ไม่มีปัจจัยบ่งชี้ว่า “สิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้าย” จะหมดไป

 

 

กลางฤดูเลือกตั้ง “ภิญโญ”เห็นต่าง …

คอลัมน์ ออกแบบประเทศไทย  มติชนรายวัน
เพียงเพราะจุดเริ่มต้นจากการ “ชอบตั้งคำถาม” ได้นำ “เขา” เข้าสู่แวดวงสื่อทุกรูปแบบ โดยไต่ระดับจากการเป็น “นักข่าว” สู่ “นักคิด”

 

บนแผงหนังสือ ปรากฏชื่อของ “เขา” ในฐานะ “นักเขียน” ผลิตงานคุณภาพมากมาย อาทิ พิษทักษิณ, Red Why : แดงทำไม, กรรมสุตา, ผู้นำ อำนาจ ประวัติศาสตร์ และการเมืองใหม่, ชาติ ศาสนา ซาชิมิ ฯลฯ

 

บนหน้าปัดวิทยุคลื่น 104.5 เอฟเอ็ม “เขา” เคยปรากฏเสียงในฐานะผู้จัดรายการ “เปิดสมอง ลองตั้งคำถาม”

ในจอโทรทัศน์ “เขา” ปรากฏตัวในฐานะผู้ดำเนินรายการ “ตอบโจทย์” ออกอากาศทางทีวีไทย

“เขา” คือ “ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา” บรรณาธิการสำนักพิมพ์โอเพ่น-มือสัมภาษณ์-สื่อมวลชนอิสระ

 

“ที่ผ่านมาเราไม่เคยเห็นว่าอะไรฝังอยู่ในสังคมไทย ปัญหามันหมักหมมมาเป็นเวลานาน วันหนึ่งมีคนไปเขี่ยมันขึ้นมา แล้วปัญหามันก็ปะทุต่อเนื่อง พอปะทุเสร็จปุ๊บ มันไม่หยุด เหมือนเวลาดึงต้นไม้ขึ้นมา ยิ่งดึงยิ่งเห็นรากที่แผ่กระจายไปทั่วพื้นดิน แล้วยังมีหัว มีเหง้า มีอะไรต่ออะไรพันกันยุ่งไปหมด ลำพังแค่แรงดึงแรงเดียว คิดว่าจะถอนรากถอนโคนปรากฏการณ์นี้ออกไปจากสังคมไทยได้ แต่ปรากฏว่ามันยิ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ เละเทะไปหมด”

 

คือคำอธิบายปรากฏการณ์การเมืองไทย หลังผ่านเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ “ลึก” และทำให้ “เละ” กว่าที่คิดไว้ จึงไม่อาจหา “คำตอบ-ทางออก” ได้จากการ “ตั้งคำถาม” เพียงข้อเดียว

 

“ภิญโญ” จึงโยน 2 คำถามใหญ่ขึ้นกลางวงคือ 1.อะไรที่ฝังรากลึก และเราไม่เคยเห็น กับ 2.อะไรที่พอผุดขึ้นมาแล้ว เราไม่สามารถจัดการมันได้ ทำให้สังคมไทยเดินมาถึงจุดนี้

 

“วันนั้นเราเห็นสีเหลือง เราคิดหรือว่าพลังสีแดงจะเกิดขึ้นขนาดนี้ มันพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว เหมือนรถไถที่ไถไปข้างหน้า แล้วพลิกเอาอะไรต่างๆ ที่อยู่ในดินขึ้นมาเต็มไปหมด ได้เห็นว่าอะไรอยู่ใต้ดินบ้าง ทั้งสัตว์เลื้อยคลาน ปุ๋ยที่หมักหมมไว้ในสังคม สิ่งชั่วร้าย มลพิษต่างๆ มันดันขึ้นมาหมดเลยในท้องนา เราไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนขับรถไถ ใครมีอำนาจในการหยุดรถไถ รถจะไถไปถึงไหน มันกำลังไถกินพื้นที่ไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าทิศทางมันจะไถไปศาลพระภูมิประจำหมู่บ้านหรือเปล่า หรือจะไถเข้าบ้านใคร ไม่มีทางรู้ แต่เป็นปรากฏการณ์ฝุ่นฟุ้งไปหมด สิ่งที่อยู่ใต้ดินที่ครั้งหนึ่งสังคมไทยเคยกลบมันได้ มันผุดขึ้นมาเต็มไปหมด แล้วเริ่มมีเสียงโหวกเหวกโวยวายว่ากูไม่ยอมมึง และมึงก็ไม่ยอมกู”

 

“ยิ่งตอนนี้ไม่ได้มีรถไถคันเดียวด้วยสิ มันช่วยกันไถหลายคัน ต่างคนต่างไถกัน เลยไม่รู้จะหยุดอย่างไร ถ้าคันหนึ่งหยุด อีกคันไม่หยุด คันที่หยุดก็พัง ก็ไถกันอยู่บนที่คนอื่น ที่สำคัญไม่มีใครคุมกฎกติกา ไม่มีกำนัน กำนันดันไปเป็นเจ้าของรถไถด้วย หรือมีรถไถให้เช่า” เขากล่าวก่อนกลั้นหัวเราะ

 

เมื่อเข้าสู่ “ฤดูกาลเลือกตั้ง” ที่หลายฝ่ายตั้งความหวังว่าเป็น “ทางออก” ของประเทศไทย เป็นฤดูหว่านเมล็ดก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตใหม่ แต่ “ภิญโญ” เห็นต่างว่าไม่มีปัจจัยบ่งชี้ว่า “สิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้าย” จะหมดไป เพราะ “ดิน” ยังอัดแน่นด้วย “มลพิษ”

 

“ตราบใดที่คุณยังไม่ได้จัดการมลพิษในดินของประเทศ ไม่มีทางที่คุณจะก้าวต่อไปได้ คุณจะหว่านอะไรไปกี่ครั้ง มันอาจเติบโต แต่ผลผลิตแคระแกร็นแน่ คุณเอามลพิษเข้าไปใส่ มีศัตรูพืชเพียบ ผลผลิตก็ไม่มีทางดีได้ คุณต้องใส่ปุ๋ย ใส่ยาฆ่าแมลงเยอะมาก ต้องมีคนมาช่วยคุณเยอะมาก เพื่อให้การเพาะปลูกเป็นไปอย่างที่คุณต้องการ แต่ถ้าคุณไม่ปรับปรุงผืนดิน ต่อให้ใส่อะไรเข้าไป มันก็เป็นแค่ผิวหน้าดินเท่านั้น คุณจะไปทำสนามกอล์ฟก็ได้ ก็ปลูกหญ้าเขียวๆ รดน้ำมันเข้าไปสิ มันก็ดูสวยงาม แต่ข้างล่างล่ะ สังคมไทยกล้าเผชิญหน้ากับความจริงหรือเปล่าว่ามีปัญหาที่รากฐาน หรือพยายามลูบหน้าปะจมูก ปลูกหญ้าไปก่อนแล้วค่อยไปเลือกตั้ง”

 

ในทรรศนะ “ภิญโญ” การ “พลิกฟื้นหน้าดิน” ให้มีคุณภาพ “พลิกฟื้นความเชื่อมั่น” ให้กลับคืนมา ต้องเริ่มต้นด้วยการหยุดใส่ความชั่วร้าย และให้เวลาในการเยียวยา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความอดทนสูง และทุกฝ่ายโดยเฉพาะ “ชนชั้นปกครอง” ต้องยอมรับความจริง

 

“ความจริงของประเทศคือ วันนี้ประเทศคุณไม่ได้เป็นเอกภาพอีกต่อไป และใครที่จะขึ้นมาปกครอง ก็ไม่สามารถปกครองเฉพาะคนที่รักตัวเองได้ ไม่ว่าฝ่ายไหนชนะเลือกตั้ง มันมีคนที่เขาไม่ได้รักคุณ ดังนั้นเราต้องการนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์พอที่จะยอมรับความแตกต่าง ยอมรับคนที่เกลียดคุณและอยู่กับเขาให้ได้ ยอมรับสิทธิในการพูดของเขาเท่าๆ กับสิทธิในการพูดของคุณ ถ้าคุณไม่ยอมรับแล้วยิ่งแบกยิ่งย้ำว่า ไม่เลือกเรา เขามาแน่ ถามว่าถ้าเลือกเรา เขาจะหายไปหรือ ดังนั้นคำถามไม่ได้อยู่ที่เลือกเรา หรือเลือกเขา แต่อยู่ที่ทั้งเราและเขาจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรในประเทศนี้”

 

ส่วนความจริงอีกประการคือ ปัญหาที่เกิดขึ้นมี “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นตัวละครเอก เพราะการลาก “นายกฯ คนที่ 23” ลงจากตำแหน่ง เป็นการใส่ “พิษใหม่” ให้กับสังคมไทย เนื่องจากใช้วิธีการไม่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่สากลโลกไม่ยอมรับ

 

 

“พอคุณได้รัฐบาลใหม่แทนที่จะล้างพิษ แต่ไม่ได้ดีท็อกซ์ เพราะการดีท็อกซ์เป็นการทรมานร่างกาย มันเจ็บปวด เมื่อประชาชนเจ็บปวด คุณก็ไม่ได้รับคะแนนนิยมทางการเมือง คุณเลยใส่พิษเพิ่มขึ้น เพื่อให้คนลืมความดีของพิษเก่า แต่ว่าพิษใหม่ก็มีพิษตกค้าง มีผลข้างเคียงเยอะ ถามว่าร่างกายของสังคม มันจะรองรับพิษนี้ไปได้นานแค่ไหน สังคมมันมีจุดแตกหักหรือเปล่า”

 

“การล้างพิษใช้เวลาพอสมควร ต้องเสียสละหลายอย่าง อำนาจที่เคยมีต้องลดลง สิ่งที่เคยกินได้เยอะๆ ก็ต้องกินน้อยลง ส่วนแบ่งที่เคยได้มากก็ต้องได้น้อย อะไรที่เคยคิดว่าจะทำให้เสร็จเร็วๆ ดั่งใจตัวเองทุกอย่าง แม้จะอ้างว่าเป็นในนามของความดีก็ตาม ก็ต้องทนว่าจะไม่ได้อย่างนั้นทั้งหมด มันต้องรอ ทุกฝ่ายต้องอดทนเพื่อให้กระบวนการล้างพิษมันเกิดขึ้น สังคมถึงจะไม่เดินไปถึงจุดหายนะ”

 

“ญี่ปุ่น” เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการ “ล้างพิษ” แต่กว่าจะถึงจุดนั้น พลเมืองต้องอดทน 30-40 ปี มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่อนุญาตให้มีกองกำลังทหาร ทำให้จักรพรรดิเป็นเพียง “สัญลักษณŒ”

 

“มันเป็นวิธีเดียวที่จะป้องกันจักรพรรดิได้ ไม่ถูกทหารใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จักรพรรดิก็ต้องอยู่ในวัง ทหารก็ต้องอยู่ในกรมกอง ส่วนการเมืองปล่อยให้ประชาชนเล่นกันไป จบที่ตรงนั้น มันต้องรื้อโครงสร้างใหม่หมดเพื่อกระจายรายได้ไปสู่ภาคส่วนต่างๆ ขนาดญี่ปุ่นมีอำนาจพิเศษ เขายังใช้ 30-40 ปีในการพลิกฟื้นประเทศ แต่สังคมไทยไม่มีอำนาจพิเศษนั้น คุณคิดว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไร แล้วเราไม่มีฉันทามติทางการเมืองที่จะปล่อยให้พรรคใดพรรคหนึ่งทำอย่างนั้น ได้ด้วย เพราะเราแบ่งเป็น 2 ข้าง มีใครกุมเสียงข้างมากอย่างแท้จริงได้ไหม ดังนั้นใครมาเป็นนักการเมืองในเวลานี้ เป็นผู้นำรัฐบาลนี้ ก็ภพมรณะ (หัวเราะ)”

 

“นักสังเกตการณ์การเมือง” สะท้อนว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่มี “ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์เกิดขึ้นจริง มีแต่ “ผู้นำ” ที่ติดกับดักความเกลียดชัง แล้วก็ผลิตซ้ำความเกลียดชังนั้น

 

ห่างไกลจากภาพ “ผู้นำ” ในฝันของเขาที่ต้องยอมรับความจริง และอดทนต่อการโดนถล่มคาเวทีการเมือง

 

“งานนี้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ ยากลำบาก เป็นงานถอดกับระเบิดของสังคมไทย และไม่ต้องหวังเลยว่าจะมีอนาคตทางการเมืองอย่างที่เป็นอยู่ ถ้าคุณทำงานขนาดนี้ พรรคพวกอาจไม่เอาคุณ คุณอาจไม่ได้กลับมาอีก แต่คุณกำลังทำงานใหญ่เพื่อประเทศชาติ ทำงานเพื่อประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพื่อพรรคการเมืองแล้ว และผู้นำต้องมีทักษะในการสื่อสารโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นด้วยกับคุณ เพราะงานนี้คุณทำคนเดียวไม่ได้ ประชาชนต้องหนุนคุณ ถ้าประชาชนไม่หนุน คุณไม่มีทางปฏิรูปอะไรได้ในประเทศนี้ ถ้าคุณไม่ทำ ประเทศคุณพัง และแน่นอนคุณไม่มีอนาคตทางการเมือง แต่คุณยอมไหม เพราะคุณอาจจะพังกลางทางก็ได้ แต่สังคมไทยต้องการคนแบบนี้”

 

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “น้ำคำ” กับ “การกระทำ” ของนักการเมืองไทยมักสวนทางกัน

 

“ถามจริงๆ เถอะว่าเวลาเราฟังนักการเมืองพูดนโยบาย มันจับใจเราไหม?”

 

เขาโยนคำถามกลับ ก่อนอรรถาธิบายเพิ่มเติมว่า “เพราะคุณไม่ได้พูดจากใจไง ไม่ได้พูดจากความเชื่อลึกๆ ที่อยู่ในหัวใจคุณว่าอยากจะเปลี่ยนแปลง อยากทำเพื่อประชาชนจริงๆ แต่เวลาฟัง “ผู้นำระดับเปลี่ยนแปลงโลก” เช่น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง, มหาตมะ คานธี, เนลสัน เมนเดลา ทำไมรู้สึกว่าจับใจ เพราะเขาพูดออกมาจากใจไง ทีนี้เราจะรู้ตั้งแต่ต้นเลยว่านโยบายจริงหรือไม่จริง มันมีแต่ผู้นำเฟคๆ เต็มไปหมด เราอยู่ในวงการข่าว เราก็เห็น เราเคยศรัทธาใครไหม”

 

ถึงวันนี้คนไทยจึงคล้ายไม่มี “ทางเลือก” ต่างจากโลกตะวันตกที่พอถูก “ขั้วซ้าย” บีบ “ขั้วขวา” อัด ก็จะเกิด “ทางเลือกที่ 3” ขึ้นโดยอัตโนมัติ

 

อย่างประเทศสหรัฐ ที่พอเถียงกันหนักเข้า มันก็เกิดข้อเสนอที่เป็นทางเลือกที่ 3 ประชาชนก็เลือก “บิล คลินตัน” เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ แบบแลนด์สไลด์ในปี 1982 มันมีเหตุผลที่จะนำพาประเทศเดินต่อไปได้

 

หรือในประเทศอังกฤษ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของพรรคอนุรักษนิยมมานาน จนคนเบื่อมาก เมื่อ “โทนี่ แบลร์” ก้าวขึ้นมาก็เสนอนโยบายทางเลือกที่ 3 เพื่อให้สังคมเห็นว่าไม่เลือกซ้ายหรือขวา แล้วทำให้ประเทศเดินต่อไปได้ คนก็เลยเลือกถล่มทลาย

 

กระนั้นไม่มีโมเดลใดที่จะนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เราจำเป็นต้องเรียนรู้ แล้วนำมาผลิตคำตอบของเราเอง

 

แต่เป็นไปได้ที่สังคมไทยตั้งคำถามกับ “อนาคตหลังการเลือกตั้ง” น้อยเกินไป ทำให้นโยบายของพรรคต่างๆ ที่ออกมายังติดอยู่กับกับดักความขัดแย้ง-แย่งกันเทผลประโยชน์ใส่ประชาชน

 

“เมนูที่เปิดมาทั้งหมดก็เถียงกันว่าใครลอกใคร ใครดีกว่าใคร ไม่เคยมีพรรคไหนที่มายืนอย่างสง่า ส่งตัวแทนหัวหน้าพรรคบอกว่าอะไรเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง เราจะยุติความขัดแย้งนี้ได้อย่างไร จะพาสังคมไทยออกไปจากความขัดแย้งได้อย่างไร ไม่มีวิธีคิดที่จะเดินไปข้างหน้า แต่มีวิธีที่จะฟันฝ่ายตรงข้าม แล้วเรามีความสุขว่าชนะในสงครามแล้ว ในทางการเมือง เราติดกับดักกันแค่นี้”

 

ทั้งหมดสะท้อนรากเง้าของปัญหาที่ทำให้สังคมป่วย ในวันที่ประเทศไทยต้องการการดีท็อกซ์!!!

 

(ร่วมออกแบบประเทศไทยได้ที่desing_thailand@hotmail.com และทาง facebook ออกแบบประเทศไทย)

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s