องอธิปไตยของชาติและปกป้องสถาบันพระมหา กษัตริย์ แต่ต้องระมัดระวังว่าการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อ กองทัพและสถาบันด้วย เพราะยิ่งมีการดำเนินคดีมากเท่าไร ประชาคมโลกและองค์กรสิทธิมนุษยชน จะยิ่งเรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎหมายนี้มากขึ้น

ปรองดองยากกว่าแชมป์พรีเมียร์ลีก

ขณะ ที่เว็บไซต์ “ดิ อีโคโนมิสต์” สื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ วิเคราะห์การเมืองไทยในหัวข้อ “ทักษิณจากแดนไกล (Thaksin from a distance)” ว่าคนทั่วโลกที่สนใจฟุตบอลอังกฤษจะรู้จัก พ.ต.ท.ทักษิณมากกว่าการเมืองไทยในฐานะที่เคยเป็นเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี และขายให้กลุ่มอาบูดาบีเมื่อปี 2551 ซึ่งปีนี้แมนเชสเตอร์ ซิตี เป็นแชมป์เอฟเอคัพ และอยู่อันดับ 3 ในตารางพรีเมียร์ลีก

แต่การต่อสู้ ทางการเมืองในไทยที่ พ.ต.ท.ทักษิณส่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ น้องสาว เป็นผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นเกมที่ยากกว่าเกมฟุตบอล แม้ พ.ต.ท.ทักษิณมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส. มากถึง 270 คน จากทั้งหมด 500 คน และจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่โพลต่างๆกลับชี้ว่าอย่าง ไรก็ต้องเป็นรัฐบาลผสม ขณะที่กองทัพยังให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์

แต่คนส่วนใหญ่ยังมอง ว่ากลุ่มอำมาตย์ต้องพยายามขัดขวางไม่ให้พรรคเพื่อไทย ได้จัดตั้งรัฐบาลแน่นอน แม้แต่การดึงปลั๊กล้มกระดาน ซึ่งยังมีกลุ่มชาตินิยมขวาจัดและกลุ่มเกลียดทักษิณที่ต้องการให้เว้นวรรค ประชาธิปไตยชั่วคราว แม้บรรดานายทหารสายเหยี่ยวจะยืนยันว่าไม่มีรัฐประหารก็ตาม แต่บทเรียนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อคำพูดของทหาร

ยิ่ง มีการพูดถึงเรื่องนิรโทษกรรมเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศ ดังนั้น กระบวนการปรองดองจึงเป็น hard sell ใน zerosum game ของการเมืองไทย คือต้องมีผู้แพ้หรือผู้ชนะฝ่ายเดียวเท่านั้น ไม่มีการเกี๊ยะเซียะกัน ดิ อีโคโนมิสต์ จึงฟันธงว่าการปรองดองเป็นเรื่องยากกว่าการนำทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกเสียอีก

ยังหาเสียงน้ำเน่า?

เมื่อ ยังไม่มีใครรู้ผลการเลือกตั้ง การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประ-ชาธิปัตย์ต้องเดินหน้า ต่อไปตามกฎหมายเลือกตั้งที่ กกต. เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งทั้ง 2 พรรคการเมืองก็พยายามกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งว่ากระทำผิดกฎ หมายเลือกตั้ง

เริ่ม ตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์แสดงท่าทีไม่พอใจ กกต. ที่ให้ความเห็นว่ากรณีคนเสื้อแดงบางคนประท้วงต่อต้านนายอภิสิทธิ์ไม่ถือว่า เป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ขณะที่ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า กรณีคนเสื้อแดงตามป่วนนายอภิสิทธิ์และนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ขณะลงหาเสียงในพื้นที่ต่างๆถือเป็นรูปธรรมของความวุ่นวายที่ พ.ต.ท.ทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องแสดงความชัดเจนว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลัง หรือกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่าจะกลับประเทศไทยให้ทันปลายปี 2554 เพื่อต้องการถวายพระพรเนื่องในวโรกาสครบ 84 พรรษา ถือเป็นการไม่สมควรอ้างถึง และให้หยุดการกล่าวอ้างเช่นนี้กับสื่อต่างประเทศ

ขณะ ที่พรรคเพื่อไทยโดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์และแกนนำคนเสื้อแดง ก็ขอให้พรรคประชาธิปัตย์เลิกใช้วิธีการเดิมๆ คือใส่ร้ายป้ายสีและกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามอย่างร้ายแรงต่างๆนานา โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัคร ส.ส. หลายคนที่ยังกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยเผาบ้านเผาเมือง เป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กกต. แล้ว แต่นายสุเทพและผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่หยุดกล่าวหาพรรคเพื่อไทย

สู้กันด้วยนโยบาย

อย่าง ไรก็ตาม ทั้ง 2 พรรคต่างรู้ดีว่ามีผู้คนจำนวนมากที่เบื่อการโจมตีทางการเมืองแบบน้ำเน่าสาด โคลน จึงจำเป็นต้องปรับท่าทีมาชูเรื่องนโยบายกันมากขึ้น

อย่างพรรคประ ชาธิปัตย์ใช้สโลแกนว่า “เศรษฐกิจต้องเดินหน้า ประเทศต้องเดินหน้า กรุงเทพฯต้องเดินหน้า” โดยทำได้ทันทีที่เป็นรัฐบาล อาทิ ไฟฟ้าฟรีถาวรสำหรับผู้ใช้ไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน จัดการปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาด มอบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคนทุกเดือน โครงการบ้านมั่นคงให้กับชุมชนแออัดในเมืองและหมู่บ้านทั่วประเทศ บัตรประชาชนใบเดียวรักษาฟรีอย่างมีคุณภาพ เพิ่มเงินทุนกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำเพื่อการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย 250,000 คน พัฒนาศูนย์เด็กเล็กคุณภาพในทุกพื้นที่ สร้างรถไฟฟ้า 12 สายให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลภายใน 5 ปี ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นโครงการประชานิยมทั้งสิ้น

ส่วนพรรคเพื่อไทยประกาศ 31 นโยบาย “คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน” อาทิ ทำเขื่อนกั้นน้ำและถมทะเลที่สมุทรสาครและสมุทรปราการ ไม่ให้ท่วมกรุงเทพฯโดยไม่ต้องกู้ สร้างรถไฟฟ้าให้ครบ 10 สาย และเก็บเงินตลอดสายเพียง 20 บาท โดยทุกสถานีรถไฟฟ้าจะสร้างคอนโดฯราคาประหยัดให้เช่า ทำรถไฟรางคู่เชื่อมต่อบริเวณชาน เมืองกรุงเทพฯ ทำรถไฟความเร็วสูงไปโคราช ระยอง และจันทบุรี ทำโครงการแลนด์บริดจ์ที่ภาคใต้

ปราบยาเสพติดให้หมด ไปภายใน 12 เดือน แก้ปัญหาความยากจนภายใน 4 ปี ตั้งกองทุนหมู่บ้านทุกตำบลๆละ 1 ล้านบาท พักหนี้ผู้มีหนี้ไม่เกิน 500,000 บาท ไม่น้อยกว่า 3 ปี ปรับโครง การ 30 บาทรักษาทุกโรคให้รักษาอย่างมีคุณภาพ ให้งบประมาณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่ม 25% ไม่ต้องทุจริต ออกบัตรเครดิตให้เกษตรกรเพื่อนำไปซื้อปุ๋ยหรือเมล็ดพันธุ์

ลดภาษี นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% กับธุรกิจห้างร้าน บริษัทต่างๆ ให้ผู้จบปริญญาตรีได้ทำงานและเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท ปรับเงิน เดือนข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ตั้งกองทุนร่วมทุน ในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนเพื่อให้นักศึกษาจบการศึกษากู้ยืม คืนภาษีและเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีให้กับผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรก คืนภาษีให้กับผู้ซื้อรถคันแรก แต่ต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี โครงการ Free WiFi ในที่สาธารณะและสถานศึกษา ฯลฯ

ใครโกหกตอแหล?

ส่วนพรรคใด ทำได้จริง ไม่ใช่ดีแต่พูดหรือขายฝันนั้น ประชาชนน่าจะรู้ดี โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นรัฐบาลมากว่า 2 ปี มีคำถามว่าแล้วทำไมตอนเป็นรัฐบาลจึงไม่ทำ และหลายเรื่องที่เป็นปัญหาของบ้านเมืองจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและยาเสพติด ขณะที่นโยบายที่ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงอย่างนโยบายเรียนฟรีก็ฟรีไม่จริง การสร้างรถไฟฟ้าก็เต็มไปด้วยปัญหาตั้งแต่การประมูล ซึ่งแค่การเชื่อมขยายไม่กี่กิโลเมตรใช้เวลา 3-5 ปี ดังนั้น จะเป็นได้อย่างไรที่จะทำ 12 สายครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลภายใน 5 ปี

ด้านพรรคเพื่อไทยที่เป็นผู้บุกเบิกนโยบายประชานิยม ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันว่าของพรรคเพื่อไทยมีจุดเด่นและแตกต่างจากพรรคประชาธิปัต ย์ชัดเจน อย่างที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า

“มีความเหมือนและ ความต่างอยู่บ้าง เมื่อคุณเห็นคนกำลังกินปลา ไม่ว่าจะจากพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ ปลาเหล่านั้นก็ดูเหมือนกัน แต่ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์แจกแต่ปลา แต่เราจะให้เบ็ดตกปลา และให้ประชาชนได้ตกปลาเอง กินเอง และมีปลาจากแม่น้ำเอาไว้กินได้ ถ้าคุณดูการบริหารประเทศของพรรคประชาธิปัตย์เขาต้องการเพียงแค่ผลประโยชน์ ทางการเมือง แต่ของผมคือความสุขของประชาชนต้องมาก่อน และผลประโยชน์ทางการเมืองจะเป็นผลจากการที่พี่น้องประชาชนมีความสุข”

แต่ คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เห็นชัดเท่ากับการตอบรับของประชาชน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสื่อหรือนักวิชาการก็ยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยมีการวางแผน การหาเสียงและนโยบายที่ตรงใจหรือโดนใจคนรากหญ้ามากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ อย่างบัตรเครดิตชาวนาสินเชื่อ 0% ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณแล้ว หนี้ยังเป็นปัญหาพื้นฐานที่มีทุกคน เพียงแต่จะทำอย่างไรให้ผู้เป็นหนี้ยังมีเงินพอดำรงชีวิตพร้อมๆกับสามารถผ่อน หนี้ได้ เช่นเดียวกับเรื่องเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท ก็ใช้วิธีย้อนศรให้มีรายได้ที่จะจ่ายได้ โดยใช้นโยบายภาษีลดภาระผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำส่วนลดภาษีมาขึ้นเงินเดือนโดยตรง

โดย เฉพาะปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ภาคเอกชนระบุว่าในอดีตเคยจ่าย 10% แต่ปัจจุบันสูงถึง 30-50% พ.ต.ท.ทักษิณให้ใช้นโยบายชัดเจนว่าจะใช้ระบบอี-ออคชั่นในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีคณะกรรมการราคากลางตั้งราคากลางที่เป็นธรรม รวมถึงผลประโยชน์เข้ารัฐที่เปลี่ยนจากรับใต้โต๊ะมาอยู่บนโต๊ะแทนอย่างถูก กฎหมาย ซึ่งนายอภิสิทธิ์ยอมรับในงานสัมมนา “ต่อต้านคอร์รัปชัน จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ของ 21 องค์กรภาคเอกชนที่ประกาศต่อต้านคอร์รัปชันว่า การจัดซื้อจัดจ้างมีทุจริตสูงสุด เพราะราคากลางที่สูงเกินจริง

อีกจุด ขายที่ถือว่าโดนใจคนชั้นกลางในเมืองคือ การสร้างเมืองใหม่เมืองสวรรค์เชื่อมต่อกรุงเทพฯ โดยมีระบบไฮเทครองรับในรูปแบบฮับ (Hub) ทั้งการศึกษา การแพทย์ ไอที และการเงิน ทั้งยังจะสร้าง รถไฟฟ้าให้ครบ 10 สาย โดยเก็บเงินไม่เกิน 20 บาท ควบคู่ไปกับรถไฟฟ้ารางคู่ และสร้างแฟลตค่าเช่าราคาถูกให้นักศึกษาจบใหม่

ทำได้แต่อย่ามีโรคแทรกซ้อน

การ เลือกตั้งครั้งนี้หากไม่มี “อำนาจนอกระบบ” ล้มกระดาน ไม่ว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล หลายฝ่ายเชื่อว่าความขัดแย้งจะลดลง เพราะทุกฝ่ายจะกลับมาต่อสู้กันในสภาและกลไกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่อำนาจกระบอกปืนอย่างที่หลายฝ่ายวิตก รวมถึงประชาคมโลกที่มองว่าความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่แก้ได้ยากเพราะ ปฏิกิริยาของฝ่ายอนุรักษ์นิยมและกองทัพ โดยอ้างอิงสถาบันทำลายฝ่ายตรงข้าม ทั้งที่มีงานวิจัยหลายชิ้นจากนักวิชาการไทยและต่างประเทศระบุว่าคนต่าง จังหวัดวันนี้ตื่นตัวทาง การเมืองอย่างเป็นระบบมานานแล้วตั้งแต่หลัง 14 ตุลา ไม่ได้ “โง่-จน-เจ็บ”

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การ พิสูจน์ว่าระบอบประชาธิปไตยจะเดินไป ข้างหน้าต่อไปได้หรือไม่เท่านั้น แต่ยังพิสูจน์ว่าประชาชนไม่ได้โง่อีกด้วย เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยจนถึงการรัฐ ประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงทุกวันนี้ประชาชนไทยรู้ว่าพรรคใดที่หาเสียงด้วยนโยบายแบบขายฝันหรือดี แต่พูด พรรคใดที่ยังใช้วิธีการสาดโคลนและใส่ร้ายฝ่ายตรงข้าม นโยบายของพรรคใดที่จับต้องได้ พูดจริง และทำได้จริง

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคมนี้ นอกจากการออกมาใช้สิทธิตามหน้าที่แล้ว คนไทยทุกคนจะมาลงประชามติว่าอยากจะเลือกใคร ระหว่าง “ประชาธิปไตยกินได้จริง” กับ “เผด็จการขายฝัน ปั้นน้ำเป็นตัว”

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 313 วันที่ 4 – 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554 หน้า 16 – 17 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s